560131_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อท่าน...เรื่อง...ตอบผู้ปริเทวอันไม่รู้จักเลิก.docx
เนื้อหาในไฟล์
560131_ รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 31 มกราคม ณ สันติอโศก เรื่อง... ตอบผู้ปริเทวอันไม่รู้จักเลิก
พ่อครู เริ่มรายการที่ห้องกันเกรา สันติฯ.... วันนี้จะได้นำsms ของคุณ 4424 ที่ได้ส่งมาแม้ไม่ใช่รายการของ อาตมา ก็ยังส่งมา เราเป็นสถานีอิสระ ไม่ได้เกี่ยงว่าใครจะผิดจะถูก แม้ใครจะแย้งจะด่า เราก็ไม่เกี่ยง เรามีสิทธิ์จะเซ็นเซอร์ บางอย่างถึงขั้นก็ไม่ให้ออก เราก็มีสิทธิจะให้ออกหรือไม่ก็ได้ จะลองอ่านของคุณ 4424 ดู ของเราข้อความละ 3 บาท เขาทำด้วยโปรโมชั่น ก็จะอ่านลุยไปจนจบเลย
_ 0894424xxx ก่อนที่นายพรานจะเข้าป่าล่าสัตว์ จะต้องเตรียมอาวุธก่อน ถ้ามิเช่นนั้นเมื่อเจอสัตว์ จะเอาอาวุธอะไรไปฆ่ามันได้!ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อนักปฏิบัตธรรมประสงค์จะฆ่ากิเลส ก็ต้องเตรียมอาวุธคือปัญญา แต่ว่าลำพังเพียง อ่านพรถไตรปิฏกจบอย่างโพธิรักนี้ก็เป็นแค่สุตมยปัญญา และถึงแม้จะเอามาวิเคราะห์วิจัยจนเก่งสักแค่ไหน! ก็ยังเป็นแค่จินตามยปัญญา หรือที่โพธิรักคิดนึก(ตู่)เอาเองทั้งสิ้น จึงยังไม่ถึงขั้นภาวนามยปัญญา หรือขั้นอาวุธจริง! ที่จะสามารถฆ่ากิเลสได้จริง! และซึ่งภาวนามยปัญญานี้ ก็มิใช่สิ่งที่นักปฏิบัติจะกระทำให้เกิดขึ้นในตนเองได้โดยตรง ด้วยวิธีวิเคราะห์วิจัยใดๆหาได้ไม่! หากแต่จะต้องปฏิบัติวิปัสนาตามแนวทางที่พุทธองค์ได้ทรงกำหนดไว้ให้แล้วอย่างถูกต้องเท่านั้น ถึงจักเป็นผลให้ภาวนามยปัญญาที่พึงประสงค์นั้น ผุดขึ้นเองได้!, เปรียบเหมือนชาวสวนที่ต้องการผลไม้ เพราะว่าไม่มีชาวสวนคนใดที่สามารถปั้นผลไม้ขึ้นมาได้เองกับมือ หากแต่เมื่อได้กระทำตามวิธีที่ถูกต้องคือหว่านพืช, พรวนดิน, รดน้ำแล้ว..ผลไม้ที่ต้องการนั้นถึงจักเกิดขึ้นเองได้! ฉะนั้นชาวสวนจึงมีหน้าที่แค่หว่านพืช, พรวนดิน, รดน้ำเท่านั้น, ฉันใด
อ่านต่อ
ก็ฉันนั้น.. นักปฏิบัตธรรมก็ไม่มีหน้าที่อื่น นอกเสียจากแค่ปฏิบัตตามแนวทางสติปัฏฐาน4เท่านั้น ซึ่งวิธีสติปัฏฐาน4นี้ก็มิใช่แบบวิธีวิเคราะห์วิจัยที่โพธิรักคิดขึ้นเองด้วย! เพราะแท้จริงแล้ว โพธิรักเป็นคนโง่เขลาแถมหยิ่งทรนงด้วยที่เรียกว่าโง่แกมหยิ่ง! จึงหารู้ไม่ว่า เมื่อแรกเริ่มปฏิบัตินั้น จะต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ปัญญาขั้นภาวนานั้นจะเกิดมีขึ้นก่อน ย่อมหาได้ไม่! ฉะนั้นแล้ว จะเอาภาวนามยปัญญาตัวไหน! เพื่อไปใช้วิเคราะวิจัยธรรมะได้เล่า? และลำพังแค่จินตามยปัญญาที่มีอยู่เดิมของนักปฏิบัตินั้น ย่อมไม่มีกำลังเพียงพอที่จะสามารถทำการวิเคราะวิจัยธรรมะใดๆตามที่โพธิรักกล่าวอ้างได้เลย! เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว ต่อไปชาวสวนก็ไม่ต้องเสียเวลาไปหว่านพืช, พรวนดิน, รดน้ำอีกแล้ว เพราะเพียงแต่หยิบดินขึ้นมา ก็วิเคราะวิจัยปั้นเป็นผลไม้ได้แล้ว! และนี่แหละคือความหลงผิดของโพธิรัก! ที่ภาษาธรรมะเขาไม่เรียกวิธี วิเคราะวิจัยเชิงแก่วิทยาศาสตร์ (หรือเรียกให้ชัดๆว่าเชิงแก่แดด!) ของโพธิรักนี้ว่าเป็นวิปัสนาวิธี! หากแต่เขาจะเรียกว่าวิปัสนึก(เอาเอง!)ต่างหากจ้า! แต่ก็ไม่แน่นะเพราะแม้วิธีวิปัสนึกนี้จะใช้ไม่ได้กับนักปฏิบัติอื่นทั่วไปก็จริง แต่ก็อาจยกเว้นกับโพธิรักก็เป็นได้! ทั้งนี้เพราะว่าโพธิรักเคยตรัสรู้มาแล้วแต่ชาติปางก่อน! ฉะนั้นเพียงแค่วิปัสนึกย้อนถอยหลังไปนิดหน่อยไม่กี่ภพชาติเท่านั้น โพธิรักก็สามารถ ซาโตริ (Enlightenment) ได้ทันที! ว่าไม๊? แต่ถ้ามีผู้เถียงขึ้นมาว่านั่น! เป็นเพียงสัญญาในอดีตที่จำผลการบรรลุไว้ ซึ่งมิใช่ปัจจุบันธรรม! ฉะนั้นพอตื่นขึ้นมา จึงกลายเป็นสัญญาที่เพ้อฝันไปเท่านั้นเอง! ซึ่งถ้าไม่เชื่อ ก็ลองไปถามมิสป่าตองเธอดูก็แล้วกัน เพราะได้ยินว่ามิสเองก็เคยคอนเฟิมมาเช่นนี้เหมือนกัน! จึงสรุปได้ว่า วิธีวิเคราะวิจัยเชิงแก่แดดของโพธิรักนี้ ย่อมเกิดจากอวิชาความหลงผิดของโพธิรักเองโดยแท้! ซึ่งถ้าภาษาบ้านๆจะเรียกว่าโง่แกมหยิ่งหรือโง่อวดฉลาดนั่นเอง! แต่บังเอิญว่า สาวกบริวารผู้โง่เขลาเช่นเดียวกับโพธิรัก ยังสรรเสริญบูชาโพธิรักอยู่ ปานดุจพ่อ! โพธิรักก็เลยหลงระเริง! โดยไม่ยอมรับรู้ความเป็นจริงภายนอกว่า สังคมชาวพุทธส่วนใหญ่เขามองโพธิรักเช่นไร! ซึ่งแน่นอนว่าเขาเหล่านั้น ก็ไม่จำต้องมาบอกว่า เขาคิดเช่นไรกับโพธิรัก! เพราะเป็นเรื่องของสามัญสำนึก CommonSense ที่เขาไม่จำต้องบอกกันหรอก! ก็อย่างที่ชาวบ้านป่าตองไง! ก็มิได้บอกอะไรตรงๆกับมิสเหมือนกัน! ฉะนั้นโพธิรักจึงต้องหัดคิดเอาเองบ้าง! แต่ถึงยังไง ก็คิดว่าโพธิรักคงจะรู้ตัวเองบ้างเหมือนกัน เพียงแต่ว่ายังไม่กล้ายอมรับความเป็นจริงอันแสนจะรันทดเท่านั้นเอง! และต้องบอกว่าเรานั้นไม่เหมือนชาวบ้านทั่วไปที่ถือคติว่า ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์! เพราะเมื่อเห็นว่าโพธิรักกำลังทำคำสอนให้วิปริต! เราจึงทนดูไม่ได้จนต้องSMSชี้แจง! เผื่อว่าโพธิรักจะตาสว่างเห็นมิจฉาทิฐิของตนได้บ้าง! เช่นที่พุทธเจ้าสอนให้ปฏิบัตธรรมที่ใจ! (เพราะเป็นศูนย์รวม) แต่โพธิรักสมองตื้น กลับไปสอนปฏิบัตที่ภายนอกคือที่ตาหูจมูกลิ้นกาย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้จริงแล้ว ถ้างั้น คนตาบอดหรือหูหนวกก็ปฏิบัตธรรมไม่ได้ซิ! แล้วทำไม? พระจักขุบาลตาบอดถึงบรรลุอรหันต์ได้เล่า! ซึ่งเหตุผลง่ายๆเพียงเท่านี้ โพธิรักก็ยังคิดไม่ออก! (โง่บรม!) และขอยืนยันว่า เรานั้นมิได้มีอคติกับใครๆทั้งกับโพธิรักด้วย! แต่เพราะเห็นว่าโพธิรักมิได้มีปัญญาลึกซึ้งอะไรถึงขั้นที่นับว่าเป็นภาวนามยปัญญาได้! แล้วยังบังอาจเอาปัญญาที่ขี้เท่อของตนนั้น มาวิเคราะห์วิจัยปรมัตถธรรมของพุทธเจ้า จึงทำให้ธรรมะวิปริตผิดเพี้ยนไปหมด! ซ้ำร้ายยังกลับไปกล่าวหาผู้อื่นทั้งหมดว่า ล้วนแต่เห็นผิด! เพราะว่ามีตนเองถูกต้องอยู่คนเดียวในประเทศไทยนี้! ซึ่งมิจฉาทิฐิเช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากว่าโพธิรักจะไม่หลงผิดว่าวิปัสนึกของตนนั้นก็คือวิปัสนา!ฉะนั้นถ้าพุทธเจ้ายังอยู่ ป่านนี้คงต้องกำราบโพธิรักหมอบราบคาบไปแล้ว! ไม่ปล่อยให้มานั่งฝอย (โชว์โง่) อยู่ทุกวันนี้หรอก! สรุปว่าเป็นเพราะความดื้อรั้นที่หมุนรอบเชิงซ้อนของโพธิรักเองแท้ๆ จึงศึกษาธรรมะไม่ระวังเพราะนึกว่าตนเองเก่งอยู่แล้ว! กระโดดออกมาประกาศสัจธรรมให้ชาวโลกได้รับรู้! สุดท้ายก็เหมือนมิสป่าตองที่เดินไปไหนก็ประกาศไปทั่วว่าพรุ่งนี้จะแต่งงานแล้ว! แต่สำหรับพวกเดียรถีย์แล้วมักฉลาด! เลี่ยงที่จะประกาศโดยตรงว่าตนบรรลุ! แต่จะใช้วิธีอ้อมแทน! คือใช้เล่ห์เพทุบายสร้างภาพสมถะ! ก็สามารถเรียกศรัทธาทั้งหลายให้มานับถือตนได้แล้ว! ทั้งนี้ก็เพื่อลาภสักการะชื่อเสียงนั่นเอง! จึงแปลความได้ว่านักบวชมิจฉาทิฐิพวกนี้มิได้มุ่งศึกษาธรรมเพื่อต้องการทำความพ้นทุกข์ให้แก่ตน หากแต่ศึกษาเพียงเพราะมุ่งหวังอยากเป็นอาจงอาจารย์เท่านั้น! และให้บังเอิญว่าสมัยนี้ จะหาสาธุชนทั้งหลายที่พอจะเข้าใจในพุทธรรมคำสอนได้บ้างมีน้อยมาก! ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุที่ว่า คำสอนของพุทธนั้นลึกซึ้งเกินธรรมดา!กว่าศาสนาอื่นมาก! จึงยากที่คนทั้งหลายจะเข้าใจได้! หรือแม้แต่จะจินตนาการตามก็ยังยาก! และเหตุนี้เอง จึง=เปิดช่องว่างให้นักฉวยโอกาส! คือนักบวชพวกเดียรถีย์ทั้งหลายที่มุ่งหมายบวชมาเพื่อเป็นอาจงอาจารย์อยู่แล้ว (ซึ่งแม้หมอจะบอกว่าให้ระวังน้ำลายแห้งก็ตาม!) ถือโอกาสแสดงตนเป็นอรหันโพธิสัตC7 ประกาศให้ชาวพุทธได้รับรู้กันทั่วไปซะเลย! ซึ่งถ้าประกาศด้วยความบริสุทธ์ใจแล้ว ก็จะเป็นเหมือนอย่างมิสที่ประกาศจะแต่งงานกับเยอรมัน! ซึ่งพอให้อภัยได้! แต่ถ้ามิเป็นเช่นนั้นล่ะ! แสดงว่าย่อมเกิดจากมิจฉาทิฐิอย่างแน่นอน! เหตุว่านักบวชพวกทิฐิจริตนี้ ชอบแข่งขันกันแสดงภูมิปัญญา! อวดว่าใครจะรู้เก่งเหนือกว่าใคร! ฉะนั้นนักบวชพวกนี้จึงยังไม่ทันที่จะปฏิบัตตนให้สำเร็จ ก็ทนความอยากอวดเก่งของตนไม่ไหวแล้ว! กระโดดออกมาประกาศสัจธรรมให้ชาวโลกได้รับรู้! โดยให้เหตุผลว่าเพราะเคยบรรลุมาแล้วแต่ชาติปางก่อน! ฉะนั้นชาตินี้ไม่จำต้องปฏิบัตให้เสียเวลา!เพียงแค่ระลึกถอยหลังไปนิดหน่อยเท่านั้น ก็ตรัสรู้ซาโตริได้ทันที! ก็ด้วยสัญญาที่จำผลของการบรรลุมาแล้วได้นั่นเอง! หรือเรียกว่าสะยังอภิญญาหรือ BornToBeGodก็ว่าได้! ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า! แม้จะโม้ถึงขนาดนี้แล้ว ก็ยังอุตส่าห์มีพวกสาวกตาบอดทั้งหลายพากันหลงเชื่อไปได้อย่างไร? นอกเสียจากว่าจะเป็นการสมรู้กัน! หรือเล่นปาหี่-ยี่เกโรงเดียวกันเท่านั้น! ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า จะทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ยี่เกคณะอโศกอยู่รอด! หรือให้เรตติ้งพุ่งกระฉูด! ด้วยแรงศรัทธาจากแม่ยกชาวอโศกทั้งหลายนั่นเอง ฉะนั้นจึงจำต้องอุปโลกน์หัวหน้ายี่เกโพธิรักให้เป็นอรหันโพธิสัตC7ผู้วิเศษ! ที่เก่งเหนือกว่าอรหันทุกองค์ในประเทศไทย! โดยให้ยอมรับแต่เพียงว่าเป็นรองพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้น! ซึ่งอโศกในตอนเริ่มต้น โพธิรักก็ยังโม้ไม่มาก! เพราะบอกเป็นแค่โสดาบัน! (แต่ก็เตะคนได้!) โดยเน้นสร้างภาพด้วยวิธีสมถะมักน้อยสันโดษ! ตามแบบฉบับของพวกเดียรถีย์ + เสริมด้วยโปรตีนถั่ว (=มังสวิรัติ) ของเถรเทวทัตนิดหน่อย! แต่ต่อมาเมื่อเห็นว่า มีปัญญาชนแห่กันไปฟังธรรมของพุทธทาสที่อธิบายธรรมเก่งเป็นปรัชญา! เช่น เรื่องสูญตาเป็นต้น โพธิรักก็เลยเอาอย่างบ้าง! คือเริ่มสมถะน้อยลง แล้วหันมาเดินสายแสดงธรรมมากขึ้น! แต่ไม่ใช่ธรรมกถึกแบบสมัยก่อน แต่แสดงธรรมเฉลยนิพพาน! พร้อมโจมตีคณะสงฆ์ไปด้วย! ฉะนั้นจึงคล้ายกับวิธีของนักการเมืองเปิดนโยบายไฮป๊าคมากกว่า! ในที่สุด รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง! หรือรายการธรรมะครึ่งหนึ่งการเมืองครึ่งหนึ่ง จึงถือโอกาสอุบัติขึ้นแล้วณ.บัดนี้! โอ้เวรกรรมประเทศไทย! ก็เพราะความโง่เขลา (อวิชา) ของชาวพุทธแท้เทียว! จึงเปิดโอกาสให้นักบวชมิจฉาทิฐิหลายสำนักหากินกันได้สะดวก! กับศรัทธา (ที่ขาดปัญญา) ของประชาชนชาวพุทธได้! ฉะนั้นจึงขอเตือนชาวพุทธทั้งหลายว่า ก่อนที่จะศรัทธาสำนักใด จงใช้วิจารณญานใคร่ครวญให้ดีเสียก่อน! และให้ตั้งเป็นข้อสังเกตุว่าพระดีจะไม่ค่อยดัง ส่วนพระดังจะไม่ค่อยดี! และหากไปเจอกับพระสายปัญญาที่ชอบพูดแม้แต่ข้อใดข้อหนึ่งใน4ข้อนี้ว่า 1)สวรรค์จริงนรกจริงไม่มีหรอก มีแต่สวรรคในอกนรกในใจเท่านั้น 2)ธรรมะคือธรรมชาติ 3)สอนทำจิตว่าง(หรือไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น) 4)อนัตตาคือไม่มีตัวตน นั่นย่อมแสดงว่าปัญญาของพระพวกนี้เป็นปัญญาเก๊! เพราะยังเข้าไม่ถึงสัจธรรมที่แท้จริง! แต่ชอบจะแสดงธรรมอวดภูมิ (ไม่รู้) มากกว่า! เช่นปัญญานันทะภิกขุเป็นต้น! เพราะเคยมีคนไปถามท่านว่า สมัยก่อนได้ยินว่าท่านเทศน์โจมตีพระรับยศ แต่ทำไม? เดี๋ยวนี้ท่านจึงรับยศเป็นเจ้าคุณซะเอง! ซึ่งท่านก็ฉลาดตอบแบบศรีธนญชัยว่า ที่อาตมามียศนี่ ก็เหมือนไม่มียศเพราะอนัตตา! คือ มีก็เหมือนไม่มี! และบังเอิญว่าขณะนั้น ขอทานได้ยินเข้าพอดี! จึงถามสวนเจ้าคุณกลับไปว่า แล้วที่ผมไม่มีเงินนี่ จะให้เหมือนมีเงินเพราะอนัตตา! ด้วยรึป่าว? ซึ่งจากเรื่องนี้ย่อมชี้ชัดแล้วว่า กิเลสของนักบวชมิจฉาทิฐิมีมากเช่นไร! ถึงขนาดที่แปลธรรมะอนัตตาให้เข้าข้างตนเองก็ยังได้! และหลังจากที่ท่านมรณะไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าท่านจะไปตกระกำลำบากรอโพธิรักอยู่ณที่ใด! จึงขอสรุปว่าอนัตตาคำเดียวเท่านั้น! ก็เพียงพอแล้วที่อริยะทั้งหลายจะพิสูจน์ได้ว่า นักบวชท่านใดเป็นสัมมาทิฐิ! หรือเป็นมิจฉาทิฐิ! เพราะดูได้จากที่นักบวชท่านนั้นๆเข้าใจขยายความคำว่าอนัตตาได้ถูกต้องหรือไม่! ฉะนั้นอนัตตาจึงเป็นเหมือนรหัสลับ! ที่รู้กันเฉพาะในหมู่อริยะหรือโพธิสัตว์เท่านั้น! แต่ถ้ายังขืนยืนกระต่ายขาเดียวอยู่ว่าอนัตตาคือไม่มีตัวตน! ก็=ว่า นอกจากจะเป็นมิจฉาทิฐิแล้ว! ยังชื่อว่ากล่าวตู่คำสอนของพุทธเจ้าอีกด้วย! ก็ในเมื่อทรงตรัสแล้วว่า มัชฌิมาปฏิปทาคือให้หลีกห่างจากความเห็นสุดโต่ง2ด้าน! คือที่เห็นว่ามีตัวตนกับที่เห็นว่าไม่มีตัวตนดังนี้แล้ว! ไฉนเลย! โพธิรักถึงยังดื้อจะแปลอนัตตาอันเป็นสัมมาทิฐินั้น ให้เป็นเหมือนมิจฉาทิฐิคือความเห็นสุดโต่งด้านไม่มีตัวตน อยู่อีกเล่า? (ป.ล.,ถ้าโพธิรักเป็นอรหันตโพธิสัตว์ผู้มีใจเปิดกว้างจริง!..คงจะกล้าอ่านข้อความSMSข้างต้นทั้งหมด ที่ต่อเนื่องกันนี้! ออกรายการให้ญาติโยมทั้งหลายได้ฟัง! เพื่อว่าแต่ละคนจะได้พิจารณาด้วยปัญญาของตนเอง! ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ได้ละก็ ..เราก็ขอสัญญาว่า,ต่อจากนี้ไป..จะเลิกส่งSMSมาตอแยอีกแล้ว!OK..ไม๊?) _0894424xxx แข่งกันไม่มี อวดกันว่าไม่มี! คือทิฐิจริตเช่นอโศกเพราะไม่รู้สายกลาง!แข่งกันมี อวดกันมีคือตัณหาจริต! เช่นธรรมกายเพราะไม่รู้สายกลาง! อโศกกับธรรมกายจึงเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน! เพราะอุปาทานตรงข้ามกัน!อโศก ธรรมกายเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน! เพราะอุปาทานตัวเดียวกันแต่คนละด้าน! ทั้งอโศก ธรรมกายยังมิจฉาทิฐิทั้งคู่!ต่างชอบโชว์อ๊อฟ จึงไม่พ้นทุกข์ทั้งคู่! อโศกอวดความไม่มี ธรรมกายอวดความมี!อสรุปว่าอวิชชาทั้งคู่! OKไม๊? โพธิรักและธัมมะชโยสอนผิดทั้งคู่! ระวัง! ถ้าบุญไม่พอ อาจตกนรกทั้งคู่! ถ้าสวรรค์หลอกยังมีได้! ถ้างั้น นรกหลอกๆก็น่าจะมีได้ซิ! สวรรค์นรกไม่เคยหลอก! นอกเสียจากว่า..ท่านจะหลอกตัวท่านเอง! พ่อครู ว่า...คราวนี้ 4424 ว่ามายาว ... อาตมา ว่าไม่ได้มาท้าพนันกับใคร เพราะฉะนั้นคุณจะ ok หรือไม่ก็เรื่องของคุณ จะมาตอแยหรือไม่ก็เรื่องของคุณ เป็นอิสระ เพราะทำงานมา ไม่ได้มาชี้ว่าคนนี้ดีคนนี้ไม่ดี แต่จะบอกสัมมาทิฏฐิ ว่าอย่างนี้ดีอย่างนี้ไม่ดี แค่มีคนชอบแย้ง เพราะที่พูดอย่างนี้มิจฉาทิฏฐิก็ไปโดนพวกที่เขาเป็นซึ่งเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้ง 4424 ด้วย พอโดนก็ดิ้นสิ แล้วดิ้นยาว ปริทเวนาการมากกว่าคนอื่น อาตมา ขอบอกว่าไม่ได้ไปตอแยกับใครหรือถกเถียงกับใคร ก็ไม่ได้ไปสัญญาอะไรกับใคร ก็เอาพรหมจรรย์ของพระพุทธเจ้ามาประกาศ มิใช่เพื่อ ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ... หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ .....ที่ถามว่า ok ไหม อาตมา ว่า ok ซึ่งไม่ได้หนักใจไม่ได้เดือดร้อนอะไร ซึ่งมีคน sms _0897224xxx ชีวิตเหมือนเดินอยู่กลางทะเลทราย มองไม่เห็นจุดหมาย ต้องเดินไปตามกิเลสทุกๆวัน _0824039xxx จะทำบุญช่วยส่งรายการเย็นพักหลังบ่ขึ้นจอเลยนั่งเฉยตาดูหูฟังโชคดีแต่งสวยบ่เป็น!กะโปโลประสาช่างศิลป์เซอร์ติสท์ _0898533 ประทับใจที่ทีมสิกขมาตุเอาคำสอนของพ่อครูมาทบทวนขยายความทำให้ชัดเจนมากขึ้นป้าบุญระบบ _0880917xxx ตอนนี้กำลังพยายามลดละ และศึกษาธรรมที่พ่อสอน น้ำเพชรพุทธ _0861214xxx ชอบคำอธิบายของท่านสิกขมาตุมากขอบคุณเจ้าค่ะ _0894424xxx พุทธเจ้าสอนให้ปฏิบัตธรรมที่ใจ แต่โพธิรักดื้อ!ปฏิบัติที่ตาหูจมูกลิ้นกาย! พ่อครูว่า… คุณ 4424 นั้นฟังไม่ได้ศัพท์ เพราะ อาตมา สอนให้ปฏิบัติธรรมอย่างไร ต้องติดตามดูต่อไป.... คำว่าภาวนา อาตมา แปลว่าการเกิดผล ไม่ได้คือการนั่งหลับตา แล้วผลจะผุดเกิดขึ้นมาเอง ซึ่งไม่ใช้ภาวนาที่แท้จริง ที่เกิดจาก ทาน ศีล ภาวนา ตามทิฏฐิ 10 คือทินนัง ยิตถัง หุตัง ....ซึ่งคุณ 4424 นั้นไม่รู้เรื่องจึงเถียงมา เพราะการทานอย่างสัมมาทิฏิแล้วปฏิบัติศีลจึงมีผลเป็นภาวนา _ 0894424xxx โพธิรักตั้งจิตไว้ผิด,ยิ่งเรียนมาก,มิจฉาทิฐิของโพธิรักก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น! _0894424xxx โพธิรักบอกตรัสรู้แล้วแต่ชาติก่อน!แต่นั่นมิใช่ปัจจุบันธรรม,เป็นแค่สัญญา พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าที่ท่านนั่งเตวิชโชนั้น ท่านมีสัญญาที่ระลึกรู้ได้ครบบริบูรณ์ แต่ของ อาตมา นั้นสัญญาระลึกได้ไม่ครบสมบูรณ์ แต่รู้ว่าธรรมะที่ได้นั้นมีอยู่ในสัญญาของตน _0894424xxx พุทธเจ้ามีปัญญามากแค่ไหน ก็ไม่สามารถจะแก้มิจฉาทิฐิโพธิรักได้! พ่อครูว่า… คุณเขียนมาอย่างนี้แล้วว่าขนาดพระพุทธเจ้ายังแก้ อาตมา ไม่ได้ แต่คุณแน่ขนาดไหน ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าหรือไงจึงพยายามแก้ไข อาตมา ซึ่ง อาตมา ก็ไม่ว่ากระไร คุณจะปรารถนาดีก็ได้จึงพยายาม _0894424xxx แทบไม่น่าเชื่อว่าโพธิรักโม้ขนาดนี้แล้ว,ยังมีสาวกตาบอดพากันหลงเชื่อ! พ่อครูว่า… ก็มีคนตาบอดคนหนึ่ง เป็นคริสต์มาฟัง ตั้งชื่อให้ว่า "บารมี" ก็เห็นคนที่มาฟังนั้นก็ตาดีกันเกือบทุกคน _0894424xxx ถึงโพธิรักจะพูดผิดพูดถูกอย่างไร,ชี้นกเป็นไม้,สาวกตาบอดก็เชียร์อยู่แล้ว พ่อครูว่า… ใครที่ฟังอยู่นี่ก็ให้ตรวจให้ดี ถ้าฟังแล้วไม่ถูกเป็นเรื่องผิดก็ให้รีบถอย ให้ใช้ปัญญาของตนตัดสิน _0894424xxx พวกที่ตามก้นโพธิรัก สงสัยอยากจะตกนรกอเวจีตามโพธิรักไปหรือไร? พ่อครูว่า… คนที่ปฏิบัติธรรมถูกจะรู้จักนรกสวรรค์ที่แท้จริง จะรู้ว่าใครตกนรกขึ้นสวรรค์ _0894424xxx ถ้ากล้าเปิดSMSให้คนด่าได้!รับรองว่าจะมีSMSด่าโพธิรักกันทั้งประเทศ! พ่อครูว่า… ก็เปิดขนาดนี้แล้ว มีช่องไหนสถานีไหนที่เปิดให้คนว่ามาขนาดนี้ แต่ก็เห็นว่ามีอยู่ไม่กี่จ้าวที่เขียนมา ก็เปิดให้ทั้งประเทศ _0894424xxx ทำไม8677,4727หายไปไหน? สงสัยเพราะไปจี้แทงใจดำโพธิรักมากไป! _0894424xxx ถ้าโพธิรักเป็นอรหันจริง ใยจึงกลัวคนด่า! ถึงไม่กล้าเอาSMSที่ด่าขึ้นหน้าจอ _0894424xxx ยังไง! โพธิรักก็ต้องตกนรกอยู่แล้ว! แต่ที่SMSมาก็หวังเตือนพวกบริวาร! พ่อครูว่า… อาตมา ได้นำเอาเทศนาสูตรและวิภังคสูตร ในพระไตรฯ เล่ม 16 สูตรที่ 1 และ 2 มาแจกแจงให้ฟัง [3] ก็เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขาร จึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะ นามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับชราและ มรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ แล้ว ภิกษุเหล่า นั้นมีใจยินดีชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ พ่อครูว่า… เมื่อเราดับอวิชชานั้น สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหาก็เป็นวิภวตัณหา อุปาทานก็เป็นสมาทาน ภพก็เป็นวิภพ ชาติก็เป็นชาติอาริยะ _ มีคน sms ว่ารู้สึกว่าท่านสอนอย่างท่องจำมาใช่ไหม? ..ท่านอธิบายธรรมะจากความจำท่านท่องมาใช่ไหม?.... พ่อครู ว่า.... อาตมา เป็นนักท่องที่เลวมาก เป็นคนที่สัญญาแย่ ขนาดพยาบาลที่อยู่ถามว่า เมื่อกี๊ไปกี่ครั้ง ก็ตอบว่าไม่รู้ นอกจากอะไรที่จำได้ อย่างบางอย่างที่จำข้ามชาตินั้นบางอย่างก็พอฟื้นได้ และก็ไม่ใช้คนช่างท่อง เรียนเคมีสอบได้ 10 ส่วน 100 ก็เลยสอบตก
อาตมา ได้ทวนในวิภังคสูตรที่พระพุทธเจ้าได้ว่าไว้... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่ หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชรา ก็มรณะ เป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธาน มฤตยู ความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ ความขาด แห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่ามรณะ ชราและ มรณะ ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า ชราและมรณะ ฯ [7] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง เกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของ เหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ [8] ก็ภพเป็นไฉน ภพ 3 เหล่านี้คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เรียกว่าภพ ฯ [9] ก็อุปาทานเป็นไฉน อุปาทาน 4 เหล่านี้คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน นี้เรียกว่า อุปาทาน ฯ [10] ก็ตัณหาเป็นไฉน ตัณหา 6 หมวดเหล่านี้คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา นี้เรียกว่าตัณหา ฯ [11] ก็เวทนาเป็นไฉน เวทนา 6 หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชา เวทนา นี้เรียกว่าเวทนา ฯ [12] ก็ผัสสะเป็นไฉน ผัสสะ 6 หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัสชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส นี้เรียกว่าผัสสะ ฯ [13] ก็สฬายตนะเป็นไฉน อายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เรียกว่าสฬายตนะ ฯ [14] ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่านาม มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 นี้เรียกว่ารูป นามและ รูปดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่านาม รูป ฯ [15] ก็วิญญาณเป็นไฉน วิญญาณ 6 หมวดเหล่านี้คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่า วิญญาณ ฯ [16] ก็สังขารเป็นไฉน สังขาร 3 เหล่านี้คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร นี้เรียกว่าสังขาร ฯ [17] ก็อวิชชาเป็นไฉน ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ความไม่รู้ในความดับทุกข์ ความไม่รู้ในปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับทุกข์นี้เรียกว่าอวิชชา ดูกรภิกษุทั้งหลายปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [18] ก็เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึง ดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมี ด้วยประการอย่างนี้ ฯ จบสูตรที่ 2 3 ปฏิปทาสูตร [19] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงมิจฉาปฏิปทา และสัมมาปฏิปทา พวกเธอจงฟังปฏิปทาทั้ง 2 นั้น จงใส่ใจให้ดีเถิดเราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ [2๐] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาปฏิปทา เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ อย่างนี้ นี้เรียกว่ามิจฉาปฏิปทา ฯ [21] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาปฏิปทาเป็นไฉน เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณ จึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ นี้เรียกว่าสัมมาปฏิปทาฯ
พ่อครูว่า… การสำรอกคือไม่ได้หมายความว่านั่งหลับตาไปได้ที่แล้วก็ปึ๊งสว่างเลย ไม่ต้องปฏิบัติเบย อย่างนั้นไม่ใช่การสำรอก ....การสังขารอย่าง อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ก็เป็นการสังขารอย่างไม่เป็นทุกข์แล้ว ส่วนอเนญชาภิสังขารเป็นการสังขารอย่างไม่หวั่นไหว การสังขารที่ทำให้ทุกข์นั้นดับไป เหลือแต่สังขารอย่างไม่เป็นทุกข์ ส่วนท่านที่ตีความว่าอปุญญาภิสังขารคือสังขารอย่างไม่เป็นบุญ แต่ อาตมา อธิบายอย่างมีสถาวะ ว่า อปุญญาภิสังขารคือการสังขารของผู้ที่เป็นอเสขบุคคล นี่คือแปลต่างกัน
มาต่อที่ วิปัสสีสูตร... [23] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่าเมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะย่อมมี เพราะ อะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะย่อมมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชาติจึงมีชาติย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... .....เอาไว้ขยายต่อในครั้งต่อไป...
ที่มีคนว่า อาตมา ว่าคนอื่นนั้นเป็นความเห็นที่ผิด เพราะที่ อาตมา พูดนั้นไม่ได้ไปว่าใครแต่ชี้สิ่งที่ถูกที่ผิด ว่าสัจธรรมอย่างนี้มันถูกหรือผิด ไม่ได้ไปว่าใคร อย่างคุณ 4424 นั้นก็ไม่ได้ไปว่าคุณ แต่คุณเห็นไม่ตรงกับที่พูดจึงรู้สึกว่าถูกว่า ก็บอกเลยว่าไม่ได้ไปว่าคุณ คุณไม่มีโยนิโสมนสิการ คุณ 4424 นั้นว่าถ้าใครว่าสิ่งที่ไม่มีอยู่นั้นว่ามีอยู่ คือว่าอัตตามี หรือว่าอัตตาไม่มี นั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งพระพุทธเจ้านั้นตรัสทั้งสองส่วน ทั้งส่วนที่ควรให้ไม่มีนั้นมีอยู่ แต่ก็ต้องมีอีกสิ่งหนึ่งแทน แม้แต่วิญญาณพระพุทธเจ้าท่านก็มีวิญญาณอาศัย เรียกว่าอาลยวิญญาณ .......
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น.....
_ระหว่างข่าวธรรมกายถูกโจมตีเพราะเดินทำให้รถติดมากมาย กับสันติอโศกชุมนุมทำให้รถติดเหมือนกันอย่างไหนจะถูกติมากกว่า… พ่อครู ตอบ...เราไม่ได้ไปตรวจสอบ แต่ก็วัดสิ่งตอบกลับสิ่งสะท้อนตอบก็เห็นว่า..เท่าที่ได้โดยความจริงมันก็ดี แต่ไม่ได้เทียบว่าใครถูกติมากกว่ากัน ก็ไม่รู้ แน่นอนว่าต้องมีคนตำหนิอยู่ แต่อย่างนั้นมันเป็นวิธีล่อหลอกคนอื่น มอมเมา ซึ่งเขามีทุนมากเป็นกลุ่มใหญ่ เขาบำรุงบำเร อ ด้วยโลกธรรม อามิส เขาก็ต้องใหญ่ แต่ของเร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive