560125_รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก)โดยพ่อท่าน .เรื่อง.ตอบด้วยอริยสัจแห่งชีวิต ตอน ๒.docx
เนื้อหาในไฟล์
560125_ รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 25 มกราคม 2556 ณ สันติอโศก เรื่อง....ตอบด้วยอริยสัจแห่งชีวิต ตอน 2
พ่อครูเปิดรายการที่ห้องกันเกรา สันติฯ ...วันนี้อาตมามาคนเดียว เพราะท่านเดินดิน ไปงานฉลองหนาวที่ภูผาฟ้าน้ำ อาตมาเลยต้องมาว่าการคนเดียว.....แค่สองชม.เอง
อาตมาจะพิสูจน์อิทธิบาทของพระพุทธเจ้า ใช้อิทธิบาทช่วยทั้งกายและใจ และใจเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าใจไม่มีภูมิอยาก คนที่พัฒนาตนเองด้วย 8 อ.นั้นก็มี แต่ไปได้ไกลเกินกว่ากัปป์นั้นหาได้ยาก ถ้าใจไม่สปาร์คไม่สูญเสียมาก จะมีอิทธิบาทในการเสริมทางร่างกาย ส่วนผู้ที่ใจสปาร์คบ่อยจะสูญเสีย อย่างคนดีใจมากๆ เสียใจมากๆ ก็ช็อคตายได้ นั่นคือพลังงานทางจิตมันชักนำ พลังงานทางจิตทั้งทางพอใจและเสียใจมันสปาร์คทั้งคู่ทำให้ตายได้ ผู้ที่ศึกษาทางธรรมที่รู้จิตเจตสิกรูปนิพพานแล้วจะเป็นไปได้จริงๆ จะพยายามทำให้ชีวิตนี้ยืนยาวไปได้
ตอนนี้ไปเช็คร่างกายดู ไปเช็คครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดประมาณ 16 ปีที่แล้ว ตอนนั้นอายุประมาณ 70 ปี ตอนนั้นหัวใจเขาบอกว่าเท่ากับคนอายุ 35 ปี ส่วนสมองเท่ากับคนอายุ 40 ปี ซึ่งอาตมาพยายามฝืนอายุขัย ซึ่งเดิมจะมีอายุ 72 ปี ก็ต้องตาย แต่ก็ใช้อิทธิบาทช่วยมา และล่าสุดไปเช็คมา ปอดก็มีสมรรถภาพเท่ากับคนอายุ 30 ปี ซึ่งตอนนี้อายุประมาณ 80 ปีแล้ว จริงๆแล้วในจิตใจอาตมารู้สึกว่าจิตใจไม่ได้แก่เลย ว่าเอ๊ะอายุ 80 ปีได้อย่างไร อีกไม่กี่เดือนถ้าวันที่ 5 มิ.ย. 56 ก็เริ่มอายุ 80 ปี 1 วัน จิตใจไม่รู้สึกว่าอายุ 80 แต่พอดูร่างกาย ก็เห็นว่ามีรอยย่นรอยเหี่ยว ก็ลองดูว่าเราจะทำให้รอยเหี่ยวย่นลดได้หรือไม่ โดยไม่ไปทำอย่างเขาเช่นผ่าตัด ใช้เคมี ใช้สเตมเซลล์ แต่จะใช้วิธีธรรมชาติ เป็นเรื่องของธรรมะ ที่จะช่วยให้เป็นไป ไม่ใช่เรื่องของร่างกาย แต่
อ่านต่อ
เป็นเรื่องของจิตใจ เพราะจิตใจเป็นตัวประธาน เป็นตัวนำพาไปได้อย่างดียิ่ง การศึกษาพระพุทธเจ้าจึงให้ศึกษาที่ใจ จะต้องรู้จักใจ (จิตเจตสิกต่างๆ) ต้องอ่านสัมผัสเข้าไปถึงใจ คือมนสิการ ถ้าสามารถอ่านจิตเป็น อันนี้แหละที่เป็นความรู้ที่ต่างจากอาจารย์ทั้งหลายแหล่ ที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี ก็เกรงใจ แต่ต้องพูดความจริง
sms มาว่า… _0806432xxxเห็นด้วยกับคุณ4424นะโพธิรักสอนจากการคิดนึกของตนสมัยพุทธกาลก็มีผู้ปฎิบัติแล้วหลงว่าตนเป็นอรหันต์ เมื่อมีผู้ติติงก็ดูตนและแก้ไขส่วนโพธิรักไม่ปฎิบัติได้แต่ท่องจำและจงใจหลอกลวงตั้งตนเป็นอรหันต์และยังปรามาสการปฎิบัติของหลวงปู่ต่างๆที่เป็นพระสุปะฎิปันโนแก่มากแล้วนะ บั้นปลายชีวิตกลับใจเป็นสัมมาทิฐิเถอะ พ่อครูว่า… ก็เห็นใจท่านที่เตือนติงมา ก็พยายามตรวจสอบ เช่นเวทนา อาตมาว่าท่านสามารถอ่านเวทนาได้ตามสติปัฏฐาน 4 แม้ที่สุด เวทนา 108 ซึ่งไม่เห็นตำราเล่มไหนเขียนอธิบาย ซึ่งวันนี้จะได้เจาะปรมัตถ์อันนี้ให้ฟัง
ไล่ตั้งแต่ เวทนา 2 มี 1.เวทนาทางกาย(กายิกเวทนา เกี่ยวเนื่องด้วยกายนอก) 2.เวทนาทางใจ (เจตสิกเวทนา อาศัยอุปาทายรูป) ซึ่งการที่จะรู้อารมณ์หรือเวทนาทางใจ อารมณ์ที่เป็นของจริงที่สุดจะต้องมี ผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะจะไม่มีอาการทางจิต การเกิดนี้จะต้องเกิดสดๆ เกิดพร้อมๆ ต้องมี ตาหู จมูกลิ้นกายใจ และมีสัมผัส จึงเกิดมีวิญญาณ ในปฏิจจสมุปบาท ถ้าไม่มีวิชชาของพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าอวิชชาทั้งสิ้น จะรู้เฉลียวฉลาดมากมายอย่างไรหากไม่รู้ปรมัตถ์ก็อวิชชาทั้งสิ้น คนที่อวิชชาจะมีอาการโศกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาสทั้งสิ้น ส่วนคนมีวิชชา จะรู้สภาวะในปฏิจจสมุปบาททั้งสาย เมื่อมีการกระทบทางทวารนอก ก็จะเกิดอาการทางนามธรรม เป็นทุกข์สุขในใจ ส่วนทวารใจนั้นท่านเรียกว่า โผฏฐัพพารมณ์ ในไตรปิฎก อัญญติตถิยสูตร หน้า 30 ข้อ 288
อัญญติตถิยสูตร [71] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า ท่านพระสารีบุตรนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปสู่พระนครราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาต ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้มีความคิดดังนี้ว่า เวลานี้ยังเช้าเกินไปที่จะเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปยังอารามของพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์เถิด ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้เข้าไปยังอารามของพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ ครั้นแล้วได้สนทนาปราศรัยกับปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [72] ท่านพระสารีบุตรพอนั่งเรียบร้อยแล้ว พวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ได้กล่าวกับท่านดังนี้ว่า ดูกรท่านสารีบุตร มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรมย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรม ย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ผู้อื่นทำให้ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรม ย่อมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย อนึ่ง มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งผู้กล่าวกรรม ย่อมบัญญัติว่า ทุกข์เกิดขึ้นเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำ ดูกรท่านสารีบุตร ก็ในวาทะทั้ง 4 นี้ พระสมณโคดมกล่าวไว้อย่างไร บอกไว้อย่างไร พวกข้าพเจ้าพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่พระสมณโคดมกล่าวแล้ว จะไม่กล่าวตู่พระสมณโคดมด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ฯ ของอาศัยเหตุเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น บุคคลผู้กล่าวดังนี้จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริงและพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ ก็จะไม่ถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ดูกรท่านทั้งหลาย ในวาทะทั้ง 4 นั้น แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเอง ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ผู้อื่นทำให้ ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัยแม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่าเกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำมิใช่ผู้อื่นกระทำให้ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ดูกรท่านทั้งหลาย ในวาทะทั้ง 4 นั้นพวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ แม้พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ผู้อื่นทำให้ เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ แม้พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเองด้วยผู้อื่นทำให้ด้วย เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ถึงพวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์เกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะจะมีได้ ดังนี้ ฯ [74] ท่านพระอานนท์ได้ยินท่านพระสารีบุตรสนทนาปราศรัยกับพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นแล้ว ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ในกาลภายหลังภัตกลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลถ้อยคำสนทนาของท่านพระสารีบุตรกับพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ซึ่งได้มีมาแล้วทั้งหมดแด่พระผู้มีพระภาค ฯ [75] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละๆ อานนท์ ตามที่สารีบุตรพยากรณ์ชื่อว่าพยากรณ์โดยชอบ ดูกรอานนท์ เรากล่าวว่าทุกข์เป็นของอาศัยเหตุเกิดขึ้นทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้นทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น บุคคลผู้กล่าวดังนี้ จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่เรากล่าวแล้ว ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ ก็จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ดูกรอานนท์ ในวาทะทั้ง 4 นั้น ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่าตนทำเอง ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ผู้อื่นทำให้ ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า เกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ ก็ย่อมเกิด เพราะผัสสะเป็นปัจจัย ดูกรอานนท์ ในวาทะทั้ง 4 นั้นพวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง เว้นผัสสะเสียเขาย่อมเสวยทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ แม้พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติ
พ่อครูว่า…ในขณะที่ผัสสะขณะนั้นคุณเกิดอาการสุขหรือทุกข์ ความสุขนั้นมีเฉพาะตอนได้ผัสสะ ส่วนเลยจากนั้นไม่มีสุขสดๆจริงๆอีกแล้ว เป็นเหลือแต่ความทางจำ อย่างคนโลกๆเขาว่า เราจะจดจำความรู้สึกดีๆอย่างนี้ไว้ร่วมกัน คือเอาของแห้งๆเก็บไว้อยู่ชั่วกาลนาน ผู้ใดพอเข้าใจ ก็พยายามฝึก ให้รู้ว่าสุขนั้นของเท็จ สุขไม่จริงสักแบบ ถ้ามันจริง คนสัมผัสอันนี้เหมือนกันก็จะสุขเหมือนกันหมด เป็นแต่เพียงคล้ายกันบ้าง อย่างปลาร้า ให้คนฝรั่งเจอ ปลาร้าชนิดกลิ่นแรง เขาก็บอกว่าของเน่า เขาจะมีสุขได้อย่างไร ส่วนคนอีสานขอกว่าของดีเยี่ยม ยกตัวอย่างผู้หญิง อยู่ในยุคแฟชั่น พอปีหน้าก็เปลี่ยนสีฮิต พอปีหน้าอีกเขาก็เปลี่ยนสีอีก ก็ตามเขาอีก แล้วก็บอกว่าสีเดิมไม่สวยแล้ว ทั้งๆที่สีของเสื้อมันก็คงเดิม แต่คนมีกิเลส(กิรดั่งได้ยินมา) เมื่อติดสิ่งเหล่านี้ก็ทุกข์ซ้ำซากวนเวียน อย่างรองเท้าปีนี้ส้นสูง ปีหน้าส้นตัด กระโปรงปีนี้ยาว ปีต่อไปสั้นนะ ก็ปั่นป่วนกันสารพัด ที่ให้เห็นความหลงไหล บ้าตามเขา
เด็กเกิดมาจะบอกว่าเด็กเกิดมาไม่มีกิเลสนั้นไม่ได้ แต่ในไตรปิฎกท่านว่ามีอนุสัย เพราะฉะนั้นเด็กนั้นไม่รู้ว่ามีอนุสัย แต่อนุสัยเขาจะทำงาน เขาจะแสดงออกถึงความต้องการเต็มที่เท่าที่อนุสัยจะแสดงออกมา และเชื่อไหมว่ากิเลสอนุสัยนั้นมีเยอะ เพราะฉะนั้นการจะให้กิเลสอนุสัยหมดนั้นไม่ง่าย ต้องอาศัยผัสสะในการกระแทก เราต้องรู้ตั้งแต่ตัวหยาบ จากอบายภพ การปิดอบายภพก็คือมีภูมิพระโสดาบัน พอดับอบายได้ก็มีโครงสร้างมีโมเดลในการปฏิบัติต่อ ในเรื่องกามภพ ต่อจากภพหยาบคือกิเลสในระดับต้น(วีติกมกิเลส) แล้วจะพ้นไปเรียนรู้ (ปริยุฏฐานกิเลส) ในญาณพระโสดาบันมี 1.รู้จักปริยุฏฐานกิเลส เพราะเมื่อก่อนเราจะจมอยู่กับวีติกมกิเลส เราก็จะไม่รู้กิเลสที่ละเอียดขึ้น เมื่อเราพ้นวีติกมกิเลส ก็จะเห็น 2.ปริยุฏฐานกิเลส แล้วเมื่อเราล้างวีติกมกิเลส ก็จะเห็นอนุสัยกิเลส ผู้ที่เอาแต่ขบคิดนึกเอา นึกว่าจะได้เหมือนพระอนุรุธ พระพาหิยะ ที่ท่านฟังธรรมไม่กี่ประโยคก็บรรลุ แต่เรายังไม่มีบารมีอย่างนั้นอย่าฝันว่าจะทำได้อย่างนั้น ส่วนปทปรมะบุคคลก็น่าสงสารเปรียบเหมือนบัวใต้ตม หรือบัวใต้ตึก คือผู้ที่ทรงจำก็มากเรียนรู้ธรรมะบอกสอนเขาก็มากแต่ไม่ได้บรรลุธรรมในชาตินี้ ซึ่งชาติตัวนี้เป็นตัวสำคัญที่พาเกิด การเกิดตายที่สำคัญที่เราต้องเรียนรู้เพื่อบรรลุธรรมนั้น พระพุทธเจ้าท่านหมายให้เรียนรู้การเกิดตายทางนามธรรม หรือทางจิตวิญญาณ...ไม่ใช่แค่การเกิดตายทางร่างกายเท่านั้น....
มี sms ของคุณ 4424 ส่งมาเมื่อวานนี้ว่า… _ถ้าเมื่อความทุกข์อันเกิดจากแผลธนูได้รับการรักษาจนหายดีแล้ว คำถามทั้งหลายเหล่านั้นย่อมเป็นอันถูกยกเลิกให้ทุกข์เกิดขึ้น? หรือที่จะสงสัยว่าทุกข์เกิดขึ้นเอง, โดยหามีผู้กระทำให้เกิดขึ้นไม่? ซึ่งคำถามทั้งหลายเหล่านี้ย่อมจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย!ในเมื่อทุกข์ทั้งหลายได้สิ้นไปแล้ว และนี่แหละคือสาเหตุที่ว่าทำไม? พุทธเจ้าถึงตรัสว่าให้รักษาแผลธนูอันเป็นทุกข์ให้หายก่อน!แทนที่จะเสียเวลาไปถามหาว่าใครเป็นผู้ยิง? หรือถ้าเทียบเป็นทางธรรมก็เท่ากับการถามหาว่าอัตตามีอยู่จริง!หรือว่าอัตตาไม่มีอยู่จริง!นั่นเอง พ่อครูว่า… สุขนั้นเป็นเท็จ และเหลือเป็นเพียงสัญญามีอุปาทานฝังไว้อยูู่ซึ่งล้างยาก คุณ4424 นั้นว่าไม่ให้ถามเรื่องทุกข์ แล้วก็ให้ยกเอาสูตรมาชนกัน ซึ่งจริงๆทุกข์นั้นแหละที่เราควรต้องถามตัวเองควรเรียนรู้ทุกข์ที่ตนเอง ส่วน 4424 นั้นว่าควรจะต้องปฏิบัติก่อน นั่นเพียงแค่ตรรกะคิดนึก เป็นอัตวาทุปาทาน ซึ่งคุณคิดแค่ว่าทุกข์ไม่มี ก็แค่ทับถมมันไว้กลบๆมันไว้ แต่ไม่ได้ปฏิบัติละล้างเหตุ ไม่ได้มีผัสสะจริง ไม่ได้เดินตามมรรคองค์ 8 หรือแม้แต่สายปัญญาจะมีสมถะลืมตา สัมผัสมีทุกข์แล้วก็ปล่อย ให้รู้ นิ่งเฉย ก็ปล่อยได้แต่เป็นการกลบเกลื่อน ถ้าอะไรทุกข์ก็ปัดไป แต่ถ้าอะไรสุขนั้นก็เสพไป เอาแต่สบายใจ หัดหมกไว้อย่างชำนาญหมกไว้ในอนุสัย ไม่ได้เรียนรู้เหตุปัจจัยที่แท้จริง ไม่ได้พิจารณาถึงไตรลักษณ์ ที่เห็นอาการมันแวบหายไป สุขไม่ได้อยู่ชั่วกาลนาน คุณอาจสร้างภพให้สุขอยู่นานๆ มันก็ไม่เที่ยง อยู่เป็นชาติก็ได้ ชาติหน้าอาจเหมือนเก่าหรือน้อยกว่าเก่าหนักกว่าเก่าก็ได้..มันไม่เที่ยง ถ้าไม่ละล้างคุณก็วนเวียนอยู่นานนับชาติ
คนที่จะรู้อัตตารู้ความเป็นอริยสัจนั้นไม่ง่ายเลย มีที่เรียบเรียงเรื่องอริยสัจแห่งชีวิตไว้....ต่อจากเมื่อวานนี้...เป็นเรื่องโลก อาริยสัจคืออะไร อาริยสัจ คือ ความจริงของผู้เป็นโลกุตรบุคคลจริง ที่เข้าถึง "ปรโลก" ที่พระพุทธเจ้าค้นพบ แล้วนำมาประกาศให้สังคมมนุษย์รู้ตาม ปฏิบัติเข้าสู่โลกอาริยะที่เป็น "โลกใหม่" นี้ตามคนผู้เอาแต่ "ขบคิด" ซึ่งใช้แค่เหตุผล(ตรรกะ) แล้วหลงว่า "การขบคิดจนทะลุ" นี้คือ "ภาวนามยปัญญา" จึงเอาแต่ใช้การขบคิดจนมี "ผล" สรุป แล้วหลงว่าตนบรรลุ ไม่ได้ปฏิบัติด้วย "มรรค อันมีองค์ 8 " อาตมาได้กล่าวถึงกถาวัตถุ 10 และวรรณะ 9 และหลักตรวจธรรมวินัย พระพุทธเจ้า แทรกในระหว่างการอ่านบทความที่เขียนมา เพื่อตรวจสอบพวกเรา ที่มารวมกันเป็นสังคม ตามหลักตรวจธรรมวินัยพระพุทธเจ้า ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ 1. วิราคะ คือ คลายความกำหนัด ความไม่ติดพัน เป็นอิสระ มิใช่เพื่อความกำหนัดย้อมใจ การเสริมความติด 2. วิสังโยค คือ ความหมดเครื่องผูกรัด ความไม่ประกอบทุกข์ มิใช่เพื่อผูกรัด หรือประกอบทุกข์ 3. อปจยะ คือ ความไม่พอกพูกกิเลส มิใช่เพื่อพอกพูนกิเลส 4. อัปปิจฉตา คือ ความมักน้อย มิใช่เพื่อความอยากอันใหญ่ ความมักใหญ่ หรือ มักมากอยากใหญ่ 5. สันตุฎฐี คือ ความมีใจพอ 6. ปวิเวก คือ ความสงบจากกิเลส 7. วิริยารัมภะ คือ การประกอบความเพียร มิใช่เพื่อความเกียจคร้าน 8. สุภรตา คือ ความเลี้ยงง่าย มิใช่เพื่อความเลี้ยงยาก กลับมาที่อาริยสัจ เป็นความจริงที่ต้องเรียนรู้ ตั้งแต่ความทุกข์ เหตุแห่งทุกข์คือสิ่งที่เราไปติดยึด ความรวยก็เป็นเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งแบ่งได้เป็นกามและอัตตา อัตตานั้น มี เรา และเป็นเรา คำว่า โลภ นั้นเป็นของเรา ส่วนคำว่ากามหรือราคะนั้นถ้าหมด สัมผัสแล้วก็ไม่เสพแล้ว หมดกาม ส่วนราคะนั้นเป็นกามที่ละเอียด โลภนั้นเป็นของเราเป็นการเสพภายนอก ส่วนราคะนั้นเป็นการเสพภายใน........ ศาสนาทุกวันนี้มีสองฟาก ฟากแรกคือศรัทธา พระพุทธเจ้าแบ่งว่าเป็น สัทธานุสารีย์ ส่วนอีกฟากหนึ่งเป็นพวกปัญญา เรียกว่า ธัมมานุสารีย์ ฟากปัญญาจะหลงความฉลาด ส่วนฟากศรัทธาจะหลงความเชื่อ ส่วนปัญญานั้นคิดวิจัยอะไรๆไปมากมาย ทีนี่มันนานเข้าๆ ความเจริญของความนึกคิดที่มีต่างๆนานาในยุคนี้ การปรุงแต่งขบคิดมันมาก ส่วนพวกศรัทธานั้นน้อยลง จึงกลายเป็นเรื่องปรุงแต่ง แต่มีศรัทธาเล็กลงๆ จึงเหลือสภาพความไม่เอาอะไร จะดูคนสองอย่างนี้ให้ดูที่จีนและอินเดีย อินเดียมีสายศรัทธา ส่วนจีนนั้นเป็นสายฉลาด มีเฉกามาก สายศรัทธาจะหมกกิเลส สายปัญญานั้นจะปรุงกิเลส สายศรัทธาจะไม่ค่อยวุ่นนัก สายฉลาดจะซัดกันมากวุ่นวายมาก สายศรัทธาจะสงบกว่าสายปัญญา ส่วนพระพุทธเจ้านั้นรู้ทั้งสองอย่าง แต่แน่นอนคนเราจะมีแกนจิตอยู่ ผู้ศึกษาทางศาสนานั้น สายปัญญานั้นจะบรรลุเร็ว ถ้ามีเชื้อศรัทธา แล้วใช้ปัญญานำจะเร็ว ศรัทธาที่มีปัญญาช่วยจะเร็ว
ในบุคคล 7 ของพระพุทธเจ้า สายปัญญาจะไปเป็น ธัมมานุสารี แล้ว เป็นทิฏฐิปัตตะ เข้าถึงปัญญาวิมุติส่วนสายศรัทธานั้นจะไปเป็น สัทธานุสารีย์ แล้วเป็น กายสักขี และเข้าถึง สัทธาวิมุติ สัทธานุสารีย์นั้นถ้าไม่ได้ปฏิบัติอย่างมีวิโมกข์ 8 นั้นจะไม่ได้บรรลุธรรมจริง อาตมาได้อธิบายถึงหลักวิโมกข์ 8 ต่อ ซึ่งมีรูปฌาน 4 และอรูปฌาน 4 ตัวปฏิบัตินั้นเป็นรูปฌาน ส่วนอรูปฌานนั้นเป็นขั้นตรวจสอบ ซึ่งทั้งรูปฌานและอรูปฌานล้วนปฏิบัติแบบลืมตามีผัสสะเป็นปัจจัยทั้งสิ้น อาตมา อ่านบทความที่นำมาต่อ.....ถ้าไม่ได้ปฏิบัติตาม "โพธิปักขิยธรรม 37 " จนรู้แจ้งสัมผัสเห็น "เวทนา 108 เกิด "เจโตปริยญาณ 16 " เพราะผู้เอาแต่ "ขบคิด" นั้นแม้แต่ "ไตรสิกขา" ก็ไม่ได้ปฏิบัติเลย ได้แค่ "ผลของการขบคิด" แล้วหลงว่าเป็น "ปัญญาขั้นสูง" แล้วหลงว่าเป็น "ภาวนามยปัญญา" คนชนิดนี้คือ ผู้ไม่ได้มี "ปฏิบัติ" เพราะเมื่อสำเร็จด้วย "ตักกาวจรา" ได้แก่ ผู้สำเร็จ "การขบคิด" ด้วยเหตุผลเท่านั้นแล้ว ก็จะไม่ปฏิบัติอะไร เช่น พวกลัทธิเซ็น หรือสายปฏิบัติเอาแต่ "สติ" แล้วรู้ แล้วนิ่งเฉย ตัดทิ้งไปเลย อย่าคิดอะไรต่อ ทำใจให้สบายพอแล้ว เพราะส่วนมากจะเข้าใจว่า "ทุกสรรพสิ่งไม่ใช่ตัวตน" (สัพเพธัมมา อนัตตา) มาเป็นตัวต้น ทั้งๆที่เป็น "ตัวจบ" หรือ "ตัวปลาย" ของการปฏิบัติจนบรรลุสูงสุด แต่นี่หลงอยู่แค่ "ผลการขบคิด" มันรู้ดีแล้วนี่ว่า "ตัวตนใดๆก็ไม่มีในโลก" เมื่อ "ตัวตน" ไม่มี จะเอา "ตัวตน" ที่ไหนไปปฏิบัติ คนชนิดนี้คือ ผู้มีแค่ "อัตตวาทุปาทาน" = ยึดมั่นถือมั่นได้แค่ "วาทะ" ว่าเป็นตัวตน จบ.........