560127_ รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อท่านและส.เพาะพุทธ...เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทจนถึงโลกุตรภูมิ ๙.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข9 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

560127_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์และส.เพาะพุทธ จันทเสฏโฐ วันที่ 27 มกราคม 2556 ณ สันติอโศก ...เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทจนถึงโลกุตรภูมิ 9

วันนี้พ่อ ครู จะพูดถึงเรื่องปฏิจจสมุปบาทอย่างสำคัญ ส.เพาะพุทธเปิดรายการที่ศาลาฉันสันติฯ...วันนี้ในช่วงบ่ายจนถึงเย็นจะมีงานพระราชทานเพลิงศพของท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ ในเวลา 17:00 น. มีสมเด็จพระเทพฯเสด็จมาพระราชทานเพลิงด้วย และยังมีงานนิทรรศการต่างๆ ณ วัดทองนพคุณ กทม. ท่านจันทร์และส.เลื่อนลิ่วจะไปร่วมงานด้วย วันนี้พ่อครูติดภารกิจในการดูแลสุขภาพจึงไม่ได้ไปร่วมงานด้วย เชิญญาติโยมไปร่วมด้วยเพื่อเป็นเกียรติแก่ศิลปินแห่งชาติ ก่อนออกรายการได้เอ่ยธรรมะจากหลวงตาบัวว่า จิตเป็นมหาเหตุทั้งกิเลสและธรรมะ และพ่อครูได้อธิบายเพื่อเติมว่า อวิชชาต่างหากเป็นมหาเหตุ ของกิเลส และสำหรับธรรมะนั้นถ้ากำจัดอวิชชาได้ก็จะมีวิชชามีธรรมะ หลวงตาบัว ว่า ให้ทราบตามอาการอย่างถือเป็นอารมณ์ อันนี้พ่อครูว่าใช้ได้ หลวงตาบัว ว่า การแจกหนังสือ ถ้าให้ก็ต้องให้ทุกคน ถ้าไม่ให้ทุกคนก็เป็นเรื่อง ถ้าไม่ให้ก็ไม่เป็นเรื่อง หลวงตาบัว ว่า ถ้าใครนิมนต์ให้ไป ถ้าไปก็ไปหมดทั้งตัว ถ้าไม่ไปก็ไม่ไปทั้งตัวเลย หลวงตาบัว ว่า ชิงดีชิงเด่น ดีขี้หมาอะไร ชิงชั่วชิงเลวต่างหาก มีคำที่พ่อครูนำจากไตรปิฏกมาคือ โยนิโสมนสิการ หลวงตาบัวว่า หาต้นหาตอ หารากแก้วรากฝอย ก็นำประเด็นที่ได้ฟังจากวิทยุหลวงตาบัวมานำเสนอ...

พ่อ ครู ว่า...เราต้องมาเริ่มต้นว่า ไม่มีอะไรดีไปกว่าการฟังธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้ และได้นำมาเปิดเผย แม้ อาตมา ก็ได้เรียนรู้ปฏิบัติตาม แล้วนำมาเปิดเผยในสิ่งที่มีที่ได้นั้นๆ เป็นการทำคุณอันสมควรก่อนจะพร่ำสอนคนอื่นจึงไม่มัวหมอง ก็มีคนว่ามาว่า 1 . อาตมา ไม่ได้ปฏิบัต

อ่านต่อ

ิ 2 . อาตมา ไม่ได้บรรลุจริง ซึ่งก็เป็นความเห็นที่ต่างกัน ใครทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ใครได้อะไรก็นำเสนออย่างนั้น ถ้าเหตุในการทำไม่เหมือนกัน ผลที่ได้ก็ไม่เหมือนกัน ก็ธรรมดาไม่ได้แปลกอะไร ทีนี้ไม่เหมือนกันเราก็นำสิ่งที่ต่างกันมาเป็นเหตุมาศึกษา ว่าอันไหนดำอันไหนขาว เอามาเปรียบเทียบ คนฟังก็อย่าสับสนว่าอันไหนเป็นของใคร แล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดผลของตน

ที่ผ่านมาก็มีคุณ 4424 และคุณ 8677 แต่คราวนี้ก็มีคุณ 8131 มาอย่างแรงเลยว่า _0828131xxx กูจะฆ่าเองไอ้สัตว์มึงเกิดบนแผ่นดินไทยทำไมไอ้รักรักพงษ์เทวทัต พ่อครูว่า ....องค์นี้แรงมาก องค์ลง....ซึ่งก็เป็นความยึดติดเป็นอุปาทานของแต่ละคน คุณ 4424 ว่า เขาเรียนจากข้างในมาหาข้างนอก แต่โพธิรักษ์นั้นเรียนจากข้างนอกมาหาข้างใน...ซึ่ง อาตมา ว่า...ใช่เลย เราปฏิบัติจากนอกไปหาใน จากกามภพ ไปรูปภพ อรูปภพ ซึ่งมั่นใจว่าตรงตามที่พระพุทธเจ้าสอน

_ 0894424xxx เขาวิปัสนากันที่ผัสสะภายในจุดเดียว! คือที่ธรรมารมณ์กระทบกับใจ! _ 0894424xxx ความเห็นว่าอัตตาเป็นตัวตน คือ สักกายะทิฐิ! โพธิรักจะต้องละให้ได้ก่อน พ่อครู ว่า...สาธุเลย คือสักกายะคือตัวใหญ่ ที่ต้องทำลายก่อน ก็สอนบอกจนน้ำลายเหือดแห้งแล้ว _ 0894424xxx ประสบการณ์สภาวธรรมก่อให้เกิดปัญญา, มิใช่ปัญญาอ่านสภาวธรรม! พ่อครู ว่า.....เช่นพระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่อง สังกัปปะ 7 คือ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขารา เราต้องดูอาการตั้งแต่ตักกะ คือเริ่ม ถ้าเราทำได้ตั้งแต่วิตักกะ คือสังกัปปะได้จัดการจนมีสัมมาสังกัปปะ ซึ่งคืออ่านจิตตั้งแต่เริ่มดำริคือตักกะ คือให้จิตมีฌาน ไม่ฟุ้งซ่านในนิวรณ์ และทำใจในใจคือมนสิกโรติ ให้รู้ว่าขณะนี้เรากำลังนึกคิดมีสังกัปปะ อย่างมีเหตุสัมผัสข้างนอกทางทวารนอก ต่อเนื่องมาสู่ภายใน มีญานรู้นามรูป คือรู้อุปาทายรูป เป็นการรู้กายในกาย รู้องค์ประชุมนี้เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ ซึ่งถ้าอ่านนามรูปได้ตามปฏิจจสมุปบาท เวลาผัสสะก็คือมาวิญญาณเกิดก็อ่านวิญญาณได้ ซึ่งคือองค์ประชุมของธาตุรู้ทั้งหมดเลย ซึ่งนามรูปนั้นมีทั้ง เวทนา สัญญา ผัสสะ เจตนา มนสิการ ในพระไตรฯ เล่ม 16 ข้อ 4 ที่ท่านว่า

วิภังคสูตร [4] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง จักจำแนกปฏิจจสมุปบาทแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟังปฏิจจสมุปบาทนั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ [5] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาท เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกข์โทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของ เหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ [8] ก็ภพเป็นไฉน ภพ 3 เหล่านี้คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เรียกว่าภพ ฯ [9] ก็อุปาทานเป็นไฉน อุปาทาน 4 เหล่านี้คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน นี้เรียกว่า อุปาทาน ฯ [10] ก็ตัณหาเป็นไฉน ตัณหา 6 หมวดเหล่านี้คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา นี้เรียกว่าตัณหา ฯ [11] ก็เวทนาเป็นไฉน เวทนา 6 หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา นี้เรียกว่าเวทนา ฯ [12] ก็ผัสสะเป็นไฉน ผัสสะ 6 หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัสชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส นี้เรียกว่าผัสสะ ฯ [13] ก็สฬายตนะเป็นไฉน อายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เรียกว่าสฬายตนะ ฯ [14] ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่านาม มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 นี้เรียกว่ารูป นามและ รูปดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่านามรูป ฯ

พ่อครูว่า… ถ้าปราศจากผัสสะแล้ววิญญาณเกิดไม่ได้ คือไม่มีเหตุปัจจัยให้มีผัสสะ 3 อย่างคือ การกระทบสัมผัสทางทวารนอก และทวารใน และมีวิญญาณเกิด

_ 0894424xxx พระดังๆที่มรณะไปแล้วซึ่งทุกวันนี้คนทั้งหลายก็ยังนับถืออยู่ แต่หารู้ไม่ว่าท่านเหล่านั้นกำลังตกนรกอยู่! ฉะนั้นโพธิรักจึงควรระวังไว้ด้วย เพราะเกรงว่าท่านจะเป็นเหมือนกับพระเหล่านั้น! ซึ่งพระดังๆที่ตกนรกอยู่นี้,ส่วนใหญ่เป็นสายปัญญา(ฟุ้ง)เหมือนโพธิรักทั้งสิ้น! เพราะเป็นพวกที่บรรลุด้วยการอ่านจิตของตนแล้ววิเคราะวิจัยทั้งนั้น! แต่บังเอิญว่าวิจัยผิดเพราะ เป็นวิปัสนึก(เอาเอง)!แล้วชอบเอามาแต่งเป็นตำราสอนผิดๆอีกด้วย! พ่อครูว่า… อาตมา ก็เคารพทุกความเห็นแม้แต่คนที่จะมาทำร้ายมาฆ่า ... อาตมา ก็ว่าควรลดความรุนแรง ให้สติว่าอย่าคิดอย่างนั้น คิดอย่างนั้นรุนแรงผิดกฎหมายด้วย

มีคนเห็นด้วยกับคุณ 4424 คือ _ 0806432xxxเห็นด้วยกับคุณ4424นะโพธิรักสอนจากการคิดนึกของตนสมัยพุทธกาล ก็มีผู้ปฎิบัติแล้วหลงว่าตนเป็นอรหัน เมื่อมีผู้ติติงก็ดูตนและแก้ไข ส่วนโพธิรักไม่ปฎิบัติได้แต่ท่องจำและจงใจหลอกลวงตั้งตนเป็นอรหัน และยังปรามาสการปฎิบัติของหลวงปู่ต่างๆที่เป็นพระสุปะฎิปันโนแก่มากแล้วนะ บั้นปลายชีวิตกลับใจเป็นสัมมาทิฐิเถอะ พ่อครูว่า… ก็ขอบคุณที่แนะนำมา แต่ อาตมา ว่า ตอนนี้ยังไม่แก่นะ กำลังวัยทำงานเลย เท่ากับคนอายุ 40 ปี ส่วนคุณจะมองว่าแก่แล้วก็ไม่เป็นไร จะขออธิบายที่ อาตมา รู้สึก ว่ายังรู้สึกหนุ่มแน่น และหมอก็ตรวจมาแล้วว่า สมองเท่ากับคนอายุ 40 ปี หัวใจเท่ากับคนอายุ 35 ปี ส่วนปอดเท่ากับคนอายุ 40 ปี

และมีคนว่า _ 0838677xxx โพธิรักบรรลุแล้วควรเขียนคัมภีร์เองอย่าอิงพระพุทธเจ้าแล้วตีความไปเรื่อย พ่อครูว่า… ซึ่ง อาตมา ว่า อาตมา อ้างอิงพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสไว้ อย่างเช่นการปฏิบัติไปอยู่ป่านั้นผิด..ก็มีหลักฐานในพระไตรฯ อย่างเช่นก่อนที่พระพุทธเจ้าท่านจะใช้เตวิชชโชขณะจะตรัสรู้นั้น ก่อนหน้านั้นท่านไม่รู้เรื่องธรรมะ แต่พอท่านได้ทบทวนย้อนไปท่านก็ได้รู้ในภูมิสยัมภูของท่าน ท่านตรวจจนรู้ว่าตนเป็นพระพุทธเจ้า พอรู้แล้วจึงมาบอกกับปัญจวัคคีย์ว่าตนเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ซึ่งท่านมีเค้าอยู่แล้วว่าจะมีพระพุทธเจ้าเกิด คืออัญญาโกณฑั ญญ ะได้ทำนายได้ก่อน แต่ก็ไม่เชื่อแน่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าในตอนที่เลิกทรมานตน พอพระพุทธเจ้ามาครั้งนี้ก็นัดแนะว่าจะไม่ลุกรับ ไม่เชิญนั่ง แต่พอพระพุทธเจ้ามา พวกปัญจวัคคีย์ก็เลิกลั่ก ลุกรับเชิญนั่ง แถมพระพุทธเจ้าบอกว่าเราเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว อ้าวทำไมจากกันไม่นานก็เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า เราเคยบอกมาก่อนไหมว่าเราเป็นพระพุทธเจ้า ...ปัญจวัคคีย์จึงฟังธรรมพระพุทธเจ้า...นี่คือ อาตมา ยืนยันว่า พระพุทธเจ้าท่านมีพุทธการกธรรมแล้ว ชาตินี้ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเลยในชาตินี้ ซึ่ง อาตมา ไม่ได้คิดเขียนเอง แต่อ้างอิงพระพุทธเจ้าตลอด ส่วน อาตมา ก็อ้างของตนว่า ตนเป็นโพธิสัตว์ คือเอาของตนเองมาสอน และไม่ได้เอาของคนอื่นมาสอน ถ้าอ่านอรรถกถาจารย์มากแล้วก็จะมีข้อแย้งมากกว่านี้อีก ขนาด sms ยังแตกต่างกันขนาดนี้

_ 0894424xxx อริยะจริงย่อมไม่เผยตัว! เพราะมิใช่ฮิสทีเรียที่ต้องการคำชื่นชมจากคนอื่น! พ่อครูว่า… การเผยตัวอย่างพระพุทธเจ้าท่านว่า เราเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านชมตนเอง ไปอ่านในพระไตรฯเล่ม 9 ท่านเผยตัวว่าเรานี่ยิ่งกว่าใคร.. อาตมา ก็เผยตัวทำตามพระพุทธเจ้า อาตมา เผยตัวอย่างมีการอ่านใจตนเองเป็น ว่า ไม่มีสาเฐยจิต คืออยากอวดเพื่อให้คนสรรเสริญเยินยอว่าตนเก่ง นี่ อาตมา ได้ศึกษามาว่าอยากให้ตนได้รับการนับถือ ให้คนยกว่าเป็นผู้วิเศษหรือเปล่า ก็อ่านได้ว่า มันไม่มีนะ ซึ่งคุณก็ต้องไม่เชื่อ มันไม่เข้าไปในใจของคุณเลย มันฟังทะลุแต่หู ได้ยินภาษาแล้วก็ยกมาโต้แย้ง มันก็เลยไม่ได้ แล้วก็เพ่งโท ษ เอาแต่คำที่จะมาค้านแย้ง อาตมา ว่าอย่างนี้มาตู่มากเกินไปจะลำบากนะ คุณ 4424 ว่าอาตมาไม่ได้ปฏิบัติ เอาแต่คิดนึก เอาคำพูดที่ว่า เมื่อความทุกข์กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า, สมควรหรือไม่ที่จะมัวถามหาว่าใครเป็นผู้กระทำให้ทุกข์เกิดขึ้น? หรือว่าทุกข์นั้นเกิดขึ้นเองโดยหามีใครเป็นผู้กระทำไม่, ใช่หรือไม่? ซึ่งคำถามทั้งหลายเหล่านี้ไม่สมควรจะถามอย่างยิ่ง, เพราะสมควรจะกระทำซึ่งความดับทุกข์ก่อนมากกว่า! เปรียบเหมือนบุรุษที่ถูกธนูยิง, สมควรจะรักษาแผลให้หายเสียก่อน เขาอ้างว่าพระพุทธเจ้าเปรียบเทียบว่าทุกข์เหมือนถูกธนูยิง ควรรักษาแผลก่อน เหมือนพระมาลุงกยบุตรถามพระพุทธเจ้า ...ซึ่งมาลุงกยบุตรนั้น ไม่ใช่ประเด็นเรื่องถามทุกข์ แต่เป็นการถามเรื่องทิฏฐิ 10 ซึ่ง อาตมาก็ยืนยันว่าต้องรู้ทุกข์ก่อน ไปฟังอย่างไรหาว่าอาตมาฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด ส่วนเรื่องทิฏฐิ 10 นั้นคือ มาลุงกยะบุตร ! เปรียบเหมือนบุรุษผู้หนึ่ง ถูกลูกศรอันกำซาบด้วยยาพิษอย่างแรงกล้า, มิตร อมาตย์ ญาติสาโลหิต จัดการเรียกแพทย์ผ่าตัดผู้ชำนาญ บุรุษอย่างนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ถ้าเรายังไม่รู้จักตัวบุรุษผู้ยิงเราว่าเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ เวสส์ ศูทร ชื่อไร โคตรไหน ฯลฯ, ธนูที่ใช้ยิงนั้นเป็นชนิดหน้าไม้หรือเกาทัณฑ์ ฯลฯ เสียก่อนแล้ว, เรายังไม่ต้องการจะถอนลูกศรอยู่เพียงนั้น มาลุงกยะบุตร ! เขาไม่อาจรู้ข้อความที่เขาอยากรู้นั้นได้เลย ต้องตายเป็นแท้ ! อุปมานี้ฉันใด , อุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน, บุคคลผู้นั้นกล่าวว่า เราจักยังไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า จนกว่าพระองค์จะแก้ปัญหาทิฐิ 10 แก่เราเสียก่อน, และตถาคตก็ไม่พยากรณ์ปัญหานั้นแก่เขา เขาก็ตายเปล่าโดยแท้. มาลุงกยะบุตร ! ท่านจงซึมซาบสิ่งที่เราไม่พยากรณ์ไว้ โดยความเป็นสิ่งที่เราไม่พยากรณ์ ซึมซาบสิ่งที่เราพยากรณ์ไว้ โดยความเป็นสิ่งที่เราพยากรณ์ อะไรเล่าที่เราไม่พยากรณ์ ? คือความเห็นสิบประการว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สิ้นสุด โลกไม่มีที่สิ้นสุด ฯลฯ (เป็นต้น), เป็นสิ่งที่เราไม่พยากรณ์. มาลุงกยะบุตร ! อะไรเล่าที่เราพยากรณ์ ? คือสัจจะว่า "นี้เป็นทุกข์, นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์, และนี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์," ดังนี้ : นี้เป็นสิ่งที่เราพยากรณ์. เหตุใดเราจึงพยากรณ์เล่า ? เพราะสิ่งๆนี้ย่อมประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่ายทุกข์ ความคลายกำหนัด ความดับ ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน

ส.เพาะพุทธ...เสริมว่า ประเด็นที่มีผู้ค้านแย้งมา ขอบอกว่าคนฟังหากโกรธใครก็ควรรู้ว่าเป็นใคร แต่หากเราฟังคุณsms มาเป็นตัวเลข เราจะไปโกรธตัวเลขนั้นก็ใช่ที่ แต่เรากลับรู้สึกว่าเขาช่างยอมเสียสละเวลามาsms ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจว่า sms นั้นต้องกดทีละตัวๆ มาส่ง ต้องใช้ความพยายามมากทีเดียว และพ่อครูยังได้อ่านถึงข้อความของคนที่ขู่ฆ่า...ซึ่งถ้าฆ่าความเป็นสัตว์ในจิตวิญญาณนั้นก็เป็นเรื่องที่ควรทำและท่านจันทร์ก็กำลังทำอยู่ ประเด็นที่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมแต่มีพุทธการกธรรมอยู่แล้ว นั้นทำให้ได้เข้าใจประเด็นที่พ่อครูเคยบอกว่า ไม่ค่อยได้ศึกษาไม่เป็นนักศึกษา เพราะถ้าอ่านมากพ่อครูก็จะมีประเด็นแย้งมาก อย่างคำที่หลวงตาบัวพูดว่า จิตเป็นมหาเหตุทั้งกิเลสและธรรมะ(ท่านจันทร์ต่อให้) แต่ อาตมา ว่า จะไปโทสจิตไม่ได้ ให้กำจัดอวิชชาต่างหากที่แฝงอยู่ในจิต ขนาดพ่อครูอ่านไม่มาก เราก็ติดตามฟังไม่หวาดไม่ไหวต้องปีนตึกฟัง ประเด็นเร่งด่วนคืออย่าไปตอบสนองความอยากรู้ อย่างในมาลุงกยบุตร นั้นเราไม่ควรไปเสียเวลากับทิฏฐิ 10 เราควรกำหนดรู้ (ปริเยยะ=พึงหรือควรกำหนดรู้) ส่วนสัญญาคือตัวทำงาน คือการกำหนดรู้เลย ผัสสะคือเหตุปัจจัยให้เกิดวิญญาณ โดยเฉพาะผัสสะ 3 อันนี้สำคัญ จะเรียนรู้วิญญาณนั้นต้องไม่หนีผัสสะต้องมีผัสสะ ประเด็นที่พ่อครูนั้นได้อ้างอิงพระพุทธเจ้าเพราะถ้าไม่อ้างอิง ก็จะเป็นของตนเอง ซึ่งพ่อครูก็มีการอ้างอิงคำสอนพระพุทธเจ้าแม้ว่าพ่อครูจะไม่เคยอ่านมาก่อน แต่ความจริงที่พ่อครูมีนั้นก็สอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าเขียน อย่างเช่นการอยู่ป่านั้น ให้เป็นการทำจิตใจให้สงบจากกิเลสมากกว่า ซึ่งเราควรฟังธรรมแล้วนำไปทำหรือพิสูจน์อย่างอาบน้ำอย่ากลัวเปียก อาตมา เชื่ออย่างบริสุทธิเต็มร้อยว่าพ่อครูไม่ได้มีจิตปฏิคะแต่อย่างใด ซึ่งแม้แต่ อาตมา เองก็ไม่ได้มีจิตขุนเคืองแต่อย่างใด ( อาตมา ก็เคยได้รับการว่าด่าต่อหน้าก็ไม่ได้มีจิตขุ่นเคืองแต่อย่างใด) ให้ถือว่าเป็นผัสสะที่เราจะได้นำมาทำใจของเราให้สูงขึ้น อย่างที่พ่อครูนำดินมาปั้นเป็นพระ นำขยะมาทำเป็นปุ๋ย คือนำประเด็นต่างๆมาเป็นประโยชน์ อย่างเช่นกลอนของท่านอังคารว่าไว้ ..... “น้ำเน่าขังท่อ ข้างถนน มันย่อมเป็นเมฆฝน แห่งฟ้า ถึงต่ำแต่หมายผล เลอเลิศ เพียรเปรื่องปราชญ์มิช้า ช่วยขึ้นมิติสรวง”

พ่อครู พูดต่อ... ในปฏิจจสมุปบาท เริ่มตั้งแต่ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย......ที่มันเกิดทุกข์ได้เพราะอวิชชาเป็นต้นเค้า และสำหรับคนที่มีวิชชา อย่างพระอรหันต์ คือมีนิพพานแล้ว อวิชชาดับแล้ว ไม่ใช่หมายความว่า สังขาร..วิญญาณ..นามรูป..สฬายตน...ไปตลอดจะไม่มีเลยนั้น ถ้าพูดถึงการปรินิพพานนั้นก็ใช่ เพราะท่านตัดรอบไม่ต่ออีกทั้งหมด สำหรับผู้ที่หมดอวิชชาแล้วจริง ท่านก็ทำได้ อย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เหมือนพวงมะม่วง เมื่อหลุดจากขั้วตกมาแล้ว จะไม่มีใครได้เป็นพวงมะม่วงนั้นอีกเลย.....พระอรหันต์องค์ใดถ้าท่านไม่ดับภพจบชาติจริงๆ ท่านมีสันตติ จะต่อภพภูมิ แต่ท่านมีวิชชาแล้ว ท่านก็มีสังขาร อุปาทานก็เป็นสมาทาน ภพก็เป็นวิภพ ชาติก็เป็นการเกิดระดับ อภินิพพัตติ พระพุทธเจ้าสอนใบไม้กำมือเดียว แต่ท่านรู้ทั้งป่า ส่วน อาตมา นั้นไม่ได้รู้ใบไม้ทั้งป่า ซึ่งในเถรวาทนั้นจะให้รู้ใบไม้กำมือเดียวให้พ้นทุกข์ แต่พอฟังที่ อาตมา พูดในภูมิโพธิสัตว์นั้น เขาจึงฟังไม่รู้เรื่อง แต่ไม่ได้หมายถึงว่า อาตมา ไม่รู้ใบไม้กำมือเดียว อาตมา ผ่านมาแล้วรู้แล้วและทุกวันนี้ก็พยายามบอกใบไม้กำมือเดียวอยู่

ที่4424 นั้นว่าให้เข้าใจภายในให้รู้แต่ในจิตใจ นั้น ถ้าสังขารนั้น มีกาสังขาร วจีสังขาร และมโนสังขาร กายสังขารคือองค์ประกอบเต็มทั้งนอกและใน เป็นวิโมกข์ข้อที่ 2 อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ อย่างมีกาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ อาตมา ก็อ้างอิงให้ไปตรวจสอบไตรปิฎกคือ ต้องมีตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส คือมีผัสสะ จึงจะมีวิญญาณเกิด ที่พระพุทธเจ้าสอนกับภิกษุสาติว่า สาติใครไปสอนเธอให้ไปเอาวิญญาณที่ล่องลอยจากร่างไป แต่ให้เธอรู้วิญญาณที่เกิดในปัจจุบัน ที่เกิดจากผัสสะสดๆจะเห็นวิญญาณสดๆ

มาดูการสังขาร 3 1 . กายสังขารคือองค์ประชุม นอกและใน อย่างสำเร็จอิริยาบถอยู่ผัสสะอยู่ในปัจจุบัน คือตากระทบรูปก็มีจักขุวิญญาณเกิดก็รู้เห็นได้ นี่คือกายสังขาร 2 . วจีสังจาร คือต่อเนื่องจากกายสังขาร ที่ยังไม่ขาดการสัมผัสอยู่ ไม่ใช่เอาความจำมาอ่าน และคำว่า วจีสังขารอยู่ในตปฏ.เล่ม 14 ข้อ 263 {263} สัมมาสังกัปปะอันเป็นอริยะ ที่ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรคเป็นอย่างไร คือ ความตรึก ความวิตก ความดำริ ความแน่วแน่ ความแนบแน่นความปักใจ ความปรุงแต่งคำ(วจีสังขาร)ของภิกษุผู้มีจิตไกลจากข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้เพียบพร้อมด้วยอริยมรรค ทีนี้จะไล่ตามพระไตรฯตั้งแต่ข้อ {256} สัมมาทิฏฐิ เป็นอย่างไร คือ เรากล่าวสัมมาทิฏฐิว่ามี 2 ได้แก่ 1. สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ (บุญคือเครื่องชำระกิเลสอย่าเข้าใจว่าได้โลกธรรม) ให้ผลคืออุปธิ ( ให้ผลแก่ขันธ์ คือขันธ์ 5 สะอาดขึ้นๆ) 2. สัมมาทิฏฐิอันเป็นอริยะ ที่ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์ แห่งมรรค (ที่จริงโลกุตระภูมินั้นไม่ใช่ว่าต้องปฏิบัติให้เป็นอรหันต์ได้อย่างเดียว แต่โลกุตตรภูมินั้นมี 9 ภูมิคือ โสดาฯมรรค...ไปจนถึง อรหัตผล..และพระนิพพาน) โลกุตรภูมิ 9 คือ มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 ต้องมีการทำใจในใจให้สู่ความเป็นกลาง คนที่กำลังเดินทางออกจากโลกโลกียะไปเนกขัมมะ (ออกไป 180 องศากับโลกียะ) คือต้องอ่านทิศทางของเนกขัมมะ กับเคหสิตะออก คืออ่านเวทนา 18 ออก เป็นมโนปวิจาร 18 อย่างมีการสัมผัสของจริง ทั้งทวารนอกและใน โดยมีธัมวิจัยสัมโพชงค์ และกำลังบีบคอกิเลส ให้กิเลสจางคลาย นั่นคือการทำ ปุญญาภิสังขาร เมื่อชำระกิเลสจนหมดก็ไม่ต้องปรุงเพื่อละกิเลสก็เป็น อปุญญาภิสังขาร คือสังขารเพื่อทำแต่กุศลอย่างเดียวเท่านั้น (คำว่ากุศลนั้นกว้างกว่าบุญ) ผู้ที่รู้จักสัมมา-มิจฉาทิฏฐิดีแล้ว...ดูใน ข้อ {258} สัมมาทิฏฐิอันเป็นอริยะ ที่ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรคเป็นอย่างไร คือ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ องค์แห่งมรรคของภิกษุผู้มีจิตไกลจากข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ เพียบพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้เป็นสัมมาทิฏฐิอันเป็นอริยะ ที่ไม่มีอาสวะ เป็น โลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรค ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาทิฏฐิ ยังสัมมาทิฏฐิให้ถึงพร้อม ความพยายามของภิกษุนั้น เป็นสัมมาวายามะ ภิกษุนั้นมีสติ ละมิจฉาทิฏฐิ มีสติเข้าถึงสัมมาทิฏฐิอยู่ สติของภิกษุนั้นเป็นสัมมาสติ ธรรม 3 นี้ คือ (1) สัมมาทิฏฐิ (2) สัมมาวายามะ (3) สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อมคล้อยตามสัมมาทิฏฐิของภิกษุนั้นไปด้วยประการฉะนี้

คำว่าอนาสวะนั้น เริ่มตั้งแต่โสดาบัน จะทำอนาสวะของภูมิโสดาบันไป ...ทำตามภูมิก็คือผู้สิ้นอนาสวะบางอย่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั่นแหละคือลำดับไปสู่อนาสวะสุดท้ายคืออรหันต์ จนสู่ภูมิสุดท้ายคือโลกุตรภูมิสูงสุด การเจริญอริยมรรคคือองค์ แห่งมรรคทั้ง 6 เจริญ โดยทำมรรคทั้ง 5 โดยมีสัมมาวายามะ และสัมมาสติเป็นตัวห้อมล้อมผู้ช่วย เพื่อให้องค์ทั้ง 5 คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกับปะ สัมมาวาจา สัมมาวายามะ สัมมาอาชีวะ เจริญขึ้น จะเรียกว่า สัมมาสติกับสัมมาวายามะช่วยประธานคือ สัมมาทิฏฐิให้ คิด พูด ทำ อาชีพ เจริญ รวมผลเป็นสัมมาสมาธินั่นเอง {279} [141] ภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ 7 นั้น สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้า สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้า เป็นอย่างไร คือ ผู้มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะก็มีพอเหมาะ ผู้มีสัมมาสังกัปปะ สัมมาสัมมาอาชีวะก็มีพอเหมาะ ผู้มีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะก็มีพอเหมาะ ผู้มีสัมมาวายามะ สัมมาสติก็มีพอเหมาะ ผู้มีสัมมาสติ สัมมาสมาธิก็มีพอเหมาะผู้มีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะก็มีพอเหมาะ ผู้มีสัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติก็มีพอเหมาะ ภิกษุทั้งหลาย พระเสขะผู้ประกอบด้วยองค์ 8 จึงเป็นพระอรหันต์ผู้ประกอบด้วยองค์10 (แม้ในบรรดาองค์เหล่านั้น บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกไปปราศแล้วย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยภาวนาโดยสัมมาญาณะ) ด้วยประการฉะนี้ {280} [142] ภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ 7 นั้น สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้า สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้า เป็นอย่างไร คือ สัมมาทิฏฐิ ย่อมทำลายมิจฉาทิฏฐิได้ และบาปอกุศลธรรมเป็นอเนกอันมีมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็เป็นอันถูกสัมมาทิฏฐินั้นทำลายแล้ว กุศลธรรมเป็นอเนกอันมีสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ย่อมถึงความเจริญเต็มที่ สัมมาสังกัปปะ ย่อมทำลายมิจฉาสังกัปปะได้ ... สัมมาวาจา ย่อมทำลายมิจฉาวาจาได้ ... สัมมากัมมันตะ ย่อมทำลายมิจฉากัมมันตะได้ ... สัมมาอาชีวะ ย่อมทำลายมิจฉาอาชีวะได้ ... สัมมาวายามะ ย่อมทำลายมิจฉาวายามะได้ ... สัมมาสติ ย่อมทำลายมิจฉาสติได้ ... สัมมาสมาธิ ย่อมทำลายมิจฉาสมาธิได้ ... สัมมาญาณะ ย่อมทำลายมิจฉาญาณะได้ ... สัมมาวิมุตติ ย่อมทำลายมิจฉาวิมุตติได้ และบาปอกุศลธรรมเป็นอเนก อันมีมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัย ก็เป็นอันถูกสัมมาวิมุตตินั้นทำลายแล้ว

สัมมาสมาธิคือจิตที่เต็มไปด้วยสัมมาญาณสัมมาวิมุติ ไม่ใช่สัมมาสมาธิสั่งสมเป็นสัมมญาณสัมมาวิมุติ สรุป ในการปฏิบัตินั้น ถ้าสัมมาทิฏฐิเป็นประธานแล้ว องค์แห่งมรรคต่อมาก็เป็นสัมมา ถ้าพอเหมาะได้ และในสัมมาทิฏฐิในส่วนของอนาสวะนั้น มีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ องค์แห่งมรรคที่จะปฏิบัติไปให้เป็นอนาสวะตั้งแต่ขั้นต้นโสดาบัน....ไปจนตลอดโลกุตรภูมิ 9 (มรรค4 ผล 4 และนิพพาน 1)

วันพรุ่งนี้จะมาต่อเรื่อง วจีสังขาร......

ส.เพาะพุทธสรุปว่า…ได้อานิสงส์ แห่งการฟังธรรมโดยเฉพาะมีสัมมาทิฏฐิที่ถูกตรงขึ้น.....เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์......จบ.......................

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน