สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน จริงที่สุดอยู่แค่จุดปัจจุบัน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู( สมาธิพุทธ ) ตอน จริงที่สุดอยู่แค่จุดปัจจุบัน ก็ในเมื่อจิตอันเป็นต้นตอหรือประธานของสิ่งทั้งปวงไม่เกิดไม่เป็นมาก่อน อะไรจะตามมาได้อย่างไร แล้วคนที่จะเบื่อหน่ายคลายจากกาย ที่เป็นภาวะปรากฏจริงในปัจจุบันได้คืออย่างไร? ตามคำว่า ปัจจุบัน ให้ดี …. จะมีอยู่จริงในปัจจุบันที่เป็นความจริง โดยเฉพาะจิตมโนวิญญาณที่เราสามารถร่วมรู้กันอยู่ในปัจจุบัน พิสูจน์กันได้โต้งๆ หลัดๆ ทนโท่อยู่นี่ ความจริงนี้ยืนยันอยู่เป็นหนึ่งเดียว ก็คือปัจจุบันเท่านั้น จิตมโนวิญญาณจะมีอยู่ในหนึ่งเดียวคือปัจจุบันเท่านั้นในภาวะสามของโลกที่เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต ปัจจุบันนี่แหละคือหนึ่งเดียวที่จริงที่สุด เพราะอดีตก็คือภาวะที่ผ่านไป หายไปแล้ว ผ่านปัจจุบันไปแล้ว กลายเป็นอดีตไปแล้ว ส่วนอนาคตก็คือภาวะที่ยังอยู่ข้างหน้า ยังมาไม่ถึงเพราะฉะนั้น อนาคตหรืออดีตก็เป็นภาวะที่ไม่มียืนยันปรากฏให้ตนสัมผัสอยู่ ณ บัดนี้ โดยตนและผู้อื่นไม่สามารถจะสัมผัสได้ด้วยกัน เว้นจากภาวะสามอย่างนี้แล้ว ในเอกภพก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว มีแค่อดีต ปัจจุบัน อนาคต เท่านั้น ดังนั้นเว้นจากอดีต ปัจจุบัน อนาคต แล้วอะไรอะไรก็ไม่มีในโลก ในประดาภาวะที่มีกับไม่มีก็คือปัจจุบันนั่นเองที่เป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียว ใช่ไหม ที่มีเป็นจริงยิ่งกว่าภาวะอีกสองนั้น หมดสิ้นปัจจุบันแล้วก็คือไม่มีอะไรอีกแล้ว ปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นจริงที่สุด และปัจจุบันใด ถ้าไม่มีสันตติ ฟังให้ดีตรงนี้เป็นไคลแมกซ์ ถ้าปัจจุบันใดไม่มีสันตติคือความสืบต่อ ปัจจุบันนั้นก็เป็นอันสั้นที่สุดเร็วที่สุด ยิ่งกว่าความเร็วของแสงเป็นไหนๆ ผู้สามารถไปได้เร็วกว่าแสงก็จะพบอดีต แต่ผู้ที่มีปัจจุบันแล้วไม่มีสันตติคือผู้ที่หายไปจากเอกภพได้โดยแท้จริง แม้อดีตก็ไม่เหลือ ผู้สามารถไปได้เร็วกว่าแสงก็จะ
อ่านต่อ
พบกับอดีต ยังมีอดีตได้ ยังเป็น สอง เทวธัมมา แต่ผู้ที่มีปัจจุบัน ไม่ไปไม่มาแล้ว สันตติก็ไม่เอา ผู้นี้ก็จะหายไปจากเอกภพได้เลย ปัจจุบันจึง จริง เร็ว สั้น เล็ก ยิ่งกว่าอดีตใดใด โดยไม่ต้องพูดถึงอนาคต และถ้าปัจจุบันเป็นดังกล่าว สิ่งที่จริง ที่เร็ว ที่สั้น ที่เล็ก ที่ปรากฏให้เห็นได้คือปัจจุบัน อดีตจะเหลือหรือไม่เหลือ ถ้าเขาเองต่อสันตติก็มีอดีต ถ้าไม่ต่อสันตติ ปัจจุบันนั้นสั้นลงเลยก็จบ ความจริงเบื้องต้นและเบื้องสุดท้ายในโลกจึงสั้นและเร็วเกินกว่าจะนำมายืนยันว่าเป็นความมีจริงเป็นจริงในโลกนี้ได้ ไม่มีอะไรจะหยิบมาพูด ความจริงจะมีเบื้องต้นและเบื้องสุดท้ายมันไม่มี ความจริงเบื้องต้นและเบื้องสุดท้ายในโลกจึงสั้นยิ่งกว่าปัจจุบันที่ไม่มีสันตติ การเรียนรู้แบบพุทธไม่ไปเสียเวลาแรงงานกับภาวะที่เป็นอดีตและอนาคตอันไม่ใช่ปัจจุบัน ไม่มัวหลงงมอยู่กับอดีตและอนาคตให้สูญเปล่าอย่างโง่โง่แล้ว ให้เรียนภาวะที่เป็นปัจจุบันนี้แหละ จะรู้ยิ่งในสิ่งทั้งหลายครบ แต่อย่าหลงปัจจุบัน แล้วตีทิ้งลบหลู่หรือประมาทอดีตกับอนาคตเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นคุณจะแย่ที่สุด โง่ที่สุด ไร้ค่าที่สุด หรือสูญเสียทุกอย่างชนิดที่ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว เรียกว่า ความชิบหายทั้งมหาเอกภพ พระพุทธเจ้าสรุปไว้ในพรหมชาลสูตรว่า ในวิธีปฏิบัตินั้น การหลับตาทำสมาธิหรือเข้าไปเรียนรู้แต่ในภพภายในนั้น ถ้าไม่มีการรับรู้ภายนอกด้วยและไม่มีภายในด้วย ขาดกันไม่ได้ พร้อมไปกับปัจจุบัน ก็จะมัวแต่งมอยู่กับอดีตที่ผ่านไปแล้วสามารถระลึกรู้ได้จากสัญญาที่บันทึกไว้ในอนุสัย ภาวะอดีตนั้นมี 18 ลักษณะ และอีกอันหนึ่งคืออนาคต ซึ่งภาวะอนาคตนั้นทั้งหมดทั้งสิ้นมี 44 ลักษณะและอนาคตที่สามารถระลึกรู้ได้จากสัญญา จากความจำจากอนุสัย ที่เป็นภาวะอนาคต อปรันตะ คือภาวะที่เคยคิด เคยหวัง เคยยึดถือ ผ่านมาแล้ว ยังไม่ได้สมใจ เพราะภาวะอนาคตนี้ พระพุทธเจ้าทรงรวมเอานิพพาน 5 ที่หลงผิด คือการระลึกหลงว่านิพพาน คือภาวะที่ตนถือเป็น ปรมังสุขัง แต่ละคนก็ยึดสุขสุดยอดต่างกัน วัดเทียบกันไม่ได้ ไม่ว่ากามคุณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ยังมีลัทธิกามสุขทั้งนั้น เขาก็ถือว่าเป็นนิพพานของเขา หรือจะไปยึดฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 ยึดตรงไหนว่าเป็นสุขสุดก็ได้ทั้งนั้น ต่างล้วนหลงว่าเป็นความสุขจริง ที่ตนอาศัยเสพไว้ในชีวิต จึงชื่อว่านิพพาน 5 ที่ต่างคนต่างหลงอารมณ์สุขนั้นๆของตน โดยเหมาอารมณ์สุขนั้นว่าเป็นจริง สัญญายนิจจานิ กำหนดว่าเที่ยงจริงของตน ตั้งแต่ขนาดอ่อนเบาบาง ไปถึงสุขอย่างยิ่ง ปรังมังสุขัง นี่คือความจริงสัจจะในโลกียารมณ์ของปุถุชน แต่เป็นความเท็จในอารมณ์ความรู้สึกของอาริยชน กามคุณ 5 หรือฌาน 1 ถึง 4 ผู้ใดยึดเอาแต่ละกามหรือฌานนั้นว่าเป็นสุข เขายึดแต่ละฐานว่าสุข คนไหนยึดว่าสุขก็เสพสุข การเสพสุขก็ต้องเสพกับปัจจุบัน อยู่ดีๆ เขาไม่มีปัจจุบันด้วยทวารนอก เขาก็ระลึกมาเสพ เป็นลมๆแล้งๆ รูปภพ อรูปภพ แล้วรูปภพ อรูปภพกับสัมผัสจริงอันไหนจริงกว่า ก็ต้องสัมผัสมันจริงกว่า ถ้าจะเปรียบคือ เสพจริงคืออาหาร กินแล้วเป็นขี้ แล้วก็เอาขี้มาขยำ เป็นรูป ไม่มีขี้แล้วยังดมกลิ่นมันอยู่ เป็นอรูป อาริยชนจะรู้สึกว่าไม่จริง มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์แท้ๆ ที่มาจากเหตุ ดับเหตุมันได้มันก็ไม่มีตัวตน อนัตตาได้ จากภาวะเดียวกันแท้ๆ ต่างคนต่างสัมผัสแล้วรู้สึกต่างกัน รวมทั้งหมดมี 44 ลักษณะนี้เท่านั้น ไม่มีอนาคตใดเกินกว่านี้ไปได้ ปฏิจจสมุปบาทมีอยู่ แต่ปุถุชนไม่เรียนจากความจริง เพื่อรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงกัน แม้จะมีก็เห็นผิด หรือเห็นกันไปคนละขั้วอย่างสวนทางกัน เพราะปุถุชนหรือผู้มิจฉาทิฏฐิยังไม่มีนามรูป ที่ประกอบไปด้วย ชาติ 5 ภพ 3 อุปาทาน 4 ตัณหา 6 เวทนา 6 อายตนะ 6 ผัสสะ 6 นาม 5 รูป 28 วิญญาณ 6 สังขาร 3 ในสายปฏิจจสมุปบาท ล้วนแต่ยืนยันความเป็นปัจจุบัน โดยเฉพาะไม่มีผัสสะ 6 และเวทนา 6 มาเป็นฐานแห่งการปฏิบัติ ไม่มีกรรมฐานในการทำงานลดกิเลสเลย ย่อมเป็นผู้ไม่รู้ อชานโต ผู้ไม่เห็น อปัสสโต เป็นการแส่หาดิ้นรนของผู้มีตัณหา จึงอยู่แค่นี้ ในพระไตรปิฎก ล.9 ข้อ 51 ถึง 63 ผู้อวิชชามิจฉาทิฏฐิไม่เข้าสูตรตามพระอนุสาสนีย์ของพระพุทธเจ้า โชคดีที่ตำราของพระพุทธเจ้ายังดีอยู่ เอามาให้ปฏิบัติก็ได้ผลกันดี
590304_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จริงแท้ที่สุดอยู่แค่จุดปัจจุบัน