นายกฯประยุทธ์ควรเป็นนายกฯต่อไปในกาละนี้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข21 พฤศจิกายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

นายกฯประยุทธ์ควรเป็นนายกฯต่อไปในกาละนี้ _ดร.สุริยะใส ว่า... ผมคิดว่ามีอยู่ 2-3 ประเด็นสำคัญที่พ่อท่านได้พูดถึงเมื่อกี้นะครับ คือเรื่องของโลกียะ โลกุตระ ผมคิดว่ามันเป็นโจทย์ที่ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่า ก็รู้สึกว่าบางครั้งมันไปไม่ถึงความต้องการความคาดหวังของผู้คน เหมือนเมื่อครั้งสมัยเราเคลื่อนไหวในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทุกวันนี้ผมจำได้ตอนเข้าไปกราบพ่อท่าน แล้วได้สนทนากับพ่อท่าน คำหนึ่งที่เราพูดกันตอนนั้น คือเรื่องการเมืองใหม่ สร้างการเมืองที่มีคุณธรรมขึ้นมา พ่อท่านท้วงผมเลย ว่า ใส การเมืองใหม่มันไม่ได้ใหม่หรอก มันคือการเมืองที่เราเอาของเก่าดั้งเดิมกลับมา เพราะว่าการเมืองดั้งเดิมถูกทำลายล้าง ถูกลบ ถูกครอบงำจากการเมืองที่มีแต่การเลือกตั้ง การเมืองที่มีผลประโยชน์ มันบังตาเข้ามาทำลาย ทำให้เรา การเมืองดั้งเดิมคือการเมืองที่มีคุณธรรมนำหน้า การเมืองที่เป็นจิตอาสา ไม่ได้ไปแข่ง ไปแสวงหาว่าสส.ต้องมีมากเท่าไหร่ ผมก็จำได้ถือว่าเป็นสิ่งที่ให้สตินำทางผม เราชัดเจนในทศพิธราชธรรม เป็นเรื่องใหญ่กว่าธรรมาภิบาลของตะวันตก แต่เราไปหลงเรื่องที่เขาออกแบบมา เราไปหลง เรื่องที่เขาออกแบบมาที่มันดูเหมือนจริง แต่มันไม่จริง ตอนหลัง ชุมนุม กปปส. ที่มีลุงกำนันเป็นหัวขบวน เมื่อจบจาก กปปส. ผมก็ไปทำดุษฏีนิพนธ์ของปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยรังสิต จบด็อกเตอร์มา ผมก็ไปตั้งแต่หัวค่ำเราพากันไปหลายล้าน ซึ่งผมว่ามันต้องมากกว่านั้น คนที่เคยชอบลุง เคยไม่ชอบลุง ก็ยังออกมา ผมไปสัมภาษณ์กระทั่งญาติคนที่เจ็บ คนที่ตายตั้งแต่สมัยพฤษภาคม สมัยพันธมิตร ผมถามว่าทำไมคนกลุ่มนี้ยังสู้อยู่ ครอบครัวล้มตายก็มี ลูกสูญหายก็มี แต่ทุกวันนี้เขาก็ยังสู้อยู่แสดงว่าเขาต้องมีอะไรที่ใหญ่กว่าแกนนำพาไป ผมรู้สึกว

อ่านต่อ

่ามันคือแก่นแกนของการเสียสละ การต้องการสังคมที่มีธรรมาธิปไตย ไม่ใช่โลกาธิปไตย ไม่ใช่อัตตาธิปไตย แต่เป็นธรรมาธิปไตย ผมก็ตั้งชื่อภาษาอังกฤษว่าเป็น moral democracy เป็นประชาธิปไตยคุณธรรม ฝรั่งมาอ่านงานของผมก็บอกว่า ไม่มีหรอกประชาธิปไตยแบบนี้ พ่อครูว่า... ตำรานี้ของพวกเขามันไม่มีเลย _ดร.สุริยะใส ว่า... ทำดีมันต้องดี ทำดีต้องไม่รังแกใคร ไม่เบียดเบียนใคร ผมก็เขียนเอามาตำรา เป็นวิถีประชาธิปไตยแบบชาวพุทธตะวันออก ที่ไม่ต้องไป ตามฝรั่งมังค่า ส่วนตัวผมไม่เคยสนทนากับพลเอกประยุทธ์ เมื่อเปรียบเทียบกับนายกท่านอื่น โดยส่วนตัวผมคิดว่า น่าจะคิดคล้ายกับพ่อท่านคือการที่เขาเป็นคนที่ไม่ส่งสัญญาณ ของการโกง ไม่ส่งสัญญาณของการคอรัปชั่น มีความน่าไว้วางใจเรื่องนี้ แต่ผมอาจจะเห็นต่างจากพ่อท่าน อาจจะเพราะว่าระบบการเมืองที่พลเอกประยุทธ์ ไปสังกัด โครงสร้างการเมืองเป็นแบบโลกียะ มันต้องเอาผลประโยชน์ไปติดปากกัน มันถึงจะเดิน แม้จะมีความสามารถก็ไม่สามารถไปจัดการได้ทุกอย่าง มีพวกที่หลงเข้ามาหาผลประโยชน์จากช่องว่าง ทำให้บ้านเมืองเดินไปไม่ได้ มันจะต้องมีอะไรที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ จากคนที่ไม่หวังดี มาเกาะกระแสอาสาว่าจะมาทำงานให้ ตามวาระซ่อนเร้น มีผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเปล่า สภาพรัฐสภากลายเป็นเสียงข้างมาก นำพาทุกอย่าง ความถูกต้องและธรรมจริยธรรม กลายเป็นเรื่องที่มาทีหลังตลอด พอเราจมอยู่ในสังคมแบบนี้เลยเป็นกับดักที่ทำให้เรารู้สึกว่า มาปีนี้มันน่าจะกระเตื้อง น่าจะดีกว่านี้ไหม ก็จะมีความรู้สึกและมีมุมมองที่อาจจะไม่ได้ตรงกับพ่อท่านเสียทีเดียว แต่ก็เมื่อเปรียบเทียบกับอดีตนายกอีกหลายคน เอาความโกงมาตัดสินกัน พลเอกประยุทธ์ชนะขาด เรื่องเก่าๆวิธีคิดที่มีลักษณะอย่างนี้ทำให้เกิดการปฏิรูปได้หน่อย ส่วนตัวผมรู้สึกว่าอันนี้ไม่ชัด เช่นเรื่องปฏิรูปตำรวจเราก็พูดกัน แต่เมื่อเข้าสู่อำนาจแล้วไม่ขยับ อย่างเช่นขั้นตอนที่ป๋าเปรมท่านก็ยังเคยบอก บอกว่าลุงตู่ใช้กองหนุนมากไปแล้วนะ เป็นประโยคที่คลาสสิค ที่หลายสายว่าลุงตู่เสียแนวร่วม ส่วนพ่อท่านและพี่น้องชาวอโศก ยัง support พลเอกประยุทธ์ ผมไม่มีปัญหาหรอก แล้วหลายเรื่องที่คิดว่า รัฐบาลนี้ก็ดีกว่ารัฐบาลอื่นหลายเท่า รัฐบาลต้องมีหลายเรื่องที่ต้องชำระสะสาง ผมเองก็เข้าใจตั้งใจว่าให้สำเร็จอีกหลายเรื่อง ผมก็เลยรู้สึกอย่างนั้น ถ้าหากท่านจะเป็นนายกสมัยที่ 3 มันต้องคิดอย่างไร เปลี่ยนมุมมองในการจัดการบ้านเมืองอย่างไร พ่อครูว่า... อาตมาเห็นว่านายกประยุทธ์ยังไม่สมควรจะเปลี่ยนวิธี อะไรออกไปหรอก วิธีที่ทำมานี้ดีแล้ว มีความซื่อสัตย์นำหน้า มีการรับใช้ประชาชนจริง มีความตั้งใจเต็มใจและทำอย่างจริงจังและมีปฏิภาณปัญญา ที่เป็นแกนของโลกุตระอยู่ด้วย ซึ่งอาตมาเห็นว่า นายกประยุทธ์มีแกนของโลกุตระ ทั้งของตัวเองและรับถ่ายทอดมาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นโลกุตระแน่ๆ เพราะท่านเป็นพระโพธิสัตว์ การเมืองของไทยจึงเป็นการต่อยอด เป็นการทำงานเชื่อมต่อสืบต่อกันอย่างไม่ได้ขาดสายกันไปได้ ถ้าจะตัดไปให้คนอื่น อะไรยังไม่รู้เลยว่าคนอื่น เขาจะทำได้เท่ากับพลเอกประยุทธ์หรือเปล่า ยิ่งการทำงานรับใช้ประชาชนจริงๆด้วย หรือแม้แต่จะมีคณะ ผู้ที่จะร่วม เรื่องซับซ้อนเรื่องคณะ คณะผู้จะมาร่วมงาน มันเป็นเรื่องที่วิจิตรพิสดารมาก ลำบากมากเลย คณะที่จะบริหาร เช่น คณะรัฐมนตรี เป็นต้น คณะรัฐมนตรีไม่ได้หมายความว่าเป็นคนที่เป็นโพธิสัตว์หรือเป็นคนที่เป็นโลกุตระ ส่วนมากเป็นโลกียะกันอยู่ เพราะฉะนั้น พลเอกประยุทธ์จึงจำเป็นจะต้องใช้พลังงาน ที่จะสามารถยืนหยัด ทำให้พวกโลกียะที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่พรรคพวก สามารถที่จะดำเนินไปตามที่พลเอกประยุทธ์สามารถทำได้ เขาทำได้ พลเอกประยุทธ์ทำได้ มีหลักฐานยืนยัน มีปรากฏการณ์ที่อ้างอิงได้ คือผลงานทำมา 8 ปีนี้ ตัวเอเปคที่เพิ่งผ่านไปนี้ เป็นเครื่องชี้บ่ง ถึงผลว่า พลเอกประยุทธ์ทำได้ และตัวบุคคล ของผู้นำประเทศ ของแต่ละประเทศที่มาร่วม แสดงออกแล้ว เรื่องวิธีการ เรื่องของนโยบาย เรื่องของวิธีการทำงานอะไรต่ออะไรต่างๆ มันเป็นเปลือก แต่แก่นแท้ๆมันคือจิตวิญญาณ อาตมาจะมองเห็นด้วยปัญญาหรือภูมิปัญญาตามมาว่า จิตวิญญาณของคนที่มาร่วมเอเปคนี้ Appreciate กันทั้งเลย รับได้ แล้วยินดีที่จะให้ประเทศไทยเมืองเล็กๆนี่แหละ เป็นแก่นแกน ต่อไปเอเปคจะไปที่อเมริกา อเมริกาไม่ใช่แดนที่จะเอาคุณลักษณะ ที่มาหยั่งลงในประเทศไทยไปหยั่งลงได้ที่อเมริกา ไม่ใช่ ภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อม และจิตวิญญาณคนละแบบ เพราะว่าอเมริกานั้นเป็นโลกียะ 100% แล้วจัดจ้านด้วย จะต้องเป็นเจ้าโลกให้ได้ จะต้องรุนแรง ฆ่าแกง ฉันไม่กลัว เป็นอย่างนั้น แล้วกำลังล้มเหลวด้วย อาตมาบอกได้อย่างนี้ล่ะ อเมริกา เจ้าหน้าที่สถานทูตอเมริกาอยากจะมาพบอาตมานะ เพราะเห็นว่าอาตมาพูดเป็นอย่างไร อาตมาไม่ได้รังเกียจอเมริกา เขาเป็นคนน่าสงสาร แต่อาตมาพูดความจริงว่า เขากำลังล้มเหลวและเขาก็หลงตัวเองอยู่ เขาอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะ 1. ดอลลาร์เก๋ๆ กระดาษแบงค์กงเต็กกับ 2.อำนาจที่สามารถสร้างอาวุธยุทธภัณฑ์ได้เก่ง เขาอยู่ได้ได้เท่านี้เอง อยู่ได้ด้วยแบงค์ดอลลาร์กับอยู่ได้ด้วยอำนาจอาวุธยุทธภัณฑ์ เขาอยู่ได้เท่านี้แหละ นอกนั้นเขาก็ไม่มีอะไรเหลือหรอก อเมริกา พูดอย่างนี้อเมริกาอาจจะร้อน โดนอาตมาว่ากระหน่ำย่ำยี แต่ว่าอาตมาพูดชัดจากความจริงถ้าเขารู้ตัวเสร็จแล้ว แล้วเขาก็ปรับตัวให้ดีขึ้น อาตมาขอพูดถึง อุดมการณ์ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ สักนิดหนึ่งว่า โลกจริงๆนั้น มนุษยชาติจริงๆนั้น ต้องเป็นคนที่ให้แก่ผู้อื่นได้ หรือเสียสละแก่ผู้อื่นได้ หรือเป็นผู้แพ้แก่ผู้อื่นได้ นี่คือสัจจะของมนุษยชาติผู้เจริญที่สุด ผู้ให้ได้ เป็นผู้เสียสละได้ เป็นผู้แพ้ได้ ยิ่งคำว่า เป็นผู้แพ้นี้สุดยอดแห่งความรอบรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกุตรธรรม คนที่จะมาเอาชนะคะคานมนุษยชาติ จะเอาชนะคะคานทุกอย่างทั้งทางด้านวัตถุ ทั้งทางด้านอำนาจ แม้แต่ที่สุดทางด้านจิตวิญญาณ จะเป็นผู้ได้เปรียบจะเป็นผู้มีอำนาจจะเป็นผู้ที่ใหญ่กว่า เป็นผู้น้อยกว่าไม่ได้เป็นผู้แพ้ไม่ได้เป็นผู้น้อยกว่าไม่ได้เป็นผู้แพ้ไม่ได้ เขาไม่มีวันชนะหรอกเขาจะทำวนเวียนอยู่อย่างนั้นตลอดกาลนาน เพราะโลกียะไม่มีใครยอมใคร มันมีอัตตามานะ มีกิเลส มันไม่มีใครยอมใครหรอกโลกียะ มีแต่โลกุตระเท่านั้นที่ยอมคนและสงบด้วยจริง โลกียะไม่มีความสงบจริง สันติภาพในโลกียะไม่มีในมหาจักรวาล มีสันติภาพจริงอยู่ในโลกุตระเท่านั้น เพราะว่ายอมหยุด ยอมแพ้ ยอมเสียสละ ยอมให้ เพราะฉะนั้นชีวิตที่มีชีวิตอยู่ ด้วยเมตตาให้อะไรได้ ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเป็นอาริยะแล้วไม่สะสมเงินทองทรัพย์สินที่โลกเขา นิยมยกย่องให้เป็นคุณค่าแม้แต่ทองคำเราก็ไม่สะสม แต่รู้จักปัจจัยชีวิต คือข้าว ผ้า ยา บ้าน รู้จักความสำคัญของชีวิต ข้าว ผ้า ยา บ้านที่อุดมสมบูรณ์เท่านี้แหละ ให้ดี ให้อุดมสมบูรณ์จริงๆให้มากจนกระทั่งเผื่อแผ่ไปเป็นอำนาจโลก ไม่ใช่ไปเอาธนบัตรเป็นอำนาจ ไม่ใช่เอาอาวุธปืนเป็นอำนาจ แต่เอาอาหารเป็นอำนาจ เอาข้าว ผ้า ยา บ้านเป็นอำนาจ เผื่อแผ่คนอื่นให้เขา เป็นกองพลาธิการของโลก อันนี้จะชนะอย่างสงบ จะชนะอย่างอบอุ่น จะชนะอย่างสะเด็ด จะชนะอย่างเด็ดขาด อย่าง Absolute เลย เพราะมันจะกินถึงจิตวิญญาณของมนุษยชาติ แล้วมนุษยชาติทุกคนที่จะพัฒนาไปสู่ความสูงสุดทางจิตวิญญาณ ก็จะมาหาโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นเมืองไทยเป็นแกนของโลกุตรธรรมแล้ว ชมพูทวีปจากประเทศอินเดีย ก็ย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทยแล้ว เมืองไทยมีโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้น เมืองไทยที่พลเอกประยุทธ์เป็นตัวหลัก ดำเนินการบริหาร ดำเนินบทบาทในการที่จะ ทั้งให้คนอื่นเข้าใจ ทั้งพาประชาชนคนไทยทำ 8 ปี ได้ผลขนาดนี้อาตมาพอใจ ที่พอใจนี่คืออาตมามองไม่เห็นคนอื่น มองไปดูคนอื่นว่าใครจะมาแทนพลเอกประยุทธ์ อาตมาก็ใช้ภูมิปัญญาของอาตมา ดูทั้ง background ทั้งชีวิตของเขาที่ทำมา ยกตัวอย่าง ตัวบุคคลเลย อุ๊งอิ๊งเหรอ พิธาเหรอ อนุทินเหรอ อาตมาใช้ปัญญาของอาตมาเทียบวัด อาตมาก็ว่า ยังสู้คุณประยุทธิ์ไม่ได้ ตกไปคนหนึ่งก็คือ คุณจุรินทร์ พรรคประชาธิปัตย์ อาตมาก็ว่ายังไม่ควรจะขึ้นมาหรือที่ซ้อนๆกันอยู่ ก็คือให้พลเอกป้อมขึ้นมา อาตมามองกว้างๆอย่างนี้ อาตมาพูดอย่างเปิดเผยใจให้ฟังว่า พลเอกป้อม ก็แน่นอน อยากจะเป็นนายกสักวาระหนึ่งในชีวิต ก็คงอยากจะเป็น ซึ่งพลเอกประยุทธ์เขาก็ไม่เกี่ยงเท่าไหร่ ถ้าพลเอกป้อมจะขึ้นมา อาตมาว่า พลเอกประยุทธ์นี้กึ่งๆ ถ้าพี่ป้อมจะขึ้นมาเป็นนายก พลเอกประยุทธ์ก็บายให้ได้ แต่มันจะสะดุด เพราะ พลเอกป้อม อาตมามองเห็นและว่าท่านเก่งในการสร้างมนุษย์ให้อยู่ในมวลของตนเอง มันไม่ใช่ประชาธิปไตยมันเป็นพรรค พรรค ไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยไม่มีพรรค ประชาชนทั้งมวลที่มีจิตวิญญาณร่วมด้วยคือพรรคของนายกฯ พรรคของนายกคือหมู่มวลประชาชนที่มีจิตวิญญาณเป็นหลัก โดยไม่ต้องมาลงคะแนนเสียง เพราะการลงคะแนนเสียงเป็นวิธีการของโลก มีอะไรซับซ้อนอยู่ในนั้นเยอะเลยในการลงคะแนนเสียง ก็ได้คนนั้นคนนี้มา เลือกมาเป็นตัวแทน เป็น สส. ประธาน เป็นรัฐมนตรีจนมาเป็นนายก หรือ วิธีการเลือกประธานาธิบดี ยิ่งซับซ้อนยิ่งกว่านั้น เพราะฉะนั้นไม่จริงเลยมีแต่เต็มไปด้วยแทคติกในการที่จะทำให้ตัวผู้นำ ได้ผู้นำมาเป็นตัวปลอมทั้งนั้น ใช่ตัวประชาธิปไตยไม่ใช่ตัวจริงเลย แต่ตัวจริงที่ประชาชน ยกตัวอย่าง พลเอกประยุทธ์ ขณะนี้โพลแต่ละโพล ก็คะแนนนำ โพลนี้ไม่มีวิธีบังคับเหมือนจะต้องไปลงคะแนนเสียงเป็นกฎหมาย ไม่ใช่ โพลนี้ เอาจิตวิญญาณอิสระของคน เพียงแต่ว่าโพลกลุ่มไหนเขาจะมีประชากรกระจายทั่วไปมากหน่อย ไม่ใช่เอาแต่กลุ่มมวลประชาชนของตัวเองที่มีแนวคิดเดิม อันนั้นก็เป็นโพลเก๊ โพล ใช้ไม่ได้ โพล จะต้องไม่จำกัดว่าเป็นใครก็ได้ตลอดเวลา ต้องเป็นโพลที่ประชากรผู้ที่ จะมาให้เก็บคะแนนทำสถิติต้องเป็นคนทั่วไปเสมอ ไม่ใช่ไปกระจุกอยู่ที่กลุ่มเก่า ก็คิดอยู่ในกรอบเดิมมันก็ใช้ไม่ได้ มันก็ต้องเปิดอิสระทั่วออกไปหมด เมื่อใดก็เอาไปกระจายไปขว้างไกลที่สุดเท่าที่ทำได้ ยิ่งกว้างไกลเท่าไหร่ได้ยิ่งเป็นอิสระ เป็นโพลที่ได้ความจริงของประชาชนมากกว่า โพลกับลงคะแนนเสียง การลงคะแนนเสียงเป็นเรื่องของการบังคับหรือเป็นเรื่องของกฎหลัก แต่ว่า โพล เป็นเรื่องอิสระ นี่ก็ต่างกัน ฉะนั้นอาตมาเชื่อโพลมากกว่าเชื่อการลงคะแนนเสียง เป็นแต่เพียงว่าต้องดูสำนักไหนที่แสดงโพล ถ้าหากมีกลุ่มประชากรตายตัวเป็นแนวคิดเดิมกรอบเก่า มันก็เท่านั้นเองมันก็ไม่ไปไหน มันก็อยู่ในกะลาครอบ เสียงเดิมเพราะความคิดเป็นแนวเดิมอย่างเดิมไม่กว้างออกไป สรุปแล้วมันจะเข้าลึกไป มันจะมากมายไปอีก สรุปง่ายๆอีกทีว่า ตอนนี้อาตมาเห็นว่าให้พลเอกประยุทธ์ทำงานไปอีกดีกว่า แม้แต่กฎหมายจะไปไม่ได้แล้ว ก็น่าจะแก้กฎหมายให้พลเอกประยุทธ์ทำ นี่คือความเห็นของอาตมานะ สรุปไว้เท่านี้ก่อนก็แล้วกัน ใส จะมีอะไรว่ามา _ดร.สุริยะใส ว่า... อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าพลเอกประยุทธ์ไม่ค่อยได้ทำ หรืออาจจะทำในมุมของท่านครับ การปรองดอง ความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ อันนี้ผมคิดว่าสอบตก พ่อครูว่า... อาตมาเห็นว่า ปรองดองมากขึ้น คนที่มีความเห็นขัดแย้งนั้นมีพวกที่ออกมาเห่าบ๊องๆเท่านั้น คณะใหญ่นี้ปรองดอง ประยุทธ์นี้ แต่ขณะที่กำลังออกมาตอนนี้เป็นลูกศิษย์ของพวกแดงที่เป็นเศษกากเท่านั้นเอง จะเห็นว่าโฆษณากันใหญ่จะให้มาชุมนุมใหญ่ แต่ขี้หมาเถอะเรื่องรวมกัน 100 คนก็ไม่ถึง มันหมดน้ำยาแล้วมันไม่ใช่ ปรองดองสิ มวลของพลเอกประยุทธ์นี้เป็นมวลใหญ่ แต่มวลที่ขัดแย้งเป็นกระจุกนิดเดียว รูปธรรมก็ยืนยันอยู่แล้วยิ่งนามธรรมก็ยิ่งยืนยัน _ดร.สุริยะใส ว่า... อันนี้อาจจะเห็นต่าง จริงๆ ในมุมของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกชั้นก็คิดว่าน่าจะมีประเด็นที่คุยกันมากขึ้นแต่ก็เห็นอยู่นะครับ อยากเห็นการส่งเสริมสนับสนุน นโยบาย พ่อครูว่า... ขอแทรกตรงนี้ว่า การที่จะได้พรรคพวก จะได้พวกเห็นดีด้วย ดูวิธีโฆษณาตนเอง หรือมีแทคติกในการโฆษณาตัวเอง วิธีที่ไม่ได้โฆษณาตัวเองเลยทำงานอย่างเดียว พลเอกประยุทธ์ทำได้ วิธีจะโฆษณาตัวเองนั้น พลเอกประยุทธ์สอบตกในการโฆษณาตัวเอง ซึ่งต่างกันกับทักษิณกันคนละมุมคนละโลกเลย พลเอกประยุทธ์ทำงานไม่โฆษณาตัวเอง จนกระทั่งได้รับการตำหนิว่า ไม่บอกว่าตัวเองทำอะไรบ้าง ลึกโดยสัจธรรม คนไม่โฆษณาตัวเองแต่ทำงานมีผลประโยชน์แก่ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นการประสานทางจิตวิญญาณ เอเปคเป็นตัวชี้บ่งให้เห็นเลยว่าจิตวิญญาณมนุษย์ของแต่ละประเทศ เริ่มต้น 20 กว่าประเทศแล้วจะเป็นกำลังขยายผลไปสู่ทั้งโลก เขาก็มีกลุ่มในโลกนี้ตั้งมากมาย เพราะฉะนั้นมันจะค่อยๆแผ่รังสี หรือแผ่กำลัง ไม่ได้แผ่อำนาจนะ แผ่คุณธรรมออกไปเรื่อยๆ 651121 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 3 พ่อครูพบ ดร.สุริยะใส กตะศิลา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน