ย้อนระลึกอดีตพ่อครู ที่มาของโพธิบูชากตัญญู.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข23 พฤศจิกายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

ย้อนระลึกอดีตพ่อครู ที่มาของโพธิบูชากตัญญู อาตมาแสดงธรรมมา 50 กว่าปีแล้ว พวกเราก็เป็นผู้ที่เรียนรู้ตาม ปฏิบัติตามจนได้ผล ก็ระลึกถึงบุญคุณก็มา กตัญญูบูชาต่อโพธิ _ทิดกล้าเป็น... ผมขออนุญาต พูดที่มาที่ไป กองงานวันนี้ ว่า พวกสัมมาบัณฑิตได้พูดคุยกันว่าจริงๆแล้วพ่อครูบรรลุธรรมวันไหนกันแน่ พ่อครูว่า... อย่าไปเอานิยายอะไรกับพวกนั้นมากเลย บัดนี้ วันที่ ๒๓ พฤศจิกาฯ เวียนมาบรรจบครบรอบ ๕๒ ปีเต็ม เป็นวันประจักษ์แจ้งแห่งโพธิภูมิอันสัมบูรณ์ พร้อมปฏิบัติโพธิพันธกิจ ฐานะผู้รับภาระ จะต้องสืบทอดศาสนาให้ยืนยาว จนครบถ้วน ๕,๐๐๐ ปี ให้จงได้ ตามปณิธานของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ผู้เคยให้สัญญาไว้แต่ครั้งพุทธกาลนั่นเทียว ณ โอกาสนี้ เพื่อรำลึกเฉลิมศรัทธา พวกกระผมเหล่าบรรดาสัมมาบัณฑิตทุกท่าน ขอน้อมปฏิบัติบูชา จะตั้งใจศึกษา พากเพียร ลดละกิเลส ก้าวเดินตามสัมมาอาริยมรรค ดำเนินชีวิตชอบ - ปฏิบัติชอบ ตามที่พ่อครูผู้ได้ประกาศโลกนี้ - โลกหน้า ให้แจ่มแจ้งแล้ว เพื่อการบรรลุธรรม และเจริญรอยตามโพธิสัตว์ ตลอดไป ทุกภพ ทุกชาติ เทอญ

น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพศรัทธายิ่ง " สัมมาบัณฑิต "

พ่อครูว่า...เขาพิมพ์มาให้หลายหน้า ลองอ่านหน่อย " อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญจ โลกัง ปรัญจ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ " " สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินถูกต้อง ปฏิบัติถูกตรง ซึ่งประกาศ โลกนี้ - โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม มีอยู่ในโลก" พ่อครูว่า... คำว่าโลกหน้าปรโลก จะขอให้ไปเป็นไปตามที่ขอไม่ได้ ผู้ใดที่ทำกรรมอย่างไรก็ไปอย่างนั้น ผู้ทำดีได้ดี หรือผู้ที่ทำเป็นโลกุตระ จนที่สุดเป็นพระอรหันต์ แล้วท่านสามารถตายด้วยนิพพาน 3 สูญเลย ท่านก็

อ่านต่อ

ทำได้ของท่านเอง ตายแล้วไปสู่ภพของจิตวิญญาณ ภพของจิตวิญญาณไม่มีใครรู้จักใคร มันไม่มีใครรู้จักใคร เป็นภพของตนๆ เป็นภวังค์ของตน มันไม่ไปกระทบกับใคร ไม่กินสถานที่ ไม่กินเครื่องอาศัยอะไรเลย มันยิ่งกว่าอากาศ มันไม่กินพื้นที่ ไม่กินสถานที่ ไม่กินวัตถุ ไม่กิน มันเป็นนามธรรม ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างเป็นภพของตน เพราะฉะนั้น ภพที่ไปสร้างอย่างอุทกดาบส อาฬารดาบส ไปสร้างภพของตนเองเป็นอสัญญี พวกนั่งหลับตาดับจิต ดับสัญญา ไม่รู้เรื่อง พวกนั่งหลับตาเป็นพวกอสัญญีทั้งนั้น แต่ไม่รู้ตัวเองเพราะไม่มีสัมมาทิฎฐิที่สามารถดับสัญญาได้เด็ดขาด จะนานเท่าไหร่ก็แล้วแต่ หรือจะสนิทอย่าง อาฬารดาบส ซึ่งที่จริงไม่สนิททีเดียว แต่ อาฬารดาบส ไม่มีพลังจะไปรู้สภาวะที่เกินกว่าพลังที่ตัวเองจะรู้ได้ รู้ได้แค่กรอบเท่านั้น แม้มันจะแว๊บไปคุณก็ไม่รู้ได้เพราะมันเป็นลักษณะสะกดจิต กดมันไว้ที่เก่า แต่อุทกดาบส รู้นะว่า ยังไม่สนิทมันมีอีก แว้บ ก็เลยนับเป็น 8 เป็นฌานที่ 8 แต่อุทกดาบส ก็เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ไม่รู้ว่าอายตนะนี้ มันเป็นภพหรือไม่เป็นภพ จะว่าภพก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ภพก็ไม่ใช่ เขาก็ดับสะกดจิตหนักเข้าไปอีก เขาทำเท่าไหร่มันก็ได้ เป็นมิจฉาผล เป็นผลของพวกฤาษี เทวนิยม เดียรถีย์ ทั้งหลายแหล่ มีความรู้เป็นโลกียะอยู่แค่นี้ อุทกดาบส ดับได้ทนได้นาน ทนได้นานมากยิ่งกว่าอาฬารดาบส นานจนกระทั่งตายไปในคราบของความยึดติดยึดถือนั้น เมื่อตายไปแล้วมันก็จะจมอยู่ในภวังค์ของตัวเอง นานเท่าไหร่ไม่มีอะไรมากระทบ ไม่มีอะไรมาสะกิด ไม่มีอะไรสะเทือนเลย มีแต่พลังสะกดของตัวเองอีกนานๆๆๆๆ จนพระพุทธเจ้าจะไปโปรด เห็นว่าสององค์นี้เคยเป็นอาจารย์ ตอนที่ท่านออกบวชใหม่ๆก็ไปฝึกสมาธิแบบนั้น ตอนแรก ลิงลมอมข้าวพอง ของ พระพุทธเจ้า ก็คิดว่า ท่านมีบุญคุณเคยได้เคยโอภาปราศรัย ในลักษณะนี้ก็ถือว่าเป็นอาจารย์ แม้จะเป็นมิจฉาทิฏฐิก็ตาม ท่านก็จะไปโปรด เพราะว่าเห็นมีพื้นฐาน พอระลึกถึงไปว่า ท่านอยู่ที่ไหนหนอ พระพุทธเจ้าก็หยั่งญาณดูว่า อยู่ที่ไหนหนอ อ้าว.. ตายแล้ว ตายไปก่อน 7 วัน อาฬารดาบส ส่วนอุทกดาบส ตายไปเมื่อ 2 วันก่อนนี่เอง ท่านก็เลยอุทานว่า ฉิบหายใหญ่เลย เพราะช่วยกันไม่ได้แล้ว ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมของ อาฬารดาบส อุทกดาบส ท่านก็ช่วยไม่ได้ ก็ต้องไปตามยถากรรม กรรมวิบากของท่านเองหนอ หากว่าไปทันจะช่วยได้ไหม...น่าจะช่วยได้ เพราะพระพุทธเจ้าท่านหยั่งญาณไปรู้แล้วน่าจะช่วยได้ เอาลองอ่านดู ตามบันทึกที่อาตมาได้เขียนไว้ พวกคุณไปเก็บมา อาตมายังไม่มีบันทึกนี้เลยนะ อ่านดูก็ระลึกพอได้

ย้อนรำลึกเปิดบันทึกวันประวัติศาสตร์พ่อครู ๐ ๒ฯ๑๒ ๑๐ จันทร์ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๓

เป็นวันสำคัญยิ่งอีกเช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จสิ้น สิ่งที่ปรากฏ ณ เบื้องท้ายสุด ใน “มโนวิญญาณ”แห่งข้าพเจ้านั้น มันคือ “ความสูญ จุดแท้ จุดจริง”นั่นเอง ที่ปรากฏเกิดขึ้นมาให้กระจ่าง และพร้อมกับชัด ประจักษ์ต่อสภาวะ “อาสวักขยญาณ” จริงๆ เมื่อเดินจงกรมไปครบเที่ยวที่ ๗๗ อันเป็นปีเกิดของข้าพเจ้า ครบถ้วนครบรอบพอดิบพอดี ซึ่ง “เตวิชโช” ที่ชัด ญาณนั้นก็ปรากฏ จนข้าพเจ้าต้องหยุดนิ่งอยู่เป็นครู่ เพื่อรักษาสภาวะปีตินั้น ลมหายใจเฮือกสุดท้าย แห่งความแทงทะลุ ก็ถอนออกมาจากอก อย่างจริงอย่างแท้ เป็นสภาพที่เกิดแล้วเป็นแล้ว มันลึกมันไกล ใครบ้างจะเข้าใจได้ง่ายๆ ถ้าไม่เกิดกับตน ผุดโผล่ออกมาให้ซับซาบ สัมผัสกับตนดังนี้ ข้าพเจ้าทบทวนรำลึก พร้อมกับเดินจงกรมต่อไป จนครบถ้วน ๑๕๐ เที่ยว ซึ่งก่อนจะถึงเที่ยวที่ ๑๕๐ เหลืออีกสัก ๕-๖ เที่ยว ท้องไส้ก็เร่งเร้า เข้าสู่สภาวะ “ทุกข์หนัก” ข้าพเจ้าต้องเอาชนะกันด้วย “จิต” อย่างแกร่งกล้า มั่นคง และดำรงไปด้วยดี แม้จะต้องทน แต่ก็บริบูรณ์ถ้วนทั่ว ไปอย่างดี เมื่อข้าพเจ้ามาเปิดดูสมุดนี้ขึ้นดู วันที่ ๒๓ พ.ย. ๑๓ จะได้พบเลข ๐ อยู่ตรงแนวบนหน้ากระดาษนี้ ข้าพเจ้ายิ่งงงเพิ่มขึ้นว่า วันอย่างนี้ในไดอารี่นี้ มีเลข ๐ อยู่อย่างนี้ทุกวันหรือ? ข้าพเจ้าเปิดย้อนไปดู ตามหน้า ที่มีวันอาทิตย์ต่างๆ ก็ไม่เห็นมี เพราะไดอารี่อันนี้ เป็นของเก่าปีที่แล้ว ข้าพเจ้าเอามาใช้ โดยประทับวันใหม่ลงไป วันจันทร์จึงไปทับวันอาทิตย์ ของปีที่แล้ว เปิดดูทั้งหมดก็ทราบว่า เป็นเครื่องหมายชนิดหนึ่ง แต่ไม่ทราบว่า เขาจะใช้หมายถึงอะไรแน่ แต่มันก็เป็นความบริบูรณ์ของข้าพเจ้านั้นแน่ๆ นิมิตเกิดก่อนเดินจงกรม ขณะนอน ในช่วงก่อนจะลุกขึ้นมาทำสมาธิ และเดินจงกรม ประมาณตี ๒ เศษเท่านั้น นิมิตอันหนึ่ง คือ ข้าพเจ้าอาบอาจมเต็มตัว เปื้อนไปหมดทีเดียว เพราะในห้องน้ำของข้าพเจ้า ส้วมก็แตกร้าวออกมา อาจมก็ทะลักออกมา เปื้อนเปรอะเลอะอาบตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทราบได้ดีจากนิมิตนี้ทันที ดุจดังนิมิตที่พระพุทธองค์ทรงได้ ที่พระองค์ทรงเดินลุยไปในอาจม ทั้งปวงเช่นกัน และอีกนิมิตหนึ่งคือ ข้าพเจ้าพบ ๐ นิมิตนั้นเป็นลูกปิงปอง ข้าพเจ้าพบคนต่างๆ ที่สนุกสนานกันอยู่กับการเล่นลูกปิงปอง เล่นกันมากมายหลายตา หลายโต๊ะ ต่างสนุกสนานกัน ไม่มีใครคิดอื่น ลูกปิงปองที่ตีแล้ว แตกไป-ร้าวไป ก็ทิ้งขว้างไป ที่ดีอยู่ก็ตีโต้กันอยู่อย่างสนุก ข้าพเจ้าสิ ไปเก็บลูกปิงปองเหล่านั้นมาดู มันมีทั้งที่ร้าว ทั้งที่แตก และที่ยังดี และทุกลูก เมื่อข้าพเจ้านำมันมาซ้อนกันดู มันก็คือ ปิงปองลูกบริบูรณ์ ที่ไม่มีร้าวมี-แตก ลูกเดียวกัน หรือเหมือนกันนั่นเอง นิมิตทั้งสองนี้ ชัดแจ้ง ให้ความหมายกระจ่างแจ้งที่สุด เมื่อข้าพเจ้าผ่านการพบเลข ๐ มาแล้ว ณ บัดจงกรมครบรอบที่ ๗๗ นั้น วันเสาร์ที่ ๒๑ พ.ย. ข้าพเจ้าเกิดญาณแจ้งในความเป็น “อนุพุทธ” ได้ด้วย “บุพเพนิวาสานุสติญาณ”และ “จุตูปปาตญาณ” และเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๒ พ.ย. ความรู้ก็เพิ่มขึ้นมาบ้าง ขณะจงกรมอยู่ ความแน่ใจ-มั่นใจ-แกร่งใจใดๆนั้น มีมากขึ้น จนที่สุดวันนี้ คือวันจันทร์ที่ ๒๓ พ.ย. ๑๓ นี้ มันเป็นความจบ ดังที่ข้าพเจ้าได้รู้สึกล่วงหน้ามาแล้ว ตั้งแต่วันเสาร์ว่า “ต้องคอยดูในวัน ๑๐ ค่ำ อันเป็นวันครบ ๐ และเป็นวันครบวันที่ ๒๓ เพราะข้าพเจ้า พระพุทธโคดม และพระศรีอารยะ ย่อมเกี่ยวกันอยู่ในเลข ๑-๒-๓ นี้ ทั้งสิ้น พระโคดม คือเลข ๑ พระศรีอารยะ คือเลข ๒ และ ข้าพเจ้า ย่อมคือเลข ๓ ดังนั้น แม้วันเสาร์ (๗) อาทิตย์ (๑) และจันทร์ (๒) ก็ย่อมหมายถึง ๑-๒-๓ โดยนัยเดียวกัน” และในวันนี้เอง ก็แจ้งใน “จุตูปปาตญาณ” อีกแยะเยอะ พบแม้กระทั่ง “ปฐมครู”ของข้าพเจ้า ในปางร่วมยุคแห่งท่านผู้หมายเลข ๑ นั้น และข้าพเจ้าได้ตื้นตัน ปีติเกิดด้วยญาณที่ได้รู้ว่า “ครูคือใคร” อย่างมากล้น จนน้ำตาไหลล้นออกมา ในขณะแจ้งทีเดียว และข้าพเจ้าจึงได้รู้ต่อไปอีกว่า “มานะสังโยชน์”นั้น ขาดสะบั้นลงไป ในวาระนี้-บัดนี้-มื้อนี้-คาบนี้ นั่นเอง คงจะต้องเหลือเพียง “อุทธัจจะ” อันจะคงมีไว้ เพื่อใช้เป็นประโยชน์โลก และประโยชน์ตนเท่านั้น เมื่อคืนนี้ ก่อนจะล่วงเข้าสู่ราตรี พระ ๒ รูป คือท่านสุมิตร กับ ท่านชิต ก็ได้มาหาข้าพเจ้าถึงกุฏิ และได้ไต่ถามปัญหาต่างๆ อันพึงควร จนได้รับความเข้าใจ และได้ปัญญาญาณ ไปพอสมควร พร้อมกันนั้น ทั้ง ๒ รูป ก็ได้ร่วมกัน “อาราธนา” ให้ข้าพเจ้าค้นคว้า นำพระไตรปิฎก ออกมากระจายขยายความ สอนส่ำสัตว์ พ่อครูว่า... ธุดงค์ไม่ได้หมายความว่าไปเดินออกป่าเท้าเปล่าอย่างครูบาบุญชื่น เดินเอาไม้เคาะหัวคนไปอย่างนั้น เป็นเรื่องสร้างภพสร้างชาติสร้างนิมิตเอง ไม่ได้เป็นกรรมทางกายวาจาใจ เป็นเหตุปัจจัยที่เป็นรูปนาม รู้จักสภาพนอก สภาพใน ที่มีกายมีจิตเลย คนที่มาศรัทธาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและก็ยิ่งงมงายตามไป ขออภัยที่อาตมาพูดตรง ก็ต้องไปกระทบครูบาบุญชื่นล่ะ เพราะถูกอาตมาว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ อาตมาก็ต้องมั่นใจว่าตำหนิถูกต้อง (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... คนเขาศรัทธากันมาก แล้วก็ยาวนาน เอาแค่เดิน คนก็มาถวายของ ท่านก็ไม่เอา แต่ของพ่อครู เราไม่ได้ถวายของ ให้เอากิเลสออก พ่อครูเป็น สยังอภิญญา แสดงว่า พระพุทธเจ้าวางหมากไว้ ว่าต้องมีคนนี้มาเกิดเพื่อต่อศาสนา ท่านวางไว้เลย พ่อครูว่า... ไม่ใช่วาง แต่ผมบำเพ็ญมาแล้วมาตรงกัน มันเป็น Born To Be พระพุทธเจ้าก็ต้องหยั่งรู้ว่าเป็นผู้รับสืบทอด มันห้ามไม่ได้ ผม โพธิรักษ์ทำไมต้องมาเกิด มันต้องมาเกิดมันห้ามไม่ได้ ของจริง ศาสนาพุทธของพระสมณโคดมต้องไปอีก 5,000 ปีถ้าไม่มีอาตมามันไม่เกิด ขอยืนยันว่ามันไม่เกิด _ป๋อง...วันนี้เป็นวันปรินิพพานของพระสารีบุตรด้วยครับ พ่อครูว่า... ในหลวง ร.9 นี่ ก็เป็นคู่บารมี ท่านเป็นทางรูปธรรม จะพูดอย่างเทียบๆกัน ก็คือท่านเป็นโมคคัลลานะ อาตมาเป็นสารีบุตร อะไรอย่างนี้ ก็ทำมาคู่กัน อันนี้พูดมาแล้วบอกมาแล้วว่าเป็นธัมมิกราชสองรูปที่จะมาเกิดในยุคนี้ คนไม่ศรัทธาก็ไม่เชื่อหรอก แต่ก็เอาเถอะไม่มีปัญหาหรอก อาตมาก็มีสิทธิ์ที่จะพูดความจริงก็พูดให้ฟังเท่านั้นเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องเป็นต้องมีต้องเกิด แล้วก็พิสูจน์ยืนยัน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานมา 70 ปี อาตมาก็จะอิลากอิเหลื่อไปให้ถึง 70 ปีให้ได้ ก็ต้องพยายามเพื่อที่จะสืบทอด ธรรมะตอนนี้ก็มีคนเข้าใจมากขึ้น แต่แม้จะขัดแย้งกับเถรสมาคม ซึ่งเขาก็ทำให้คนอื่นเขาเชื่อกัน อาตมาก็พิสูจน์ตัวเองมา 50 ปีนี้ ธัมโมหะเว รักขติ ธัมมะจาริง ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม มีปรากฏผล มีบุคคลจริงพฤติกรรมจริง อ้างอิงจาก พระไตรปิฎกต่างๆนานา แม้แต่ขยายความได้ต่างกันแต่มันสอดคล้องร้อยเรียงกัน ไม่ขัดแย้งกันในตัวมันเอง แต่มันขัดแย้งกับของเขา เขาก็ดูรู้ เขาก็เข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้น การต่อต้านการขัดแย้งก็ลดลง นอกจากคนไม่รู้เรื่องไม่รู้ธรรมะอะไร ก็เยอะ ใครได้ดูอาตมาบ้างออกทางสื่อต่างๆ เขาก็คอมเม้นท์ อยู่ในสื่อสาร มีผู้รวบรวมคอมเม้นท์ที่เขาด่าอาตมา อ่านเป็นชั่วโมงจนเมื่อย ยังมีคนเข้าใจผิดไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ มันเป็นธรรมชาติ ธรรมดา ต้องเป็นอย่างนั้นในยุคนี้ มันจะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่คิดได้ ส่วนมากรู้ไม่ได้ จะไปบังคับเขาก็ไม่ได้ด้วย ไม่สามารถทำให้เขาเข้ามาเข้าใจได้ ถ้าเขามีบารมีพอจะเข้าใจได้ ผู้ไม่มีบารมีพอมันเข้าใจไม่ได้ มันไม่ใช่สิ่งที่จะบังคับกันได้ มันเป็นอิสรเสรีภาพ มันเป็นเรื่องของความจริง คนมีบารมีพอได้จะรู้เข้าใจ ใครเข้าใจดีก็เลิกทั้งโลกมา ซึ่งมันไม่ใช่ของง่าย ไม่ใช่ของเล่นๆนะที่จะทิ้งโลกโลกีย์มา จนกระทั่งมาอยู่ในนี้ พวกคนนี้เป็นพวกไม่มีอนาคต _ป๋อง… ขอโอกาสครับ วันนี้เป็นวันปรินิพพานของพระโมคคัลลานะ วันลอยกระทงเป็นวันปรินิพพานของพระสารีบุตร ครับ ขอแก้ไข _สู่แดนธรรม... พ่อท่านอ่านต่อดีไหมครับ พ่อครูจึงอ่านต่อ _พระชิต เป็นผู้กล่าวโดยตรง และคงจะมั่นใจด้วย จึงได้กล่าวด้วยว่า “ท่านจะเป็นเพชรเม็ดหนึ่ง ในพุทธศาสนาทีเดียว” แรกๆ..มาถึง ทั้งสองขอ ก็คือ “อย่าออกธุดงค์เลย อยู่ในนี้เถิด อยู่สอนคนเถิด” ข้าพเจ้าก็แจ้งให้ทราบว่า “ที่ข้าพเจ้าจะธุดงค์ไปนั้น มิใช่เจตจำนงแท้ แต่เป็นทัศนมรรค ที่ข้าพเจ้าวางไว้เท่านั้น” ถ้าข้าพเจ้าออกธุดงค์ ก็เพราะว่า ๑. ไปเพราะเพื่อให้ผู้อยู่เป็นสุข เหตุก็เนื่องจาก ผู้อยู่ในนี้ จะมีทุกข์เพราะข้าพเจ้า อันเนื่องมาแต่ “กิเลส”ของเขาเอง ดังนั้น ข้าพเจ้าก็ต้องปลดทุกข์นั้นให้เขาด้วย ข้าพเจ้าต้องไป ๒. ไปเพื่อสงบระงับ เหมือนไปหาอาหารเติมให้ “จิต”เสียบ้าง บางครั้ง บางคราว “จิต”ก็กินอาหาร “จิต” เมื่อใช้อาหารคือ “ความสงบในจิต” เมื่อ “จิต” ของผู้สงบหมดความสงบ อันเป็นอาหารที่ยัง “จิต”อยู่ ก็จะต้องไปหาอาหารนี้เติม นัยสำคัญ เช่น พระพุทธเจ้า ก็ทรงออกปฏิสัลลีนะ นั้นแล ทั้ง ๒ รูปเข้าใจดี และโดยเฉพาะท่านสุมิตร บอก...ยินดีปรีดามาก เมื่อได้ยินจากปากข้าพเจ้าว่า “เถระวาทนั่นแหละ ถูกต้องบริสุทธิ์ มั่นคง และแท้จริง ตรงกว่ามหายาน เป็นหลักการเบื้องต้น ที่จะต้องทำให้บรรลุให้ได้ ส่วนใครจะเป็นมหายาน จะต่อภพต่อภูมิกันต่อไปอย่างไร ก็เป็นเรื่องของผู้นั้น” เหตุเพราะท่านสุมิตร เข้าใจข้าพเจ้าว่า “ข้าพเจ้าไปยึดมหายาน” จึงได้ถามข้าพเจ้าประโยคหนึ่งว่า “ถ้าใครมาถามท่านว่า ท่านเป็นเถรวาท หรือมหายาน ท่านจะตอบเขาว่าอย่างไร?” ข้าพเจ้าก็ตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นพุทธ มิได้เป็นเถรวาท หรือมหายาน ความแบ่งแยกไม่มี ข้าพเจ้าเห็นแต่ความเหมือนกันของสัตว์ และความเป็นสูญ” และเมื่อได้พูดกันไปมา ท่านสุมิตรจึงได้บอกว่า “ยินดีปรีดามาก เมื่อได้รู้ “จิต” รู้ความเข้าใจของข้าพเจ้าแท้ๆว่า ข้าพเจ้าไม่จงใจ ทำอะไรออกไป นอกลู่นอกทางแต่อย่างใด แม้ข้าพเจ้าจะเคยเล่า ปัญญาญาณ อันรู้แจ้ง ในส่วนนอกเรื่อง นอกพิภพใดๆ ไปจนล้นจนเกินเหตุ เกินความต้องการใดๆ อย่างใดก็ตาม” เป็นดังหนึ่ง พระพรหม มาอาราธนา ให้พึงสอนคนที่พอรู้ได้ อย่าก้าวไปให้มากนักเลย เพราะถ้าเป็นดังนั้น คนจะไม่มีอะไรนั้นหนึ่ง และขอให้ข้าพเจ้าอยู่สอนคนเถิด อย่าหนีออกสู่ป่า หนีบ้านไป ทิ้งผู้คนไปเลย “ญาณ” หรือ “วิชชา ๓” ที่ต้องทะลุแจ้งแทงตลอดนั้น แทงตลอดดังนี้ “ญาณ” อันคือ “วิชชาบริสุทธิ์ขึ้น” เรียกว่า “ญาณ” เรียกว่า “ปัญญา”นั้น ต้องประกอบด้วย “ของจริงแท้” อันเป็นนามรูป แล้วประกอบด้วยเหตุและผล พร้อม “เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย”ดังนี้ อิงอาศัยกันเป็นวัฏจักร เป็นรอบเป็นสาย เป็นลูกโซ่ ไม่มีออกนอกของจริง-เหตุและผล ที่หนุนเนื่องเกี่ยวโยงกัน มันไม่ใช่เพียงนิมิต... แค่รูปภพ-แค่สมมุติ-แค่สภาวธรรม ที่เป็นตัวตนให้คนเห็น ให้คนเข้าใจว่า นี่แหละจริงแท้ นี้แหละคือปรากฏการณ์แท้ หาใช่เท่านั้นไม่ แท้ที่สุด “ปรากฏการณ์ที่สัมบูรณ์” ก็คือ ไม่มีเลยที่เป็นของเรา มีจุดศูนย์เท่านั้น ที่รวมลงในที่สุด จนขั้นสิ้นสุดยอด “อาสวักขยญาณ” สำหรับชีวิต อันอุบัติขึ้นมาในภพนี้ของข้าพเจ้า แต่ยังจะมีรอบของ “อาสวักขยญาณ” ในช่วงต่อไปอีกข้างหน้า ที่ยิ่งกว่านั้น ไม่ใช่หน้าที่ของข้าพเจ้าในภพนี้ ไม่ใช่งานของข้าพเจ้าเลยในภพนี้ นี่แหละจึงเรียกว่า “รู้ได้ด้วยตนว่า หมดภาระแห่งตน หมดงานของตน อย่างครบถ้วน” 5 ……………………….. พ่อครูว่า... นี่คือสัมมาบัณฑิตไปค้นไปโค้ดมาให้อาตมาฟื้นความจำ ฟื้นความเป็นจริงที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งในตอนนั้นมันก็จะยังไม่มีอะไรสมบูรณ์เท่าไหร่ ก็จะมีอะไรเริ่มต้นที่เป็นตัวจริงขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาถึงวันนี้ อาตมาขอบอกว่าอาตมาจริงกว่าเมื่อ 50 ปีที่แล้ว อาตมาเป็นโพธิสัตว์ที่จริงยิ่งกว่าเมื่อ 52 ปีที่ผ่านมาขึ้นปี 53 แล้ว เพราะนั่นเป็นเหตุการณ์ พ.ศ. 2513 นี่ พ.ศ.2565 651123 งานโพธิบูชากตัญญู ครั้งที่ 3 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน