รากของโลกุตระคือรากของประชาธิปไตยที่ประเทศไทยมี.docx
เนื้อหาในไฟล์
รากของโลกุตระคือรากของประชาธิปไตยที่ประเทศไทยมี เพราะฉะนั้น ในเมืองไทยอาตมาว่า มันมีรากของศาสนาพุทธนี่เป็นโลกุตระธรรมเป็นอาริยะแท้ๆ ไม่ใช่พวกมิลักขะ แต่เป็นพวก อาริยกะ ที่แรกเริ่มและทำมา ขยายมา จนกระทั่งถึงวันนี้ ประเทศไทยเป็นแกนตัวแท้ของ อาริยกชน ซึ่งเป็นตัวแก่นแกนของโลก เริ่มไปเรื่อยๆขยายผลไปเรื่อยๆ อย่างงอกงาม ไพบูลย์ ใช้ศัพท์ของพระพุทธเจ้าเจริญงอกงามไพบูลย์ไปตามลำดับ ไพบูลย์แปลว่าเต็ม เจริญงอกงามไป ภาษาก็พูดว่า เจริญงอกงามไพบูลย์ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เรื่องมนุษยชาติจึงเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านศึกษา ท่านเกิดมาบำเพ็ญบารมีมาตลอดจนกว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ท่านศึกษาเรื่องมนุษยชาติกับสังคม และในตัวมนุษย์นี้มีจิตวิญญาณ จิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง พระพุทธเจ้าท่านสรุปไว้หมด จิตวิญญาณเป็นตัวบงการ จิตวิญญาณเป็นตัวที่จะขับดันขับเคลื่อน ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ในบรรดามีนี่ จนออกไปเกี่ยวพันกับวัตถุและ การสัมพันธ์ของมวลมนุษยชาติ ก็ออกไปจากความรู้ความจริงที่เป็นตัวจิตวิญญาณของบุคคลใดก็แล้วแต่ ที่จะมีความรู้ความจริงนั้น เป็นโลกุตระธรรมจริง เนื้อแท้จริง ตั้งแต่ในยุคพระพุทธเจ้าก็มีที่พระพุทธเจ้าเป็นต้น พระพุทธเจ้าก็ทำ ท่านทรงปฏิบัติในยุคของสังคมยุคนั้น เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์เด็ดขาด แล้วก็เป็นยุคทาส มีทาส มีนายทาสเด็ดขาด และเป็นยุคที่คนมนุษย์ยังไม่เข้าใจเรื่องของสิทธิมนุษยชนยังไม่รู้เรื่อง เพราะมันเป็นยุคทาส แต่พระพุทธเจ้านั้นให้อิสรเสรีภาพแก่มนุษย์แล้ว มนุษย์มีสิทธิ์ พระพุทธเจ้าประกาศธรรมนูญของท่านเอง เมื่อประกาศธรรมนูญของท่านก็คือพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้านั่นแหละ ทั้งธรรมทั้งวินัยนั่นแหละ เมื่อท่านประกาศออกไปแล้ว คนในยุคพระพุทธเจ้าที่มีภูมิปัญญาจะรับโลกุตระธรรมของพระพุ
อ่านต่อ
ทธเจ้าได้ก็มาทันที แล้วพระพุทธเจ้าท่านมีบารมีมีมวลมีปริมาณ ท่านก็ได้บริวารของท่านประมาณหนึ่ง เนื้อหาโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าในยุคพระพุทธเจ้านั้น ยังเป็นสังคมยุคชาติยังเป็นสังคมยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กันเป็นสังคมที่มนุษย์ยังไม่รู้จักสิทธิมนุษยชนใดๆเลย แต่ละคนนี้ยังไม่รู้ตัวเองว่าตัวเองมีสิทธิ์อะไร มีสิทธิ์ในการพูด มีสิทธิ์ในการแสดงออก มีสิทธิ์ในการที่จะเป็นเจ้าของสมบัติตามทางนั้นที่ตัวเองสร้างเองแท้ๆ ถูกนายทาสเอาไม่เป็นของเขาหมด มันยังไม่มีสิทธิอะไรต่างๆนานาเลย ฉะนั้นการดำเนินการของพระพุทธเจ้าก็ทำได้แต่กับคนที่มีภูมิปัญญากลุ่มหนึ่งเข้ามา แล้วก็เป็นรูปธรรม เมื่อมาอยู่ในธรรมนูญของพระพุทธเจ้าเป็นรูปธรรมที่ดี จนกระทั่งมนุษยชาติในยุคนั้นไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งเป็นรัฐใหญ่ในยุคนั้น เหมือนกับในยุคนี้มีอินเดียกับจีน เป็น 2 รัฐใหญ่ เมื่อพระเจ้าพิมพิสารก็ดี พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ดีที่เป็น 2 แคว้นใหญ่ ยอมรับเข้าใจในอุดมการณ์ของพระพุทธเจ้า ยกให้เป็นอิสรเสรีภาพเลย ยกให้เลย ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ดี ซึ่งพระพุทธเจ้าในประชาธิปไตยแล้ว แต่คนอย่างเข้าใจคำว่า ประชาธิปไตยยังไม่ได้เพราะยังไม่มีพยัญชนะคำนี้ แต่มีพยัญชนะคำว่า ธรรมาธิปไตย ที่เป็นผู้ที่เข้าใจโลก เข้าใจ อัตตา เพราะฉะนั้นจึงอยู่เหนือ เป็นอธิปไตยด้วยปัญญาที่อยู่เหนือโลก อยู่เหนืออัตตา นี่คือธรรมาธิปไตย ซึ่งธรรมาธิปไตยนั้นเข้าใจโลกและอัตตา โลกคือสิ่งที่รวมกันอยู่ อัตตาคือตัวเองของแต่ละคน จะทำอย่างไรให้ โลกและอัตตาอยู่ร่วมกันได้อย่างเรียบร้อย สันติ ง่าย งาม อบอุ่น ท่านทำได้ มีมวลประชากรมาอยู่ในธรรมนูญของพระพุทธเจ้าในยุคนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ยอมรับ พระเจ้าพิมพิสารก็ยอมรับ พระพุทธเจ้าท่านทดสอบ จนกระทั่ง ท่านพูดกับพระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งเป็นลูกของพระเจ้าพิมพิสาร เป็นพระโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูมีอนันตริยกรรมคือฆ่าพ่อ ภูมิปัญญายังไม่เข้าโลกุตระ เป็นโลกียะแต่ยังเข้าใจได้ พระพุทธเจ้าท่านสอบทานกับพระเจ้าอชาตศัตรูทดสอบว่า ถ้าคนรับใช้ของท่านที่เป็นคนใกล้ชิดตื่นก่อนนอนทีหลัง เป็นผู้ที่ท่านไว้ใจมากที่สุด เป็นคนของท่าน เกิดมายอมรับลัทธิของพระพุทธเจ้า ยอมรับแบบของพระพุทธเจ้า ท่านจะเอาคนของท่านคืนไปไหม พระเจ้าอชาตศัตรูก็บอกว่า ไม่ ไม่ ไม่เอาคืนหรอก มีแต่จะยกให้ท่านไปเลย เพราะเขาเจริญแล้ว มีแต่จะยกให้สนับสนุน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นความเป็น อจินไตย ชนิดหนึ่งว่า โลกุตรธรรมนี่ ยิ่งใหญ่แม้แต่คนที่มีอนันตริยกรรมยังต้องยอม พระเจ้าอชาตศัตรู เป็นอนันตริยกรรมฆ่าพ่อ ก็ยังยอมพระพุทธเจ้าเลย อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทางตำนาน ทางพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น สรุปแล้วโลกุตรธรรมมันเป็นพลังงานทางจิตวิญญาณ ที่มีทั้งความรู้ มีทั้งความจริง มีทั้งความเฉลียวฉลาด จะพูดแล้วก็คือยิ่งใหญ่ และทุกวันนี้เขาก็แสวงหาจุดนี้กัน แต่เขาไม่รู้ตัว มีแต่เพียง Concept ของเขาว่า อยากได้อะไรให้มันเลิศยอดทางจิตวิญญาณ เขารู้แล้วว่าจิตวิญญาณมันเหนือกว่าจิตนิยม เหนือกว่าวัตถุนิยม ก็พอรู้แล้วล่ะเดี๋ยวนี้คนทั้งโลก โดยเฉพาะผู้บริหารเข้าใจแล้ว เป็นจิตนิยมเหนือกว่า วัตถุนิยม แต่ก่อนนี้เขาเถียงกันว่าวัตถุนิยมหรือจิตนิยม อันไหนจะเหนือกว่า เขาก็เถียงกันไป ทุกวันนี้ก็มาเข้าใจแล้วว่า จิตนิยมเหนือกว่าวัตถุนิยม ฉะนั้นเขาก็จะเริ่มต้นเข้ามาหาจิตวิญญาณ ก็จะเริ่มต้นมาหาโลกุตระได้ นี่คือวิวัฒนาการของสังคมโลก ทุกวันนี้เป็นอย่างนี้ มวลมนุษยชาติของโลกที่ยังยึดถืออยู่แต่วัตถุไม่เข้าหาวิญญาณ ไม่เข้าหาจิตวิญญาณ ยังตกอยู่ พวกที่ยังหลงอำนาจแต่เฉพาะวัตถุ ขอเอา ปัจจุบันเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิด ขณะนี้ชาวตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นคนกลุ่มนึงที่ไม่ออกมาประสานกับใครต่อใคร ตอนนี้เขาก็ขยายตัวออกมาแล้ว โดยเฉพาะขยายตัวออกมาตอนประชุมเอเปคนี่มันชัดเจน ซาอุดิอาระเบียเขาก็นำมาเลย เป็นใหญ่ในตะวันออกกลาง พระเจ้าแผ่นดินของซาอุดิอาระเบีย เสด็จมาเอง แล้วมาทำความสัมพันธ์ มาทำสัญญา MOU อะไรต่างๆ ที่จะมีอะไรออกไป ตะวันออกกลางเป็นเรื่องของมนุษย์ เป็นเรื่องของโลกตะวันออกกลางเป็นโลกที่รวยที่สุด เขารวยมาตั้งแต่ทองดำ ทองดิบ มา แล้วคนก็ใช้ ทองดิบทองดำ ซึ่งเป็น Dynamic ส่วนทองคำแท้ๆนั้นเป็น Static ไม่ค่อยมีประโยชน์หรอก แต่ทองดำทองดิบ มันเป็นพลังงานที่เขาต้องใช้ในโลก เขาก็ได้ใช้อันนั้น เขาใช้ทองดำ ทองดิบ เป็นตัวทรัพย์สินเอง แต่อนาคตต่อไปพลังงานเหล่านี้ มันก็จะลดลง ทรัพยากรในโลกมีจำกัดแล้ว ทองดิบทองดำมันก็จะค่อยๆร่อยหรอ ต่อไปก็จะพยายามใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เมื่อพลังงานแสงอาทิตย์ใช้แทนทองดำ เมื่อไหร่ตะวันออกกลางก็มีฤทธิ์น้อยลง อำนาจน้อยลง ความยอมรับนับถือก็จะน้อยลง แต่ตอนนี้เขายังนับถืออยู่ก็ว่ายังใช้น้ำมันอยู่ กว่าจะสร้าง กว่าจะพัฒนาการใช้ไฟแดดก็ยังใช้เวลานาน และทางตะวันออกกลางก็เข้ามาประสานพวกเรา ไม่ได้ดูถูกนะแต่ตะวันออกกลางไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องของทางช่าง ทางก่อสร้าง จะเป็นวิศวกรรม ทางศิลปกรรม ทางด้านโน้นยัง แต่เขาก็จะพัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ วิวัฒนาการของมนุษยชาติของสังคม อาตมาเรียนรู้เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 มาจากพระพุทธเจ้า อาตมาพูดมาก่อนแล้วว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้เรียนรู้อะไรนอกจากเรื่องของมนุษย์และสังคม และ มนุษย์นี้ หยั่งลงไปถึงจิตวิญญาณเลย ตั้งแต่ต้นตอของจิตวิญญาณเลยทีเดียว เป็นประธาน รากเหง้าของจิตวิญญาณเลยคือปัญญา หรือวิชชา ปัญญา ญาณ วิชชา เป็นรากเหง้าของจิตวิญญาณและมันมีส่วนที่เป็น Static ของจิตวิญญาณคือสงบ หยุด นิ่ง ไม่เป็นพิษภัยต่อใคร เราก็เป็นประโยชน์ต่อไป ลักษณะอันนี้ อาตมาจะขยายให้ดูเป็นรูปธรรมก็คือ อินเดียกับจีน อินเดียเป็นพวกสงบไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร อินเดียสงบนิ่งไม่เป็นภัยกับใคร แต่ก็อยู่อย่างนั้นแหละ อยู่อย่างนั้น ส่วนจีนเป็นพวก dynamic เป็นพวกเคลื่อนไหว เป็นพวกปฏิกิริยา ทำ เพราะฉะนั้นก็จะมีรูปธรรม มีวิวัฒนาการ มีพลังหรืออำนาจหรืออธิปไตยในโลก มากกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ใครจะไปทำอะไรอินเดียก็ไม่ง่าย เพราะว่ามวลของเขามีมาก มันหนัก มันนิ่ง ขยับเขยื้อนไม่ได้ง่ายๆ เป็นมวลใหญ่มวลมาก หนัก แน่น สถิต เสถียร เพราะฉะนั้นจึงไปเคลื่อนที่เขายาก ต้องแก้ไขปรับปรุงหรือทำลาย จะทำให้แยกสลายออกจากกันไม่ง่ายหรอก เป็นเรื่องที่คิดได้ยาก แต่มันเป็นจริงอย่างนั้น มันก็มี 2 ลักษณะในโลกมี Static กับ Dynamic 2 อย่างเท่านั้นแหละ ในโลกนี้ มันก็ทำปฏิกิริยากันไป จนกว่าจะเกิดสภาพที่อะไรมันพร่อง อะไรมันมากกว่าแล้วก็จะเอียง ไม่สมดุลแล้ว ไม่สมดุลก็เกิดความสลายของโลก ถ้ามันยังถ่วงดุลกันได้อยู่ มันก็ดำเนินกันไป หมุนเวียนกันไปพอเป็นไปได้ แต่ถ้ามันหมุนได้ จังหวะ มีทศนิยมเล็กน้อย มันก็จะหมุนได้นิ่งเนียน ถ้าไม่มีทศนิยมเลย มันจะหยุดตาย เริ่มต้นถ้ามีทศนิยมพอเหมาะมันจะเคลื่อนที่ได้ มีอำนาจ มีพลัง มี Co-efficient มีพลังงานเพิ่ม อัตราคูณ ทำให้เกิดพัฒนาการอยู่ได้ เป็น MC 2 ของไอสไตน์ มันก็ไปได้เรื่อยๆ แต่ทุกวันนี้มันมากกว่า MC 2 แล้ว พวกนิ่งน้อยลง แต่พวกเคลื่อนนี่มากขึ้นแล้วตอนนี้ อย่างนี้เป็นต้น นี่อาตมาก็พูดไปตามประสาอาตมานะ จะทำให้ใสมีปฏิภาณปัญญาจะเห็นดีหรือมีอะไรจะแย้งก็ว่ามาก็แล้วกัน _ดร.สุริยะใส ว่า... ไม่ใช่ประเด็นแย้งกับพ่อท่านนะครับ แต่ ในยุคหนึ่งที่อเมริกาเป็นเจ้าโลก อินเดียกับจีน ใครเป็นผู้นำที่แสวงหาสันติภาพมากกว่า ผมเฝ้าดูนายกรัฐมนตรีที่เป็นอังกฤษคนใหม่ คำพูดของเขาหลังเข้ารับตำแหน่ง มีคำพูดคำหนึ่งที่ผมผิดหวังมากกับเขาคือ เขาจะยืนหยัดเข้าข้างยูเครนในการทำสงครามกับรัสเซียจนวาระสุดท้าย เขาอายุ 40 กว่าแล้วน่าจะให้ความหวังกับโลกได้มากกว่านี้ หากพูด กลางๆว่าเจรจากันก็น่าจะดีกว่านี้ ในขณะใกล้ๆกัน สีจิ้นผิง ได้เป็นประธานาธิบดีสมัยต่อไปสมัยที่ 3 เขาก็ยังพูดออกมาดีกว่านี้ รู้สึกมันเตือนสติ มีพลัง แล้วโลกก็มีความหวังขึ้นมาทันที ผมเลยรู้สึกว่าระบบอย่างเดียวไม่พอ คนที่มีจิตสำนึก มีจิตวิญญาณ คิดว่าเราต้องการคนแบบนี้ เราต้องหาคนแบบนี้ด้วย มาเติมเข้าสู่การเมืองมากขึ้น เหมือนในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้ตรัสไว้ เราไม่สามารถทำให้ทุกคนมีอำนาจได้ แต่เราจะทำให้คนดีเข้าสู่อำนาจได้อย่างไร อันนี้ผมเห็นว่าน่าจะเป็นแง่คิดที่ผมเห็นด้วยกับพ่อท่านเรื่องนี้ว่า บางทีมันใหญ่เกินกว่าจะมาเฝ้าดูว่า จะแลนด์สไลด์ไม่แลนด์สไลด์ ทักษิณจะกลับ จะไม่กลับ ผมว่า ฟังที่พ่อเทศน์มันใหญ่กว่านั้น เราเล็กนิดเดียว พ่อครูว่า... ไอ้นั่นเรื่องกิเลสตัณหา แลนด์สลงแลนด์สไลด์ _ดร.สุริยะใส ว่า... พาทำแต่เรื่องอุ๊งอิ๊ง เรื่องพิธา มันวนเวียนอยู่อย่างนั้น ผมยังไม่เห็นโพลไหนถามว่าเอเปคมีเรื่องอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทย มีเรื่องอะไรที่เราต้องผลักดันต่อ ไม่มีโพลไหนทำนะครับ มีแต่โพลแข่งกันว่า ใครจะเป็นนายกต่อ ซึ่งพรรคพวกกัน ผมก็สื่อสารกันอยู่ว่าน่าจะทำเรื่องอื่นบ้าง มันยังไม่ถึงเวลาหรอก เลือกตั้งก็ยังอีกนาน แต่ผมคิดว่า ในบริบทของโลก ระบบระเบียบมันเปลี่ยนไป หรือภูมิรัฐศาสตร์ใหม่มันเกิดขึ้น บ้านเมืองเราก็น่าจะมองอะไรให้ไกลกว่าเดิมด้วย หลังเลือกตั้งจะได้พลเอกประยุทธ์กลับมาหรือไม่ ผมคิดว่า บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กด้วยซ้ำไป ถ้าเปรียบเทียบกับโลกใบใหญ่ที่พ่อท่านเตือนสติเราอยู่ dynamic บางอย่างเราต้องตามให้ทัน เพื่อไม่ตกเป็นหลุม เป็นทาส เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งอันนี้ผมเห็นด้วยแล้วผมก็รู้สึกว่า สถาบันการศึกษาหรือกระทั่งนักการเมืองพูดเรื่องนี้กันน้อยมาก จะมีแต่แลนด์สไลด์ จะพาทักษิณกลับ แทนที่เราจะพูดให้ชัดเราควรจะทำอะไรต่อ เราพูดกันน้อยไปหน่อยว่าทิศทางเราควรไปอย่างไร ต้องขอกราบนมัสการและขอขอบพระคุณพ่อท่านที่เตือนสติ แล้วก็พูดเรื่องนี้ให้พวกเราได้ฟัง ได้เห็น ซึ่งผมคิดว่าเราไม่ค่อยได้ยินคนพูดเรื่องนี้กันเท่าไร มันเป็นแต่เรื่องของนักวิชาการ แต่คนที่ปฏิบัติการทางสังคม เป็นกลุ่มที่ทำงานเพื่อชุมชน พูดเรื่องนี้น้อยไปหน่อย พ่อครูว่า... อาตมาขอบอกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่อาตมามองพลเอกประยุทธ์ว่า อันนี้ดีมาก อันนี้เป็นประชาธิปไตย อันนี้เป็นอิสรเสรีภาพสมบูรณ์แบบ คือ พลเอกประยุทธไม่เข้าเป็นสมาชิกของพรรคใดๆ ยืนหยัด ยืนยัน แล้วเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีพรรค นี่เป็นประชาธิปไตยที่ absolute ที่สุด ultimate ที่สุด นี่แหละประชาธิปไตยที่แท้ และก็สามารถทำงานมาได้ อยู่ในกรอบกฎหมายเก่าอ้างว่าจะหมดเวลาเท่านี้ รองนายกฯวิษณุก็ออกมายืนยันว่า 8 ปีแล้วหมด ไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นได้แล้วอะไรในกฎหมาย อาตมาเห็นว่าถ้าแก้ กม.ตัวนี้ได้ ไม่ใช่ว่าจะเอาแค่ 8 ปี แต่ถ้าเอาตัวบุคคลและผลงาน และแถมประชาชนยังต้องการอยู่ด้วย ตัวบุคคลเอง ผลงานดี ประชาชนก็เห็นด้วยต้องการด้วย แค่ 3 เส้าแค่นี้ พลเอกประยุทธ์ก็เป็นคนที่อาตมาเห็นว่าเป็นคนที่สมควรได้ทำงานต่อไป แต่ถ้าไม่แก้พลเอกประยุทธ์ก็ไม่ได้ทำงาน ก็ทำงานแค่ข้างเคียง อาจเป็น รมต. กลาโหมอยู่เท่านั้น ซึ่งก็ไม่เต็มที่ ก็แล้วแต่ อาตมาก็ดูว่าประเทศไทยจะยังไงต่อไป อาตมาไม่ได้ไปร่วมไม้ร่วมมือกับเขาหรอกการบริหารประเทศ อาตมาทำตามประสาอาตมา จะมีคนฟังบ้างด่าบ้าง คนด่ามากกว่าคนเห็นด้วย อาตมาทำอยู่ทุกวันนี้ ก็ไม่ได้ท้อแท้อะไร ไม่ได้ย่อหย่อน เพราะอาตมาเข้าใจอยู่แล้ว ในยุคนี้ อาตมาทำได้เท่านี้ อาตมาก็คิดว่าได้กำไรเยอะแยะแล้ว อาตมาว่าไม่ได้ขาดทุนอะไรเลย แม้ว่าอาตมาจะแพ้ๆๆๆ ยังไม่ชนะเลยก็ตาม แต่อาตมาก็ยังเห็นว่าอาตมามีอัตราการก้าวหน้ารายทาง เท่าที่อาตมาทำงานมา 50 กว่าปีมีการก้าวหน้ารายทางอยู่ ทั้งที่สังขารร่างกายทุกวันนี้ควรตายได้แล้ว ก็มันย่ำแย่แล้ว มันเกินอายุขัยของอาตมา ผ่านมาตั้ง 1 นักษัตรแล้ว จะพยายามลากให้ไปถึงนักษัตรที่ 2 ถ้าหากอายุ 96 เมื่อไรก็เข้านักษัตรที่ 2 ก็ลากขันธ์อยู่นี่ ตามพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าด้วยว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้กับพระอานนท์ว่า ตถาคตจะอายุถึง 1 กัปป์เหลือเกินกว่ากัปป์ไปอีกก็ทำได้อานนท์ อาตมาก็พิสูจน์เรื่องนี้ ที่พระพุทธเจ้าตรัส แล้วก็เห็นว่ามันเป็นไปได้จริง อาตมาคิดว่าจะอยู่ถึง 96 แม้ตอนนี้ก็กำลังจะ 90 แล้ว ยังแข็งแรงทุกวันนี้ แม้จะรู้สึกว่าสรีระส่วนรวม มันแย่ มันจะไม่ให้หายใจ ไม่หายใจมันก็ตาย เชื้อโรคไม่ต้องมากหรอก ถ้ามันไม่ให้หายใจก็ตายแล้วคนเรา ภายในเวลาไม่กี่นาทีก็ตายแล้ว ก็อาจจะเป็นโรคอย่างนั้น โรคที่จะไม่ให้หายใจทุกวันนี้ แต่ก็พยายามที่จะแก้ไข แต่มันสุดวิสัยที่จะแก้ไข ก็พยายามไป สรุปแล้วอาตมาก็อยู่กับโลก อยู่กับมนุษยชาติ อาตมาเป็นโพธิสัตว์เข้าใจเรื่องโพธิสัตว์ ประเทศไทยอยู่ในตำราของพระมหากัสสปะ ซึ่งเป็นตำราของพวกฤาษี ไม่ใช่พวกประชาธิปไตย เป็นพวกฤาษี เป็นพวกเชน เป็นพวกพระป่า อยู่ป่า เมืองไทยก็ยังนิยมพระป่ากันอยู่ อย่างโพธิรักษ์นี้เขาไม่เอา เขาว่าไม่ใช่ธรรมะ ไม่ใช่นิพพาน ไม่ใช่อาริยะ อย่างที่อาตมาถูกต่อต้านมาแล้ว แต่อาตมาก็อยู่ได้เพราะธรรม ธัมโมหะเว รักขติ ธัมมะจาริง อาตมาอยู่ได้เพราะธรรมรักษาอาตมา ทำตามธรรมะพระพุทธเจ้าก็อยู่ได้ จนกระทั่งแม้แต่กฎหมายก็หมดไป จะให้อาตมาทำงานกับมนุษยชาติต่อไปตามกำลัง ตามที่จะลากสังขารไปได้ ก็ดีนะทำให้อาตมา พยายามจะให้มีอายุขัยยืนยาวแม้จะเป็นรูปธรรม มองเห็น โดยมีการใช้หลัก 8 อ. เขาก็ใช้กันอยู่ ใช้ได้ นอกนั้นก็ทำนามธรรมเป็นหลัก ที่อาตมาทำงานอยู่ทุกวันนี้ เป็นเรื่องนามธรรมเป็นหลักเป็นเรื่องจิตเจตสิกรูปนิพพาน และจะสาธยายต่อไปอีกเท่าที่จะทำได้ ทุกวันนี้เทคโนโลยีมันก็เก็บไว้ได้หมด เก็บที่อาตมาพูดอาตมาเขียน เก็บไว้ได้หมดอยู่แล้ว อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติต่อไปในอนาคต อาตมาตายไปแล้วนั่นแหละ สัก 100 ปี 200 ปีมั้ง คนถึงจะนึกออกว่า อ้อ..อันนี้มีบันทึกเก็บไว้เป็นของโพธิรักษ์ว่าไว้ 100 ปี 200 ปี 300ปีที่แล้ว เขาจะค่อยๆได้เห็น เพราะฉะนั้นในยุคนี้อาตมาไม่มีทางที่จะได้รับความยอมรับ จะเชิดหน้าชูตาเป็นที่ยอมรับของคนจำนวนมากจำนวนกว้างอะไร อาตมารู้ดีว่าอาตมาไม่ได้หรอก อาตมาต้องตายก่อน ในสิ่งที่บันทึกไว้นี้ มันก็เป็นไปได้ เป็นไปเอง เหลือเวลานาทีเดียวตอนนี้ ใสมีอะไรไหม _ดร.สุริยะใส ว่า... เป็นความโชคดีที่ผมได้สนทนากับพ่อท่าน จริงๆแล้วเรามีเรื่องมากมาย การจะได้พบปะพูดคุยกับพ่อท่านในเรื่องยาว ในหลายเรื่องน่าจะได้ประโยชน์ มีโอกาสผมอยากจะขอประสานพูดคุยอีก โดยส่วนตัวผมเห็นว่ารายการแบบนี้ดีมากๆ แล้วก็หาไม่ได้ง่ายๆในทีวีกระแสหลัก ทีวีกระแสหลักก็เป็นทีวีที่บางทีเป็นทีวีที่นำเสนอความขัดแย้งนำเสนอการเผชิญหน้ากันจนบางที ไม่ได้ให้สติกันเลย คนที่อยู่ภายใต้แสงไฟที่สาดส่องที่รุ่มร้อน แล้วมาพูดคุยสนทนากับพ่อท่านที่แบกสติมาเต็ม ที่มาเตือนเรา ผมก็อยากให้จัดไปเรื่อยๆ แล้วเชิญคนอื่นๆอีก ซึ่งถ้าจะให้ผมประสานใคร ผมก็ยินดีครับ ผมประสานพี่แซมดิน อยากให้เจอกลุ่มนั้นกลุ่มนี้แล้วได้ไปคุยกันที่วัดก็ยิ่งดี พ่อครูว่า... สรุปวันนี้ก็คงหมดเวลาพอดี ขอบคุณดร.สุริยะใส กตะศิลามาในวันนี้ ในรายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ที่เป็นแขกมาในรายการของเราก็เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ก็ขอบคุณมาก ที่เราได้สื่อจากใจ จากใจใสด้วย จากใจอาตมาด้วย ที่สื่อออกไปสู่สังคมสาธารณะ มันเป็นประโยชน์ไม่น่าจะเป็นโทษนะ น่าจะเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติบ้างไม่มากก็คงจะน้อย ก็ขอบคุณทุกคน ขอจบรายการเพียงเท่านี้ เจริญธรรมทุกคน 651121 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 3 พ่อครูพบ ดร.สุริยะใส กตะศิลา