141002 สัมมาสมาธิ-พ่อท่าน-แดนอโศก-r042 กำลังจัดหน้า
เนื้อหาในไฟล์
141002 สัมมาสมาธิ-พ่อท่าน-แดนอโศก-r042
ในช่วงที่อธิบายมาแล้วถึง 2-3 คราวนี้อาตมากำลังเริ่มต้นอยู่ในจุดเริ่มต้นที่กำลังจะพยายามให้รู้ในขั้นปริยัติหรือขั้นภาษาหรือขั้นความรู้ที่เป็นเพียงสุตมยปัญญาเอาฟังไปแล้วก็เอาไปคิดเอาไปคิดเอาไปทบทวนดูว่าจุดไหนที่เราจะทำได้จุดไหนที่เราควรจะยึดถือเอามาทำกันซะก่อนแล้วต่อจากนั้นไปมันก็จะค่อยสูงขึ้นสูงขึ้นสูงขึ้นตามลำดับล่ะถ้าในระดับสุดขึ้นไปในระดับต่อไปจนกระทั่งถึงวาระที่ว่าเราจะต้องลองนั่งดูซิจะอาณาปานสติโดยจริงๆนั่งดำรงสติของหมั้นตั้งคู่บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นดูอาณาดูปานะดูลม ใจดูอะไรของเรากันจริงๆดูสักทีแล้วล่ะก็เราก็จะทำกันถึงเวลานั้นเราจะทำแล้วเราจะลองฝึกกันดูด้วยเพราะเหตุว่าพุทธศาสนาของเรานั้นเนี่ยกินแถวหมดแหละฤาษีชีไพรอะไรก็นั่งหลับหูหลับตาพุทธศาสนาแล้วก็มีรับรู้รับประทานแล้วก็มีด้วยลืมตาแล้วก็มีและแท้จริงนั้นก็จบด้วยลืมตาพวกฤาษีชีไพรเขาเรียนจบแล้วเขาจบได้แต่หลับตาพอเวลาเขาจะทำอะไรเขาก็หลับตาของเขาปีนั้นเขาได้แต่ประเภทหลับตาแต่ของพวกเรานี่ทำหลับตาจนกระทั่งเราเกิดจนกระทั่งเราเก่งจนกระทั่งเรารู้ชัดเลยว่าสภาพหลับตาสุดที่สุดแห่งการเป็นหลับตาไปถึงจุดนิโรธของหลับตานั้นมันอยู่แค่ใดเรารู้ได้ถึงขนาดนั้นแหละขนาดนั้นขนาด ถึงขนาดนั้นเสร็จแล้วเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปหันไปหาการหลับตาอีกเราก็ลืมตาโพลงๆสบายเป็นชาญเป็นอะไรได้เรารู้ของเขาด้วยเรามีของเขาด้วยนะศาสนาพุทธที่เรากินแถวเขาไม่หมดจะว่าเราไม่มีไม่ได้เพราะงั้นก็ถึงระดับอย่างนั้นอย่างนั้นก็ค่อยว่ากันไปอีกทีนึงแต่มันชวนหลงได้ง่ายถ้าเราไม่รู้พื้นฐานมาก่อนไม่รู้เบื้องต้นมาก่อนเป็นนั่งหลับตาเอาทีเดียวเนี่ยมันจะเข้าเข้าเป็นพวกฤาษีชีไพรแล้วมันมีทางที่จะแยกแยะให้หลงทางไปอีกมากมายเหลือเกินพอหลับตาเ
อ่านต่อ
ข้าในทางแยกมันเยอะแม้กระทั่งไปเป็นทูตสวรรค์ก็ไปเป็นได้ไปเป็นพระพรหมก็ไปเป็นได้มันเป็นเทวดาก็เป็นได้หรือไม่อย่างนั้นก็เป็นคนนี่แหละแต่ว่า เก่งแฮะดูหมอให้เขาก็เป็นทำอะไรเขาก็ได้ทำเมนูไอ้นี่อะไรให้เขาก็ได้เก่งซะด้วยเป็นคนนี่แหละนี่พอเวลาหลับตาเข้าจริงๆมันมีทางแยกไปอีกเยอะแยะเลยล้วนแล้วแต่ยังเป็นภาระอยู่ทั้งสิ้นเป็นภาระอยู่ทั้งสิ้นเพราะฉะนั้นศาสนาพุทธนี้ไม่ได้ต่อภาระไม่พยายามที่จะส่งเสริมภาระท่านให้จบภาระให้สิ้นภาระให้รู้สิ่งที่ควรจะเป็นอยู่สิ่งที่ควรจะกระทำในเวลาที่เรายังมีชีวิตอยู่ให้แก่โลกให้เป็นประโยชน์โลกประโยชน์ตนอันควรอันดีที่สุดเพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราเองเราเข้าใจไม่ถ้วนทั่วไปหลับตาหลงทางแล้วมันจะเลอะมันจะเสียแล้วเสียเวลามากด้วยเพราะงั้นเราจึงต้องจำเป็นต้องเรียนปริยัติให้แน่นซะก่อนหรือว่าเรียนรู้ทางที่แท้จริงโดยถูกทางซะก่อนเราจะเรียกว่าสติ ร้านสติปัฏฐานหรือว่าอานาปานสติโดยที่เรียกว่าเรายังไม่รู้เบื้องต้นหรือเบื้องบาทหรือบาทฐานมันซะก่อนจะเอาโมเมโมเมมาเข้าใจเข้าใจอะไรไปเรื่อยๆแล้วเราก็ไปหลงว่าเราได้แล้วเราจะไปเรียนรักเอาสมาธิหลับตาเลยหรือว่าจะไปเรียนรัฐเอามาหาสติปัฏฐานเลยมันมันเป็นการดูหมิ่นศาสนาหรือว่าดูหมิ่นไอ้การปฏิบัติจิตนี่มากไปแท้จริงมันละเอียดอ่อนนักยิ่งกว่านักเพราะงั้นเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องต่อต่อพื้นฐานหรือว่าต่อบาดฐานกันให้เต็มซะก่อนเออคราวที่แล้วอาตมาได้บอกหรือว่าได้พยายามอธิบายถึงเรื่องที่ให้วางจนหมดแล้วในรอบนึงนะเรื่องของการวางในรอบหนึ่งมันยังมีบางๆนี่แหละคือศาสนานี่ก็ ยึดแล้วก็วางวางแล้วก็ยึดยึดแล้วก็วางวางแล้วก็ยึดยึดแล้วก็วางตลอดไปไม่มีอื่นใครวางได้เก่งคนนั้นก็เก่งเท่านั้นแต่ต้องรู้จุดยึดจุดวางไม่ใช่วางประพฤติโดยที่ไม่มีจุดยึดเลยก็ไม่ได้เพราะว่าเราจะต้องสมมติอยู่กับโลกต้องสมมุติจะวางกับไปทีเดียวไม่ได้ต้องยึดยึดบางๆแล้วก็รู้ด้วยว่าอันไหนควรยึดนั่นแหละท่านเรียกว่าสัมมาหรือมัชฌิมาหรืออรหังอรหังก็ได้อันเหมาะควรเค้าเรียกว่าสิ่งที่เหมาะควรไปเป็นไปตามควรตามฐานะของแต่ละบุคคลอันเป็นไปตามความเป็นจริงทีนี้ก็เมื่อวานหมดแล้วอาตมาก็กลับเข้ามาหาที่ยึดใหม่มาต่อคราวที่แล้วอนุเสาวรีย์ของชุดที่ 3 นะหน้ากากนั่นแหละชุดไหนมันก็มีหน้าเรียนเพราะว่าเราพิมพ์กันหน้าเรียงไปทั้งหมดเรา ปีหน้าเลี้ยงหน้าไปเรื่อยๆไปเลยทีเดียวแล้วอนุชาสุดท้ายหรือพอเรากราบสุดท้ายนั้นก็ต่อแต่เราก็จะยึดตึกคราวที่แล้วอาตมาบอกว่าเราวางให้หมดแต่เราก็จะหยุดอาตมาวงเล็บไว้ด้วยว่าคำนี้เป็นวาทะหรือเป็นภาษาเป็นสมมติเป็นบัญญัติเราก็เรียกนะเป็นคำที่เราเอามากล่าวเป็นภาษาขึ้นมาให้รู้กันแต่เราก็จะยึดสำหรับผู้วางได้สิ้นแล้วก็จะยึดอย่างสมมุติเรียกว่าหมายถึงว่าผู้ที่วางได้แล้วนะเขาก็จะยึดอย่างสมมุติคือยึดอย่างรู้ว่าเออเดี๋ยวนี้ถึงแม้ว่าเราจะมีเนื้อมีกายแล้วก็สมมุตินี่เราไม่เอาเราไปยึดถือเป็นของจริงหรอกผู้ที่ท่านวางได้จริงๆนี่ท่านก็ถือว่านี่เป็นของ ร่างกายนี้ก็เป็นของปลอมเป็นของอาศัยอยู่ชั่วคราวแล้วมันก็อยู่ชั่วคราวจริงๆมันเปลี่ยนไปทุกวินาทีแหละแต่เราไม่มีคลื่นความถี่ที่เราจะสามารถไปรับสัมผัสรู้ได้ว่ามันเปลี่ยนไปทุกวินาทีหรือยิ่งกว่าวินาทีอีกมันเปลี่ยนไปจริงๆมันเปลี่ยนไปทีละนิดๆๆๆจริงๆแต่เราไม่รู้ว่าร่างกายเรานี้หรืออะไรทุกอย่างมวลแท่งนี้เนี่ยมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆเราไม่รู้เพราะเราไม่สามารถอะไรใช่อันนั้นหมอเขาว่าถ้า 7 ปีแล้วมันเปลี่ยนทุกอณูเลยในร่างกายของคนจะเป็นอลูตัวใหม่สมมุติว่าดูตัวนี้เราจับไว้ก่อนขณะนี้เราเช็คไปเลยจุดนี้จะได้ชิ้นนี้นะเพราะ 7 ปีแล้ว ลูกชิ้นในร่างกายเป็นชิ้นชิ้นใหม่หมดเลยจะไม่มีชิ้นเก่าอยู่อ่าเอากระทู้ถูกบางอันก็เปลี่ยนเร็วกว่าเพราะว่าบางอันมันมาก่อนอันไหนที่มันมาเดี๋ยวนี้มันจะอยู่ไปอีก 7 ปีช่วง 7 ปี 7 ปีนี่แหละสำคัญที่สุดทุกอย่างก็มีในเลข 7 สัตตาสัตว์โลกนี่ก็เลข 7 เลข 7 เนี่ยช่วงนี้ทุกอย่างพอครบ 7 รอบ 7 รอบ 7 รอบทั้งหมดเพราะว่าคำว่าเจ็บนี่มันสำคัญมากยิ่งในทางพระพุทธศาสนาถ้าเข้าใจมากแล้วเราจะเข้าใจแม้แต่ว่าชาววรรณะ 17 ดวงก็อยู่ในโรงเหล็ก 7 เนี่ยแม้แต่ว่าตายแล้วได้เป็นพระอริยสัจ 4 วันไม่ใช่ตายหมายความว่าบรรลุแล้วได้เป็นอริยสัจโสดาบันไปอีก 7 ชาติทั้งนั้นแหละในเลข 7 แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านบรรยายอะไรก็ได้เลข 7 1 ปี 2 ปี 3 ปี 7 ปีแล้วก็นับ 7 รอบ 7 วันแล้วก็นับเลข 7 วันเป็นหลักของดวงดาวหรือหลักของดวงดาวสูงสุดพรุ่งนี้เลข 7 ที่สำคัญเป็นหลักที่ครบรอบครบรอบของไตรลักษณ์ไตรลักษณ์มันมี 3 นะเพราะ 3 2 ตัวมันเป็น 6 พอขึ้นตัวที่ 7 มันกำลังเป็นอยู่ถ้าครบ 9 หมายความว่าเต็มรูปของไตรลักษณ์ถ้าไม่เวียนมันก็ออกศูนย์ไปเลยหมายความว่าจบเกมคุณยายตาไปเลยถ้าเวียนพอถึง 9 แล้วก็เวียนมาหา 1 ใหม่มันไม่ไปศูนย์นะพอถึง 9 แล้วเวียนมา 1 ใหม่ 2 3 4 5 6 7 8 9 นั่นแหละเพราะ 33 มันเวียนรอบสั้นป 6 มันก็เวียน 2 ตัวพอ 3 3 2 อันมันก็เปลี่ยนเป็น 32 วงเรียกว่าปฏิวัติ 3 ปริวาส 3 เรารู้ครบอันนี้ปริวัตร 3 ความจริงนี่พวกอภิธรรมก็บรรยายปริวัตร 3 เข้าไปบรรยายบอกว่าปฏิวัติ 3 เอาไปชี้อดีตปัจจุบันอนาคตและเอาไปแยกแยะกันทุกข์สมุทัยนิโรธมรรคบอกว่าเป็นอาการ 12 มันไม่เข้าแก๊ปหรอกมันคนละเรื่องปริวัตรศาลของท่านหมายความถึงอันนี้อาการ 12 ก็หมายความว่าเอาปริวัตรหรือเอาไตรลักษณ์นี่ไปพูดกับไปแยกแยะกับทุกกรณีบริษัทอีก 4 อย่างนั้นเลยว่าอาการ 12 ได้เขาก็อธิบายเรื่องการเข้าไปเขาอธิบายตามภาษาที่เขาเข้าใจหรือว่าเพราะยางความหาตัวเลขให้มันลงตัวโดยแท้จริงปฏิวัติสามัญหมายถึง 9 ธรรมดา 1 2 3 เป็นรอบ 1 และ 3 รอบปฏิวัติ 3 มันก็มี 9 มันจะไม่มี 12 ได้ยังไงนะอย่างที่อาตมาว่าแล้วโลกแล้วเลขมันลงตัวพอ 7 มันขึ้นรอบที่ 3 เป็นชีวิตตั้งอยู่พอตั้ง 7 8 9 เพราะ 9 จบจบรอบแล้วมันก็ถ้าไม่หลุดรอดหมายความว่าไม่มีทางที่จะหนีได้มันก็วนใหม่เป็นปริวัตรใหม่ก็ประหาร 1 ใหม่ 2 3 4 5 6 7 8 9 แล้วก็วนกันใหม่อยู่นั่นแหละเพราะฉะนั้นถ้าใครตีตัวออกจาก 9 ใช้ได้เป็นศูนย์คนนั้นก็จะหายไปผู้ที่วางได้สิ้นแล้วก็จะยึดอย่างสมมุติอย่างไม่เอาเป็นเอาตายไม่เอาจริงเอาจังได้จริงๆหมายความว่าไม่ยึดเอาได้จริงๆเขาจะเป็นแต่เพียงสักแต่ว่ารู้สักแต่ว่าเห็นสักแต่ว่าทำตามควรไม่เอาเป็นอัตราส่วนเราคนธรรมดานี่ไม่ ถ้ามันไม่ได้ดั่งใจแล้วไม่ได้เอาเป็นเอาตายทีเดียวนี่แหละเป็นความยึดมั่นถือมั่นของเรากันมากมายเหลือเกินพวกที่เขารู้แล้วเขามายึดมั่นถือมั่นอย่างขนาดนั้นหรอกนะส่วนหรือสิ่งที่ผู้วางได้แท้จะยึดไว้จะไม่มีวัตถุเป็นที่ตั้งเลยนะพวกที่วางได้จริงๆแล้วเนี่ยจะไม่มีวัตถุเป็นที่ตั้งยิ่งวัตถุแล้วยิ่งเขาจะไม่เห็นสำคัญอะไรเลยจะเป็นทองมาตั้งเต็มห้องนี่เขาก็ไม่เห็นสำคัญจะเป็นเพชรโกยกันมาอีกไม่รู้เป็นล้วนๆเป็นแข็งๆเป็นบุ้งกี๋เขาก็ไม่เห็นสำคัญพวกที่วางได้เขาจะเป็นอย่างนั้นจริงๆทีนี้เราอยากจะเช็คตัวเราเองดูซิว่าเราจะวางได้จริงหรือเปล่านะเห็นเพชรเค้าโกยมาสักตัวนี่ลองไปดูที่ตาจะวาวไหมตัวเองจะต้องคว้าเขาบ้างไหมนี่ไปเช็คดู ไปเช็คดูเพราะฉะนั้นผู้ที่จะวางได้แท้หรือจะยึดเอาไว้ว่าเราจะรู้ได้อย่างนี้ผู้ที่วางได้แท้จะยึดไว้จะไม่มีสมจะไม่มีวัตถุเป็นที่ตั้งเลยจะเพียงอาศัยวัตถุบางวัตถุบางอย่างอาศัยบ้างอาศัยวัตถุบ้างเพื่อประโยชน์อันเป็นที่สุดเพื่อประโยชน์อันเป็นที่สุดไปชั่วระยะชั่วคราวชั่วระยะชั่วคราวอย่างคนพวกที่วางได้แล้วหรือพระอรหันต์ท่านวางได้แล้วท่านจะยึดวัตถุหมายคำว่าจะเป็นปัจจัย 4 เป็นที่อยู่เป็นอาหารเป็นเครื่องนุ่งห่มเป็นยารักษาโรคท่านก็จะอาศัยไปลำพังพอธรรมดาๆถ้าไม่จำเป็นท่านก็ไม่เอาสำคัญด้วยถ้าจำเป็นจริงๆท่านก็เอาแค่จำเป็นที่จริงๆที่น้อยที่สุดเลยท่านจะรู้คำ น้อยของท่านด้วยคนอื่นไม่รู้ด้วยคนอื่นไม่รู้คำว่าน้อยของท่านท่านรู้ว่าน้อยแค่นี้ท่านสบายแล้วท่านอยู่แล้วแล้วท่านไม่ทุกข์ด้วยเพราะคนชั้นนั้นชั้นรู้แล้วว่าทุกข์คืออะไรแล้วเรื่องอะไรถ้าจะมาทำตนเองให้ทุกข์เพราะถ้าไม่ทำทุกข์ให้ตัวเองหรอกท่านรู้ของท่านแต่คนอื่นจะมองไม่ออกมองไม่เห็นว่าท่านเองท่านถูกใจท่านสุขหรือทุกข์มองไม่เห็นบางทีหาว่าท่านทรมานเคารพพระพุทธเจ้าไม่ใส่รองเท้าตลอดชีวิตหาว่าท่านทรมานองค์ถ้าไม่ได้ทรมานองค์ท่านสบายท่านน้อยที่สุดถ้า 3 ผืนของท่านพอแล้วบาทใบหนึ่งหรือบริการอีกเล็กน้อยท่านก็สบายใครมาปลูกที่อยู่ให้อยู่ก็อยู่สบายบางทีที่อยู่ใหญ่ๆถ้าไม่เอาโลหะปราสาทของนางวิสาขะนางวิสาขาสร้างให้ทันห้องท่านก็ไม่เห็นไปอยู่ให้ท่านก็อยู่กลุ่มของท่านผู้ดีของ เล็กๆก็อย่างนั้นเองท่านก็อยู่อย่างของคนดีที่สุดนะวัตถุอาตมาวงเล็บไว้บอกไว้ด้วยวัตถุนี้เราเรียกว่ารูปอาจจะเพ่งเล็งอย่างแท้จริงไปหาจิตผู้ที่วางได้จริงๆท่านจะเพ่งเล็งไปหาจิตและที่สุดจะให้ทำลายจิตลงไปลงไปลงไปลงไปให้หมดแม้แต่จิตท่านก็จะทำลายจิตนี้ลงไปทำลายลงไปเรื่อยๆที่จริงสุดท้ายที่จริงมันก็มายึดที่จิตนี่แหละเรามาหลงจิตนี่แหละเป็นตัวเป็นตนผู้ที่วางกายได้แล้วก็ยังเหลือจิตนะเพราะฉะนั้นเวลาเราเอ่อภาพเพียนเรียนสติปัฏฐานเรียนวิปัสสนาออกมาแล้วเนี่ยเราเข้าใจเข้าใจกายเนื้อในกายนอกกายกายในกายอะไรเข้าใจ เราไปเข้าใจผิดแล้วตัวจิตนี่แหละมันเป็นตัวยึดไอ้กายมันไม่ยึดอะไรหรอกไอ้กายมันไม่มีไม่มีเรื่องอะไรเลยตัวกายมันยึดด้วยพลังจิตแท้ๆหลงจิตออกจากร่างเดี๋ยวนี้ไอ้กายมันเริ่มมันเริ่มจะเน่าลงแล้วเริ่มคลายออกแล้วมันไม่ยึดไว้เลยไอ้ที่ยึดไว้นี่จิตทั้งนั้นน่ะที่ยึดไว้ไม่ใช่กายเลยนะเพราะงั้นเมื่อใครรู้ว่ากายเป็นแค่วัตถุดินน้ำไฟลมจริงๆแล้วก็วางทิ้งได้จริงแล้วผู้นั้นก็จะไปเพ่งเล็งเข้าหาจิตนั่นเป็นใหญ่แล้วก็จะทำลายผิดหรือวางจิตลงไปเรื่อยๆวางสิ่งที่เกาะเกี่ยวจิตให้หมดด้วยนะติดแล้วเรียกวันนามเนี่ยอาตมานามนามนะในหน้าที่แก้ด้วยไม่ใช่น้ำมามันมีสาระ เรียกว่าน้ำไม่ใช่นาไม่ใช่นามาจิตของคนที่ยังไม่รู้จิตของคนที่ยังไม่รู้คือจิตที่มีอวิชชาก็จะเกาะจะยึดเป็นหลักฐานเป็นฐานหรือเป็นฐานะของตัวเองแล้วก็ยึดมั่นถือมั่นเป็นฐานะอันแท้ที่จริงปัฏฐานมันไม่ใช่ฐานะที่วางลงไปแล้วฐานะจำเป็นฐานะที่วางลงไปแล้วนะเรียกว่าฐานแต่ปัจจัยหมายความว่าอุบัติฐานคือกำลังก่อความเกิดให้แก่ทานปัจจัยหมายความว่าเรากำลังทำความเกิดให้แก่ฐานถ้าเรามีฐานอยู่แค่นี้แล้วปัดฐานะก็หมายความว่าเราเสริมเข้าไปอีกนิด ก่อฐานขึ้นมาอีกหน่อยนึงเพราะฉะนั้นตัดขานี่หมายความว่าเราสิ่งที่เราก่อเติมเข้าไปให้ทานสิ่งที่เราก็เปิดเติมเข้าไปให้ศาลเราเรียกว่าปัดฐานพระจิตโง่หนักซ้ำขึ้นไปอีกก็จะสร้างปัญหานี้ให้อุบัติเหตุโตขึ้นโตขึ้นเรื่อยไปเป็นอานาอานาภาษาบาลีหรือภาษาไทยเนี่ยเราก็เข้าใจอานาหมายความว่าขอบเขตอาณาเขตนี่เราเคยใช้ทับศัพท์อาณาเขตอาณานิคมแปลว่าขอบเขตเพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดไม่รู้ก็จะพยายามทำฐานของตัวเองให้โตขึ้นไปด้วยและฐานที่โตขึ้นไปด้วยนี่ไม่ใช่ฐานของจิตที่บริสุทธิ์ซะด้วยมันกลายเป็นฐานของจิตที่ไปพ่อคุมด้วยกิเลสเอากิเลสมายึดถือทำให้ตัวจิตของเรานี่หนาเป็นตัวเป็นตนเป็นอัตราโตขึ้นโตขึ้นเรื่อยๆเป็นอา ขอบเขตเป็นตัวตนแล้วก็เป็นหลงมีปานะปานะนี่หมายความว่าชีวิตหมายความว่าชีวิตหรือปาณาอาตมาต่อไปเลยด้วยอ่านไม่ทันจบหรือปาณาหลงมีชีวิตหลงยึดชีวิตอยู่ในอานาพอเรายึดฐานนี้เป็นของเราแล้วเราก็บอกว่าชีวิตของเราโตแค่นี้แหละนี่ใช้ภาษาพูดนะพูดถึงสภาวะยังเข้าใจสภาวะไปให้ได้นะตัวเราตัวเราคนนึงนะถ้าเผื่อว่าเราเองเนี่ยหลงเราก็จะไปบอกว่าเออนี่แม่เราพ่อเราแม่เราพ่อเราก็เป็นอัตตาของเราแล้วเป็นอาณาเป็นขอบเขตของอัตราที่โตขึ้นแล้วพ่อแม่เราพ่อเราไม่พอไปแต่งงานเข้ามีลูกออกมา แล้วมีพ่อมีแม่ของเมียเข้ามาอีกมันก็มีอานาโตขึ้นไปอีกพวกนี้แหละคืออัตตาทั้งนั้นกอปัดฐานขึ้นเรื่อยไปฟังปัดฐานให้ดีนะอย่าเข้าใจปัดฐานแต่แค่ที่ว่าไปสร้างสติออกไปทางจิตอย่างเดียวนี่เราไม่รู้มุมนี้เราถึงไม่ลบกันเดี๋ยวนี้เราไปแต่ว่าไปนั่งสติปัฏฐานแล้วก็ไปทำจิตให้บริสุทธิ์อย่างเดียวแต่เราไม่รู้มุมกลับแล้วก็ไปนั่งทำมุมกลับนี่ให้มากแต่ไปนั่งทำจิตให้บริสุทธิ์แต่เพียงน้อยแต่เพียงบางเวลาแต่เวลาที่ไม่ได้ไปนั่งทำสิมานั่งสร้างหลักฐานในทางกลับคือในทางสร้างกิเลสกอฐานให้โตขึ้นไปมีลูกมีเต้ามีพ่อมีแม่ยิ่งไปมีเมียน้อยเขาอีกป่ะถามอีกตัวใหญ่ก็ใหญ่นะยังไม่พอก็ไปหาเรื่องหาอะไรต่ออะไรมาอีกมีงานมี ที่เป็นอีรุงตุงนังที่มันเกินขอบเขตไปอีกเพราะอะไรเพราะความโลภถ้ามีงานทำอยู่งานเดียวก็ไม่พอใจรู้สึกลาภมันน้อยก็ไปหาลาบเพิ่มเหน็ดเหนื่อยไม่ว่าไม่รู้ล่ะไม่ได้คิดกลัวอะไรตัวเองเหน็ดเหนื่อยไม่เกี่ยวทั้งนั้นน่ะบางทีไม่ค่อยได้นอนไม่ค่อยได้กินก็ไม่ว่าทำงานตั้งแต่วันนึงไปจนกระทั่งถึงเย็นเอาเข้างานผลัดต่อไปจนกระทั่งถึงสองยามทนสู้สีทำเพื่อต้องการลาภแต่หารู้ไม่ว่าชีวิตนั้นน่ะมันไม่ใช่ตัวใหญ่อะไรเลยคนแค่เนี้ยกิน 3 มื้อกินธรรมดาๆในวันนึงกี่สตางค์กันที่จะให้ร่างกายมันอยู่เสื้อผ้าก็ไม่ได้ซื้อทุกวันที่อยู่มีแล้วก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรแต่ก็ไปหาเรื่องที่จะได้ลาภให้มากขึ้นเพราะความหลงในลาภนี่คนเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่เข้าใจจุดนี้เราก็จะไม่เข้าใจชีวิตเราก็จะไม่เข้าใจว่าอานาคือขอบเขตแห่งความที่เราเองจะยึดมั่นถือมั่นเอาไว้นี่มันแค่ไหนถ้างั้นเรายิ่งไปเอาอานาที่โตจนกระทั่งไปรับงานไปรับหน้าที่ให้มันมากขึ้นอานาก็โตขึ้นไปด้วยเป็นได้รับผิดชอบมากขึ้นไปทำงานเขาเอาเงินเขาเอาอัดเขานี่มันก็ต้องไปรับหน้าที่ผิดชอบขึ้นมาอีกกลายเป็นอัตราหรือกลายเป็นหน้าที่ที่โตขึ้นเป็นอานาไปก่อปัญหาของตัวเองเพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านั้นนับเนื่องเป็นปานะทั้งนั้นหรือปานาเท่านั้นนับเนื่องเป็นชีวิตทั้งนั้นชีวิตของเรานี่แหละที่จะต้องดิ้นชีวิตคือความดิ้นชีวิตเนี่ยแปลว่าความดิ้นมันก็จะต้องดิ้นอยู่กับไอ้สิ่งเหล่านั้นเพราะเราไปรับผิดชอบเราไปผูกพันเอามาเป็นของเราหมดมันก็โตขึ้นไปอย่างนี้จึงเรียกว่าผู้ที่ไม่รู้ตัวตนที่แท้ไม่รู้ ตาที่แท้ผู้นั้นก็จะมีอานาที่ใหญ่ขึ้นใหญ่ขึ้นอย่างนี้อยู่ในภพนั้นไม่รู้จบเพราะถ้าใครรู้ทันจงเร่งรถรถทีเดียวเพลงรถอานาคือบริเวณหรือขอบเขตของอัตราของเราให้รถเล็กลงเล็กลงให้มีชีวิตหรือให้มีปลานาหรือปานะในส่วนที่เล็กลงเล็กลงมาให้ได้อย่าให้ชีวิตหรือเปล่านะของเรานี่มันโตขึ้นไปมากนักปัฏฐานนั้นเป็นรูปและอานาปานนั้นเป็นนามเนี่ยอาตมากำลังยำยำสัตว์ยำเอาผ้ายันต์ชนะเอาภาษาที่เรียกกันมายำให้หมดนะอาตมาตัดเอามาไม่รู้ปนกันให้ยุ่งหมดแล้วนี่ตั้งหลักให้ดีนะปัดฐานนั้นลูกและอาณาปานะนั้นเป็นนามบัตรผานี้อาตมาตัดเอามา ถามว่าสติปัฏฐานอานาปานาสตินะอาตมาตัดเอาคำว่าสติทิ้งทั้ง 2 ตัวสังเกตให้ดีนะสติปัฏฐานอาตมาก็ตัดสติทิ้งเอาแต่ปัดฐานมาอานาปานสติอาตมาก็ตัดเอาสติทิ้งเสียเอาแต่อานาปานแล้วอาตมาก็มาจัดรูปกับนามแยกรูปแยกนามให้เห็นว่าตัดฐานนั้นคือรูปและอาณาปานะนั้นเป็นนามที่หมายความว่าอย่างนั้นก็เพราะเหตุว่าบัตรฐานนั้นเป็นตัวตนที่ตั้งอยู่แล้วเมื่อเราไปยึดเอาอาณาขอบเขตต่างๆที่เราไปสร้างไว้เป็นเป็นเป็นเป็นฐานของเราแล้วเป็นหลักฐานของ ไอ้ขอบเขตอันนั้นแหละมันก็เป็นของของเราอานาปานสติรวมกันนี่หมายความว่ามีชีวิตหรือมีลมหายใจดิ้นอยู่กับขอบเขตนี้แหละเราจะต้องดูแลให้ทั่วถ้าขาดเรือไปมันก็เรียกว่าเราไม่บริบูรณ์ถ้ามันไม่ถ้ามันไม่บริบูรณ์ถ้วนทั่วก็จะต้องถูกไอ้พวกที่อยู่ในขอบเขตตรงนี้แหละเขาต่อว่าเหมือนเราเป็นเจ้าเราเป็นเจ้าของขอบเขตอาณาจักรอันนี้เราครองอาณาจักรอันนี้แล้วเราก็ต้องดูแลอาณาจักรอันนี้ให้ทั่วๆถ้าเราบกพร่องลงไปคนในอาณาจักรนี้ว่านะลูกเมียน้อยคนนั้นเก่งแล้วแหมไม่ขอค่าเทอมไม่ให้เลยอย่างนี้เป็นต้นหรืออะไรก็ตามแต่หรือแม้แต่เราไปรับหน้าที่การงานเพิ่มเติมอย่างที่อาตมายกตัวอย่างเมื่อกี้ว่าเราไปเอาไปหางานเพิ่มแล้ว ไปรับผิดชอบงานนั้นกินเงินเดือนเขาแล้วเราก็ดูแลงานนั้นก็ไม่ถ้วนๆคนเจ้าของงานนั้นหรือว่าคนที่รับผิดชอบในงานนั้นเขาก็เล่นงานเราเหมือนกันถ้าเราไปดูแลเขาไม่ถ้วนทั่วทำงานให้เขาไม่เต็มที่เพราะฉะนั้นอานาปานก็คือเราจะต้องมีชีวิตดิ้นต้องทุกข์ทรมานทำอยู่กับขอบเขตที่กว้างนี่แหละนี่เรียกว่าตัวหลักฐานตัวอานาบริเวณทั้งหมดนั้นเป็นรูปตัวชีวิตของตัวเองที่จะยิ่งกว่าๆๆอยู่ในนี้แหละคือนามออกไหมฟังออกไหมไหวไหมมันผิดกันนะตัวนึงคือตัวที่เราไปสร้างให้ตนอีกตัวนึงก็คือตัวที่เราจะต้องดิ้นอยู่กับไอ้ตัวนั้นของมันรูปกับน้ำมันแตกต่างกันอย่างนี้ผู้เข้าใจรูปและนามได้ถูกแท้ก็จะไม่งง ไม่สงสัยและแทงสภาวะธรรมออกทันทีแต่ถ้ายังรู้รูปรู้นามไม่ได้ก็จะปล่อยให้ปัดฐานกับอานาปานหรือรูปกับนามนี่เองมันสังขารธรรมมันสังขารธรรมกันคือมันสัมพันธ์กันมันสืบพันธุ์กันหรือมันสังวาสกันหรือมันทำปฏิกิริยากันก็ได้คือผู้ที่เป็นเจ้าของอนาคตจะต้องทำงานให้ทั่วๆอยู่ทั้งหมดนี่แหละเรียกว่าสืบพันธุ์สัมพันธ์สังวาสปฏิกิริยาคือจะต้องทำให้มันถ้วนเต็มขอบเขตที่โตของเราให้หมดโทษๆนี่จึงเรียกว่ามันมันเป็นการเกี่ยวข้องมันเป็นการโยงใยมันเป็นการไม่ขาดออกนี่ถ้าผู้ใดสร้างฐานะใหญ่มันก็จะเป็นอย่างนี้เป็นขอบเขตที่โตขึ้นและ ฝนหลงว่ามีชีวิตมีชีวิตอาตมาวงเล็บไม่ว่าปานาเข้าใจตัดให้ดีนะอาตมาพูดวนไปวนมามากแต่ว่าถ้าเข้าใจแยกแยะได้ทวนตัวแล้วก็จะไม่บ่นอะไรมากมายและหลงว่ามีชีวิตอยู่ยิ่งขึ้นยิ่งขึ้นไปตลอดจะหลงว่าตัวเองนี่โตขึ้นโตขึ้นจริงมันโตขึ้นจริงแต่ตัวเองหารู้ไม่ว่าตัวเองน่ะดิ้นพลาดพลาดพลาดอยู่เท่าไหร่เท่าไหร่บางทีนี้ค้างแค่เหลืองเลยแหมไม่มีเวลาจะพักไปที่โน่นก็ยังไม่เสร็จเลยงานที่นี่ก็ยังไม่ทันไอ้นี่ก็ยังไม่แล้วไอ้นู้นก็จะเอาไอ้นี่ก็จะมีไอ้โน่ก็จะเป็นตัวเองไปรับเหมาเอาหมดนี่แหละอานาอานาคือขอบเขตบริเวณของอาณาจักรชีวิตที่มันโตขึ้นเราจึงมาพยายามให้ทั้งปัดฐานให้ทั้งอาณานั้นมีสติครอบคลุมคุ้มกันเถิด ถ้าใครตรวจอานาปานหรือว่าขอบเขตของตัวเองหรือว่าตรวจปัดฐานรูปคือดินแดนที่ตัวเองไปที่ได้ยึดถือเป็นตัวของเราเป็นอัตตาของเราหรือเป็นของของเราเนี่ยถ้าใครรู้เขตเขตขอบเขตอันนี้ไม่ได้คนนั้นก็ยังไม่รู้ฐานะของตัวเองเพราะฉะนั้นเมื่อไม่รู้ฐานะของตัวเองคนนั้นก็จะทำกรรมฐานไม่ได้จะกระทำกับฐานะของเราตามเหมาะสมไม่ได้ขาดๆเกินๆไม่ถ้วนทั่วถ้าใครรู้ว่าขอบเขตของตัวเองไปเพ้อพกไปหลงใหลอยู่โตเกินไปให้เร่งรถฐานะลงมาเร่งรถฐานะลงมาแล้วเราก็จะสบายขึ้นเราก็จะทำให้บริบูรณ์ทวนตัวได้เพราะงั้นกรรมฐานของเราคือทำให้พอเหมาะกับฐานะของเราเราก็จะทำได้พอดีเพราะฉะนั้นตรวจดูทุกคนทุกคนตรวจทานของตัวเอง แล้วลดลงไอ้ที่มันจะเป็นตัดทิ้งวางได้วางมันไม่มันไม่มีผลสะท้อนอะไรมากมายหรอกสิ่งที่มันไกลๆแล้วเราวางได้อย่าไปที่ยึดถือยื้อก็ยื้อก็แย่งแม่ไอ้นี่ก็จะคว้าเอาไอ้นี่ก็เจ้าของของเราของของกูไอ้นี่ก็จะเอามาเป็นตัวตนของเราทั้งหมดอย่าเพราะงั้นอัตราทั้งหลายแหล่เนี่ยเราเป็นผู้เป็นหลงทั้งนั้นนะถ้าใครลดลงมาได้รู้กรรมฐานและทำแล้วก็ให้รถกรรมฐานนั้นลงด้วยนะให้รถฐานะของเราลงด้วยนะรถหลักฐานนะถ้าลงด้วยนะอย่าไปก่อปัญหานะต้องรถฐานะถ้าตัดฐานหน้าไม้เขาประกอบฐานลงรถฐานะลงมาด้วยมันมีฐานอยู่แล้วแล้วเรายังลดด้วยนั่นจึงจะถูกก็จะขอเริ่มด้วยเรื่องรูปกับนามประกอบกันไปเลยทีเดียวเราจะได้เดินทางสายเดียวจริงๆจะเรียกว่าเรียนรู้นามว่ารูปปฏิเสธนะไปในตัว ถูกต้องที่สุดนี่ก็คงจะเคยได้ยินถ้าใครฟังคุณสุจินต์บริหารเขตบรรยายมาเรื่อยๆก็คงจะจริงเคยบรรยายเรื่องหรือแม้แต่ท่านเจ้าคุณเทพสิทธิมุนีก็เหมือนกันท่านก็ขึ้นต้นก็เอาน้ำมาดูปราบปริศนาซะก่อนคือนามรูปที่เราแยกรูปแยกนามให้ชัดเจนหมายความว่าจัดช่องว่างให้ได้ประดิษฐ์ประดิษฐ์แถหมายคำว่าช่องว่างตอนนี้เขต 1 หมายความว่าจบ 1 วรรคหนึ่งม้วนนึงหรือว่าตอนหนึ่งเมียพอดีเขตอนุเสาวไม้คำว่าแค่พอครับหรือว่าช่วงนึงตอนนึงนิดๆถ้าปริตรหมายความว่าเยอะแล้วหลายๆช่วงกันปนกันเข้าเป็นบทนึงอย่างนี้เรียกว่าเขตนะนี่แหละเราก็จะมาเรียน รูปป่ะแล้วก็แยกนามว่ารูปปากออกให้มันไปปฏิเสธเป็นปฏิเสธเป็นให้มันแยกกันให้ออกให้ชัดไอ้นี่รูปอย่างนี้นะไอ้นี่นานอย่างนี้นะอย่านะหมายความว่าปัญญารู้มันให้ชัดอย่างนี้หาเข้าใจไว้แต่เบื้องแรกเสียก่อนว่ารูปคือสิ่งที่เรียกว่าอัตราเมื่อกี้อาตมาอธิบายไปแล้วที่เราเรียกว่าปัดฐานนะตั้งลงเป็นอาณาเขตอันนั้นแหละเราเรียกว่าอัตตาเราไปยึดถือเอาไว้เป็นตัวตนทั้งหมดนามคือสิ่งที่เรียกว่าอนัตตาอนัตตาก็คือวิ่งพล่านๆๆๆๆอยู่ไม่รู้จักหยุดนี่รู้อัตราการอัตราเพิ่มขึ้นมาอีก 2 ตัวในเรื่องลูกกับนามนะอาตมาผสมเข้ามาแล้วถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นว่าอัตรานี้จะต้องเที่ยงแท้ ขอบเขตของชีวิตและขอบเขตของอาณาบริเวณที่ของเราเป็นตัวเป็นตนของเราของของเราเนี่ยเท่านี้มันจะต้องเที่ยงนะเล็กลงเลยฉันเสียใจนะต้องใหญ่ขึ้นฉันถึงจะชอบไอ้นี่เป็นฐานะของคนคนเขาจะคิดอย่างนี้แต่ถ้าเราจะมาเรียนพุทธธรรมแล้วล่ะก็ตรงกันข้ามเลยเราจะลดอาณาเขตหรืออัตรานี้ลงมาลดอัตราลงมาไม่ใช่เราจะเพิ่มอัตราออกไปนะคิดให้ดีนะนี่คือมุมกลับของทำกับโลกถ้าใครเข้าใจโลกก็ทำเป็นจุดเดียวกันแล้วก็ผิดถนัดเลยนี่มันจะกลับกันอย่างนี้เพราะฉะนั้นเราจะกำลังจะลดอัตราหรือลดรูปลดรูปลงมาน้ำคือสิ่งที่เรียกว่าอนัตตาก็หมายความว่าเราจะได้นิ่มนิ่มๆน้อยลง อัตตาของเราอนัตตาของเราหรือตัวเราที่จะกลิ้งไปตามสภาวะธรรมว่าจะได้กลิ้งไปแคบๆกลิ้งไปตรงนี้ก็ถึงแล้วกลิ้งไปตรงนี้ก็ถึงแล้ววัดปากของเราจะได้เล็กลงเล็กลงเล็กลงเราจะได้ไม่ต้องวิ่งวนไปในรอบอาณาเขตที่กว้างเกินไปจะไม่เหนื่อยถ้าไปทำให้อานาบริเวณมันมากมันจะเหนื่อยนะหรือภาษาธรรมดาธรรมดาก็อธิบายง่ายๆว่ารูปคือสิ่งที่เราสมมุติว่าเที่ยงสมมุติว่าเป็นตัวตนเป็นสิ่งที่เราเข้าไปยึดและเป็นสิ่งที่ถูกรู้ฟังให้ดีในสิ่งที่ถูกรู้คือสิ่งที่เรากำหนดเขตขึ้นมาถูกรู้แล้วไม่รู้เปล่ารู้แล้วกำหนดว่าเป็นของของกูหรือเป็นของของเราแล้วก็เป็นตัวของเราทั้งสิ้นด้วยกำหนดรู้อย่างนั้นเป็นที่สิ่งที่ถูกรู้เป็นสิ่งนั้นอันนั้นมีฤทธิ์มีแรงมีความ อย่างใดเท่าใดก็เท่านั้นเท่านั้นนี่ไม่ได้หมายถึงวัตถุอย่างเดียวมันหมายถึงอำนาจของพลังงานของสิ่งที่เกิดในตัวของของกูด้วยเพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราจะมีที่ดินเป็นของของเราที่ดินมันจะมีฤทธิ์มีแรงมีผลมากมายอะไรออกก็เป็นของของกูหมดเลยมันจะมีฤทธิ์มีแรงด้วยเนี่ยอาตมาอธิบายไปหมดว่าเป็นสิ่งนั้นเป็นอันนั้นมีฤทธิ์มีแรงมีความเสี่ยงอย่างไรเท่าไรก็เท่านั้นเท่านั้นมันให้ผลช่วยเราเหมือนกันแต่ว่าเราต้องแบกหามเราต้องเชื่อได้รับรู้ไหมไว้หมดหอบไว้แบกไว้ในตัวเราเองถ้าเราไม่วางมันก็จะหนักน้ำคือสิ่งที่เราสมมุติว่าเที่ยงน้อยกว่าฟังความแตกต่างของมันให้ชัดนะรูปคือสิ่งที่เรายึดถือให้เที่ยงแล้วจะให้โตขึ้นมีเป็นลักษณะของคนแต่เป็นลักษณะของพระหรือลักษณะ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมนั้นรูปเป็นสิ่งที่เที่ยงเหมือนกันแต่ให้เล็กลงเรื่อยๆรูปเป็นสิ่งที่เทียมกันแต่ให้เล็กลงเรื่อยๆนี่ของพระถ้าเป็
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive