ธรรมาภิบาล กับ ธรรมาธิปไตย.docx
เนื้อหาในไฟล์
ธรรมาภิบาล กับ ธรรมาธิปไตย ได้พูดคุยกับ ดร.สุริยะใส กตะศิลา มาไม่กี่วัน พูดถึงเรื่องนักวิชาการ เขาเป็นคณบดีทางด้านนี้อยู่ ก็พูดถึงเรื่อง Good Governance พูดถึง ธรรมาภิบาล คำว่า ธรรมาภิบาล ในยุคพระพุทธเจ้าพูดกันไม่รู้เรื่องหรอก เพราะเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มันมีอภิบาลกันจริงๆ แต่มันไม่เป็นธรรมะ อภิบาลกันแบบเผด็จการ อภิบาลแบบพระราชาเป็นเจ้าชีวิตเลย จะสั่งฆ่าใครได้หมด เป็นยุคทาส เป็นยุคไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน เลยเป็นแบบอัตตาธิปไตย สังคมเป็นอัตตาธิปไตย ได้มีความรู้ทางการเมืองทางสังคม ความเป็นมนุษยชาติ มีอธิปไตยของพระพุทธเจ้า ที่ยิ่งใหญ่ ในยุคโน้นใช้ภาษาว่าเป็น ธรรมาธิปไตย ถ้าจะอธิบายคำ 2 คำ คำว่า ธรรมาภิบาล กับ ธรรมาธิปไตย ธรรมาภิบาล ก็คือสมมุติสัจจะ หรือ สมมุติธรรม ส่วน ธรรมาธิปไตย นั้นเป็นปรมัตถธรรม หรือ เป็นปรมัตถสัจจะ ธรรมาภิบาลคือ การอภิบาลกันด้วยธรรมะ ซึ่งต้องเป็นธรรมะที่ดี Good governance ต้องเป็นธรรมะที่ดี ที่สุจริต จึงจะเรียกว่าเป็น good ตามหลักวิชาเขา ธรรมาธิปไตย คือ อธิปไตยหรือ พลังอำนาจที่เป็นธรรม อธิปไตยคือพลัง หรืออำนาจที่เป็นธรรมะ มันเจาะลึกเข้าไปถึงความเป็น เอาผู้ที่มีอธิปไตย มีอำนาจ มีธรรมะ แล้วทำงานเป็นธรรมาภิบาล ธรรมาภิบาลธรรมาภิบาล จึงเป็นการบริหาร เป็นการปกครอง ในโลกียะหรือประเทศที่มีศาสนาเป็นเทวนิยม โลกียะคือประเทศที่มีศาสนาเป็นเทวนิยม ก็มีโลกียธรรมของเขายังมีแค่โลกียะ มันเป็นสัจจะ เป็นความจริงที่เขามี ชาวเทวนิยมชัดๆก็คือ ชาวตะวันตก แม้ตะวันออกกลางก็ตาม ยังเป็นเทวนิยมอยู่อย่างนั้น เขาก็มีแค่ โลกียธรรม ประเทศที่เป็นพุทธจึงจะมีโลกุตระธรรม ประเทศที่เป็นพุทธ แล้วเป็นพุทธอย่างสัมมาทิฏฐิด้วย จึงจะมีโลกุตรธรรม โลกุตรธรรมนั้น เข้าใจโลก เข้าใจอัต
อ่านต่อ
ตา อีกทีหนึ่ง คือโลกาธิปไตยและอัตตาธิปไตย ผู้มีธรรมาธิปไตยที่เป็นโลกุตระ ซึ่งจะเข้าใจโลก เข้าใจอัตตา เพราะฉะนั้นจึงรู้ความเป็นใหญ่ของโลก รู้ความเป็นใหญ่ของอัตตา แต่คนที่ไม่รู้ความเป็นใหญ่ของโลกและอัตตา ก็ต้องการชนะ ต้องการเป็นผู้ได้เปรียบ ต้องการเป็นใหญ่ อย่างที่เขาประพฤติกันทั้งโลก โลกียะ เทวนิยมทั้งหลาย ไม่มีใครเล็กกว่าใคร ไม่มีใครกลัวใคร ไม่มีใครแพ้ใครเลย เพราะเขาไม่เข้าใจเรื่องโลกไม่เข้าใจเรื่องโลกุตรธรรม จะต้องการเป็นใหญ่เป็นผู้ชนะเป็นผู้ได้เปรียบแต่ผู้ที่เข้าใจโลกเข้าใจอัตตาแล้ว เขาจะอยู่ในความเป็นกลาง ไม่เอียงไปอย่างที่จะเป็นใหญ่ในโลกหรือในอัตตา แม้ที่สุด อยู่อย่างผู้เสียสละ หรือ อยู่อย่างผู้ไม่มีอัตตา ถอดตัวถอดตน เป็นผู้แพ้ เป็นผู้ไม่มี เป็นผู้มีก็ให้ เป็นผู้มีก็เสียสละให้ผู้อื่น เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความจริง มีสัจจะในตัวเองแล้วว่า ผู้นี้ไม่มีตัวตน มีแต่ให้ ไม่ใหญ่มีแต่เล็ก มีแต่แพ้ แต่ผู้ที่มีนี้ไม่ใช่ผู้ที่สิ้นไร้ไม้ตอก แต่เป็นผู้ที่มีอย่างที่เขามีกันได้ แต่เสียสละ คนจะแย่งกัน เอาไปเลย แล้วเราอยู่ได้ เพราะเรารู้จักปัจจัยของชีวิต เช่น ปัจจัย 4 บริขารบ้าง จึงมีแต่ส่วนน้อย จึงเป็นผู้ที่เรียกว่า เป็นพวกอัปปิจฉะ เป็นพวกมักน้อย เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ในโลกที่อุ้มชูโลกอยู่คือ พวกโลกุตรธรรม เป็นอาริยบุคคลที่แท้จริงไม่ใช่ มิลักขะ เป็นคนเถื่อน ยังมีตัวตน มีอำนาจไปแบ่งไปทับ ไปแย่งชิง ต้องฆ่าแกงกันอะไรอยู่ ความรู้เหล่านี้ อาตมาอธิบายธรรมะเพิ่งผ่านไปไม่กี่วันนี้ พูดเปรียบเทียบไปถึงขั้นประเทศ จีนก็ดี อินเดียก็ดี รัสเซียก็ตาม แม้พาดพิงไปเกาหลีเหนือนิดหน่อย และเปรียบเทียบกับประเทศไทย ประเทศไทยเป็นประเทศอาริยะ นำเพื่อนหมดในโลก ขณะนี้ นิมิตที่เพิ่งเสร็จ APEC ไปนี้ เป็นความงดงาม คนเข้ามาเขาจะนำไปในเรื่องเศรษฐกิจ ไปในเรื่องการที่จะสร้างเรื่องของรูปธรรม สร้างเรื่องของวัตถุ แต่มีความซ้อนอยู่ในนั้นได้รับนามธรรม คือคุณธรรมอันวิเศษจากตั้งแต่หัวหน้าคือ นายกประยุทธ์เอง ที่เป็นผู้ที่เป็นองค์ประกอบของชาวไทย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ทุกคน จนกระทั่งถึงคน คนไทยทุกคน คนที่ไปอยู่ในเหตุการณ์ สัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้อง คนที่ไม่ได้เข้าไปใกล้ก็เป็นมวลเท่านั้นเอง แต่ผู้ที่มีปฏิกิริยากับเขา ผู้นำของประเทศ 20 ประเทศมานั้น ผู้แทนหรือหัวหน้าใหญ่ของประเทศมา มีตัวแทนมาบ้าง มาสัมผัสความเป็นจริงจากพฤติกรรมของไทย องค์ประกอบที่มันเกิดปฏิกิริยาไปแล้ว ผ่านไปในการประชุม APEC เขาก็ได้รับความจริงนั้น ความจริงที่ทุกคนมีปฏิภาณปัญญาก็รับรู้ได้เองทั้งนั้น ไม่ว่าใครต่อใครก็รับรู้ได้ทั้งนั้น คุณจะรับรู้โดยการปฏิเสธ รับรู้ด้วยการยอมรับ รับรู้ด้วยการเชิดชู มันก็เป็นของจริง ของแต่ละคนเขา แต่เท่าที่อ่านด้วยภาษากายข้างนอกก่อน ก็เห็นแล้วว่างาม ประสบความสำเร็จ มีผลเป็นประชาธิปไตยชัดว่า แม้แต่ประชุม APEC เมืองไทยยังมีอิสระเสรีภาพให้ออกมาประท้วงได้เลย ไม่ได้ปิดกั้น คนที่รู้เรื่องประชาธิปไตยจริง เขาจะเข้าใจเลยว่า ประเทศไทยมีอิสรเสรีภาพเต็มที่ งานใหญ่ๆอย่างนี้ ยังไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ระงับพวกนี้ จนกระทั่งเกิดการปะทะกันแล้วมีการซ้อน ปะทะกับตำรวจจนกระทั่งบาดเจ็บ แล้วเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุเลย แต่พวกนั้นจะเอาเต็มที่เลยน่ะ แต่แม้กระนั้นมวล ผู้ที่เต็มที่ก็ตาม เขาก็ยังไม่รุนแรงถึงขนาดที่พกปืนมายิง เอาระเบิดมาทำลาย มันซับซ้อน ว่าประเทศไทยนี่ คนไทยทั้งหมดงดงามหมด แม้แต่พวกที่มา บ๊องๆๆ บางทีก็เป็นเศษ เหลือเศษที่จะแสดงความเป็นจริงออกมาเท่านั้นเอง สมณะฟ้าไท... เป็นอเมริกา พ่อครูว่า... ถ้าเป็นอเมริกายิงกันตายแล้ว แต่นี่เป็นประเทศไทย คำพูดตรงนี้ ที่บอกว่าถ้าเป็นอเมริกายิงตายแล้ว แต่นี่เป็นประเทศไทย คนประเทศต่างๆที่มาสัมผัส เขาจะรู้ไหม ที่เป็นแนวลึกของคุณธรรมมนุษยชาติ เป็นแนวลึกของคุณธรรม เพราะฉะนั้นองค์รวมทั้งหมดเลย ถูกต้องแล้ว สรุปออกมาแล้ว งดงามยิ่ง เหตุการณ์ที่ประชุม APEC สุดยอด เพราะฉะนั้นห้ามไม่ได้ที่ทักษิณจะริษยาตาร้อน แกก็ผยองของแกว่า ถ้าแกทำ แกจะทำให้ดีกว่าประยุทธ์ ที่จริงแล้วแกทำเคยทำมาแล้วเละเทะกว่าประยุทธ์เท่าไร ง่ายกว่ายุคนี้ด้วย ตอนนั้นทักษิณทำผ่านไป 5,000 ล้าน แต่นี่ของแพงกง่าเราเสียไป 3,000 กว่าล้าน เพราะฉะนั้นสรุปแล้วเมืองไทยขณะนี้เป็นตัวอย่างของโลก ประชุม APEC เป็นการปักหมุดลงไปอาเซียนก่อนกลุ่มหนึ่ง ทั้งโลกมีประมาณ 200 ประเทศ ก็มีประมาณนี้มา 20 กว่าประเทศ แต่เป็นประเทศหลักๆ ประเทศใหญ่ของโลก มีประเทศที่เป็นประเทศน่าสังเกตุอยู่ประเทศที่ใหญ่แต่ไม่มาคือ อินเดีย อเมริกาส่งตัวแทนมา อเมริกาส่งตัวแทนมามันส่อให้เห็นว่า ตัวใหญ่ของอเมริกาไม่มีวาสนาจะมาร่วมงาน APEC บนแผ่นดินไทย เพราะมันไม่ลงตัว อเมริกากับปูติน อเมริกากับปูติน อเมริกาคือประชาธิปไตยสุดโต่ง ประชาธิปไตยพิการ ส่วนปูตินก็คือคอมมิวนิสต์ที่ลงตัว รัสเซียคือคอมมิวนิสต์ที่ลงตัว ประชาธิปไตยสุดโต่งหรือประชาธิปไตยพิการ เป็นประชาธิปไตยขาเดียว ไม่มีพระเจ้าอยู่หัว ไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน อาตมาเคยอธิบายมามากแล้ว ถ้าคนเข้าใจว่า ความเป็นมนุษยชาตินั้นต้องมี 2 ถ้ามีขาเดียว หนึ่งเดียวมันพิการ คนต้องมี 2 ต้องมีกาย มีจิต ประชาธิปไตยขาเดียวมีแต่กาย ไม่มีจิต ส่วนคอมมิวนิสต์ที่ลงตัว คือมันไม่โต่ง แต่มันลด ลดบทบาทของคอมมิวนิสต์ลงไปในโลก เพราะในโลกนี้ จริงๆคอมมิวนิสคต์แพ้แล้ว อย่างเช่น จีนแดง คอมมิวนิสต์ตั้งแต่เหมา เดี๋ยวนี้จีนแดงเปลี่ยนไปหมดแล้ว มาเป็นประชาธิปไตย สีจิ้นผิงเป็นประชาธิปไตย จึงเกิดความสงบได้ และเป็นประชาธิปไตยในสายธัมมานุสารี ส่วนอินเดียนั้นเป็นประชาธิปไตยแบบสัทธานุสารี ซึ่งอาตมาจะได้สาธยายความรู้นี้ให้ฟังในอนาคต เพราะฉะนั้นในการเป็นอยู่ในสังคมหรือในโลกมนุษย์ อาตมาไม่ได้อยู่ในรู ไม่ได้อยู่ในวงแคบ กรอบเล็กๆเท่านั้น อาตมาอ่านความสัมพันธ์ ความสัมพัทธ์ ปฏิกิริยาต่อกันและกันของมนุษยชาติในโลก มีให้เราเห็นความจริงที่เราสามารถจะเรียนรู้ได้ จากความจริง ไม่ใช่ไปนั่งนึกคิดลมๆแล้งๆ จินตนาการ เพ้อๆฝันๆ ไปคนเดียว ไม่ใช่ มันมีเหตุปัจจัยที่ยืนยันได้กับโลกกับมนุษยชาติกับพฤติกรรมมนุษย์ ตัวอย่างของสังคม ตั้งแต่จุดเล็กไปถึงสังคมที่กว้างจุดใหญ่ เป็นประเทศที่ใหญ่ สิ่งเหล่านี้เป็นสัจธรรมของธรรมชาติ เช่น ในโลกมีประชาชน ประเทศที่มีประชาชนมากที่สุด 2 ประเทศ เป็นต้น มันจะมีคู่ แล้วลักษณะของ 2 ประเทศนี้เป็นคนละลักษณะ อินเดียก็อย่างหนึ่ง จีนก็อย่างหนึ่ง ประเทศ 2 ประเทศนี้มีพลเมืองประเทศละ 1,000 กว่าล้าน อินเดียก็จิตวิญญาณลักษณะหนึ่ง จีนก็วิญญาณอีกลักษณะหนึ่ง สุดโต่งไปคนละข้าง เมื่อยังไม่มีวิชชาหรือไม่มีภูมิ ยังเป็นอวิชชา ก็สุดโต่งไปคนละข้าง แล้วอินเดียก็ต้องปรับตัวให้อยู่ในสายสัทธานุสารี เขาจะอยู่ได้ จีนก็พยายามปรับตัว เขาจะเอาคอมมิวนิสต์จนกระทั่งคอมมิวนิสต์สามารถเปลี่ยนแปลงมาหาปัจจุบันนี้ได้ ค่อยๆแก้ คอมนิวนิสต์แก้ๆมา แล้วมันจะแก้ไปหาอะไร มันต้องแก้ไปหาปัญญา ถ้าไม่แก้ปัญหาด้วยปัญญาแต่ไปแก้ปัญหาแบบอินเดียแบบสมถะ แต่ว่าจีนไม่ใช่สายสมถะ มันเป็นธรรมชาติธรรมดาของโลก มันจะมี 2 เป็นเทวดาที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นความจริงที่ยิ่งใหญ่มากเลย จนกระทั่งทุกวันนี้ บทบาทพฤติกรรมของสังคมจีน พฤติกรรมสังคมของอินเดีย ก็เห็นชัดๆ ว่าเป็น 2 รูปแบบ 2 ลักษณะ ที่ให้เราศึกษาถึงสภาพเทว สภาพธรรมะ 2 ส่วนไทยนั้นเป็นกลางเป็นผู้ที่รู้ยิ่งทั้งสอง เพราะเป็นลูกพระพุทธเจ้า อินเดียนั้นหมดเรื่อง หมดรูป ที่ไปหาพระพุทธเจ้าในอินเดียเก่า ชมพูทวีปถอนจากอินเดียมาอยู่ในประเทศไทยแล้ว เพราะฉะนั้นอินเดียจึงไม่อยู่ในรูปของสัมมาทิฏฐิ เป็นฤาษี ชีไพร เป็นอย่างดีกันเต็มรูป แต่เขาก็สามารถที่จะทำความสงบสันติภาพหรือความอยู่ในลักษณะของเขา ลักษณะของสัทธานุสารี ส่วนจีนนั้นเป็นธัมมานุสารี พยายามตามศึกษา ออกมาเป็นทิฏฐิปัตตะ มาเป็นผู้ที่มีความรู้ความเห็นบรรลุโลกุตระ เขาก็ค่อยๆพัฒนามา มีวิวัฒนาการจริง เป็นสภาพจริงเป็นฟีโนมีนอล เพราะมีประเทศเดียวคือจีน เป็นปรากฏการณ์จริง ที่อาตมาเห็น อาตมารู้ อาตมาเข้าใจ เรื่องสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์เหล่านี้ แม้แต่เศรษฐศาสตร์ของจีน อาตมาก็เข้าใจ เศรษฐศาสตร์ของจีนนี่เขาก็เข้าใจเป็นโลกุตระเพิ่มขึ้น จีนเห็นแล้วว่า ทำราคาต่ำลงไปเรื่อยๆ รอด พวกที่ยังมิจฉาทิฏฐิจะเห็นว่า ต้องทำราคาให้สูง สินค้าของฉันยิ่งดียิ่งตีราคาแพงเข้า เอาเปรียบเอารัดเข้า แต่จีนนี้ ถ้าไปแพง มันได้น้อยมันแคบ กระจายไม่ได้กว้างมันไม่ถึงมือคนจนไม่ได้แต่ถึงมือคนรวย เพราะฉะนั้นเขาค่อยๆเข้าใจ แล้วมันซับซ้อนตรงที่ว่าตอนแรกๆ เขาก็ต้องใช้วัสดุถูก ราคาถูก วัตถุที่ไม่ดี ในตอนแรก แต่คนที่รับเขาก็รู้แล้วว่า ของไม่ดีมาราคาถูก มันก็แข่งกัน แข่งกันสร้าง ของดีราคาถูก ของดีราคาถูก ของถูกราคาไม่ดี ของราคาไม่ดีก็ไม่ดี ก็เลยไม่ค่อยมีคนซื้อ ของไม่ดีราคาถูก มันก็ไม่ขึ้น ของดีราคาถูกมันก็จะขึ้น ความฉลาดเขาก็ค่อยๆ รู้ขึ้นมา เขาก็ยอม แล้วจิตมันเจริญขึ้นจริงๆด้วย มันมี อัญญธาตุ เริ่มแพร่กระจายเข้าไปสู่ผิว ยังไม่ลึกไปหารากนะ ผิวบนของประชาชนคนจีนแล้ว ยังจะได้พูดกันต่อไปอีก อาตมายังไม่ยอมตายจะลากไปอีก ก็ไม่รู้มันจะขาดสะบั้นเมื่อไหร่โดยที่เราไม่อยากตาย แต่มันขาดจะตายไป เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นก็แล้วแต่ เอาที่มันจะได้สูงสุด 651123 งานโพธิบูชากตัญญู ครั้งที่ 3 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช