561107_รายการสงครามสังคมฯ ที่เวทีผ่านฟ้าฯ เรื่อง มัฆวานผ่านฟ้าประชาธิปไตย ตอน ๑.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
561107 รายการสงครามสังคมฯ ที่เวทีราชดำเนิน เรื่อง มัฆวานผ่านฟ้าประชาธิปไตย ตอน 1
วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2556 ที่ เวทีราชดำเนิน เป็นวันแรกที่กองทัพธรรมและกปท. ตั้งเวทีใหญ่ใหม่ อยู่ที่ถนนราชดำเนินกลาง พ่อครูมาเทศน์ที่เวทีใหญ่นี้เป็นวันแรก วันนี้คงต้องย ้ำ ซ้ำเดิม อย่างพระไตรปิฎกที่มีคำความซ้ำย้ำ ให้อ่านหลายครั้ง อ่านหลายครั้งก็จะเข้าใจเพ ิ่ มขึ้น ทั้งที่คำความเดิม ภาษาเดิม ไม่มีใครไปเปลี่ยนคำความแต่อย่างใด อ่านซ้ำซากเราจะเข้าใจเพ ิ่ มขึ้น พระพุทธเจ้าค้นพบประชาธิปไตยสูงสุด จุดสูงสุดคือ คำว่า “นานาสังวาส” กับอีกหมวดหนึ่งที่ยืนยันลักษณะของประชาธิปไตย คือ “พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ” และอีกคำหนึ่งที่เป็นคำสุดยอดเลยคือคำว่า “ตถตา” คือประชาธิปไตยสูงสุด ตถตา คำว่า ตา เป็นปัจจัยมาเติม เป็น suffix เป็นความจริงของสรรพสิ่งในโลกนี้ ไม่มีอะไรเสมอภาค เท่าเทียมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สองเป็นต้นไป จะเป็นวัตถุ หรือนามธรรมละเอียดขนาดไหนก็ตาม จะไม่มีส ิ่ งใดเท่าเทียมกัน แต่มีส ิ่ งเดียวเท่านั้นที่เท่ากันในมหาจักรวาลนี้คือ นิพพาน คือ ความจริงสุดยอด ที่ไม่มีอะไรเปรียบ นัตถิอุปมา ถ้าผู้ใดได้ถึงความจริงสุดยอดนี้ เป็นอุภโตภาควิมุติ (เจโตและปัญญาวิมุติ) ผู้ที่มีนิพพานจะเห็นเองเป็นเอง ไม่มีใครจะเห็นของใครได้ ผู้ที่มีความเป็น ตถตาหรือนิพพานี้ ในตนแล้วจะไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในโลกีย์ แต่จะมีความมั่นที่สุดในนิพพาน เป็นสภาพสองชนิด แต่เป็นหนึ่งเดียวกันที่เป็นมุมเดียวเท่ากันคือนิพพาน นิพพานของผู้หญิงก็เป็นได้ กับนิพพานของผู้ชาย เป็นนิพพานหนึ่งเดียวกันหมด พระพุทธเจ้าท่านจำนนพระอานนท์ตรงนี้ที่ว่าผู้หญิงก็บรรลุธรรมได้ ก็ต้องให้ผู้หญิงบวชได้ ตถตานี้เป็นสภาพสูงสุด ท่านรู้
อ่านต่อ
ว่ามันไม่มีอะไรเกิดต่อ แต่ท่านรู้ว่ามีอะไรเกิดต่อ เป็นภาวะสองอย่าง และตถตานี่แหละจะลงตัวกันได้ในแบบนานาสังวาส ส ิ่ งไม่ในโลก คือ น โหติ เมื่อทำความไม่มีในโลกเกิด เป็นนิพพานคือความไม่มี (ไม่มีสมุทัย) ขึ้นมา ส่วนส ิ่ งที่สูงกว่านี้ก็เป็น โหติ เป็นภาวะมี ผู้ที่ถึงซึ่งตถตา ก็จะรู้ว่าคนอื่นเป็นอย่างไร มันก็เป็นเช่นนี้แหละ เขาก็ทุกข์ของเขา เขาก็มีส่วนดี คนไม่ดีกับคนดีเขาก็ไม่ชอบใจกัน ก็ไม่เป็นปัญหาท่านก็ไม่ได้รังเกียจ สรุปแล้วนานาสังวาส คือ ความต่างมาอยู่ร่วมกัน คือ ส ิ่ งที่มีอยู่แล้ว มันย่อมต่างกัน แต่คุณอยู่ด้วยสมานสังวาส พระอรหันต์ทุกองค์ก็เหมือนกันและมีความต่างกัน แต่ร่วมกัน ถ้าจะไม่ร่วมกันเพราะต่างกันมาก็คือ นานาสังวาส ไม่อาบัติ เรามีความปรารถนาดีให้อยู่ร่วมกันได้ และอยากให้เลิกบาป ไม่ใช่ความ อิสสาริษยา ผู้ที่มีความรู้ในส ิ่ งดีและอยู่สมานสังวาสกับส ิ่ งดี และรู้ว่าสิ่งไหนไม่ดีที่จะไม่สมานสังวาส รู้ว่าโลกียะก็เป็นเช่นนี้ แล้วอยู่กันอย่างมีสัจจานุโลมิกญาณ จะอยู่กับคนอย่างไม่มีภัยไม่มีโทษ นอกจากสุดวิสัยที่ท่านเข้าใจไม่ได้เข้าใจไม่พอ พระอรหันต์บางรูปก็เข้าใจโลกไม่พอ ไม่รู้สมมุติของโลก เกินนั้นแล้วท่านไม่รู้ ท่านก็เข้าใจผิดพลาดได้ ท่านรู้ในกรอบใน content concept ของท่านอย่างนี้ ท่านก็จัดการตามประสา ในกระดานหมากรุกทั้งหมดคือตัวเล่น เรียกว่า content หรือภาษาเรียกว่า สารบัญ ส่วน context คือตัวรวมอยู่ในนั้นแล้วคนนี้เข้าใจหมด ประสานตั้งแต่หยาบไปถึงละเอียด พระอรหันต์ท่านก็ทำ context ได้เท่าที่ท่านมีความรู้แต่ท่านไม่มีมโนสัญเจตนาในทางร้ายอย่าปรับอาบัติท่าน สรุปคือท่านมีแต่ความจริงใจ มีโลกวิทู ทำงานอยู่กับโลก ท่านจึงมีโลกานุกัมปายะ (อนุเคราะห์โลก) มีความรู้ความสามารถเท่าใดก็เพื่อประโยชน์ต่อสังคมโลก ให้อยู่อย่างสงบสุข เป็นวูปสโมสุข เป็นปรมังสุขัง ไม่ใช่โลกียสุข คนที่ยังไม่รู้จักวูปสโมสุข คือ คนที่แยกระหว่าง เคหสิตเวทนา กับ เนกขัมมสิตเวทนาไม่ออก ทุกวันนี้ก็สงสารศาสนาพุทธที่แยกไม่ออก ในเคหสิตอุเบกขา กับเนกขัมมสิตอุเบกขา ซึ่งมันเป็นความเป็นกลางที่เขาเข้าใจผิด ไปเห็นว่าความเป็นกลางคือ ไม่เข้าข้างใครเลย ที่จริงต้องเข้าข้างคนดี ต้องตำหนิคนชั่ว (นิคคัณเห นิคคหารหัง) การตำหนิการยกย่อง นั้นต้องมีปัญญาปาสาโท คือ ปัญญาที่เหมือนมองจากที่สูงบนยอดปราสาท มององค์รวมทั้งหมดออก ลักษณะข อง ส ิ่ ง ที่สุด ยอดทั้งรูปธรรม นามธรรม ว่า คนที่สามารถปฏิบัติธรรมะจะรู้จักการกำหนด “กาย” ในวิญญาณฐ ิ ติ 7 จะรู้ว่าความเป็นสัตว์ ให้หมดความเป็นสัตว์ ให้จิตเป็นมนุสโส ถ้าทำไม่สำเร็จก็มีความเป็นสัตว์อยู่เป็นสัตว์ในสัตตาวาส 9 ต้องอ่าน “กาย” ให้ออก มีสัญญากำหนดความเป็นอากาสไม่ได้ ว่างในรูปธรรม ในนามธรรม ผู้ที่จะรู้ความว่างในนามธรรมคือผู้มีอรูปฌาน 4 มีความหยั่งรู้ กายที่เป็นอากาส อยู่ในปริเฉทรูป คืออากาสธาตุ ส่วนอากาศที่เป็นรูปธรรมโดยตรงฟิสิกส์เขาก็เรียนรู้อยู่แล้วไม่ยาก แต่อากาศของนามธรรม เช่นขั้นพรหม อาภัสราพรหม เป็นแสงสว่างใส คำว่าใสสะอาด คืออาภัสรา ต้องอ่านจิตที่ใสสะอาดไ ด้ อนันโตวิญญานัญติ รู้จั กวิญญาณตลอดทั่วถ้วนเลย วิญญาณว่าง สะอาดบริสุทธิ์ เพราะวิญญาณยังมีความเป็นชีวะเป็นนามธรรม ส่วนอากาศนั้นไร้ชีวะ เรารู้ว่าอะไรไม่มี อะไรที่จะไม่ให้มีแล้วจะมีอะไร คือสุดท้ายต้องพ้น เนวสัญญาน า สัญญายตนฌาน คือสุดจบ แต่ถ้าพวกฤาษีคือจะไม่พ้นเนวสัญญาฯจะเป็นอสัญญีสัตว์ ได้นิโรธดับมืด คือเขาคิดว่านี่คือสุดยอดของส ิ่ งที่ควรได้ เป็นความมืดดับ ว่าเป็นโชคของเราที่ได้ส ิ่ งสูงสุดเท่าที่จะสัญญาได้ เรียกว่ามิจฉานิโรธ เขาก็ได้ส ิ่ งนี้ ที่พระพุทธเจ้าท่านแยกนิโรธของโลกีย์ ที่ถือว่าสูงสุดก็ได้ความมืดความดับ แต่ถ้านิโรธของสว่างก็ได้อาภัสราพรหม เป็นสายใสๆๆ อยู่ในภพ อย่างนั้นไม่มีจบ ทางด้านใสจะไปไกลเป็นความยาวนานไม่มีวันจบ คนพวกนี้ชอบส ิ่ งที่ไกลๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุด ปั้นเทวดาส่วนพวกนิโรธดับจะไม่ปั้นอะไรเหมือนพวกสว่าง เพราะมันมืดดับได้สุดยอดแล้ว เป็นวิสัญญี ทำให้ประสาทไม่รับรู้ อย่างหมอวิสัญญีที่วางยาสลบ
ต่อไปเป็นเรื่องของเหตุการณ์บ้านเมือง.... ตอนนี้กลุ่มประชาชนที่ตื่นตัวเอาจริงที่สุด ตอนนี้มีสามกลุ่ม มีสามเส้า หลายคนยังรู้สึกว่าขัดแย้งอยู่บ้าง แต่ลักษณะสมานมันมีมากกว่าในสามกลุ่มนี้ กลุ่มที่เกิดได้ก่อนคือกลุ่มที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่มถัดมาคือกลุ่มที่ผ่านฟ้า ส่วนกลุ่มที่เกิดถัดมาคือมัฆวาน เป็นสามกลุ่ม เป็นสามเส้า มีการเคลื่อนที่เป็นเส้าที่สี่ออกมาได้ ถ้าเส้าที่สี่รวมกันเคลื่อนเมื่อไหร่ก็จบ พลังงานที่ 4 เกิดก็จบ อาตมาไม่เชื่อว่าความยากของงานการเมืองจะต้องถึงขั้นที่สามเส้าซ้อนสองรอบ ที่จะต้องสู้กันถึง 7 จึงจะต้องชนะ ไม่เชื่อว่าคนไทยจะตกต่ำขนาดนั้น แม้คนหรือกลุ่มที่เราจะต้องปราบ จะแรงจะร้าย จะเลวชั่วขนาดไหนก็ตาม ที่คนไทยไม่เคยเจอ มาเจอครั้งนี้ก็หนักหนาสาหัส แต่ก็รู้สึกว่าไม่เท่าไหรหรอก ถ้าสมานกันให้ดี โดยเฉพาะผู้คุมเกมนี่แหละ ต้องคุมให้ดี โดยเฉพาะตัวอัตตาของแต่ละคนนี่แหละ ชอบพูดกันว่าผมไม่มีอัตตา ซึ่งอัตตาตัวนี้เป็นอรูปอัตตา ไม่ใช่รู้กันได้ง่ายๆ นะ มาพูดกันว่าผมไม่มีอัตตา อย่ามาพูดเลย แม่แต่โอฬาริกอัตตาก็ยังติดอยู่เลย อาตมาไม่ใช่ชาวอินเดียในชาติก่อนก็ใช่ภาษาบาลีไม่ได้ชำนาญนะนี่ อาตมาเคยพูดว่าชมพูทวีปตอนนี้ย้ายจากอินเดียมาอยู่เมืองไทย จะอยู่ไปอีกนาน และชมพูทวีปนี้หมายถึง หทัยรูป ซึ่งย้ายมาอยู่ที่คนไทย ที่เป็นพุทธมีมากกว่าประเทศอื่น ก่อนอาตมาเกิดก็มีมาแล้ว พุทธมีอยู่แล้วในไทย ผู้ที่จะมาเป็นอรหันต์ต้องมาที่เมืองไทยนี่ ต้องมาถ่ายทอดเชื้อของความเป็นอรหันต์ให้ เชื้อนี้คิดเอาเองไม่ได้ ต้องมีตัวเชื่อมถ่ายทอด ต้องมาแต่เหตุ ถ้ายังไม่ถึงสยังอภิญญาก็ไม่ได้ ต้องรับจากของคนอื่น ส ิ่ งที่เกิดจริงขณะนี้ที่เกิด ราชดำเนิน นี่คือที่เกิดประชาธิปไตยมันเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ส่วน ราชประสงค์ นั้นไม่ใช่ของจริงเป็นแค่ประสงค์ แต่ว่าราชดำเนินคือที่ๆ ราชามาดำเนิน ลงมาเดินแล้ว ไม่ใช่แค่ประสงค์ ผู้ที่จะดำเนินมาสู่ตรงนี้ถูกแล้ว เริ่มที่กลุ่มสามเสนมา ไม่มีใครรู้ว่าจะมายึดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นักประท้วงที่ใครคิดว่า ต้องเคลื่อนไหวจึงจะกดดันนั้นไม่ใช่แล้ว ยุคนี้ไม่ใช้การกดดันคือการเคลื่อนไหว แต่ใช้ตัวหยุดนิ่งเป็นตัวกดดัน แม้แต่ตำรวจยังใช้ยุทธวิธีนี้เลย เลียนแบบดารา ตอนนี้ตำรวจก็เปลี่ยนแปลงแล้ว คนไทยโกรธง่ายหายเร็ว ไม่พยาบาทมาก แต่ว่านายกฯ ดูยังไม่ยอมจริง ยอมไม่ยอมไม่ได้อยู่ที่ตัวเอง เป็นเหมือนหุ่นกระบอก แล้วก็บอกว่าดิฉันคิดเองทำเอง ใครเชื่อบ้าง? พระโพธิสัตว์มหาโพธิสัตว์จะมาอุบัติในโลก นั้นเป็นตถตาต้องเป็นเช่นนั้นเอง พระพุทธเจ้าจะเกิดวันนี้ ตรัสรู้วันนี้ ทุกอย่างต้องลงตัวทั้งรูปและนาม ใครจะเลียนแบบเป็นเรื่องยาก จะไม่แสดงพยากรณ์ ไม่แสดงอย่างนอสตราดามุส อย่างหมอดูดีทีก็ไม่เอา แม้นักพยากรณ์ใต้ต้นมะขามก็ไม่ทำ นี่ไม่ได้ทำนายว่าจะชนะนะ แต่ว่าถ้าสามเส้าร่วมกันก็เป็นสี่จะชนะ แต่ถ้าสามเส้านี้รวมกันไม่ได้ก็ไม่มีวันชนะ คนเขาไล่ล่าสัตว์ ล่าลาภยศสรรเสริญ แต่อาตมาไล่ล่าเวลา จะซื้อก็ไม่ได้ จะเช่าก็ไม่ได้ ไล่ล่าเวลา เดี๋ยววันๆ แก่ไม่ทันเลย อาตมาก็ให้ความรู้ทางธรรมะเป็นหลัก ส่วนการเมืองนั้นก็มีคนให้ความรู้อยู่ การเมืองที่สุดยอดที่ทำมาคือ Neo Protest ทำแผ่นพับเผยแพร่แจกออกไป มีแปลภาษาอังกฤษด้วย และยืนยันว่าไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากเดิมที่ทำมาแต่อย่างใด สรุปคือ เราต้องทำความเข้าใจ ทำสมานสังวาสกัน ผู้ที่เป็นแกนนำ แม้ไม่คิดว่าเป็นแกนนำ อีกอันหนึ่งที่จะต้องพูดคือ ลักษณะที่สมบูรณ์ส ิ่ งที่บ่งบอกคือ ว่าที่นี่มันสมบูรณ์คือที่ๆ เราเดินมาแล้วมีนักรบทางธรรมคู่กับนักรบทางโลก อาตมาเป็นนักรบทางโลก พล.อ.ปรีชาเป็นนักรบทางโลก คบมาไม่เคยแพ้เลย อาตมารบมาตลอด 40 ปีไม่เคยชนะเลย มันเป็นหนึ่งเดียวกัน ขอให้ทุกคน One for all ให้ได้ ...เอวัง