561206_เทศน์ภาคคำ่มัฆวานฯโดยพ่อครู ประชาชนทวงคืนอำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญไทย ตอน ๒.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข9 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

561206_เทศน์ภาคค ่ำ มัฆวานฯ โดยพ่อครู ประชาชนทวงคืนอำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญไทย ตอน 2 พ่อครู… วันที่ 6 ธันวาคม พศ. 2556 ที่ สะพานมัฆวานฯ เรากำลังจะไปออกรบก็ต้องใช้ธรรมะ มีคนทำ สมเด็จปู่วิชิตอวิชชา เป็นองค์เล็กๆ เมื่อก่อนไม่ได้สร้างวัตถุพวกนี้ แต่ว่าเราจะไปล้มล้างส ิ่ งเหล่านี้ ที่เขามีมาแล้วไม่ได้ เมื่อมีมาแล้ว เราก็สอนซ้อนเข้าไป จึงตัดสินใจสร้างพระพุทธรูปองค์แรก คือ พระพุทธาภิธรรมนิมิต เป็นปางแรก ปางตรีลักษณ์ มี โลกุตระ โลกวิทู โลกานุกัมปายะ ต่อมาก็มีสมเด็จปู่วิชิตอวิชชา ก็สร้างองค์เล็กมาก่อน แล้วต่อไปก็จะสร้าง เพื่อให้รู้ว่าบูชาอย่างไรจึงจะเป็นผล บูชาอย่างไรไม่เป็นผล นอกจากไม่มีผลดีแล้ว ยังเป็นโทษภัย กิเลสมากขึ้นด้วย หลงโมหะมากขึ้นด้วย เราทำพระเครื่อง เพื่อสอนให้รู้ว่าบูชาอย่างไรจึงมีผล ลดกิเลส เป็นอัตถิยิฏฐัง เขาอาจว่าแต่ก่อนอาตมาไม่สร้าง แต่ตอนนี้ทำไมสร้าง ก็อาตมาสร้างไม่ใช่เพื่อหาเงิน หรือให้ได้ผลผิดๆ เป็นเดรัจฉานวิชชา คำถาม … มีคนsmsมาว่า ...ไม่นับถือพระโพธิรักษ์แล้ว ไหนว่าไม่สร้างพระเครื่อง ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง เลิกไปชุมนุมแล้ว.... พ่อครูว่า … อาตมาว่าไม่เคยโลเลเลย อาตมามีความแม่นชัด แต่บังคับความรู้กันไม่ได้ ไม่นับถือก็ไม่เป็นไร อาตมาไม่ได้แสดงธรรมเพื่อให้คนมานับถือ ไม่ได้เพื่อให้คนเห็นว่าเราวิเศษ หรือแลกข้าวแลกน้ำ ตั้งก๊กตั้งลัทธิ ไปล้มลัทธิอื่น แต่แสดงให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ก็ขออภัยที่ทำให้เสียศรัทธา แต่ก็เมื่อก้าวหน้าขึ้น ก็ต้องอธิบายความก้าวหน้า ก็ต้องบอกซ้ำว่า...อาตมาขอพูดนิดหนึ่ง ที่สร้างพระพุทธรูป พระเครื่อง แต่ต้องตั้งใจสร้าง เพื่อสอนให้เขาทำให้ถูก คนทุกวันนี้จะไปสร้างพระเครื่อง ทำให้เขาไม่สร้างไม่ได้แล้ว เราจึงต้องทำในของเรา ไม่ได้ค้าขาย แต่ทำมา

อ่านต่อ

นี่ไม่ใช่ทำอย่างเดรัจฉานวิชชา มาไว้เป็นเครื่องระลึก พุทธ ธรรม สงฆ์ เป็นอุปกรณ์การสอน พยายามเข้าใจเจตนารมณ์ตามให้ทัน ตามไม่ทันก็ตกรุ่น ตกขบวนไป เสียดายนะ คนได้ดีแล้วก็มาตกไป มาเข้าเรื่องการเมือง...มีบทความสองเรื่อง บทความพิเศษ ของ นงนุช สิงหเดชะ .. รัฐบาลมีวันนี้ เพราะทำตัวเอง ท้าทาย ประชาชน จนออกมาเป็นล้าน อันว่าอำนาจนั้น หากถือหรือใช้อย่างไม่ระมัดระวังจะบาดมือเอาได้ ใครจะคาดคิดว่า ในพ.ศ. 2556 หรือผ่านมาแล้ว 40 ปี คนไทยนับล้านต้องออกมาแสดงพลังขับไล่รัฐบาลครั้งใหญ่กันอีก ซึ่งอดีตแกนนำนักศึกษาสมัย 14 ตุลาคม 2516 ที่ร่วมขับไล่ถนอม_ประภาส จอมเผด็จการ ออกมายืนยันว่า จำนวนประชาชนที่ออกมาขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ครั้งนี้ทำลายสถิติ 14 ตุลา ไปแล้ว การที่รัฐบาล “มีวันนี้” คือวันที่มวลมหาประชาชน พร้อมใจกันออกมาขับไล่ ไม่ยอมรับ ก็เพราะรัฐบาลนั่นเอง ที่ทำตัวเอง คือท้าทายอำนาจประชาชน ใช้เสียงข้างมากอย่างมิชอบ ทำตามอำเภอใจ พอเกิดการประท้วง ซึ่งมีอดีต สส.ปชป. คือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำ คนในรัฐบาล และคุณยิ่งลักษณ์ก็ออกมาพูด (หน้าตาเฉย) อีกว่า มีอะไรให้ไปคุยกันในสภา หรือผ่านช่องทางรัฐสภา ทำเหมือนแกล้งไม่รู้ว่าการที่พวกเขาต้องออกมาบนท้องถนน ก็เพราะรัฐบาลปิดช่องทางในสภา รวบหัวรวบหาง ใช้เสียงข้างมากถูลู่ถูกังไปครั้งแล้วครั้งเล่า การประท้วงก็เพราะรัฐบาลปิดปากฝ่ายค้าน แถมไม่ซื่อสัตย์ ไม่โปร่งใส เพราะในวาระแรกรัฐบาล ก็อาศัยเสียงข้างมากรวบรัดให้ผ่าน พอมาถึงวาระ 2 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ สส. ผู้ขอแปรญัตติ (แก้ไข) ทุกคนมีโอกาสอภิปราย ประธานที่ประชุมต้องให้สิทธิ์ สส.ฝ่ายค้าานทุกคนอภิปราย แต่กลับปรากฏว่า สส.ฝ่ายรัฐบาลไร้สปิริต ด้วยการเสนอขอปิดอภิปรายในแต่ละมาตรา และรวบรัดลงมติ เพื่อเจตนาปิดโอกาสไม่ให้ฝ่ายค้านอภิปราย หนำซ้ำร่างกฏหมายในวาระ 2 มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักการไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำได้ ที่ท้าทายและไร้ค ว ามสง่างามไปกว่านั้นก็คือ การลักไก่ลงมติในวาระ 3 ตอนตี 3 ตี 4 อีกทั้งไม่ยอมให้มีการถ่ายทอดทางช่อง 11 เลย ทั้งที่เป็นกฏหมายสำคัญ และเกิดการโต้แย้งถกเถียงกันมาก ซึ่งย่อมไม่พ้นจะถูกมองว่าไม่อยากให้ประชาชนได้รับทราบข่าวสาร หรือได้ฟังเหตุผลของฝ่ายค้านในการคัดค้านร่างกฏหมายนี้ นี่เป็นภาวะที่รัฐบาลบีบให้ประชาชนรู้สึกอัดอั้นไม่พอใจ ส่วนคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เองก่อนหน้านั้น แม้เธอจะพูดอยู่เสมอว่า มีอะไรให้ไปพูดกันในสภา แต่เธอแทบไม่เคยเข้าสภาเลย จะเข้าไปบ้างพอเป็นพิธีไม่กี่นาทีแล้วก็ชิ่ง ทั้งที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพโต้โผ เชิญอีกฝ่ายไปคุยกันในสภา แต่เป็นเธอเสียเองที่ไม่เข้าสภา จึงได้เกิดม็อบสามเสน ต่อด้วยม็อบราชดำเนิน อย่างไรล่ะ กฏหมายนิรโทษกรรมเรียกม็อบออกมาได้เรือนแสน แต่หลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ลงสมัคร ส.ว. ไม่ชอบด้วยกฏหมาย และทาง สส. รัฐบาล ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ปรากฏว่าในวันที่ 24 พฤศจิกายน มีคนออกมาบนท้องถนนในกรุงเทพฯ มาเป็นล้าน(ตามรายงานของซีเอ็นเอ็น และบีบีซี บอกว่า สองล้านคน) เพื่อแสดงพลังไม่พอใจรัฐบาล ในวันที่ 19 พ.ย. หรือก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฏร ในฐานะประธานรัฐสภา พร้อมด้วยรองประธานสภา อีก 2 คน ก็ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าว ไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ล่วงหน้า นั่นก็เป็นการสร้างความเดือดดาลให้ประชาชนไปรอบหนึ่งแล้ว พอคณะ สส. รัฐบาล มาแถลงไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ซ้ำอีกครั้งหลังมีคำวินิจฉัยแล้ว จึงเรียกมหาชนออกมาบนท้องถนนได้เกินล้าน พวก สส.รัฐบาล และพวกแกนนำเสื้อแดง นักวิชาการแดง อ้างว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้องไปวินิจฉัย เพราะการแก้รัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของสภา แต่สิ่งที่คนพวกนี้ไม่เคยตอบได้อย่างกระจ่างเลยก็คือ สมมุติว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่วินิจฉัย แต่ สส.รัฐบาลทั้งหมดจะรับผิดชอบ และแสดงสปิริตอยางไร กรณี 1 . มีการปลอมแปลงร่างรัฐธรรมนูญ สอดไส้เนื้อหาเพ ิ่ มเติมเข้าไปทีหลัง 2 . สส.รัฐบาลเสียบบัตรแทนกัน ตอนลงคะแนน ถือว่ากระทำทุจริต 3 . ตัดสิทธิฝ่ายค้านไม่ให้อภิปราย ซึ่งล้วนแต่เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ หากอ้างอิงว่าเป็นหน้าที่ของสภา จะจัดการเอง แต่ถามว่าทำไมป่านนี้ยังไม่จัดการตัวเอง ถ้าเป็นประเทศอื่น ยังไม่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย เขาก็ตอ้งแสดงสปิริต คืออย่างน้อยก็ต้องลาออกแล้ว เพราะได้ทำทุจริต ในเมื่อฝ่ายรัฐสภา ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมีหน้าที่ตรากฏหมาย ออกมาประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลเสียเอง อยู่เหนือกฏหมายเสียเอง ประชาชนเขาเลยย้อ น เกร็ดเอาบ้างว่า พวกเขาก็จะไม่ยอมรับอำนาจรัฐบาลเช่นกัน ที่หนักกว่านั้นก็คือ นำร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย เพราะมีการปลอมแปลงขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ถามว่า สส.ทั้งหมด และรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร ที่ตลกคือ สส.เพื่อไทยไปแจ้งความกับ ดีเอสไอ ขอให้ดำเนินคดีเอาผิดตุลาการรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวหาว่าล่วงละเมิดพระราชอำนาจ เพราะได้ทูลเกล้าฯ ร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว แต่ส ิ่ งหนึ่งที่ สส.เพื่อไทยต้องตอบอย่างจริงใจก็คือ จงใจชิงนำร่างฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ทั้งที่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องของผู้ร้องไว้แล้ว เพื่อต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินในทางที่เป็นคุณกับรัฐบาลใช่หรือไม่? ส่วนคุณยิ่งลักษณ์ที่อ้างว่าทำตามรัฐธรรมนูญ ที่ว่า เมื่อรัฐสภาได้ผ่านวาระ 3 แล้ว นายกฯ จะต้องนำร่างกฏหมายนั้นขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 20วัน เป็นข้ออ้างที่ฟังขึ้นได้ยาก เพราะในมาตรา 154 บัญญัติไว้ว่า หากเรื่องยังอยู่ในระหว่างการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายกฯควรระงับการนำขึ้นทูลเกล้าฯ หากคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้สมคบคิดกับรัฐสภา ก็ย่อมจะชั่งน้ำหนักได้เองว่า ควรทำอย่างไหน ระหว่างการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน 20 วันหลังสภาผ่านวาระ 3 กับการปฏิบัติตามมาตรา 154 คือ นายกฯควรระงับการดำเนินการ เพื่อประกาศใช้ร่างกฏหมายนั้นๆ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัย กล่าวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือนายกฯควรระงับการนำขึ้นทูลเกล้าฯ หากร่างกฏหมายนั้นๆ ยังอยู่ระหว่างการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากม็อบบุกยึดกระทรวงการคลัง คุณยิ่งลักษณ์แถลงอ้อนวอนว่าอย่าทำ เพราะจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธหรอกว่าการกระทำของม็อบกระทบต่อความเชื่อมั่น แต่อย่าลืมว่าความไม่เชื่อมั่นนั้นอย่างน้อยครึ่งหนึ่งมาจากรัฐบาลเอง เพราะตลอด 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลทำให้การเมืองกระเพื่อม เพราะดึงดันจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ กับออกกฏหมายนิรโทษนั่นล่ะ ที่ผ่านมา พอประชาชนไม่ออกแรง ไม่ออกมาเอ็กเซอร์ไซส์ รัฐบาลก็ดึงดันออกกฏหมายนิรโทษกรรม “สุดซอย” ต่อเมื่อเจอของจริงจึงยอมถอย ซึ่งก็เป็นการถอยที่สายเสียแล้ว เพราะประชาชนไม่ไว้วางใจรัฐบาล เนื่องจากเห็นมาตลอดว่าไร้ความจริงใจ ไม่รักษาคำพูด

และก็มี ในหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 1 ธ.ค. 56 คอลัมน์ คิดเหนือกระแส ได้เขียนเรื่อง “หมดเวลารัฐบาลโมฆะ” …. …………………………………………………. รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา

เมื่อรัฐบาลอยู่เบื้องหลังการผลักดันกฎหมายหลายฉบับ ที่ขัดหลักนิติธรรม และศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ชัดแล้วว่า เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ รัฐบาลและส.ส.ซีกรัฐบาลทุกพรรคที่มีส่วนร่วมในการผลักดันกฎหมายดังกล่าว ย่อมเป็นผู้ที่ทำผิดรัฐธรรมนูญ น่าจะถือได้ว่าเป็นรัฐบาลที่โมฆะ เป็น ส.ส.ที่โมฆะ ที่ควรจะมีสำนึกลาออกไปเอง โดยไม่ต้องให้มีกระบวนการถอดถอนตามกฎหมาย ถึงเวลาแล้วที่นักการเมืองจะต้องมีจิตสำนึกกันบ้าง ไม่ใช่เอาแต่อ้างว่ายังไม่มีหน่วยงานใด หรือศาลใดชี้ความผิดอย่างชัดแจ้ง ลองมาไล่เรียงสิ่งที่พวกท่านทั้งหลายทำไป ว่ามีอะไรบ้างที่ท่านทั้งหลายควรจะมีจิตสำนึกและรู้ตัวว่า ท่านทั้งหลายนั้นโมฆะแล้ว และควรจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกไปเอง โดยไม่ต้องให้ใครมาไล่ การกระทำที่ไม่เหมาะสมของท่านนั้น ไม่ได้มีเพียงเรื่องของการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องที่มาของ ส.ว.เท่านั้น แต่ท่านยังมีการกระทำอีกหลายอย่าง ที่แสดงถึงความพยายามจะรวบอำนาจและยึดครองประเทศไทยแบบเบ็ดเสร็จ ขัดกับแนวทางของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านคิดจะล้างผิดให้กับคนที่ทำความผิดทางอาญา ที่ไม่ใช่ความผิดทางการเมือง

ท่านขยายเวลาการล้างผิดทั้งก่อนมีการชุมนุมและหลังการชุมนุม เพื่อล้างผิดเรื่องคอร์รัปชัน ท่านปิดปากฝ่ายค้านที่เขาต้องการอภิปราย และแสดงความคิดเห็น กีดกันเสรีภาพ ท่านประชุมโดยที่มี ส.ส.ไม่ครบองค์ประชุมท่านมีการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ถือว่าเป็นการทำผิดกติกา ท่านมีการสอดไส้ใส่ข้อความที่ไม่ตรงกับข้อความ ที่ประชุมกันในสภาฯ ท่านออกกฎหมายแบบลักหลับด้วยการประชุมยาวนานถึงตี 4 ท่านนำเอากฎหมายที่มีมลทินทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย ท่านมีความพยายามที่จะทำลายระบบตรวจสอบ ด้วยการแก้กฎหมายว่าด้วยที่มาของ ส.ว. ท่านแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ด้วยการแก้กฎหมายว่าด้วยการเซ็นสัญญากับต่างชาติ ท่านกระทำการที่แสดงถึงการย่ำยีอำนาจตุลาการ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 อำนาจประชาธิปไตย ท่านออกมาประกาศชัดเจนว่า ท่านไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ท่านพยายามจะกู้เงินสูงถึง 2 ล้านล้าน ด้วย พ.ร.บ.เงินกู้ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐสภา

การกระทำทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น ท่านน่าจะรู้ว่าท่านไม่มีความชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาล หรือเป็น ส.ส.อีกต่อไป ประชาชนจำนวนมาก ทั้งที่ออกมาชุมนุม และไม่ได้ออกมาชุมนุมต่างมีความเห็นพ้องต้องกันว่า ความเป็นรัฐบาลของท่าน และความเป็น ส.ส.ของท่านนั้นเป็นโมฆะไปแล้ว แม้ว่าท่านจะดื้อดึงที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป ท่านก็ไม่สามารถที่จะบริหารประเทศไทย เพราะประชาชนโดยทั่วไป ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจที่เขาไม่ยอมที่จะรับใช้ท่านนั้น เขาได้แสดงตนออกมาเป็นจำนวนมากอย่างชัดแจ้งแล้ว ถ้าหากท่านเห็นแก่บ้านเมือง ท่านสมควรที่จะลาออกไปให้พ้นๆ เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้มีโอกาสปฏิรูปประเทศไทยให้พ้นจากอำนาจของพวกท่าน สิ่งที่ท่านทั้งหลายควรจะมองเห็น แล้วเก็บเอาไปพินิจพิจารณานั้น มีมากเพียงพอที่จะชี้นำให้ท่านตัดสินใจออกไปให้พ้นๆ จากการอยู่ในอำนาจเพื่อประเทศชาติของเรา จำนวนผู้คนที่ออกมาต่อต้านท่านนั้นมีมากกว่า 1 ล้านคน คนที่ออกมาต่อต้านท่านนั้นมีมากมายหลากหลายกลุ่มคนที่ต่อต้านท่านนั้นไม่ได้มีเฉพาะที่กรุงเทพฯ แต่มีที่ต่างจังหวัดด้วย คนที่ต่อต้านท่านนั้นส่วนใหญ่เป็นคนที่มีความรู้ มีความเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ดี การยึดกระทรวงต่างๆ ทำได้โดยง่าย เพราะข้าราชการเห็นด้วยการยึดศาลากลางจังหวัดทำได้โดยง่าย เพราะข้าราชการอึดอัด รัฐวิสาหกิจจำนวนมากอึดอัดกับการครอบงำของพวกท่าน การต่อสู้กับท่านครั้งนี้ไม่ใช่การเล่นการเมือง แต่เป็นการต่อสู้อย่างเอาจริง แม้แต่นักเรียน นักศึกษา ที่ไม่เคยสนใจการเมืองก็ออกกันมามากมาย ดาราที่เคยกลัวที่จะแสดงบทบาททางการเมืองก็ออกกันมากมาย นักวิชาการที่เข้าข้างพวกท่านหลายคน ก็ไม่เข้าข้างท่านอีกแล้ว สื่อมวลชนที่เคยทำตัวเหมือนเป็นขี้ข้ารับใช้ท่านก็ไม่เต็มที่กับท่านแล้ว มวลชนเสื้อแดงที่เคยเป็นลิ่วล้อของท่านก็ฝ่อไปมากแล้ว เหลือแต่แกนนำที่เข้มแข็ง ส.ส.ปากกล้าในด้านของท่านนั้น หลายคนไม่กล้าออกมาตีฝีปากเหมือนอย่างแต่ก่อน

เรื่องความผิดของท่านอยู่ที่ศาลอีกหลายเรื่อง ป.ป.ช.ยังมีเรื่องที่จะต้องพิจารณาความผิดของท่านอีกหลายเรื่อง สื่อมวลชนเมืองนอกพูดถึงพวกท่านในทางลบมากมายหลายเรื่อง เสียงต่อต้านทั้งหมดนี้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ท่านเกิดสำนึก แล้วทำคุณแก่ประเทศด้วยการออกไปให้พ้นๆ จากแวดวงการเมือง เพื่อให้ประเทศไทยใสสะอาดขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการถูกครอบงำของนักการเมืองที่ไร้คุณธรรม และมีการกระทำที่เป็นการทำร้ายประเทศไทย ประเทศไทยต้องเดินหน้าต่อไป แต่หากยังมีพวกท่านอยู่ต่อไป ประเทศไทยก็เดินหน้าไม่ได้ เพราะประชาชนเขารู้เช่นเห็นชาติของพวกท่านแล้ว ว่าพวกท่านนั้นทำสิ่งที่ไม่ถูกไม่ต้องกับประเทศไทยอย่างไร เขาไม่ต้องการท่านแล้ว ท่านจะอยู่ทำลายโอกาสประเทศไทยต่อไปทำไม ยอมรับความเป็นโมฆะของพวกท่าน แล้วไปให้พ้นๆ เถอะ ถือเสียว่าเป็นการทำคุณแก่แผ่นดิน จะได้เป็นคนที่เป็นประโยชน์กับแผ่นดินบ้าง แทนที่จะเป็นคนหนักแผ่นดินอยู่อย่างนี้ ท่านอย่าคิดว่าท่านมีตำรวจทำตัวเป็นขี้ข้ารับใช้ท่าน แล้วท่านจะชนะประชาชนนะ เพราะถ้าหากตำรวจทำร้ายประชาชน ท่านจะอยู่ไม่ได้ ท่านลองคิดดูว่าประชาชนที่ไม่เอาท่านแล้ว ทหารที่ไม่เอาท่านแล้ว แต่ยังไม่ออกมาแสดงตนนั้นมีอีกเท่าไหร่ การที่พวกเขายังไม่ออกมา ก็เพราะเขายังคิดว่าท่านจะไม่ทำอะไรที่เลวร้าย แต่หากวันใดที่พวกท่านทำร้ายประชาชน พวกเขาคงจะไม่นิ่งเฉยต่อไป เมื่อเป็นโมฆะแล้ว ตัดสินใจออกไปเองดีกว่าให้มีคนมาไล่นะ ….

พ่อครูว่า… นี่ก็ย้ำ ความไม่ชอบมาพากลของรัฐบา ลอีก....

อย่างนี้เรียกว่า “ง่านกับโด้” คือ “โง่ยกกำลังด้าน” มันจะได้เท่าไหร่ ก็มาพูดกันประเด็นว่าจะจบตรงไหน...คำว่านิติธรรม นิติธรรม นั้นมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ คำสองคำนี้ต้องมีความต่างกัน อาตมาก็ถือความรู้ของอาตมาเองตกลงอาตมาก็เห็นว่า คำว่านิติรัฐก็มีความหมายประมาณนั้น อาตมาก็แยกได้ประมาณนี้ ในมาตรา 7 เมื่อไม่มีในบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ว่าให้ประชาชนปฏิวัติได้ แต่เมื่อไม่มี ก็ให้ใช้วินิจฉัยตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็อยู่ในมาตรา 2 กับมาตรา 3 เมื่อไม่มีในมาตรา 7 ว่าไว้ ก็ให้ทำตามประเพณี แล้วประเพณีของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แม้ไม่มีเขียนไว้ แต่มีความผูกพันทุกองค์กร ใน มาตรา 3 (อำนาจอธิปไตย)อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ เมื่อไม่มีในบทบัญญัติ ก็ต้องทำตามความเห็นความรู้ที่เคยมีมา กับธรรมะเป็นตัวตัดสินหลัก สรุปคือรัฐบาลกับรัฐสภาโมฆะแล้ว คณะบริหารโมฆะแล้ว และก็ไม่ควรจะทำต่อ ประชาชนจึงออกมาขออำนาจคืน ตามสิทธิ์ จึงมีมวลมหาประชาชนออกมาทวงอำนาจคืน เพื่อจะปฏิรูปประเทศต่อไป เขาก็ยังง่านโด้อยู่ คณะที่มาประท้วงนี่พวกเราไม่ใช่กบฏ ทำอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ สวยงามด้วย ไม่มีอาวุธ ที่มีอาจมือที่สาม หรือทางฝ่ายตรงข้าม ก็มาทำรุนแรง ทางนี้ก็ป้องกันตัวเท่านั้น ตามกฏหมายทั่วโลก เขามีสิทธิ์ป้องกันตัว แต่คุณเล่นงานเขาจนเจ็บเข้ารพ.ไปก็มี แล้วคุณทำผิดนี่ อย่างตอนพิธีถวายพระพรในหลวง ที่ไกลกังวล อาการแสดงออกทางกายวิญญัติ ที่อดีตนายกฯ อานันต์ ปัญญารชุน อยู่ใกล้นายกฯยิ่งลักษณ์ ที่ก้มหน้างุดๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ ธรรมะที่ทำถูกรัฐธรรมนูญว่า มาชุมนุมประท้วงต่อต้าน คุ้มครองปกป้องประเทศ ในโลกีย์เขาใช้ Force คืออำนาจกดดัน บังคับ โดยอาวุธ หรืออื่นๆ ทุกทีที่เขาปฏิวัติ แต่เขาเห็นว่าไม่ใช่อารยะธรรม ถ้าอารยะธรรมเขาก็ว่ากันตามถูกผิด เขาก็บอกตามอย่างสุภาพ ไม่ใช่อำนาจแบบบีบบังคับ ตัวอย่างที่จะขอคืนอย่างสุภาพเรียบร้อย ไม่รุนแรงแล้วสำเร็จ อย่างนี้เปลี่ยนแปลงปฏิวัติแบบใหม่ ให้มีคณะใหม่ มีรัฐธรรมนูญใหม่เลย ถ้าทำอย่าง Authority ไม่กดข่มแบบ Force นี่คือความก้าวหน้า ซึ่งก็ขอบคุณทางโน้นที่ก็ว่าจะทำอย่างสงบเรียบร้อย ไม่รุนแรง แต่ก่อนนี้ทำอย่างรุนแรง แต่ตอนนี้ลดลง เราจำเป็นต้องไปยึด แม้สื่อสาร ก็ให้ช่วยทางนี้ด้วย ที่จริงไปขอร้องว่าช่วยทางเราบ้าง หรือไปในหน่วยงานราชการต่างๆ ยึดนี่เป็นสัญญลักษณ์ ข้าราชการที่เขาอยากหยุดมีเยอะแยะ เขาก็จะเห็น จะรู้ท่าที พรุ่งนี้เราก็จะไปทำเป็นสัญญลักษณ์ ไม่ได้ทำรุนแรงเลย เพื่อให้เห็นว่าเขาไม่เอาคุณแล้ว พรุ่งนี้ก็จะพิสูจน์อีก นั่นคือโลกีย์ที่สวยงาม และที่ข้ามพ้นโลกีย์คือ โลกุตระ พหูสูจน์ของพุทธ คือ ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน แล้วมีจาคะ มีปัญญา มีการสละไม่ยึดไม่ติด สละออก คุณธรรมก็จะเกิดจริงเป็นจริง เป็นโลกุตระ ธรรมะพระพุทธเจ้ามีลักษณะรู้ครบหมดเลย สัมผัสแล้ว รู้ครบทางทวารทั้ง 6 ก็รู้ในรูป 24 ทั้งอิตถีภาวะ และปุริสภาวะ แม้หทยรูป ก็รู้ แม้แต่ชีวิตรูปมีความเป็นอยู่หรือไม่ หรือได้ค่าตัวอกุศลจิตที่ไม่เหลือแล้ว ไม่มีพลังแห่งชีวิตแล้วก็รู้ต่อเนื่องจากทวาร 6 จะเหลือเท่าไหร่ รู้ปริเฉทรูป เป็น Context เพราะมันมีตั้งแต่หยาบไปถึงละเอียด กิเลสไม่เหลือ จนเป็นความว่าง อุเบกขาเป็นฐานนิพพาน สัมผัสรู้เลย แม้เบาบางก็รู้ พลังของความเบา หรือพลังของความสูญนี่ พลังความไม่ทำอะไรเลย แต่คนล้มระเนระนาดไปหมดเลย เป็นนามธรรมที่มีอำนาจสูงส่ง เป็นธรรมฤทธิ์ไม่ได้หยุดด้วยอำนาจปืน แต่เป็นส ิ่ งสูงส่ง ที่ยอมยกให้เลย เป็นแรงพลังของสัจธรรม มีปรากฏการณ์จริงของจริง ตอนนี้กำลังสู้กันทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองให้ดีขึ้น 81 ปีมาแล้ว ตอนนี้กำลังจะเปลี่ยน แต่เขาก็ยังไม่ยอมเปลี่ยน วนเวียนอยู่ในโลกีย์ ตอนนี้ยิ่งหยาบใหญ่ แม้แต่การเลือกตั้งก็ซื้อเสียง แต่ก่อนใช้แค่รองเท้าซื้อเสียง แต่ตอนนี้เป็นพันเลย ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ คอลัมน์ ลึกแต่ไม่ลับ ของคุณ จรัญ พงษ์จีน ...ว่าประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๔ มิ.ย. 2475 นับเวลาก็ปาเข้าไป 81 ปีเต็มแล้ว แต่ประชาธิปไตยแบบไทยไทย ก็ยังล้มลุกคลุกคลาน เตี้ยลงสาละวัน มีการฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญ ปฏิวัติ รัฐประหาร ซ้ำแล้วซ ้ำ เล่า ทั้งหมดมีการปฏิวัติรัฐประหารทั้งสิ้น 12 ครั้ง ซึ่งมีทั้งสำเร็จ และไม่สำเร็จ ไม่สำเร็จก็ถูกจับติดคุก หรือประหารไปบ้าง...

พ่อครูว่า… ในอำนาจที่ไม่เป็นตามรัฐธรรมนูญเขาก็ต้องใช้ Force ถ้าเราทำไม่สำเร็จเขาก็ต้องหาทางจับเราข้อหากบฏ อยากสรุปความเป็นจริงที่อาตมาได้ทำมาอย่างพากเพียร ว่าน่าจะเป็นไปได้นะ เช่นคนออกมาเลิกโลกีย์ เคยหลงอบายมุขก็เลิกอบายมุข เคยเป็นเศรษฐีชั้นสูงไฮโซก็ลดลงมา แล้วก็มาเป็นแบบนี้มันสบายกว่า มีประโยชน์กว่า ญาณปัญญาของคนมันรู้จริง ไม่มีใครบังคับ เกิดความรู้แจ้ง ที่ว่าไปแย่งไล่ล่าร่ำรวย ย ิ่ งเรามีสังคมสาธารณโภคี เรามาทำกับฆราวาสได้ กับอุบาสก อุบาสิการได้ แต่ตอนสมัยพระพุทธเจ้าทำไม่ได้ เพราะมีรู้เรื่องสิทธิการแสดงออก เป็นสังคมทาส แต่ยุคนี้ทำได้ ทั้งฆราวาสและนักบวช เป็นยุคสมัยที่มีสิทธิเสรีภาพ พิสูจน์ไปถึงไม่มีตัวกูของกูได้ ยศก็คือตำแหน่งหน้าที่ในการดูแลทำงานมากขึ้นก็เข้าใจ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตข่มเบ่งใคร แต่มีเพื่อให้ทำงานได้กว้างขวางมีประโยชน์มากขึ้น เกิดมามีแรงกายแรงใจแรงสมองก็ทำไป เมื่อยก็พัก ไม่เมื่อยก็เพียร คุณสมบัติของการข้ามพ้นฝั่งได้ คือ เราไม่พักเราไม่เพียร เราจึงข้ามโอฆะสงสารได้ คนเรามีชีวิตอยู่ก็เพื่อรับใช้มวลชน เมื่อยก็พัก ไม่เมื่อยก็เพียร ยามควรพักก็พัก ยามควรเพียรก็เพียร คุณเพียรน้อยกว่าพัก จึงเป็นคนมีคุณค่าประโยชน์ มากกว่าเป็นคนเสพหรือเปลือง ใช้สอยทั้งเวลา ทุนรอนแรงงาน เป็นคนประโยชน์สูงประหยัดสุด ศาสนาพระพุทธเจ้าจึงมีประโยชน์อย่างนี้ พูดส ิ่ งเหล่านี้มีคำรับรองของพระพุทธเจ้า เราไม่พักเราไม่เพียร เราข้ามโอฆะสงสารได้ เรามาทำนี่เป็นนามธรรม ได้แล้วก็ใครแย่งไม่ได้ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ยิ่งแจกย ิ่ งงอก มีนิรุติปฏิภาณมาแสดงได้เพ ิ่ มขึ้น มีปฏิสัมภิทาญาณเพ ิ่ ม ธรรมะนี่ย ิ่ งให้ยิ่งงอก แต่อามิสย ิ่ งให้ยิ่งหมด ลาภยศสรรเสริญยิ่งแจกยิ่งหมด ในเทวธรรมหรือ อาริยธรรมนั้นเป็นจิตสูง ประเสริฐ ที่คนควรได้ควรมี คนที่มี ศรัทธา ศีล จาคะปัญญา 4 อย่างนี้คือ สัมปรายิกัตถประโยชน์ ศีลก็เป็นหลักเกณฑ์ให้เราทำให้บรรลุในศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 สูงขึ้นไป ให้จิตเป็นจริง คนที่ละอายต่อความผิดนี่เป็นคนดี แต่คนที่ไม่ละอายต่อความผิดนี่ “ง่านโด้” คือโง่ยกกำลังด้าน ง่านคือมันโง่ยกกำลังความด้าน ส่วนโด้ ก็คือด้านยกกำลังความโง่ นั่นเอง สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล ไม่หรูหราฟู่ฟ่า แต่ก็มีมากได้ตามฐานะอันควร ที่มีคนมองว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นพวกศักดินา มีอภิสิทธิ์ เขาจะให้เท่ากันหมด เขามองไม่ออกว่าสังคมต้องมีสิ่งเหล่านี้ คนต้องอาศัยจิตวิทยาสังคมเช่นนี้ สายหนึ่งเป็นสาย Prophecy เมื่อมีบารมี ก็จะมีฐานะมีสิ่งที่เป็นวัตถุ อีกสายหนึ่งเป็นสายมีเหตุผลมีความรู้เรียกว่า Philosophy เป็นสายเหตุผลความรู้บัญญัติ เป็นสายศรัทธา และเจโต มีสองสาย ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน