561204_ภาคค่ำมัฆวาน พ่อครู อ.สมศักดิ์ เรื่อง จรณะและฌานผ่านมาตรา ๗.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
561204_ ภาคค่ำมัฆวาน พ่อครู และ อ.สมศักดิ์ เรื่อง จรณะและฌาน ผ่านมาตรา 7 พ่อครูว่า… วันที่ 4 ธันวาคม พศ. 2556 ที่ สะพานมัฆวาน ส ิ่ งที่ควรจะได้ในชีวิตของมนุษย์คือ ธรรมะ จะว่าอาตมาหลงธรรมะก็ได้ บางคนก็อาจคิดว่าชีวิตเราก็ชั่วบ้างดีบ้าง มีธรรมะบ้าง อธรรมบ้าง หลายคนก็ได้ธรรมะคือ ไม่ชกต่อยใคร หรืออาจลึกซึ้งขึ้นไม่ได้โกงใคร เราก็มีสติสัมผัสอย่างนั้นอย่างนี้ก็รู้ตัว แต่ว่า...รู้ไหมว่าที่ทำนี้บำเรอกิเลสอยู่ตลอดเวลา คนที่บำเรอกิเลสก็ไม่มีความเบิกบานร่าเริง ถ้าใครไม่กังวลกับความร ่ำ รวย ไม่หิว โหย กับความบันเทิง ไม่อยากเป็นใหญ่เป็นโต ไม่มีปัญหากับความเครียด ชีวิตจึงไม่ขาดแคลนความเบิกบาน พระพุทธเจ้าท่านไม่พาไปร่ำรวย จริงๆ มีชีวิตไปธรรมดา ไม่ต้องไปร่ำไปรวยแต่อย่างใด คนที่เข้าใจจริงๆแล้วปฏิบัติ จนเปลี่ยนชื่อเป็น ตั้งใจจน มุ่งมาจน จนดีจริง และอื่นๆอีก สารพัดจน คนตั้งคนแรกก็เป็นต้นสกุล คนอื่นมาขอก็ให้ต่อไป ก็เป็นคนที่จนตระกูลต่างๆ ตอนนี้อาจได้สัก 20 จนแล้วนะ หรือจะมากกว่าก็ไม่รู้ การเปลี่ยนนามสกุลนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เรามาเป็นแบบคนจนตามพระราชดำรัสในหลวง จนมีชีวิตเป็นคนจนจริงๆ ไม่ไปแย่งร ่ำ รวย คนที่จะมาจน ไม่แย่งใคร แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะพอไม่ต้องทำงานการไม่ขยันหมั่นเพียร หรืองอมืองอเท้า ขี้เกียจ ไม่พัฒนาตน ให้มีสมรรถนะ สามารถ ความรู้ต่างๆ ให้ขยันหมั่นเพียรเพ ิ่ มขึ้น อย่างนั้นไม่ใช่ เราก็ก็พยายามศึกษาความรู้ขยันเพ ิ่ มขึ้น แต่เราไม่บำเรอตัวตน ไม่ใช้จ่ายมาก เราไม่หลงบำเรอ หลงบันเทิงเริงรมณ์ แล้วเราเรียนรู้ที่จะเลิก ก็อดทนและพิจารณาว่ามันไม่จำเป็นอะไร จิตเราเคยอยากร ่ำ รวย อยากเป็นใหญ่เป็นโต ที่เป็นลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ในการสัมผัส ลีลาต่างๆที่เขาสมมุติขึ้น เราก็เลิก เลิกแล้วกลั
อ่านต่อ
บเป็นคนมีประโยชน์ต่อสังคมอย่างย ิ่ ง คนเรามีเสพสองอย่างคือ เสพสุขในกาม และ อัตตา ที่ท่านใช้คำว่า อัตตกิลมถานุโยค คือพากเพียรให้ได้อัตตาแก่ตนอย่างเป็นความลำบาก หรือ กามสุขัลลิกานุโยค คือพากเพียรหากามที่เป็นสุขเท็จ เป็นสุขที่ไม่จริง บำเรอตน ทางทวารทั้ง 5 เป็นกามคุณ ทั้งหมดเป็นสุขเท็จ หลอกตนเองทั้งสิ้น ถูกหลอกทั้งสิ้น เป็นของปลอม เป็นอุปาทานทั้งสิ้น เสร็จแล้วก็ยึดติดว่าเป็นจริง ไปหลงสิ่งไม่จริง เมื่อปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้ามาลดละ เป็นพระอาริยะ โสดาบัน ก็ลดละอบาย ส ิ่ งหยาบต่ำ สิ่งที่โง่ หลงเป็นโมหะ เราก็ลดละได้ แต่ในโลกมันก็มีอยู่ร ่ำ ไป จัดจ้านเข้าหากลียุค ไม่หยุด แต่ผู้ที่หยุดแล้ว ไม่สุขทุกข์กับมัน เป็นอุเบกขา ไม่สุขไม่ทุกข์ได้ ไม่มีรสโลกีย์ได้ เป็นสภาพอาการนิพพาน เป็นนิพพานเพราะรสสุขนั้น มันไม่มี เป็นเรื่องของอวิชชา คนที่มีวิชชาแล้วก็เห็นจริงเป็นความรู้ของแต่ละคน อ่านจิตใจของตนเอง ที่แต่ก่อนเราไปหลงเสพสัมผัส แล้วเกิดอาการสุข เช่นกิน ได้ดมได้หอม ได้สูดได้ดื่ม มันมีชอบกับชัง มีผลักกับดูด มีสุขมีทุกข์ แต่ผู้ที่หลุดพ้นไม่มีทุกข์มีสุขกับสิ่งเหล่านั้น แต่เขาก็มีสิ่งเหล่านั้นอยู่ อะไรเป็นเครื่องใช้สอยก็ใช้ แต่เราไม่สุขไม่ทุกข์อะไร ตั้งแต่อาหารการกิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ติดยึดกันมาก ล้างได้ยาก แต่เรียนรู้จริงแล้วจะเลิกละได้ ถ้าใครเรียนรู้เรื่องอาหารนี่แหละ เรียนรู้ให้รู้ความจริงตามความเป็นจริง สัมผัสแต่ไม่มีสุขทุกข์ เพราะเราไม่หลงว่าส ิ่ งเหล่านี้ก่อสุขทุกข์ เราก็รับรู้ว่าธาตุมันเป็นอย่างไร มันมีรูป เสียง กลิ่น รส อย่างไรตามจริง อารมณ์เราไม่สุขทุกข์เลย คนที่เคยติดยึดในสุขทุกข์ ถ้ามันไม่มีรสอย่างเดิม ก็นึกว่ามันคนแห้งเหี่ยวจืดชืดนั้น เปล่าเลย มันกลับโล่งโปร่งสบาย ถ้าร่างกายมันต้องอาศัย เช่น ถ้าหนาวก็ต้องการอบอุ่น สัญชาติญาณก็ต้องการตามธรรมชาติ เราก็มีได้ อย่างไม่ได้ติดยึด มีปัจจัย 4 ข้าว ผ้า ยา บ้าน และบริขาร อื่นๆ เราก็ใช้อย่างไม่ยินดียินร้าย เราก็ใช้ตามนั้น ชีวิตก็ไม่ต้องไปขึ้นลงกับสิ่งเหล่านั้น ไม่ต้องสุขทุกข์ กำลังพลังงานเราก็ไม่ต้องไปเสียกับสิ่งเหล่านั้น เราเสียพลังงานไปกับการสุขทุกข์ไปสปาร์คเยอะ พระพุทธเจ้าสอนเป็นหลักวิชาไว้ สมาธิ ก็ดี ฌานก็ดี ไม่ต้องไปทำนอกรีต เช่น ทำสมาธิหรือฌาน ก็ไม่ต้องไปนั่งหลับตาสะกดจิต สมาธิหรือฌาน ก็เกิดจากการทำจรณะ 15 ให้ปฏิบัติจรณะ 11 ข้อแรก ก็จะเกิดฌาน ไม่ต้องไปนั่งหลับตา แต่ทำจรณะจะเกิดฌาน แล้วทำมรรคทั้ง 7 องค์ ก็จะเกิด สัมมาสมาธิ จรณะ 15 นั้น จริงๆแล้วปฏิบัติแค่ 3 อย่าง อปันกปฏิปทา 3 ข้อแปลว่าการปฏิบัติที่ไม่ผิด ถ้าทำได้เข้าใจชัด ทั้งโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ก็ทำ 3 ข้อนี้ โดยมีศีลเป็นกรอบ โสดาบันก็ศีล 5 จะเกิดอินทรีย์พละ 5 (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ฌาน แปลว่าไฟเผากิเลส ทำฌานแล้วจะเกิดปัญญาอีก 8 คือ วิชชา 8 ทำ วิชชาจรณสัมปันโ น ธรรมะพระพุทธเจ้าก็คือ วิชชาจรณสัมปันโน แต่ศาสนาพุทธนั้นเพี้ยนจนไม่เรียนจรณะ 15 ก็ไปเรียนฌานนอกพุทธ ไปหลับตาสมาธิ แต่ฌานของพุทธต้องเกิดจากการทำจรณะ อปันกปฏิปทา คือ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ สำรวมอินทรีย์ 6 คือ มีรับรู้ทั้งทวาร 6 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เมื่อมีการสัมผัส รูปคือส ิ่ งที่ถูกรู้ นามคือตัวรู้ รวมองค์ประชุมทั้งสิ่งที่ถูกรู้ และทวาร 6 ที่รับรู้ ถ้านามของคุณไม่ไปรับร่วมรู้เลย มันก็ไม่รู้ แต่ คนอวิชชา ก็รับรู้แล้ว มีกิเลสเก่าไปปรุงร่วมด้วย สัตว์เดรัจฉานไม่โง่ปรุงแต่งอย่างคน คนโง่กว่าสัตว์ตรงจุดนี้ ที่ปรุงแต่งเพิ่มกิเลสให้ตนอยู่ตลอดเวลา คนที่จริงฉลาดกว่าสัตว์ แต่โง่ตรงจุดนี้ จึงทุกข์กว่าเดรัจฉาน องค์ประชุมที่รับรู้ทั้ง รูป และ นาม เรียกว่า “ กาย ” คำว่า กายคือ องค์ประชุมที่รับรู้ เช่น ตาสัมผัสรูป ก็มีการรับรู้ คำว่ากายนี้เน้นไปที่การรับรู้มากกว่ารูปนอก เมื่อตาเราสัมผัส หรือไม่สัมผัสอยู่ แต่เราละจากความรับรู้ภายนอก แต่เราไปรับรู้ภายใน ปรุงแต่งเป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอยู่ภายใน ทั้งที่ตอนนั้นเรา ไม่มีการรับรู้ภายนอกแล้ว จิตเราที่ไปรับรู้ที่เราปรุงแต่งภายใน ก็คือ นามกาย สำรวมอินทรีย์ รับรู้ทางทวาร 6 แล้วก็มีสติรับรู้ใจเรา ให้เรียนพวกนี้แหละ เรียนรู้ให้จริง เห็นความไม่เที่ยง มันพาเราสุขทุกข์ แม้ขณะสัมผัสมันก็ไม่เท่าเดิม ไม่เที่ยง กิเลสเราก็ไม่หายไป ได้เสพก็หายทุกข์ หายสุข แล้วก็หมุนเวียนไปอยากได้อีกอยากเสพอีก แล้วได้มาก็หยุดพักยก แล้วก็อยากใหม่ ไม่หยุดถาวร แล้วไม่ได้ล้างกิเลส ที่ตกผลึกเป็น อุปาทาน แล้วนอนเนื่องเป็น อนุสัย แม้สัมผัสหรือไม่สัมผัส ก็ปรุงสุข เป็นรากความยึดติด ฝังรากอยู่เป็นอนุสัย อาสวะ ถ้าล้างไม่หมดก็ยังหลงสุขทุกข์ เป็นทาสกิเลสไปไม่รู้กี่กัปป์กี่กัลป์ การปฏิบัติ สำรวมอินทรีย์ ก็เพื่อศึกษากิเลสพวกนี้ โภชเนมัตตัญญุตา ก็เอาเรื่องอาหาร ที่จริงอาหารนั้นพระพุทธเจ้าสอน อาหาร 4 คือ ( กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ) แต่แค่ กวฬิงการาหาร ก็ไม่เรียนรู้ เราต้องเรียนรู้การสัมผัส ใน รูป กลิ่น รส ของมัน ถ้าไม่สัมผัสก็ไม่เกิดรส จึงต้องมีผัสสะ สัมผัสอาหาร แล้วคุณก็มี มโนสัญเจตนา มุ่งหมายอยู่ ว่าอย่างนี้อร่อย อย่างนี้ชอบ ไม่ชอบ ตัวนี้แหละพาสุขทุกข์ แล้วคุณไม่เรียนรู้มัน ก็ปล่อยให้มันสุขทุกข์รำ่ไป เวลาสัมผัส อวิชชาก็พาสังขารเป็นวิญญาณผี เทวดาปลอมๆ ให้เรียนรู้กำหนด พอสัมผัสเกิด อายตนะ แล้ว เกิด วิญญาณ เรียกว่า ผัสสะ 3 ต้องอาศัยวิญญาณในการเรียนรู้ อาหาร 4 เราเรียนรู้อาหารทางคำข้าว ทางปาก นี่รวมหมดแล้วทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แต่ตัวเสียงไม่ค่อยมี ก็มีว่ากินข้าวเคล้าเสียงเพลง เอาเสียงมาล่อ มาเรียนรู้ว่าหลงสุขทุกข์อย่างไร ชาคริยานุโยคะ คือ ตื่นรู้จากส ิ่ งที่โง่ ตื่นรู้จากโลก มารู้ความจริง เรากำหนดได้ มีสติมันโต ถ้าไปนอนหลับฝันไป คุณกำหนดฝันไม่ได้ แต่คุณตื่นลืมตาคุณกำหนดได้ ให้เรียนรู้อย่างมีสติกำหนดได้ อย่างลืมตานี่แหละ กำหนดได้ ว่าจะเอา หรือไม่เอาได้ แต่ตอนหลับฝันๆไม่ตื่น คุณกำหนดไม่ได้ จึงให้กำหนดอย่างเป็นๆ ถ้าเก่งแล้วก็ไปกำหนดในตอนหลับได้ นั่นแหละคือสมาธิ ฌาน ที่อยู่ข้างใน กำหนดตอนหลับยากกว่าตอนตื่น ให้ตื่นรู้แม้ตอนนอนหลับ ส่วนอาจารย์ทั้งหลายสอนว่าอย่าไปติดหลับติดนอน ก็เป็นเบื้องต้น นอนพักผ่อน ตื่นแล้วก็มาเพียรต่อ ผู้ใดเรียนรู้ แล้วก็ตื ่ น แม้นอนหลับตา ก็กำหนดได้ ถ้าฝึกสมาธิหลับตา ให้ทำตั้งแต่ลืมตากำหนด แล้วจะทำตอนหลับได้ เป็นขั้นตอน ราบลื่นเหมือนฝั่งทะเล 3 อย่างนี้ทำแล้วจะเกิด สัทธา 7 อยู่ในข้อ 5 ถึงข้อ 11 ของ จรณะ 15 1 . ถึงพร้อมด้วยศีล 09 . ปรารภความเพียร 2 . คุ้มครองทวารอินทรีย์ 10 . สติ อันเป็นอาริยะ 3 . ประมาณในโภชนา 11 . ปัญญา 4 . ประกอบความตื่น 12 . ปฐมฌาน 5 . ศรัทธา (เชื่อมั่น) 13 . ทุติยฌาน 6 . หิริ (ละอายต่อบาป) 14 . ตติยฌาน 7 . โอตตัปปะ (สะดุ้งบาป) 15 . จตุตถฌาน 8 . แทงตลอดในพหูสูต (พระไตรปิฎ ก เล่ม 13 ข้อ 34 )
ฌานของพุทธ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาทำ สมาธิของพุทธ ก็ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาทำ ธรรมะ คือ ส ิ่ งทรงไว้ คนที่จะไปทำงานการเมืองดีคือ คนมีจิตเป็นธรรมะ ศาสนาพุทธ ไม่ใช่ ศาสนาที่พาหนีสังคม เข้าป่าเขาถ้ำ แต่ว่าเป็น ศาสนาที่อยู่กับสังคม และทำงานที่จำเป็นแก่สังคม รับผิดชอบทำงานที่ดีแก่สังคม เป็นสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ธรรมะจึงอยู่กับสังคมไม่ได้ตกจากรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ด้วย แต่รู้ดีเรียนรู้อยู่กับสังคม และช่วยสังคมอยู่
อ.สมศักดิ์ เธียรจรูญกุล ว่า …
มาตรา 7 นั้นทำได้ แต่ที่ว่าไม่ได้นั้น เพราะนักการเมืองไม่ยอมให้ใช้ การที่บอกว่ายอมแล้วตั้งเงื่อนไขนั้น ไม่ใช่การยอม แต่เป็นการรุกอย่างหนึ่ง มวลชนระดับ ล้านคนนี่ ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าชน เขาถึงใช้วิธีหลบ แล้วอ้อมไปข้างหลัง แล้วให้มวลชนอ่อนแล้ว แล้วพยายามให้มวลชนแตกแยก ให้บรรดาเหล่าทัพทำเป็นคนกลางแล้วทำท่ายอม ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมก็จะดูไม่เป็นธรรม โดยมีผบ.เหล่าทัพ เป็นกรรมการ ต้องพูดว่า เขาไม่ได้ถอย แต่เขากำลังรุก เขาอ้างว่า การใช้ ม. 7 นี้ใช้ไม่ได้ ต้องผ่าน มาตรา 3 ให้ผ่านรัฐสภา ม. 7 นี้ถ้าจะใช้จริงๆแล้วใช้ได้ ( พ่อครู ว่า รัฐธรรมนูญนี้แต่ละข้อออกมาก็ต้องออกมาให้ใช้ได้ แล้ว ม. 7 นี่ก็ต้องใช้ได้ แต่เขาว่า คำว่าประชาชนปฏิวัติ ไม่มีเขียนไว้เป็นอักษรในรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเนื้อหานั้นให้ใช้ได้ เมื่อไม่มีก็ให้ทำตามจารีตประเพณี) ทางฝั่งร ัฐบาล หลายๆคนก็เป็นนักกฏหมาย ที่ว่าใช้ไม่ได้มันอยู่ที่ใครสั่ง ถ้าคุณทักษิณบอกว่าใช้ได้ เขาก็จะใช้ได้ เขาอ่านเยอะเรียนรู้เยอะ อยู่ที่จะเอาไปใช้ทำอะไร ที่ว่ามาตรานี้ใช้ได้หรือไม่ได้ ก็ถ้าทักษิณสั่งก็ใช้ได้ แล้วจะใช้อย่างไร ถ้าถามว่าจะใช ้ ก่อนหน้านี้ โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว หากปปช.ชี้มูลเพียงเรื่องเดียว กรณีจำนำข้า ว บวกกับศาลรัฐธรรมนูญชี้ด้วย ก็จะไม่มีสส. สว.แล้ว ฝ่ายค้านต้องลาออกด้วย แล้วนายกฯต้องเป็นสส. แล้วสส.ไม่มี ก็แล้วที่นายกฯว่าไม่ยึดติดลาออกก็ได้ ยุบสภาก็ได้ คุณก็ลาออกไปซะ แสดงเจตนาว่าไม่ทำแล้ว มันก็จะมีสุญญากาศ เขาพูดต่อหน้าผบ.เหล่าทัพ เขาหลอกท่านหรือไม่ ยกตัวอย่างการแก้ไข ม. 297 แค่ห้อยไว้ว่า ตั้งสภาปฏิรูปประเทศ แค่นี้ก็ได้แล้ว การที่บอกว่าจะเดินหน้าสู่การปฏิรูปประเทศนั้น ทำได้หลายช่องทาง คุณยุบสภาลาออก แล้วอย่ายุ่งกับการปฏิรูปประเทศ หรือแก้ไขม. 297 แล้วห้อยท้ายไว้ โดยเฉพาะร ัฐบาล มีเสียงข้างมากในสภาฯ ทำได้อยู่แล้ว ถ้าจริงใจ ถ้าคุณเอาเข้าสภาแล้วไม่ให้ผ่านนั่นคือ คุณหักหลังผบ.เหล่าทัพนะ คุณบอกว่าจะทำต่อหน้าท่าน แล้วไม่ทำ ถ้าหากว่าใช้ ม. 7 แล้วเป็นอย่างไร เมื่อไม่มีสส.ในสภา ไม่มีใครจะมาเป็นนายกฯแล้วก็ต้องเข้าสู่ ม. 7 ต้องมีการหานายกฯขึ้นมา ปัญหาต่อมา ก็บอกว่าใช้ ม. 7 ไม่เห็นยากเลย พวกคุณออกไปให้หมด ยังเหลือรองประธานวุฒิสภาไง พอมีนายกฯปั๊ป เขาก็จะมีปัญหาว่าจะตั้งสภาปฏิรูปประเทศอย่างไร อยากบอกว่า ถ้าคุณมีเจตนารมณ์แล้วปัญหามากอย่างนี้ คุณอย่ามายุ่งเลย ยืนยันว่ามีช่องทางที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ แล้วรองประธาน ฯ ก็สามารถรับสนองพระราชโองการได้
พ่อครูว่า … คำว่า อำนาจ จะพูดถึง ม. 7 ม. 2 ม. 3 ม.อื่นๆก็รวมแล้ว 7 มาตรา คือเรื่องของประชาชน และอำนาจ ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ เป็น รัฐาธิปัตย์ มีประชาชนกับพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของอำนาจคือ รัฐาธิปัตย์สูงสุด ประชาชนจะเอาอำนาจคืนมาเมื่อไหร่ก็ได้ ยิ่งทำไม่ถูก ประชาชนก็มีสิทธิ์ทวงคืนทุกเมื่อ เป็นนิติธรรม เป็นสัจธรรม แล้วประชาชนปฏิวัติได้ไหม เหมือนกันกับคณะที่เขามีอำนาจมีปืน รถถัง อาวุธที่มีมา ประเทศไทยปฏิวัติกี่ครั้งก็ตาม เอาแบบ Force เขาก็ยอม เดรัจฉานเขาก็ทำ แต่บทใหม่ของไทยคือ ปฏิวัติโดยธรรม ไม่ใช้อำนาจForce อย่างที่ยูเครนเขาก็กำลังทำอยู่ แต่ก็มีการรุนแรงบ้างเพราะโมโห แต่ไม่ใช่อาวุธ ประชาชนไม่ได้เป็นคนทำ แต่ฝ่ายที่จะถูกลดอำนาจเลิกอำนาจ เขาไม่ยอมทำรุนแรง ที่ไทยเรามีประชาชนออกมาอย่างไม่มีอาวุธสงบ ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มา 2 , 364 , 757 คน ประชาชนเขาขอปฏิรูปประเทศใหม่ ให้เกียรติกันได้ไหม 81 ปีที่ผ่านมา ใช้ไม่ได้ ให้คณะใหม่นี่ทำ เขาตั้งใจล้างบางแบบเก่าที่ทุจริตได้ไหม ถ้าไม่หวงอำนาจเกินไป กล้าๆหน่อยให้ประชาชนเขาทำได้ไหม นี่เป็นบทใหม่ที่ประชาชนทำแล้ว พวกคุณก็มีหิริโอตตัปปะ ปล่อยให้ประชาชนทำ เขาร่างรัฐธรรมนูญเป็นน่า เชื่อว่าคนเราเข็ดขยาดการเมืองเก่าแล้ว เลวร้ายคอรัปชั่น หยา บ คาย ทุจริต ผลาญพล่าทำลาย ฉิบหายบ้านเมือง ถ้ามีปัญญาเข้าใจแล้ว ลดกิเลสบ้าง อดเอาหน่อยให้ไทยตั้งหลักบ้าง หากเข้าใจตั้งใจฟัง ก็ชมมาตลอดว่า ที่ทำมานี่สวยงามเรียบร้อย ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ จนวันออกมารวมกันไล่ ซึ่งเป็นคนละบริบทกับการเลือกตั้ง ที่เขาว่า เขามี 15 ล้านเสียงนี้ ไม่สุจริต เลือกตั้งทุกทีนี้โมฆะ เอากันให้จริงไหม? ประชาชนออกมานี่ เขาแสดงความจริง คุณก็แสดง เกณฑ์คนมาในอ่างกะทะรัชมังคลาฯ ก็ได้ไม่ถึงแสน แต่นี่เขามาตั้งสองล้าน แพ้กันไม่ติดฝุ่นเลย แต่ก็ทำไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เรื่องอย่างนี้จะมาบริหารประเทศได้อย่างไร ไม่ประสีประสาเลย ผู้ดีมาประท้วงปฏิวัติไม่ให้ จะให้ผู้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ก็กลัวตาย ให้เขาปฏิวัติ แต่ถ้าคนไทยเจริญก็จะเห็นดี ตรงกับรัฐธรรมนูญด้วย มีสิทธิ์มาประท้วงต่อต้านได้ตาม ม. 63 โดยสงบไม่มีอาวุธ เขาก็ทำตาม รัฐธรรมนูญ เขาทำอย่างผู้ดี สุภาพเรียบร้อย ไม่ให้เขาทำ แต่ว่าพอเขาเอารถถัง เอาอาวุธมาปฏิวัติก็ยอม นี่ถ้าเขายอมหมดเลยเลิกเลย นี่จะดังมากไปทั่วโลกเลย ประชาชนออกมาตั้ง 2 ล้านกว่าคน ยังไม่เคยมีในประวัติศาสตร์นะ มาขอดีๆว่าให้คณะเก่าหยุดทำนะ แม้มีหลายคณะ มีคุณสุเทพพาทำ เขาก็รับปากว่าจะทำดี ตั้งใจทำส ิ่ งนี้ให้แก่ประเทศชาติ ทำเสร็จแล้วเขาก็จะหยุดไม่รับตำแหน่งใดๆเลย เขาย ้ำ หลายทีเลย ถ้าคุณสุเทพพูดไม่จริง ก็พิจารณาเองแล้วกัน วันนี้มีภาพว่อนเน็ต มีภาษาอังกฤษ ที่มีเนื้อหาบอกว่า...เอ็งมาจากการเลือกตั้ง แต่ข้าไม่ได้ให้เอ็งมาโกงนะโว้ย
อ.สมศักดิ์ว่า … นักการเมืองควรเสียสละบ้าง ประชาชนเสียสละให้คุณมา 81 ปี แล้ว ให้โอกาสบ้านเมืองบ้าง การปฏิรูปประเทศไม่ใช่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่มันเป็นการปรับเปลี่ยนทั้งโครงสร้าง กระบวนการไม่ว่าจะเป็น ศาล นิติบัญญัติ บริหาร ก็มีต่อไปทำได้ แต่ว่าอย่าไปยุ่งกับการปฏิรูป แต่คนทำปฏิรูปแล้วต้องไม่เอาผลประโยชน์ ทำเสร็จแล้วออกไป ห้ามมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง คราวนี้คงมีกติกาใหม่ ไม่ได้ห้ามว่าไม่มีการเลือกตั้ง แต่ให้เลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ การปฏิรูปประเทศคือ การปรับโครงสร้างประเทศให้เข้ากับปัจจุบัน ตั้งแต่ร. 5 มาแล้วเราไม่ได้ปรับโครงสร้างประเทศเลย ตอนนั้นมีการรวมอำนาจ เนื่องจากถูกล่าอาณานิคม แต่ตอนนี้ต้องกระจายอำนาจ และนี่คือส ิ่ งที่ทำให้นักการเมือง ไม่อยากให้เปลี่ยนแปลง เขากลัวสูญเสียอำนาจ สุดท้าย ภาพนี้ปรากฏในโซเชียลมีเดีย นักการเมืองคนหนึ่งจัดงานวันเกิด แล้วเขามีเค้กใหญ่เบ้อเร่อเลย แล้วเค้กเขาเป็นรูปประเทศไทย แล้วเขากำลังตัดเค้ก กรรมมันส่อเจตนา การทำแบบนั้นเหมือนประเทศไทยเป็นเค้ก แล้วกำลังจะตัดแบ่งเค้กนั้น อย่าปฏิเสธว่าคุณกำลังเล่นการเมืองด้วยการกินประเทศไทย พ่อครูว่า... ถ้าทำถูกทฤษฏีพุทธแล้วจะไม่หนีสังคม แต่จะเป็น พหุชนหิตายุ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ พามวลมหาชนมีสุข และอยู่อย่างอนุเคราะห์โลกรับใช้โลกไม่ใช่มาแบ่งเค้กจากโลกเลย สัจจะเป็นเช่นนี้ ใครไม่เชื่อ ก็เอาตัวมาศึกษาเถอะ...จบ