140828 เจโตสมถะ-พ่อท่าน-วัดธาตุทอง-r043 กำลังจัดหน้า

โฟลเดอร์2514 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์17 KB
วันที่แก้ไข17 มิถุนายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

140828 เจโตสมถะ-พ่อท่าน-วัดธาตุทอง-r043

วันที่ 28 สิงหาคม 2514 ครั้งที่ 4 วันนี้สายไปนิดนึงแต่ไม่เป็นไรหรอกวันนี้เลยไปจนถึงเที่ยงได้พูดนำนิดนึงแล้วก็ค่อยว่ากันไปต่อแล้วก็นั่งกันต่อปฏิบัติกันต่ออีกเคยสิ่งที่จะพูดนำแต่ราคาแต่ละครั้งบางครั้งมันก็จะซ้ำซากบางครั้งก็จะวกเรียนนิดหน่อยก็เหตุว่าเรื่องของธรรมะนั้นคือวัฏฏะคือวงกลมคือวงกลมไม่มีที่จบณที่ใดไม่มีจุดณที่ใดที่เป็นที่ตั้งต้นและเป็นที่สุดท้ายเพราะฉะนั้น บอกว่าจะเอาความเป็นจริงกันแล้วล่ะก็ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีจบแต่เราจะต้องรู้จุดจบเราจะต้องรู้จุดขมวดเราจะต้องรู้รอบรู้กี่พันของแต่ละอย่างอันนี้แหละเป็นหลักใหญ่ที่ศาสนาพุทธหรือว่าพุทธสมาคมของเราได้ตรัสรู้แล้วก็ได้เข้าใจเรื่องนี้เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าองค์สมณโคดมของเราจึงได้แบ่งขีดขั้นของความเป็นแต่ละระดับแต่ละระดับออกมาได้เป็นต้นว่าปุถุชนท่านก็คือท่านต้องกุศลเอาไว้เมื่อตัดโคตรติดชั้นเรียกว่ารอบนึง สูงสุดควรจะเป็นอย่างนี้ท่านก็ตัดออกเป็นผ่านจากคนธรรมดาแล้วขึ้นเป็นพระอริยะพระอริยะท่านก็ยังไปตัดอีกเป็นรอบๆมีรายละเอียดเป็นชั้นๆไปอีกถ้าจะแบ่งกันอย่างละเอียดก็เป็นถึง 8 ถ้าแบ่งเป็นอย่างธรรมดาก็เป็น 4 เป็นว่าระยะโสดาอริยสัจธรรมจนกระทั่งถึงอรหันต์แท้ที่สุดอรหันต์ก็ยังไม่จบต่อจากอรหันต์ไปก็ยังถูกมีขอบข่ายมีรอบมีระดับท้องทั้งอรหันต์ขึ้นไปอีกเพราะว่าในเมืองไทยของเราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเรียน ความเป็นอรหันต์ต่อไปอีกอย่างที่ทางมหายานเขาเรียนเพราะฉะนั้นขีดสุดท้ายที่เถรวาทเราหรือญาติของเรายกเอาไว้เป็นขีดสูงสุดที่เราจะพึงกระทำกันก็เอาแค่ว่าอรหันต์เป็นสูงสุดถ้าเลยอรหันต์ไปแล้วบางเหล่าบางพวกถึงกับปฏิเสธวันสุดท้ายซึ่งแปลยังไม่มีความเข้าใจก็บอกว่าไอ้อย่างนั้นผิดทางแล้วไม่ถูกเรื่องแล้วแต่โดยแท้ที่จริงนั้น

อ่านต่อ

มันไม่มีทิศทางมันไม่ถูกทางอะไรหรอกถ้าเกิดว่าเดินตามทางของอริยมรรคของพระพุทธองค์แล้วก็มันไม่มีผิดทางไม่มีวัตถุทานอะไรแน่นอนก็จะเป็นมหายานก็ตาจะเป็นเนื้อยาหรือเถระก็ตามเราก็เดินตามสัมมาอะระหังของพระพุทธองค์ แล้วก็พยายามที่จะทำความเข้าใจให้ได้ถูกต้องตามสายตามทางของพระพุทธองค์ที่วางไว้ทั้งนั้นด้วยกันเป็นแต่ว่าเราจะยอมรับหรือว่าเราจะตัดขอบตัดข่ายเอาแค่ใดซึ่งแม้แต่เดี๋ยวนี้ก็ตามพวกเราราวๆนี่แหละหรือผู้ที่ไปวัดไปวากันบ่อยๆนี่แหละก็ยังเคยตั้งผมตั้งใจเอาไว้อยู่เหมือนกันว่าโอ้ยเราไม่เอาอะไรมากเราเอาแค่โสดาบันก็พอก็ยังมีจุดมุ่งหมายยังมีค่าเอาแล้วยังมีกะเอาอยู่เหมือนกันทั้งๆที่เราเองเราก็ยังรู้ว่าโสดาบันยังไม่สิ้นสุดนะเป็นแต่เพียงว่าเป็นผู้ตัดอบายภูมิคือหมายความว่าตัดขอบชายของความหมุนเวียนชั้นต่ำจากความเป็นคนไปสู่สัตว์แล้วก็ไปสู่ อบายภูมิต่างๆสัตว์เรื่องนั้นเท่านั้นเองแต่ว่ามันยังมีจุดสูงขึ้นไปอีกเป็นอริยภูมิต่อจากอริยะภูมิขึ้นไปจนถึงขั้นอริยกุลก็แบ่งเป็น 4 จำนวนมนุษย์ตะปูหรือว่าอบายภูมิรวมกันแล้วเราก็ยังแบ่งเป็นปีเป็น 5 ตัวมนุษยภูมิเป็นกลางเมืองกลางแม้แต่อบายภูมิก็ยังแบ่งเป็น 4 มีสัตว์นรกเปรตอสุรกายเดรัจฉานเป็นต้นเพราะฉะนั้นยกระดับขึ้นไปเป็นขั้นของอริยกุลพระพุทธเจ้าก็แบ่งเป็น 4 เลยจากอริยคุณาธาร ไม่พูดกันเลยในวาระที่ควรจะพูดในที่ชุมชนใครจะพูดก็พูดกันส่วนตัวในบางคนเท่านั้นซึ่งจะเลยจากอารยธรรมไปแล้วเรียกว่าเป็นพุทธคุณให้เรื่องพุทธภูมินั้นก็ค่อยว่ากันอีกทีนึงเพราะงั้นความเข้าใจของแต่ละคนถ้าไม่ไปแสดงว่าคนอื่นเขาไม่ไปกี่คันหรือไม่ไปทิ้งเขาก็ปิดประตูแล้วก็ไปตั้งมาณที่สุดให้ตัวเองเราก็สามารถที่จะทำความเข้าใจหรือสามารถที่จะทำการศึกษาภาคเรียนทำความสะอาดบรรลุไปเป็นระดับระดับได้สิ่งนี้ที่เรามานั่งกันเนี่ยอาตมาเคยเรียกว่าเรายกคอร์สขึ้นมาอีกคอร์สนึงเพราะเหตุว่าที่ไป อยู่ทั่วๆไปตามวัดมหาธาตุพอดีวัดนรนาถแสนดีเหล่านั้นหรือแม้ที่วัดธาตุทองนี่เองแต่ว่าเป็นวันอาทิตย์ปลายเดือน 2 อาทิตย์นั้นเราก็พยายามที่จะพูดกันในฐานะที่ว่าส่วนทั่วไปไม่ใช่เป็นท่านยกค้อนขึ้นตามลำดับขึ้นมาว่ามันสูงขึ้นมาอีกชั้นนึงไม่ได้ทำงานเพราะเห็นว่าการที่มาจัดที่หาสปายะเรียกว่าหาสปายะคือหาสถานที่โดยเฉพาะแล้วเราก็ทำจิตนิ่งเท่านั่งขัดสมาธิหรือพระพุทธเจ้าจึงเรียกว่าคู่บัลลังก์ตั้งกายตรงภูวนันท์ร่างกายตรงแล้วก็ สำหรับจุดชำระจิตให้ขาดจากนิวรณ์ทำเองกับชะตาทำให้เกิดหรือทำเอกสารลงให้ได้นั่นเรียกว่าเป็นอีกชั้นหนึ่งแล้วเป็นชั้นที่เรียกว่าเตรียมเข้าสนามรบเรียกว่าขันธ์สูงท่านเตรียมเข้าสนามรบจะรบกับใครรบกับกิเลสตัวไหนท่านที่จะเข้าไปรู้ในตัวในในที่มันละเอียดขึ้นไม่ใช่ตัวโตๆเพราะฉะนั้นถ้าผู้ที่จะเข้าไปถึงขนาดนั้นที่เหมาะที่ควรแล้วก็ควรจะรู้กิเลสตัวโตๆมาซะก่อนเมื่อรู้รูปนามของกิเลสตัวโตๆมาแล้วก็มาเรียนคอร์สนี้เพิ่มเติมขึ้นมาได้ถ้าไม่รู้รูปนามของกิเลสตัวโตๆแล้วไปรู้รูปนามของกิเลสตัวละเอียดขั้นเรียกว่าใน ศุภกิจและในอรูปประจิมมันก็เป็นเรื่องยากเป็นเรื่องละเอียดขึ้นไปอีกแต่ถึงตอนนั้นก็ตามเมื่อเรายกคอร์สขึ้นมาแล้วใครคิดอ่านว่าเราจะเรียนคอร์สนี้แล้วก็คอร์สธรรมดาลูกหนี้กันไปเลยทั้งสองคอร์ส 2 ชั้นชั้นนี้ก็เรียนชั้นต่ำกว่านี้ก็เรียนอะไรก็ตามแต่ก็ได้เหมือนกันเมื่อมานั่งหลับตาแล้วนี่เราไม่พยายามที่จะไปรู้ถึงวัตถุกามที่มันไปแตะไปต้องไปสัมผัสกินแต่เราไปรู้ถึงตัวจิตที่มันยังไปผูกพันอยู่กับกิเลสตัณหามาจากวัตถุตามแล้วทางมาจากวัตถุตามแล้วขณะนี้กิเลสที่จะตัดในขั้นอารยธรรมไม่มีอะไรมากไปกว่า ไม่มีอะไรจริงๆเพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจจุดนี้ไม่ได้แล้วจะไปหาเรื่องอื่นใดในโลกนี้ไม่รู้โลกไหนแต่โลกไหนก็ตามแต่มันไม่ถูกเพราะเหตุนั้นถ้าเกิดว่าใครเรียนโสรถยานมาคือหมายความว่าวิปัสสนาภูมิ 16 มาแล้วจะเข้าใจดีทีเดียวว่าแม้แต่ในวิปัสสนาปฏิเสธปิดที่ท่านอธิบายเอาไว้นั้นก็คือสิ่งที่เกินขอบเขตไปจากต่างประเทศจะเป็นแสงสีเป็นนิมิตเป็นยานคือวิชาความรู้เป็นอะไรต่ออะไรก็ตามแต่ในวิปัสสนาปฏิเสธนั่นแหละคือสิ่งที่เกินกว่ากามคุณ สิ่งที่เกิดสงครามกามคุณเพราะฉะนั้นในอริยกุลมีไม่ได้ตัดอะไรหรอก 1 ตัดกามาสว่างอารมณ์นี้เท่านั้นให้ขาดให้ขาวให้กระจ่างแล้วก็ฆ่ามันให้ได้พอฆ่ามันได้รู้แจ้งเป็นความรู้อันเที่ยงตรงถูกต้องและดับมันได้จริงๆถ้าไม่แม้กระทั่งตัวลึกในภวังค์แต่ว่าได้เด็ดขาด ครบ 3 วิชาให้ครบ 3 อาสวะแค่นี้แหละแค่นี้แหละเป็นพระอรหันต์แล้วถึงขั้นอริยกุลสูงสุดแล้วเป็นท่านอรหันต์อรหันต์คุณอรหันต์สาวกได้ถ้าเราไม่เข้าใจอย่างนี้เราจะไปเพ้อพบเรื่องอื่นๆต่อสู้ซึ่งเราจะไปหมายเอาไกลถึงศาสนาว่าจะต้องไปมีเตวิชโชไปมีชะตาภิญโญไปมีอภิญญา 3 อภิญญา 6 อภิญญา 8 อะไรนั่นไอ้นั่นมันปล่อยให้เขาที่เกินเรื่องแล้วที่เกินอริยะกลุ่มแล้วไปถึงขั้นนั้นไปถึงขั้นเราเรียกว่าพุทธภูมิแล้วเพราะฉะนั้นยกให้ผู้ที่จะพยายามขึ้นไปเป็นพุทธภูมิสู่พุทธภูมิสูงสุดจนกระทั่งถึง ตะกรุดพระนั้นเราเรียกว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่ใฝ่หาความรู้พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าโพธิสัตว์โพธิแปลว่าความรู้สัตว์ก็คือสัตว์โลกนี่แหละก็คือเรานี่แหละหรือใครก็ตามที่ตั้งจิตจะเป็นโพธิสัตว์จะเป็นสัตว์ผู้ใฝ่หาความรู้บางคนก็ไม่เอาจบแค่นี้ก็บางคนก็หมายเอาสุดเลยตั้งถึงพุทธภูมิสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ทันทีตั้งตั้งแต่บัดเดี๋ยวนี้ก็มีบางคนก็ไม่ต่างบัตรเดี๋ยวนี้บางคนได้ปฏิบัติตนไปจนกระทั่งถึงบรรลุสุดยอดของอารยธรรมแล้วเป็นสาวกอริยวงก็เรียกไปจนกระทั่งถึงบรรลุอรหันต์แล้วแล้วก็ไปตั้งจิตใหม่เปลี่ยน ไม่เอาแล้วตายจะไม่ดับคันละตายจะเหลือวิชาไว้แล้วก็จะมาเป็นผู้ใฝ่หาวิชากันต่อหรือโพธิหรือความรู้วิชาและความรู้โพธิก็ความรู้มันไม่มีปัญหาอะไรหรอกถ้าเราเข้าใจแล้วจะมาฝ่ายหาความรู้ต่อผู้นั้นก็เป็นพระโพธิสัตว์ต่อพูดอย่างนี้พวกเถรวาทไม่รู้เรื่องเลยไม่เข้าใจแล้วก็ผ่านอาตมาก็เผลอบางทีว่างๆก็พูดเหมือนกันตอนที่หนุ่มเยอะแยะเผลอพูดเขาก็ไม่เข้าใจเขาก็หาว่านอกคิดนอกทางอะไรต่ออะไรก็เอาเถอะเราเองเราก็ไม่มีเจตนาอะไรจะให้เขาเข้าใจผิดอะไรออกมานอกคิดนอกทางแต่มันพูดๆไปมันก็เลยเลยเถิดๆไปนิดหน่อยก็เพื่อที่จะให้เขาเข้าใจได้เพิ่มขึ้นและเจตนาแต่เขาก็หาว่าผิดก็เลยไม่ค่อยพูดมากไม่พูดไม่พูดบ่อยนะเพราะว่ามัน เขาหมดมีความสงสัยเขาบอกศรัทธาและมีความสงสัยเพิ่มขึ้นในประเทศไทยไม่ได้เพราะงั้นในขณะนี้เราก็อย่าเพิ่งไปพูดกันถึงมากเราตั้งรอบของเราซะก่อนว่าเราเอาแค่พ้นจากกุศลให้ขึ้นเป็นอริยะเราพูดกันแค่นี้และเราพยายามกันแค่นี้แต่ถึงกระนั้นก็ดีในหมู่ผู้ที่ไปทำด้วยกันเยอะแยะหลายคนถามว่าอริยะคนไปแล้วก็เยอะหลายคนอยู่เป็นโสดาบันโดยในโสดาบันของโสดาบันลำดับ 2 ลำดับ 3 ลำดับ 4 ก็มีอยู่แม้โสดาบันนำแบ่งละเอียดแบ่งละเอียดมากโสดาบันมีลำดับ 1 ลำดับ 2 ลำดับ 3 ลำดับ 4 เราก็มีเพราะงั้นแนะที่อยู่ด้วยกันที่ ปฏิบัติธรรมอยู่ด้วยกันที่ 1 อยู่ตรงนี้ที่นี่หรือที่ไหนๆก็ตามแต่ก็มีโซดามีอริยะท่านโสดาขึ้นไปก็มีอยู่หรือแม้กระทั่งพระโสดาก็มีอยู่เพราะฉะนั้นเมื่อพูดถึงขั้นจะตัดรอบเอาแค่อริยสัจจ์เราก็เลยเกิดขึ้นไปหาอริยกุลขึ้นเลยโสดาสันติภาพอนาถาขึ้นไปบ้างเป็นบางครั้งบางคราวซึ่งมันก็จะได้ต่อท่อกันขึ้นไปเพราะว่าเราไม่ได้มาชี้ตัวชี้ตนว่าคนนี้เป็นพันนี้แล้วนะไม่เข้าห้องเรียนนี้มันก็โรงเรียนธรรมดาที่ว่าคนนี้จบภูมิศาสตร์ชั้นนี้แล้วก็เข้าชั้นนี้เราไม่เคยพูดกันเราไม่เคยไปคุยกันเราไม่พึงไปกำหนดกันแต่ผู้ที่เกิดแล้วเป็นแล้วเป็นที่ตัวเองไม่ต้องไปเอาป้ายแปะเหมือนนักเรียนไม่ต้องไปเอาชั้น เรียนภาษามายกให้คนนี้เป็นชั้นนี้แล้วคนนี้เป็นชั้นก่อนชั้นขอชั้นขอแล้วไม่ตอบแต่ว่าภูมิผิดหรือว่าตัวจิตที่เกิดแล้วเป็นแล้วในคู่นั้นคู่นั้นมันเป็นเองเป็นจริงไม่ต้องเอาป้ายไปบอกแต่ผู้ที่ไม่เป็นสิเอาป้ายไปติดไว้ตั้งแต่หัวจรดเท้ามันก็ไม่ใช่มันก็ไม่เป็นเพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันจึงเป็นเรื่องที่เรียกว่าของแท้ของจริงเรากำลังศึกษาสัจธรรมเราให้สัจธรรมมันแสดงตนของมันเองเราไม่จำเป็นจะต้องไปว่าไปบอกอย่างนี้ไปพูดอย่างโน้นหรือไปกำหนดอันนู้นอันนี้กันใครได้อะไรใครรู้ตัวได้เท่าไหร่ก็เอาผู้ที่มันนั่งที่จะตัดรอบขณะนี้ก็อ่านจะนั่งหลับตาหรือลืมตาก็ตามเมื่อมา หลับตาแล้วห่างจากวัตถุกามมาแล้วเช่นเดียวกันกับเราเอาไม้ที่มันชุ่มด้วยยางอยู่เอาขึ้นมาจากน้ำเอาขึ้นมาจากน้ำเสียแล้วเราก็มานั่งทำไม้นั้นให้มันแห้งมาทำยางที่มันชุ่มมันเปียกแฉะอยู่ในเนื้อไม้ให้มันแห้งลงทำไม้ให้แห้งเหมือนกับเราทำจิตของเราที่มันชื่นชอบอยู่ได้กินเลยกราบให้มันแห้งลงให้มันเหลือใช้จากกินเองตามต่างๆเราห่างจากวัตถุชั่วคราวขณะนี้โดยนายนั้นไม่ผิดตามที่พระพุทธเจ้าเมื่อเรามานั่งเข้าไปแล้วเราจะหลับ ก็ตามใจจะลืมตาก็ตามใจแต่เข้าใจความหมายให้ได้ว่าเราจะหลับตาหรือลืมตาเราก็มุ่งหมายเพื่อที่จะอ่านตัวกิเลสให้ออกกิเลสที่มันยังวุ่นอยู่ในจิตของเรามันพูดอยู่ในจิตของเราเราเองเรารู้ว่าเราเสมอว่าเรานั่งเฉยๆเนี่ยเราอดคิดไม่ได้ใช่ไหมอันนี้เรารู้ดีเรานั่งเฉยๆแล้วเราอดคิดไม่ได้ตัวที่คำว่าอดคิดไม่ได้นั่นแหละไอ้ความคิดที่มันฟุ้งกระจายอยู่นั่นแหละนั่นแหละคือสิ่งที่มันทับตายมันแลกหรือว่าวันจะปรุงแต่งเป็นเรื่องของกิเลสกามอยู่เป็นส่วนใหญ่เพราะฉะนั้น เจ้ากิเลสกามตัวนั้นแหละที่มันปรุงแต่งอยู่อันนั้นแหละเราอ่านมันให้ออกอ่านไม่ชัดมันคิดขึ้นมาขนาดนี้จับเลยจับมันเข้าไปมันจะคิดอยู่ในทวารใจเฉยๆหรือมันจะแรดอยู่ในไม่วัตถุโดยตรงที่เราไปสัมผัสกับมันจริงๆแต่ว่ามันมาเข้าทางทวารหูมันลอยมากับลมได้มันมาเข้าทวารจมูกมันลอยมากับลมก็ได้มันมาสัมผัสแต่ต้องผิวกายของเรามันลอยมากับลมก็ได้อันนี้แหละทวารนี้แหละที่เราจะต้องสังเกตมันจับมันเป็นทวารที่ยังอยากอยู่กายจมูกหูดียังรับแต่ตาถ้าผมผู้ใดหลับลงแล้วตาก็ไม่รับ ลิ้นนั้นแน่นอนหุบไปแล้วหุบปากไปแล้วไม่งั้นเราก็มาพิจารณาเขาพิจารณาทวารที่เหลือทวารที่เหลือแต่ถ้าเราจะพิจารณาทีเดียว 3 ทวารมันไม่ได้นะถ้าพิจารณาทีเดียว 3 ทวารนั่นไม่เป็นเอกัคคตารมณ์เอกกะบวกผักคะอัคคะหมายความว่าเป็นหนึ่งอย่างยิ่งอัคคะแปลว่ายิ่งยวดยิ่งใหญ่เป็นหนึ่งเอกลักษณ์เป็นหนึ่งอย่างยิ่งเพราะฉะนั้นถ้าเราจะพิจารณารับมันเลยทั้ง 3 ประตู 3 ทวารยังกายรับได้มีลอยลมมาหูรับได้แล้วก็ทางจมูกรับได้มีเราก็ไม่เอาเราก็เอาให้เหลือลง 1 จะเอาจิตไป สนใจอยู่ที่หูทวารหูทวารเดียวเกิดจากหรือทวารกายทวารเดียวประกาศจะเอาเส้นเท่านั้นเอา 1 ตรงๆเลยชัดๆเมื่อเรายกจิตขึ้นพยายามสังเกตพยายามที่จะจับให้รู้กิเลสในทวารหูนายทวารกายเราก็ลงมือจับจริงๆลงมือจับจริงๆอ่านจริงๆให้รู้ตัวตนของกิเลสจะเป็นกิเลสหรือว่าเป็นอะไรก็ตามแต่มันเกิดขึ้นมาได้เราเรียกว่าสังขตธรรมเป็นธรรมะชนิดหนึ่งเป็นธรรมะชนิดหนึ่งที่มันเกิดขึ้นมาเรียกว่าสังกัดตามทั้งหลายทั้งปวงจะเกิดได้มีรูปกับนามผสมกันปรุงแต่งกันขึ้นมาเป็นสังขารเพราะ สิ่งที่มันจะมาถึงตัวเรานี่มันเป็นสังคมที่ลอยมาแล้วลอยมามาพบกับเราอีกไอ้ตัวที่มันลอยมาทุกตัวนี่แหละมันเป็นรูปทุกตัวมันลอยมานี่มันเป็นรูปทุกตัวรูปมันมองมาถึงตัวเราสัมผัสกับตัวเราพับจิตของเรานี่เข้าไปสัมพันธ์กันเข้าไปทำสังหารๆเข้าไปทำสังขารและทำเป็นข้าวตัวรูปนั้นมันจะผสมคำสังขารหรือสังขารหรือปรุงแต่งจิตของเราไปผสมกับลูกนั้นเกิดขึ้นมาเป็นรถตัวรถตัวนั้นก็เป็นสังฆธรรมตัวใหม่เป็นสังฆกรรมตัวใหม่สังขตธรรมตัวนั้นแหละเป็นตัวที่เราเรียกมัน ถ้ามันยังตรงไปด้วยรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่เป็นการอยากได้หรือว่าอยากไม่ได้มันมี 2 อย่างอันนึงอยากได้หรืออยากรับอีกอันนึงอยากปัดออกไปหรืออยากจะไม่รับเอามันมีอยู่ 2 ประตูนั่นเองในขณะใดที่เราอ่านตั้งใจอ่านอย่างนี้ยกจิตขึ้นไปตั้งใจอ่านอย่างนี้ในขณะนั้นเราใช้สติขึ้นมาถ้าไม่มีสติอ่านไม่ได้หรอกใช้สติขึ้นมาใช้พอใช้สติขึ้นมาแล้วก็คอยจับดูสิ่งนั้นอย่างสนใจอย่างเคร่งจึงเรียกว่าขาดหรอกเพ่งพิจารณาเพ่งเข้าไปให้รู้จริงๆเดี่ยวๆแม้กระทั่งตาอารมณ์เดียวๆเป็นหนึ่ง เพลงเข้าไปจับเข้าไปรู้ในขณะนั้นแหละสติของเราไม่ขาดในขณะนั้นที่มีอยู่รู้อยู่จริงๆอย่างนั้นแหละซึ่งรู้ตัวว่าเรากำลังจะจับกิเลสขณะนั้นเรียกว่าเป็นผู้ค้นแล้วจึงมองหาบทโมหะแล้วเป็นผู้ที่รู้ตัวมีสติมีสติครองตัวอยู่เรียกว่าสติชาโลเป็นผู้ที่ตื่นอยู่ด้วยสติตื่นคือมีแสงสว่างเธอไม่มีแสงสว่างเพราะฉะนั้นไม่ใช่ผู้มืดไม่ใช่ผู้บอดไม่ใช่ผู้หลักเป็นผู้ที่มีแสงสว่างแล้วไม่ใช่ผู้มีโมหะที่เรียกว่ามือปอดเป็นผู้ที่สว่างอยู่กำลังมีแสงสว่างก็จับให้รู้ว่าตัวนี้เป็นของที่เราอยากได้หรือเป็นของที่เราไม่อยากได้ถ้า อยากได้เป็นโลภะถ้าไม่อยากได้เป็นหมู่ว่าเป็นโทรศัพท์มีอยู่ 2 ประตูเท่านั้นถ้าเราจับได้ชัดๆแล้วถ้ามันเป็นไม่เป็นโลภะมันก็เป็นโทรศัพท์ถ้ามันเป็นโทรศัพท์มันก็เป็นโลภะถ้าเรารู้เรียบร้อยว่าเป็น 2 อย่างนี้เราก็ไม่เอาตัดมันเสียค่ามันลงดาบมันไปอย่าให้มันมาท่องไว้อยู่กับสิ่งของเราแต่ถ้าเมื่อเราพิจารณาแล้วสิ่งนี้มันไม่ใช่มันเป็นของอีกสิ่งหนึ่งมันเป็นของวังเป็นของกลางๆจะเป็นโรคก็ไม่ใช่จะเป็นโอตะหรือโกรธก็ไม่ใช่โลกนี่เราชอบโทรศัพท์ที่เราทำเพราะฉะนั้นมันจะเป็นชอบก็ไม่ใช่จะเป็นธรรมก็ไม่ใช่ เป็นเฉยๆกลางๆว่างๆเราก็ให้ยึดเอากลางๆว่างๆเอากลางๆว่างๆไอ้กลางๆว่างๆนั่นแหละคืออุเบกขาทำเฉยๆเปล่าๆกลางๆเรียกว่าอุเบกขาทำถ้าเราชอบเราจะสุขสิ่งที่ชอบนะแล้วเราได้สมใจเราจะเป็นถ้าเราไม่ชอบไม่สนใจเราเราจะทุกข์ถ้ามันอยู่มันอยู่กับเรานะเพราะฉะนั้นถ้ามันอยู่กับเราเราก็อยากให้มันมีทำสิ่งที่ไม่ชอบมันทุกข์แต่สิ่งใดที่เราชอบเราก็อยากให้มันอยู่แล้วเราก็เป็นเพราะฉะนั้นเมื่อเกิดการถูกการทุกข์อย่างนี้มันก็เป็นของเป็นโรคอยู่เราจึงต้องดับไม่ให้มีทุกข์ ไม่ให้มีทุกข์ถ้ามีทุกข์มีสุขท่านเรียกในภาษาที่เรารับรถว่าทุกขเวทนาหรือสุขเวทนาแต่ถ้าเราไม่เอาแหละเห็นว่าไม่เป็นทุกข์รู้แล้วว่านี่เป็นโรคแล้วเราจะไปหลงกับมันมาเป็นสุขเราก็ระงับเสียงไม่ถูกล่ะเฮ้ยหรือบางทีเราไปเจออันนี้ว่าเออไอ้นี่เป็นทุกข์ทรมานแท้ไม่ดีเราก็เฉยเหมือนกันเรียกว่าเราไม่ทั้งสุขเราไม่ทั้งทุกข์เป็นอารมณ์กลางๆไม่มีทุกข์ไม่มีสุขเรียกภาษาบาลีว่าขาดทุกข์ก็คืออารมณ์เดียวกันนั่นแหละแต่อุเบกขาทำอยู่เฉยๆว่างๆเราพยายามทำอารมณ์อย่างนี้ให้กับเราเสมอกันนั่งหลับตา ดูหนังลืมตานั่งสมาธิอยู่กับที่ในอริยบทนั่งหรือจะเดินเหินหรือจะนอนหรือจะเดินก็ตามอันเดียวกันทั้งสิ้นอันเดียวกันทั้งสิ้นไม่มีผิดแปลกไปเพราะฉะนั้นอย่าไปเพ้ออย่าไปหลงถึงบอกว่าจะต้องเกิดนะมีนั่งหลับตาเข้าก่อนอื่นจะเกิดโอพาโซ่จะมีแสงสว่างออกจากองค์พระโตเสร็จแล้วจะมีนิมิตมีลูกมีร่างมีอะไรอย่าให้มันเป็นวิปัสสนามากินเลยถ้าใครเรียนโสฬสยานมาแล้ววิปัสสนาญาณ 16 มาแล้วจะรู้จริงๆไอ้นั่นเป็นกิเลสเป็นวิปัสสนาปฏิเสธอย่าเพิ่งไปสนใจสนใจเรื่องนี้เท่านั้นสนใจเรื่องนี้เท่านั้นที่จะอ่านตัวตนรูปนามของมันออกมาอันนี้แหละ ถ้ามันเป็นรถถูกเราก็อย่าอย่าไปสุขกับมันทำเป็นรถทุกตัวอย่างอาตมาพูดอย่างนี้ยากหน่อยก็เดี๋ยวก็ลองจัดนั่งหลับตาใครจะนั่งก็เริ่มหลับได้แต่นั่งหลับถ้าใครไม่หลับจะฟังเรื่อยไปก็เอาอาตมาจะพูดต่ออีกสักประมาณ 10 นาทีแล้วเราก็จะได้นั่งกันไปจนกระทั่งถึงประมาณ 5 โมง 50 แล้วก็จะคลายออกมาพูดนิดหน่อยพูดที่จะพยายามพิจารณานั้นถ้าจะมาพูดเมื่อกี้พูดเป็นหลักวิชาทีนี้ยกตัวอย่างเป็นของจริงดูถ้าเรานั่งอยู่เฉยๆลมโชยมากระทบร่างกายเรานี่พูดละเอียดหน่อยนะลมโชยมากระทบ line เราในขณะนี้อากาศทั่วไปมันร้อนอากาศทั่วไปมันร้อนเพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเรานั่งอยู่อย่างนี้อากาศร้อนนั้นมันยังคุมตัวอยู่เราจะรู้ตัวเราเลยว่าเรามีสังขตธรรมอย่างหนึ่งในจิตคือมันอบแห้งไม่ค่อยสบายอารมณ์ไม่ค่อยสบายนั่นแหละคือความจริงพิจารณาให้ดีอารมณ์ที่ไม่ค่อยสบายนั่นแหละคือความชังคือเราไม่เข้าใจพ่อไงก็เดี๋ยวถ้ามีลมพัดโชยมาอ่อนๆเย็นๆเอาล่ะตอนนี้อารมณ์ที่ค่อยสบายจะเกิดขึ้นอารมณ์ที่ค่อยสบายกำลังเกิดขึ้นนั้นแหละกำลังเป็นโลภะกำลังเป็นโลภะสิ่งที่เรา ถ้าลมมันโชยมาหายไปเพราะหายไปอากาศที่มันอบอ้าวกลับเข้ามาแทนที่อีกเราก็จะกลับกลายจากโลภะเป็นโทสะอีกเป็นโทสะอีกเอ๊ะทำไมเมื่อกี้ลมหายไปแล้วตอนนี้อากาศอ้าวยังสาวแล้วชักไม่ค่อยดีนะนี่แหละคือสภาวะธรรมที่มันปรุงแต่งอยู่ในจิตของเราจริงๆเลยอ่านดูให้ดีอารมณ์ที่ปรุงแต่งอยู่ในจิตที่เราเกิดอารมณ์อย่างนั้นอย่างนั้นแหละไม่ใช่อารมณ์นิพพานเป็นอารมณ์ที่รับสุขรับทุกข์อยู่ถ้าลมมาโทรมาก็เป็นสุขถ้าลมมันหยุดคอยอากาศอ้าวมันอยู่เราก็ถูกแต่มันทุกอย่างก่อนวันศุกร์ เข้าใจได้แต่ถ้าเราไม่เคยชี้ไม่เคยสังเกตมาก่อนเราก็จะรู้สึกว่าเป็นธรรมดาเป็นธรรมดาเราไม่เคยพิจารณาเลยแต่พิจารณาเข้าถึงจะรู้นี่แหละคือเรียกว่าความไม่อยู่นิ่งความมีสุขความมีทุกข์นี่แหละคือความสุขความทุกข์จิตตัวที่มีสุขหรือมีทุกข์จิตตัวนั้นคือจิตที่ยังไม่สงบยังเป็นสิ่งที่ยังไม่นิ่งยังซัดส่ายอยู่ประเดี๋ยวร้อนก็เดี๋ยวเย็นก็เดี๋ยวทุกข์ก็เดี๋ยวศุกร์ก็เดี๋ยวชอบก็เดี๋ยวพังมันเป็นอยู่อย่างนี้แหละเมื่อเรียกเป็นภาษาทางออกว่าเดี๋ยวก็โลกก็เดี๋ยวก็โทรกลับก็เดี๋ยวก็โทรกลับก็เดี๋ยวก็โลกก็เดี๋ยวก็โรคก็เดี๋ยวก็โทรตามอยู่อย่างนั้นแหละ รายชื่อเราไม่ได้เรียกมันแต่สภาวะมันเป็นที่เราจริงๆอาการที่จิตของเราเป็นมันเป็นจริงๆใช่ไหมลองคิดดูลองๆดูลองพิจารณาดูใช่ไหมเพราะฉะนั้นนอกจากจะยกตัวอย่างอย่างสภาวะทางกายที่เอาแค่ลมอย่างนี้อาการทางหูที่เรารับเสียงเป็นเช่นเดียวกันอาการทางจมูกที่เรารับกลิ่นเป็นสิ่งเดียวกันอาการทางตาที่ถ้าเราเปิดตาขึ้นมาก็เช่นเดียวกันคือลืมตาขึ้นมารับรู้ก็เช่นเดียวกันเพราะฉะนั้นถ้าใครจะนั่งลืมตาพิจารณาจริงๆในขณะที่เรานั่งเพ่งไปเอาแต่ประตูตานั่งเพ่งไปตรงๆเนี่ยเราก็พิจารณาสิ่งที่มันผ่านตาข้างหน้าเราแล้วก็พิจารณามันให้เฉยอะไรจะผ่านตาเราก็ช่างถ้าไม่มีอะไร ผ่านเลยเราก็พยายามทำความอุเบกขาให้ได้คือวางเฉยเป็นแต่เพียงสักแต่ว่าสายตามันวางเฉยอยู่มันมีแต่แสงมันก็แสงส่องอะไรที่ตรงกับลูกกะตาของเรามันก็สักแต่ว่าตรงอย่างสมมุติอาตมานั่งอยู่ตรงนี้มันมีกำแพงวัดมีเสาอยู่ข้างหน้าอาตมาก็มองเฉยกำแพงวัดเขากำแพงวัดเขาก็เขาไม่ไปเพ่งด้วยซ้ำไปว่าเสาร์ไปวัดกำแพงเฮ้ยอยู่ปล่อยให้มันอยู่ตามสภาวะธรรมของมันธรรมดามันก็เป็นของมันอยู่มันก็ตั้งของมันอยู่มันไม่ได้มาทำความทุกข์ให้เรามันไม่ได้มาทำความสุขให้เราเลยมันไม่ขีดหูขวางตาอะไรเราเลยถ้าเราไม่เป็นนึกไปรับมันไม่ไปยึดติดมือมันเราเฉยๆอยู่เพราะฉะนั้นแม้จะมีใครมาเดินผ่านตา ตรวจหวยพ่อตาแต่งตัวกระดุ้งกระดิ้งกระโดนผลนี่ก็ตามหรือจะเดินจนกระทั่งให้มันอุจาดตาจนกระทั่งไม่นุ่งผ้าเดินผ่านมาก็ตามไม่เกี่ยวเราก็วางจิตของเราให้เป็นอุเบกขาเฉยอยู่ถ้าเราทำได้อย่างนั้นไม่รับรู้สึกอย่างนั้นอันนั้นแหละเรียกว่าเราทำอุเบกขาทำให้แก่ตนได้กำลังฝึกอารมณ์ของอารมณ์นิพพานคืออะไรอารมณ์นิพพานคือความหวังคือความนิ่งคือความว่างความไม่รับเอาสิ่งที่มันกระทบด้วยประสาททั้งทางทวารทั้ง 5 และทวารใจทวารที่ 6 ให้มันมา เราไม่รับมาปรุงแต่งกายนั้นเรียกว่าอารมณ์นิพพานเข้าใจอารมณ์ที่ผ่านมาอารมณ์นิพพานไม่ได้ไปมีตัวมีตนอะไรหรอกอารมณ์นิพพานคือภาวะไม่รับมาสัมผัสไม่รับมาปรุงแต่งกับใจเรียกว่าอารมณ์นี้ผ่านถ้าผู้ใดสามารถทำความนิ่งความว่างให้ตนเองได้เท่าใดมากเท่าใดผู้นั้นก็ได้ตามระดับตามภูมิสิทธิ์ของผู้นั้นมากเท่านั้นมันเป็นระดับระดับทุกอย่างนี้เพราะฉะนั้นถ้าไม่รับกระทบเลยเฉยแม้กระทั่งเราลืมตาอยู่ตรงนี้แหละเราวางแต่เฉพาะว่าตาเฉยๆแสงผ่านเฉยจนกระทั่งข้างหน้าเราก็มองไม่เห็นค่ามองไปก็เฉย เมื่อเราเป็นอย่างนั้นจริงนะจิตจิตมันเฉยจริงๆนี่มันค่อยๆแยกออกมันจะค่อยแยกออกจากตาของเราเพราะโดยความเป็นจริงตาของเรานี่มี 2 ลูกรูปภาพที่เกิดข้างหน้าของเราเนี่ยตรงกับตุ๊กตาของเรานี่มันจะมีเดินทางเข้ามาเป็น 2 แนวมันจะเดินทางเข้ามาเป็นของแนวถ้าเผื่อว่าเราวางเฉยกับลูกกะตาเราไม่ไปรับเพ่งเล็งไม่ไปอุปทานแล้วล่ะก็แสงมันจะเดินตรงเข้ามาเข้าตานี้ตานึงเข้าตานี้ตานึงให้พาข้างในเส้นเลือดที่หน้าไอ้จอรองรับทีหลังตาของเรามันจะเป็นภาพ 2 ภาพมันจะเห็นเป็นภาพ 2 ภาพจริงๆถ้าใครสามารถมองภาพ 2 ภาพนี้ออกชัดทั้งสอง ลองดูผู้ใดสามารถมองสิ่งของสิ่งเดียวข้างหน้าเราเนี่ยมองให้ออกเป็น 2 ภาพและเห็น 2 ภาพไม่ชัดขึ้นชัดขึ้นชัดขึ้นทั้ง 2 รูปได้เท่าใดผู้นั้นเก่งเท่านั้นผู้นั้นเก่งเท่าไหร่นี่เป็นวิธีการฝึกเหมือนกันลองดูถ้าเผื่อใครสามารถที่เป็นวิธีอันนึงซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วเราหลอกตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพราะว่าถ้าของมันใกล้ตาแค่นี้แสงมันเดินทางเป็นเส้นตรงเพราะฉะนั้นแสงมันขีดเส้นจากจุดนี้เข้าตาเราสองข้างเนี่ยมันมันไปไม่ทันทีเส้นตรงนะจุดนี้ก็ผ่านลูกตาครั้งนี้จุดนี้ก็ผ่านขั้นตาข้างนี้มันไปแล้วมันโน่นน่ะมันยิ่งบานปลายออกไปไกลเนี่ยไปถูกหน้าของเราอยู่ห่างๆมันไม่ได้ แต่มันหลอกตาเราเองหลอกตัวเองไม่ใช่ตาความรู้สึกของเราหลอกตัวเองไอ้อันนี้มันเข้ามาที่ตาเราสองข้างเสร็จแล้วมันหักจากตรงนี้ไปรวมเข้าไปหาที่เดียวกันเป็นรูปเดียวกันนี่แหละแล้วเวลาเราหลอกตัวเองโดยความจริงโดยผ่านสภารับความเป็นจริงถ้าธรรมดาแล้วมันจะไม่เป็นอย่างนั้นเลยธรรมดาแล้วมันจะต้องเดินทางเข้ามันตรงเดินทางเข้ามันตรงของมันไปเพราะฉะนั้นแม้ไอ้ที่อยู่ห่างตาเราเนี่ยอยู่ไกลๆอยู่ไกลๆตาเราสมมุติว่าเรามองประตู 2 ข้างที่มันกว้างขนาดนั้นถ้าเราขี่จากมุม 2 มุมนี้เราเห็นทั้งสองข้างขี่เข้ามาหาตาเราเนี่ยไอ้ข้างยายนั้นมันเข้ามามันจะรีบประมาณนี้มันก็จะมารวมอีกจุดๆนึงแท้จริงไอ้สองอันนี้มันจะต้องรวมกัน 2 จุดข้างหน้าแต่เวลาเรามองจริงๆแล้วมันเป็นอย่างนั้นเพราะอะไรเพราะเราเกิดความเคยชินเพราะเราเกิดการฝึกหัดเป็นอย่างนั้นมาตลอดด้วยเหตุนั้นถ้าแม้ว่าผู้ใดหมดอุปทานเด็กเกิดใหม่ๆนี่มองของเป็น 2 ชิ้นนะเด็กเกิดใหม่ๆเนี่ยมองของไป 2 ชิ้นนะใครเชื่อมันเด็กเกิดใหม่เนี่ยหรือไม่เอาเด็กเกิดใหม่ก็ได้เอาคนตลกก็ได้ผลสรุปแล้วจะค่อยๆฟื้นขึ้นมานี่มองของอยู่เป็นของจริงแล้วค่อยรวมเพราะด้วยความเป็นจริงอุปทานยังไม่กลับยังไม่เกิดมันจะไม่รวมกันทันทีมันจะขอ 2 ชิ้นแล้วค่อยรวมๆๆรวมมันรวมเพราะอะไรเพราะอุปทานเก่าของเราเริ่มทำงานแล้วมันก็จะรวมเป็นของกินเยอะแท้จริงมันจะไม่เป็นของชิ้นเดียว ถ้าใครเคยสลบจะรู้ถ้าใครเคยตลกจะรู้พอเวลาตายเพราะผ้าลืมตาขึ้นมาแล้วก็งงก็ได้ถูกเล่นงงปั๊บเดินขึ้นมาบางทีนี้จะเห็นเลยว่าเป็น 2 ดวง 3 ดวง 2 ข้อ 2 ก็จับรวมกันแล้วมันจะ 2 นี่แหละถ้ามันพลาดมันเกินแล้วมันสั่นมันก็แตกตั้งหลายอันแต่พอจับเข้าจริงๆมันจะเหลือ 2 แล้วมันถึงจะเข้ามาดูนี่เป็นสภาพความเป็นจริงเพราะฉะนั้นไอ้อันนี้ก็อธิบายเข้าไปหาวิทยาศาสตร์นิดหน่อยอธิบายถึงความเป็นจริงเงินแท้จริงที่เราเรียกว่ายะหาปูสั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน