สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ปริวัตร 3 อาการ 12.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข10 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

ปริวัตร 3 อาการ 12 0896520xxx ขอรบกวนถามเพื่อความชัดเจนในธรรมครับ ใน เวทนา2 อันได้แก่ เจตสิกเวทนา(อารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับทางใจ) และกายิกเวทนา(อารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับทางกาย) **คำว่ากายในที่นี้ (กายิกเวทนา)หมายถึงรวมจิต มโน วิญญาณ ด้วยหรือเปล่าครับ เพราะข้างบน ก็เกี่ยวกับทางใจไปแล้ว** ตอบ...อันนี้ก็อาจยากเข้าใจ แต่ก็ฟังต่อไปให้ซ้ำซาก มีหนังสือเล่มใหม่ที่จะออก เป็นการรวมเพลง(ที่ไม่มีทำนอง) ชื่อว่า ภาษาศิลป์โลกุตระ ที่จะรวมบทเพลงตั้งแต่เพลงชีวิต เพลงอาริยะ เพลงไท เพลงจอมโจรบัณฑิต เพลงความซ้ำซาก แต่ละเพลงมี 10 หมายเลข ตบท้ายด้วยเพลงความซ้ำซาก อาตมาเขียนไว้ตั้งแต่นานไว้แล้ว มาอ่านตอนนี้จะเข้ากับสมัยมาก อาตมาก็ต้องพูดซ้ำซาก จิต เจตสิก กาย คำว่า กาย นี้รวมจิต มโน วิญญาณด้วยหรือไม่? คนนี้ถามมา...คำว่าเวทนาหมายถึงเจตสิกโดยตรงแล้ว คำว่า จิต มโน วิญญาณ ก็ต้องรวมอยู่ในกายด้วย ในขณะมีชีวิตอยู่ปัจจุบัน คนที่บริบูรณ์ไม่พิการ ไม่ขาดอาการ 32 ทุกคนปกติ จะมีตาหูจมูกลิ้นกายเป็นองคาพยพในอาการ 32 ด้วย กาย จะต้องมีภายนอกด้วยอยู่เสมอ ไม่ขาดหายไปเลย นี่คือกาย ถ้าระบุคำว่ากายนี่ ภายนอกจะขาดหายไปไม่ได้ และไม่ขาดภายในด้วย คำว่ากาย เข้าใจได้ยากมากเลย ขาดจากภายนอกก็ไม่ได้ ขาดจากภายในก็ไม่ได้ ต้องมีอยู่เสมอ ถ้าคำว่ากาย จะต้องมีวัตถุข้างนอก เมื่อมีใจสัมผัสก็ต้องสัมผัสแล้วเกิดขึ้นมาเป็นธรรมะ 2 เสมอ คำว่ากายจะต้องมี จิตมโนวิญญาณด้วยเสมอ แต่จิตนี้ขาดจากภายนอกได้ จิตมโนวิญญาณขาดจากภายนอกได้ เมื่อเป็นจิตที่อยู่ภายในโดยเฉพาะ เช่น คนที่หลับตาปฏิบัติ ก็จะไม่มีไปนอก เขาก็จะได้ในภาวะที่เขาอยู่ ก็เหมือนกับตอนนอนหลับ จิตก็ไม่ดำเนินไป แต่จิตใจของปุถุชนนั้น เมื่อนอนหลับก็เป็นทุกข์เป็นสุขได้ มันซ้อนที่

อ่านต่อ

เวลามีกาย จะปฏิบัติกายจะต้องมีภายนอกด้วย ถ้าหลับตามันก็จะมีแต่ใจ ถ้าจะปฏิบัติจิตในจิต แล้วบอกว่ามีแต่ภายใน ไม่มีภายนอก แต่คนที่ไม่พิการก็จะมีการรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ภายนอกภายในด้วย คนที่ไปปฏิบัติธรรมนั่งหลับตา คุณเองก็มีทุกอย่างก็มีตา แต่ดันไปหลับตาปฏิบัติ แทนที่จะศึกษาให้ครบไม่ขาด แล้วก็มาขัดแย้งว่าฉันจะเป็นอรหันต์ขณะนั่งหลับตา อรหันต์ คืออันตะ แปลว่า ครบพร้อม บริสุทธิ์ ถ้วนรอบ แต่ถ้าคุณเป็นคนตาบอด คุณไม่เต็ม คุณปฏิบัติได้อย่างไม่เต็ม ถ้าหลับตาก็มีแต่ใจ จะพิจารณาก็มีเฉพาะแต่จิตในจิต แต่สำคัญนั้น คนทุกคนที่ปกติธรรมดาสามัญ จะไม่มีความรู้จักกิเลสหยาบ อันมาจากภายนอก ไม่มีเลย ธรรมดาสามัญ จะต้องมีกิเลสภายนอกที่เป็นดินน้ำไฟลม ที่จะต้องเห็นชัดๆเลย ทุกคนนั้นเหมือนกันหมด เว้นแต่คนตาบอดมาแต่กำเนิด คนที่มีทวารทั้งหกครบ ก็จะต้องเรียนรู้ให้ครบ โดยเฉพาะกิเลสหยาบ มีกับทุกคนที่ตาดีทุกคน แล้วก็คนเรามีอวิชชามาก่อนทั้งนั้น จะมากหรือน้อยเท่านั้น ที่จะมาปฏิบัติลดละไปได้เร็วหรือช้าเท่านั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่อาการไม่ครบ 32 ปราศจากตา จึงยังถือไม่ได้ว่าสามารถเป็นพระอรหันต์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตาบอดจะไม่สามารถสั่งสมบารมี แต่เป็นอรหันต์ไม่ได้ ยิ่ง ผู้ที่มีตาดีๆอยู่ แต่ดันไปมิจฉาทิฐิเสียนี่ มันน่าสงสาร คุณเป็นมิจฉาทิฐิ ว่าจะต้องไปนั่งหลับตาปฏิบัติ คนไม่บอดแต่นั่งหลับตาปฏิบัติทำไม แล้วก็จะเอาอรหันต์ อย่างนั้นเป็นอรหันต์แบบไม่เต็ม จะได้ดับอาสวะบางส่วนได้ แต่ได้ไม่หมด ตาบอดก็จะได้แค่นี้ แต่คนตาดีกลับไปปฏิบัติแบบไม่ลืมตา แล้วเข้าใจอีกว่าต้องปฏิบัติแบบไม่ลืมตา อย่างนั้นทฤษฎีของคุณ คุณจะไปทิ้งการลืมตาทำไม ทวารตานี้รับรู้ได้ดีกว่าทุกทวารเลย เป็นทวารที่ใช้มากที่สุด ได้อะไรมาครบมากกว่าทุกทวารเลย จนเป็นประเด็นหลักอยู่ที่ว่า คนมีทิฐิ มีความเห็น ความรู้ของคนผิด ผิดบ้าบอ ไปยึดถือว่าอย่างนั้นถูกอีก อาตมาแย้งนี่ ไม่ได้เอาชนะคะคาน แต่ให้รู้ให้คิดให้ครบรอบ ว่าอย่าไปตั้งทฤษฎีขัดแย้งกับของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ปฏิบัติแบบนั่งหลับตาปฏิบัติ กิเลสทางตานั้นมีไม่ใช่น้อย คนที่ไปหลงผิดปฏิบัติแบบนั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีสิทธิ์เป็นพระอรหันต์ ไม่สามารถเพราะว่า มีอัตตาสาม โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 1. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) 2. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) 3. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) . (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 302) ถ้าหลับตาปฏิบัติแล้วจะรู้จักโอฬาริกอัตตาที่ไหน แล้วจะละอัตตา พระพุทธเจ้าสอนให้ล้างอัตตาให้หมด แต่โอฬาริกอัตตาที่หยาบใหญ่เบื้องต้น แต่คุณไม่ได้ทำ ไม่ทำเบื้องต้น ไปเอาอรูปอัตตามาทำก่อน สมณะฟ้าไทว่า...ทวารตาเกิดกิเลสได้สารพัด ชอบ ไม่ชอบ อากัปกิริยาของคน เขายิ้มเขาทำสายตาใส่ พ่อครูว่า...การปรายสายตา คุณจะได้เรียนรู้หรือ แค่ปรายสายตาแล้วกิเลสขึ้นอย่างนี้เป็นต้น คุณจะได้เรียนรู้หรือ สบตาแล้วกิเลสขึ้นเท่าไหร่? ถามจริงเคยสบตากันมาแล้วกี่คน สบตานี่ได้หลายนัย ถ้าฟังดีๆ แล้วเข้าใจดีๆ แล้วโอฬาริกอัตตานี้ หากนั่งหลับตาปฏิบัตินี้พร่องแน่ๆ มโนมยอัตตานี้เกิดได้ทั้งภายนอกแต่ไม่มีจริง เห็นได้จริงๆ แต่ไม่ใช่ของจริง เช่นพวกเห็นผี เห็นภาพหลอน พวกนักวิทยาศาสตร์ พวกหมอก็รักษาอาการพวกนี้อยู่ สรุปแล้วหมดสิทธิ์บรรลุเป็นอรหันต์ หากนั่งหลับตาปฏิบัติ คุณไปนั่งหลับตาปฏิบัติตั้งแต่ รูปภพ กับอรูปภพ ภายในเท่านั้น แต่ภายนอกมีกิเลสอยู่มหาศาล คุณก็ทิ้งก็เลยไม่ได้ปฏิบัติ ต้องทำจากโอฬาริกอัตตาก่อน แล้วค่อยไปทำที่มโนมยอัตตา ที่มีทั้งภายนอกภายใน ผู้ที่สำเร็จด้วยจิตมีทั้งภายนอกและภายใน ล้างหมดแล้วก็เหลือกิเลสน้อยลงเป็นอรูป ก็คือรูปที่ถูกรู้ด้วยการสัมผัสนั่นแหละ แต่มันไม่มีภาษาจะเรียกแล้ว จะเรียกว่าเป็นรูป มันก็ไม่ใช่รูป แล้วมันมีน้อยมาก จนสุดท้าย อรูปสุดท้าย คุณจะสามารถล้างได้หมดครบ เพราะฉะนั้นคนที่ไปนั่งหลับตาและปฏิบัตินั้นมันเป็นเพียงการระงับที่ไม่ใช่ปัญญา มันเป็นเพียงการปฏิบัติในลักษณะของสัญญา เป็นความลึกซึ้งซับซ้อน การรับการปฏิบัติมีแต่การใช้สัญญากำหนดรู้ ไม่ได้ใช้ปัญญา ไม่ได้เกิดปัญญา สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ ปัญญาเป็นตัวรู้แจ้ง สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ มั่นหมายรู้ แต่ปัญญาเป็นตัวรู้แจ้งรู้แจ้งได้อย่างไร ก็อยู่ในองค์ 6 ของสัมมาทิฏฐิ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ สัญญาเป็นตัวเหตุที่ต้องสั่งสมสัมมาทิฏฐิให้เจริญขึ้นได้ด้วย เมื่อสัมมาทิฏฐิเต็มก็จะเป็นปัญญา ตรวจฐานปฏิบัติก็คือ มัคคังคะ สัมมาสังกัปปะ วาจา กัมมันตะอาชีวะ เจริญขึ้นเป็นปฏิสัมพัทธ์ สั่งสม เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนของการปฏิบัติ ในกรรมทั้งหลายนี่ พระพุทธเจ้ารวมไว้อย่างไม่ขาด สั่งสมตกผลึกไปเรื่อยๆ ไปเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล สั่งสมจากปฏิบัติมัคคังคะ ปฏิบัติมัคคังคะ คือปฏิบัติมากทั้ง 7 องค์ ทางสายปัญญาก็จะเกิดเป็นสัมมาปัญญา ทางสายเจโตก็จะเป็นสัมมาสมาธิ ก็ใช้ตัวโพชฌงค์ 7 เป็นตัวปรับแต่ง สติสัมโพชฌงค์ สติของมรรคมีองค์ 8 ก็จะต้องใช้ทั้งคู่ เป็นตัวระลึกรู้ตัวทั่วพร้อม นำหน้า แล้วก็จะใช้ธรรมวิจัยเป็นตัวกับแต่งที่สำคัญ แยกแยะ เลือกเฟ้นศึกษาเต็มที่ ส่วนวิริยะ เป็นกองเชียร์กองหนุนกองพลาธิการ เมื่อมีธรรมวิจัยแยกแยะได้ ว่าต้องกำจัดตัวนี้ตอนนี้ถูกนะ จะมีการวิเคราะห์วิจัยอยู่ตลอดกาลว่า ถูกแน่นะ ถูกแล้วได้แล้วนะ มันเหลือน้อยแล้วนะ หมดจริงๆนะอย่าง นิจจัง ทุวัง สัสสตัง เป็นปัญญาที่จะรู้ซ้อนกันไปซ้อนกันไป ก็คือมีปัญญาที่มีกำลังสูงขึ้นเป็น ปัญญินทรีย์ ตัวไหนจบก็เป็นปัญญาผล หรือปัญญาพละ ก็เป็นเช่นนี้เรื่อยๆเกิดชื่อว่าปัญญาเกิด ปัญญาไม่ได้เกิดเองเพราะนั่งสมาธิหลับตาให้สนิทว่างดีแล้วปัญญาจะโผล่ขึ้นมาเอง โดยไม่มีเหตุปัจจัยขึ้นมาเอง ต้องมีเหตุปัจจัยที่ครบรู้แจ้งจึงเกิดเป็นปัญญา รู้ครบในญาณ 3 และอาการ 12 อาการ 12 เกี่ยวข้องกับทุกข์สมุทัยนิโรธมรรค มีปริญญา 3 ญาตปริญญา คือการรู้ในขณะปฏิบัติเป็นการต่อเนื่อง continue ตั้งแต่รู้หรือว่าทำผิด ทำไม่ได้ผล ทำได้ผลคำ ทำได้เต็มก็จะรู้ ตีรณปริญญา ก็จะรู้แยกแยะ แยกขาดเลยนะมันไม่มีแล้วนะ ก็จะรู้ ปหานปริญญา คือตัวที่จะจัดการกับกิเลสดับอกุศล เอาสามปริญญานี้ ไปรวมกับ อาริยสัจ 4 ก็เป็น ปริวัตร 3 อาการ 12 กำหนดรู้องค์รวม คือญาตปริญญา รู้ตั้งแต่เริ่มต้น ทำไปเรื่อยๆ ได้ผลหรือไม่ ได้ผลสั่งสมจนรู้เต็ม ญาตปริญญาคือการรู้รอบ ส่วนตีรณปริญญาคือรู้แยกแยะว่าได้หรือยัง ได้ครบหรือยัง แยกแยะ ตีรณปริญญาไปตลอดเวลา ตีรณะ เป็นภาษา บาลี ตรีแปลว่า สาม คำว่า รณ แปลว่ารบ เป็นสามเส้า รบกันระหว่างองค์ 3 คืออิตถีภาะ ปุริสภาวะ กับมีประธาน ประธานคือตัวเราเอง ตัวรู้ รวมเป็นเรา เป็นประธาน เมื่อเรามีพลังโลกุตระเหนือ ก็จะไปจัดการอิตถีภาวะให้เป็นปุริสภาวะให้ได้ ต้องทำให้เป็นหนึ่งให้ได้ คำว่า ตีรณะ ความรู้ระดับตีรณะนั้นเดาไม่ได้นะ ถ้าคนไม่มีภูมิ ไม่มีความจริงที่ได้มาก่อน ถ่ายทอดจากพระพุทธเจ้าแล้วมาฝึกหัดเอา คนที่จะได้ยินได้ฟังจากสัตบุรุษ ผู้ถูกต้องจริงมาก่อนแล้วมาบอกให้รู้ แม้ไม่ได้ฟังพระพุทธเจ้าก็ฟังจากสาวก เมื่อรับฟังก็เอามาปฏิบัติ ไม่ใช่ฟังแล้วได้เลย สะดวกเกินไป ปฏิบัติจนได้ผลอย่างมีธาตุรู้ ญาตะ เก็บความรู้ตรวจตามไปเรื่อยๆไม่ทิ้งขว้าง ทำได้หรือไม่ได้ตรวจสอบว่าครบหรือไม่ครบ บริบูรณ์หรือไม่บริบูรณ์มันหกตกหล่นง่ายจะตายไป สงครามสามเส้า(ตรีรณะ) ระหว่างตัวคุมเกม การรบ แล้วต้องรบให้ชนะนะ ถือว่าสองอันนี้ ต้องจัดการให้หมดอิตถีภาวะให้เป็นปุริสภาวะ จนเป็นเอกสโมสรณาก็จบสงคราม เพราะฉะนั้นจึงมีคำว่า ปหานปริญญา คือปหาน อิตถีภาวะ นั่นเอง เป็นสิ่งที่ต้องจัดการประหารในตัวเองแม้จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายถ้าตัวเองมีอิตถีภาวะ ก็ต้องประหารมัน มันเป็นตัวถ่วงตัวไม่เจริญ (พูดไปเหมือนบอกว่าผู้หญิงเป็นตัวถ่วงก็ต้องขออภัย ที่พูดสัจธรรมรายละเอียด) วันนี้ขยายไปถึง ปริวัตร 3 อาการ 12 ความหมุนรอบของการรบสาม (ตรีรณะ) ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเป็นภาษาตายตัว คนไม่รู้จริงอธิบายไม่ออกหรอก ญาณ3 กิจญาณ กตญาณ สัจญาณ อันนี้ไม่มีปหาน ไม่เหมือน ปริญญา 3 ญาณ 3 ของอาริยสัจ 4 เป็นอาการ 12 แต่ปริญญา 3 ต้องซ้อนใน ปริวัตร 3 อาการ 12 ต้องตรวจสอบทำสงครามจนถึงการฆ่าเลย ต้องรู้ว่าฆ่ากิเลสได้สำเร็จนะ อันนี้เดาไม่ได้นะ ถ้าไม่มีสภาวะจะไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร อาตมาเอาสภาวะมาเป็นตัวหลักในการอธิบายถึงอธิบายสัมพันธ์กันได้

คำว่า กาย ต้องมีภายนอกร่วมด้วยเสมอ แต่จิตนี่ จะเป็นเจตสิกกับเวทนามันไม่มีภายนอกก็ได้ จึงเรียกวา เจตสิกเวทนา ถ้ามีภายนอกร่วมด้วยก็เรียก กายิกเวทนา เป็นเวทนา 2 ในเวทนา 108 กายต้องมีภายนอกเสมอและไม่ขาดจิต แต่จิตนี่ขาดภายนอกได้ แม้แต่โอฬาริกอัตตา หรือมโนมยอัตตาก็มีภายนอกเสมอด้วย เช่น โอ้โหวันนี้ได้กินมะเขือ(ยกตัวอย่าง) อร่อย คุณต้องมีความจริงของคุณที่ได้สัมผัส กัดมะเขือกินแล้วอร่อย หากนึกเอาจะมีของจริงหรือ? ก็นึกเอาว่ามะเขือเป็นอย่างไร นึกว่ากัดเข้าแล้วอร่อยกว่ารสจริงอีก หลอกซ้ำซ้อนอีก หลอกตัวเอง หลงผิดของปลอมไปเรื่อยๆ อย่างนั้นซ้ำซ้อนหนักหนาขึ้นๆ ขออภัย ต้องนึกถึงเขา ธัมมชโย เขาเป็นอย่างนี้จริงๆซวยไหม? คนที่หลงงมงายไปแบบเขาขณะนี้ยังไม่ตื่นอีกเท่าไหร่? ไม่รู้จักตื่น

โอฬาริกอัตตาต้องอย่าตัดทิ้ง ต้องศึกษาจริง แม้มโนมยอัตตาก็ต้องมีภายนอก ตกลง กายิกเวทนาต้องมีภายนอกด้วย ทิ้งไม่ได้ ถ้ามันมีแต่ข้างนอก กายนี้ ถ้าหมายเอาแต่ข้างนอก ไม่มีใจไปเกี่ยวด้วย แล้วมันจะไปมีทุกข์สุขอย่างไร? มันไม่มีใจไปเกี่ยว แม้ใจที่ไม่มีเวทนาก็ไม่ได้ อุตุ พีชะก็ไม่สุขไม่ทุกข์อะไรของมันหรอก มันไม่มีเวทนา แล้วนี่คน คุณเป็นสัตว์โลกมีจิตนิยาม จะไปโยนทิ้งได้อย่างไร ต้องมีเวทนา ถ้าไม่มีเวทนาก็เป็นพีชะ หรืออุตุ แต่ถ้าคุณจะปฏิบัติเป็นอรหันต์ คือไม่มีเวทนาที่จะทุกข์สุข คือเป็นแบบพีชะได้ แต่ไม่ศึกษาเลยจะได้อย่างไร 600108_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปริวัตร 3 อาการ 12

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน