สื่อธรรมะพ่อครู(สัมประสิทธิ์) ตอน ต่ออายุขัยต้องใช้สมดุลสัมประสิทธิ์ระดับคูณ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์17 KB
วันที่แก้ไข23 มกราคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สัมประสิทธิ์) ตอน ต่ออายุขัยต้องใช้สมดุลสัมประสิทธิ์ระดับคูณ พ่อครูว่า...คำถามที่คนถามมาวันนี้ ยาก ซึ่งวันนี้มีเด็กนักเรียนมาฟังด้วยก็คงจะฟังได้ยาก อาตมาพูดไป อาตมาเจตนาจะพูดเอาไว้ อาตมาก็รู้เหมือนกันว่าพวกที่จะรับได้ มีพวกเราพอจะเข้าใจ ก็จำเป็นจะต้องพูดเอาไว้ เพราะในยุคครึ่งศาสนาพระพุทธเจ้าสมณโคดมแล้ว มันเสื่อมไปจนกระทั่งจะหมดแล้ว อาตมาเอาสิ่งที่เป็นสัจธรรมของพระพุทธเจ้าเพื่อจะประกาศออกไป ของพระพุทธเจ้านะไม่ใช่ของอาตมา เอามาตราขึ้นอีก เพื่อให้ผู้ที่ใส่ใจศึกษาเรียนรู้ว่าจะได้ศึกษาต่อ เพราะฉะนั้นผู้รู้ที่รับได้ก็จะมีจำนวนน้อย ผู้ไม่รู้มีเยอะ เมื่อไม่รู้แล้วก็ยัง..ขออภัยพูดให้ชัดๆง่ายๆ ไม่รู้แล้วยังโง่อีก โง่ยังไม่พอ ยังดูถูกดูแคลนคนอื่นอีก หาว่าเป็นเรื่องบ้าบอ ตนเองมีภูมิไม่ถึงก็พูดอย่างนี้ ก็ทำให้เขาตกต่ำ แต่อาตมาจำเป็นที่จะต้องทำ มันก็เกิดผลตามนั้น มาเอาที่ผู้เขียนอะไรมาหลายอย่าง วันนี้ก็มีผู้ที่ทำปริญญาเอก ดุษฎีนิพนธ์ เกี่ยวกับเรื่อง ศาสนากับการพัฒนา ศึกษาเพื่อทำดุษฎีนิพนธ์เรื่อง แรงจูงใจของศาสนากับการทำเกษตรอินทรีย์ ก็มาถามได้ อโศกเรามีความรู้หรือว่าเราทำงานกับมนุษยชาติ โดยใช้หลักธรรมพระพุทธเจ้า เข้าใจว่าอันนี้ใช่ธรรมะพระพุทธเจ้า ก็มีคนมาทำดุษฎีนิพนธ์ไม่น้อยแล้ว ปริญญาโทก็มากมาย เขาก็ทำไป เพราะอาตมาอาภัพ ทำไปแล้วเป็นของดี แต่เขาไม่ได้ศรัทธา ไม่ได้เอาไปทำต่อ แค่แต่ว่าผู้ที่ทำปริญญา ในสำนักอื่น จะอ้างอิงหลักฐาน จากดุษฎีนิพนธ์ หรือปริญญาโท ที่ทำวิทยานิพนธ์ไป เขาก็ไม่ได้ทำ เพราะว่าเขาไม่มีความศรัทธา เขาเห็นว่าสำนักนี้มันไม่ใช่ แต่แท้จริงแล้ว อาตมามั่นใจว่า อาตมาไม่ใช่คนปลอม อาตมาเป็นคนจริง ที่นำศาสนาพุทธคืนกลับมา นำเอาแก่นแท้ของศาสนาพุทธมาปัดฝุ่น แต

อ่านต่อ

่ที่จริงมันจมหายไปไหนที่ไหนก็ไม่รู้ ขุดขึ้นมาก็จะแย่อยู่แล้ว มีหน้าที่ต้องรื้อฟื้นธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ง่าย ทำมาจนเกือบ 50 ปีแล้ว ก็เห็นผลว่าได้ผลไม่เท่าที่ควรจะเป็น มันน้อยเหลือเกิน จึงได้พยายามที่จะอยู่ต่อไป ใช้พลังงานสัมประสิทธิ์ Coefficient เพื่อจะเติมอายุขัย อาตมาใช้จริงๆ หลายอย่างที่ทำมา อาตมาก็ใช้ภาษาบาลี กำกับตัวสภาวะ พวกเราพอเข้าใจ ก็เอามาถาม อย่างอันนี้เรียบเรียงว่า นกกระจอกหรือจะรู้สภาวะพญาอินทรีย์ นกกระจอกต้องพยายามศึกษาจากพญาอินทรีย์ ในชีวิตจริงของพญาอินทรีย์จะมีวิธียืดอายุของตัวเอง ถูกบ้างผิดบ้างท่านก็จะชี้แนะเราเอง พระอรหันต์ มีอุปจยะ มีสันตติ ก็คือ เป็นเรื่องของรูป ลักษณรูป 4 อันสุดท้าย อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา ในอุปาทายรูป 24 จาก ย คือย.ยักษ์ ถือเป็นต้นวรรคของเศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ แล้วก็มาที่ห้องขังแดนหนึ่งคือ อํ อนุโลมให้เกิดได้ (นี่คนจะรู้ได้ต้องเคยฟังมาก่อนและรู้สภาวะกัน) คนฟังรู้เรื่องที่เป็นคนข้างนอกจะมีน้อย เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับอโศก จะยอมรับมหาเถรสมาคมมากกว่า ก็เลยเกิดความยาก อาตมารู้ว่าทำไมต้องมาทำงานยาก หากไม่ยากมันไม่ใช่โพธิสัตว์ระดับ 7 โพธิสัตว์ระดับ 7 จะมีโจทย์ที่ยากอย่างนี้แหละ อาตมาเข้าใจดี ก็ต้องทำงานศึกษาฝึกฝนตามที่ตัวเองมีโจทย์ คือโจทย์ให้ทำทั้งนั้น บอกว่า ...มาถึง แล้วก็มาที่ห้องขังแดนหนึ่งคือ อํ อนุโลมให้ไปเกิดได้ จากเศษวรรค ก็เกิด โอปปาติกะ กะเป็นตัวท้าย แสดงเจ้าเข้าเจ้าของ จากนั้นก็สันตติ ที่อาตมาทำนี้ก็เท่ากับต่ออุปจยะ วรรค 1 2 เป็น static แต่การเกิดของอัญญา เป็น dynamic ที่เร็วแรง รอบจัด มาวรรค 2 จ ฉ ช ฌ ย ความเร็วของจิตเร็วไวกว่าแสง พลังงานแสงเร็วเท่าไหร่ ...อัตราเร็วแสงที่มีค่า 299,792,458 เมตร/วินาที แต่จิตมีความเร็วกว่าแสงมาก แสงเดินทางจากโลกไปถึงดวงจันทร์ 1.3 วินาที แต่ใจของนีล อาร์มสตรอง เดินทางเร็วกว่า นึกไปก็ถึงทันที แต่คนที่ไม่เคยไปก็เดาเอา พ่อครูมี ฌานวิสัยเป็นไปได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในฌาน 4 เกิดอยู่ตลอดเวลา และยังมีอัญญธาตุ เติมมาอีกเรื่อยๆ ก้าวหน้าเรื่อยๆ ความสว่างไสวก็เกิดขึ้นมากต่อมาก แม้ยามหลับพักผ่อน เทวดาก็มาพบอีก

_ อยากทราบวิธีจัดสมดุลครับ พ่อครูว่า...มันไม่มีหน่วยวัดไม่มีภาษาบอก ว่าอาตมาจะมี static dynamic อย่างไร และมี Coefficient ที่จะเพิ่มอีก ก็จัดสมดุลที่ตัวเอง ประมาณว่า เราปรุงแต่ง อภิสังขารขนาดนี้ สังขารเรารับไหวไหม ทั้ง static และ dynamic ที่เราจัดสรร Coefficient ให้เพิ่มขึ้นนี่ จะเป็นระดับคูณ ระดับยกกำลัง มันจะมากจนฐานนี้รับได้ไหม จะเรียกว่านิวเคลียสจะรับไหวไหม ถ้ารับไม่ไหวมันจะละลาย ก็จะร้อน เราก็จะรู้ว่าอันนี้มันไม่ไหว เราก็ต้องเอาตามประมาณความรู้สึกเรา เวทนาเราวัดเอง ถ้ามันน้อยไปก็เสียเวลา จะเสียเวลาทำไม ก็ต้องปรุงให้เต็มที่ ถ้าน้อยไปเสียเวลา ถ้ามากไปมันทำลาย อธิบายได้แค่นี้ไม่มีหน่วยวัด เวทนาจึงเป็นการอ่านพลังงานที่มีอาการ ลิงค นิมิต ตามที่รับฟังบรรยายมา ลิงค คือความแตกต่างระหว่าง ความห่างความชิด ความมากความน้อย อาการลิงคะ แล้วจัดสรรเกิดภาพรวมเรียกว่านิมิต เป็นเครื่องหมายเท่านั้นเท่านี้ เมื่อเราทำอภิสังขารเป็น ตรวจผลของการปรุงแต่ง รวมสามเส้า สรุปคือรูปกับนาม ที่เราปรุงแต่ง จิตเราเป็นประธาน เราปรุงผลที่ได้พอเหมาะพอดีไหม มากไปไม่ดี น้อยไปเสียผล น้อยไปมันไม่ควร สมณะฟ้าไทว่า...พ่อครูเคยเขียนหนังสือ จนล้มลงไปเลย อย่างนั้นมากไป สังขารมากไป พ่อครูว่า...มากไป ทำลายตัวเองได้ อาตมาเคยเขียนหนังสือจนเป็นลมหน้าห้องน้ำเลยเขียน EQ โลกุตระ ต่อมา...การออกแรง ทางสรีระกาย จะมีส่วนเหลือของการบีบเค้นของเซลล์คือน้ำเหงื่อ ส่วนการออกแรงทางสมองหรือใจ เมื่อมีภาวะบีบเค้นทางอารมณ์ เสียใจมากดีใจมากมีปีติ ก็มีน้ำตาออก แสดงถึงความเชื่อมต่อของนามที่รูป พ่อครูว่า...เราจะบอกว่าพลังงานถึงขั้นไฟ เรียกโดยภาษาอีกว่า อากาศ ลม ไฟ ไม่มีตัวตน แต่มีสภาพ ให้รู้ได้ ถ้าไฟมีสองสภาวะของธาตุ สองตัวนี้จับตัวเป็นตัวที่สามคือ น้ำ H 2 O เมื่อทำงานร่วมกันเป็นธรรมะสองจับตัวได้ดีก็เกิดน้ำ ตั้งแต่ กลละ เป็นเชื้อก่อในมดลูก ล.15 [803] "รูปนี้เป็นกลละก่อน จากกลละเป็นอัมพุทะ จากอัมพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น 5 ปุ่ม(ปัญจสาขา) ต่อมา...หน้าที่ของน้ำน่าจะแบ่งได้อย่างนี้ 1. ถ่ายเซลล์ที่เสียออกจากสรีระออกแรงมากเหงื่อก็ออกมาก 2. หล่อลื่นหล่อเลี้ยงเซลล์ รอบจัดมากปัสสาวะก็ออกมาก 3. เป็นสื่อถ่ายทอดพลังงานบ่มเพาะสร้างเซลล์ใหม่

ขอบอกคนเขียนมา คุณไปได้ไกลได้มาก ระวังจะหลงความรู้อย่าลืมตัวจริงตัวเองที่ปฏิบัติ ดูในฐานที่จริงของตัวเอง และที่เหลือของเรา อย่าไปเพลินกับความรู้พวกนี้ หลงวิปัสสนูปกิเลส จนลืมปฏิบัติให้แก่ตนเอง อย่าให้มันเสียผล

ต่อ...ในเวลากลางคืนสรีระพัก หากมีสังขาร กลางคืนจะมีรอบการปรุงในจิตที่มากกว่ากลางวัน เพราะมีแต่มโนวิญญาณเป็น dynamic ล้วนๆ ปัสสาวะจึงออกมามาก (อาตมาปัสสาวะมากในกลางคืน) ส่วนเวลากลางวัน มี Action ร่างกายรองรับด้วย รวมแล้วสภาพเคลื่อนไหวและเป็นหลัก อธิวจนสัมผัสโสจึงคือลูกข่างนอนวัน มีจุดหมุนเป็นตัวแกน และมี kinetic ที่เป็นตัวก้าวหน้า เป็น Coefficient ที่เป็นตัวแปรใหม่ ถ้าหากตัว static และ Dynamic ที่เป็นแกน มันไม่แข็งแรงมันไม่นิ่ง เหมือนลูกข่างนอนวัน มันก็จะไม่แข็งแรงไม่นิ่ง จะไม่อยู่ในจุดศูนย์กลางสมดุลกัน คนหลงเพลิดไปกับการปรุง เป็นพลังงานใหม่ kinetic ใหม่ Coefficient ใหม่ที่มันแรงกว่าแกน static dynamic มันรับไม่ได้ก็จะเกิดการแกว่ง ก็เกิดการพัง ระบบความคิด นักปรุงแต่งจิต สายหลับตาเรียก กรรมมันแตก สายไม่หลับตาก็เรียกว่า บ้า จิตเภท

_คำถามที่ 2 การขยายอายุขัย รอบตัองจัดต้องเร็วขนาดไหน? พ่อครูว่า...มันไม่มีตัววัด ของใครก็ของใคร จิตมันเร็วกว่าแสง ต้องได้สัดส่วนที่ดี ถ้ามากไปก็ทำลาย มีแต่อายุจะสั้นลง หรือไม่มีแรงพอก็ไม่เสริม อุปจยะ Coefficient ให้เกิด ต่อไปได้ สันตติต่อไปได้ อาตมาพูดไปนี้คนที่รับได้จะมีน้อย ยิ่งในยุคนี้มีความผิดเพี้ยนของศาสนาพุทธไปมากมายแล้ว มีที่ไหนสวดมนต์ข้ามปี อาตมาพูดไปเหมือนไปว่าเขา อย่างสวดมนต์ล้านเที่ยวอย่างธรรมกายทำ นึกว่าเป็นประโยชน์ การท่องบทมนต์เพื่อให้จำได้ จำได้แล้วก็เอาไปปฏิบัติ เพราะสมัยพระพุทธเจ้าการบันทึกยังไม่มี ก็ต้องอาศัยท่องจำ การสังคายนาคือคนหนึ่งท่องขึ้นแล้วให้คนอื่นฟังดูว่าผิดไหม หากสวดผิดก็ท้วงกัน ว่าอย่างไหนถูกกันแน่ การสวดมนต์ไม่ใช่สวดให้เกิดเป็นกุศลหรือมีฤทธิ์เดชอะไร บุญคือการลดกิเลส ส่วนกุศลคือสิ่งที่ทำแล้วเกิดผลสั่งสมเป็นคุณความดี เป็นสมบัติ หากเป็นสิ่งไม่ถูกไม่ดีก็คืออกุศล คุณทำกุศลอกุศลทำแล้วก็เป็นผลของคุณทันที แต่บุญชำระกิเลสเสร็จมันก็หายไปทันที เข้าใจคำว่าบุญผิด เข้าใจคำว่ากายผิด ก็ปฏิบัติผิด พระพุทธเจ้าตรัสว่า กาย คือจิต มโน วิญญาณ คนฟังแล้วก็อาจคิดว่าพระพุทธเจ้าพูดผิด แต่ที่จริงแล้วคุณต่างหากที่เข้าใจผิด กาย มีรูปกับนาม แต่การปฏิบัติต้องปฏิบัติที่นาม รูปเป็นสิ่งประกอบ แต่รูปก็มีฤทธิ์มีผลนะ พูดไปแล้วคนก็อาจเข้าใจได้ยาก แต่อาตมาพูดไปเป็นอิทัปจยตา คนฟังอย่างพวกคุณก็รับได้ แต่ถ้าพูดไปอย่างไม่เป็นเหตุเป็นผล คุณฟังดูก็จะรู้ได้ ศาสนาพุทธต้องรู้เหตุ จับเหตุได้ จะให้เกิดหรือไม่เกิดก็ได้ หากอภิสังขารได้ครบ รู้ลักษณรูป 4 ก็จัดการให้มันเกิดเท่าที่คุณกำหนดหมายได้ว่าอย่างนี้ อุปจยะ อย่างนี้สันตติ หรือ ชรตา หรืออนิจจตาได้ จะให้มันเกิดต่อหรือไม่ก็แล้วแต่ นี่คือสัจจะที่ผู้ฟังที่รับที่อาตมาสื่อได้แล้วก็เข้าใจเอาไปปฏิบัติได้ แต่อาตมาไม่เก่งที่จะอธิบายไปถึงกลุ่มที่รู้ไม่ได้

ต่อมา ต่อ...ในเวลากลางคืนสรีระพัก หากมีสังขาร กลางคืนจะมีรอบการปรุงในจิตที่มากกว่ากลางวัน เพราะมีแต่มโนวิญญาณเป็น dynamic ล้วนๆ ปัสสาวะจึงออกมามาก ส่วนเวลากลางวันมี Action ทางกายรองรับ จึงมีทั้งจิตที่ตื่นรับวิถี และ dynamic ของสรีระ อธิวจนสัมผัสโสคือลูกข่างนอนวัน นอนก็พัก วันก็เคลื่อน ไม่ใช่เรื่องโมเมนะ “การขยายอายุขัยรอบต้องจัดเท่าไหร่ครับ..” ต้องรู้ด้วยอาการ ลิงค นิมิตของตน ว่ารอบมันเร็วมากจนร้อนไปไหม หรือว่าขนาดนี้กำลังได้การก้าวหน้าดี ผู้ที่ทำไม่ได้ก็จะเกินหรือขาด ขาดมันก็ไม่เร็วเท่าที่ควร แต่ถ้าได้สมดุลจะเร็วและมากที่สุด ต้องประมาณ หรม. ครน. ได้อย่างสัดส่วนดี

จากสมการ E(ของพระอรหันต์) = ฌานวิสัย(อเนญชาภิสังขาร 2 + อปุญญาภิสังขาร ) คือ coefficient อเนญชาภิสังขารคือ c 2 กับ mc เป็นหน่วยของการปรุงแต่งพลังงานทางธรรมะ ทีนี้มาเพิ่ม C ( Coefficient ) mc คืออปุญญาภิสังขาร + A ผู้สามารถเป็นอรหันต์แต่ละลำดับ ก็สามารถที่จะรวมแล้ว พลังงาน ฌานวิสัย เป็นการปรุงแต่งของพลังงานที่เรียกว่า ฌาน ฌานคือพลังงานไฟ ภาษามหาภูตรูปคืออุณหธาตุ เป็นพลังงานที่แรงร้อน ฌาน จึงแปลว่าไฟกองใหญ่ พจนานุกรมบาลีไทยก็แปลได้ บางพจนานุกรมเท่านั้น บางเจ้า ก็บอกว่า ฌานคือไฟ บางเจ้าก็บอกว่าคือไฟกองใหญ่ ไฟฌาน คือพลังงานบุญ สร้างพลังงานบุญขึ้นมา สร้างสำเร็จก็จะมีฤทธิ์อำนาจไปทำลาย ไฟราคะโทสะโมหะ เพราะไฟฌานมีฤทธิ์พลังงานพอจะไปกำจัด ไฟราคะโทสะโมหะ

ต่อ...เมื่อ E(ของพระอรหันต์) = ฌานวิสัย(อเนญชาภิสังขาร 2 +อปุญญาภิสังขาร) ของไอน์สไตน์ มีสูตร E=mc 2 แต่ของอาตมามีสูตร E=C(mc 2 +A) อาตมาเคยไปบรรยายที่ คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ต่อมาคุณคนนี้ก็อธิบายต่อ (คุณดั้นเมฆ) ...เมื่อมีอัญญธาตุ ธาตุใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เหมือนตอน อัญญาโกณทัญญะรู้ได้ตอนที่พระพุทธเจ้าสอนครั้งแรก อัญญาสิ วตโพ โกญทัญโญ อัญญานี้เป็นความรู้ใหม่ ต่างจากเฉกา (อัญญาเป็นพหูพจน์ของอัญญะ) อัญญาไปสร้างเป็นสัญญาเป็นกัญญาจนเป็นปัญญา ถ้าเข้าใจพยัญชนะ เข้าใจสภาวะเป็นเรื่องลึก ที่เป็นอุตริมนุสธรรม จำเป็นต้องพูด ปเวเทนตีติ ประกาศเอาไว้ ไม่เช่นนั้น ความรู้ของพระพุทธเจ้าจะสูญหายไปหมด คนที่เข้าใจได้รับได้ก็จะเอาไปทำต่อ ผู้ที่จะสามารถขยายความให้พิสดารกว่านี้ไปได้อีกเยอะ อาตมาพูดตัวหลักไว้ก่อนแต่ไม่มีเวลาขยาย พวกเราที่รู้ก็ขยายกันต่อ ต่อมา...ต้องเพิ่มที่อปุญญาภิสังขาร คือ mc 2 +A A คือพลังงาน ที่เป็นขั้นบวก ก็จะบวก mc 2 + mc 2 + mc 2 จนเกิดสามเส้าแรก ต่อมาเกิดเพิ่มเป็นสามเส้าที่สอง ต้องเป็นสามเส้าที่สามจึงได้เก้า ได้สามยกกำลังสอง จะไปเพิ่มอปุญญาภิสังขารที่เป็นพหุชนหิตายะ มีองค์ประกอบภายนอกมาเกี่ยวข้องซึ่งจัดการได้ยาก แต่เราจัดองค์ประกอบศิลป์ได้ พ่อครูว่า...อาตมาใช้ การจัดองค์ประกอบศิลป์คอมโพซิชั่น ต้องมีความรู้ในรูป 28 มหาภูตรูป อุตุนิยาม ใช้ทั้งพีชนิยาม ใช้ในการเกิด จิตนิยาม ทั้งพฤติกรรมของมนุษย์ พฤติกรรมของมนุษย์นี้เป็นตัวที่เป็นตัวแปรมาก ก็ต้องจัดการให้เกิดสภาพรวมตัวเรียกว่า ธรรมนิยาม กุศลธรรม หรือเป็นโลกุตรธรรม ธรรมนิยามแบ่งได้สองคือกุศลอกุศล โลกียธรรมกับโลกุตรธรรม ผู้ที่ไม่สามารถแยกธรรมะเป็นสอง คือ โลกียธรรมกับโลกุตรธรรม ก็ไม่สามารถที่จะไปหานิพพานเป็นอาริยะที่แท้จริงได้ เช่น เดี๋ยวนี้ก็รู้แค่กุศลอกุศล อย่างสวดมนต์ล้านเที่ยว เป็นต้น แม้แต่การเอาบทมนต์ของพระพุทธเจ้ามากล่าวพร้อมกันตั้งแต่สองคน ต่อหน้าอนุปสัมบันก็อาบัติปาจิตตีย์ การสวดมนต์กลายเป็นสิ่งที่เขาคิดว่าสวดแล้วจะได้สวรรค์วิมาน ได้ทุกอย่าง ที่ต้องการแม้แต่ธรรมกาย เถรสมาคมก็ทำ ไม่เข้าใจจริงๆ ยิ่งกลายเป็นเทวนิยมหลงเมจิค เรื่องเพ้อเจ้อ ธรรมะที่เป็นสวรรค์วิมาน แต่เขาไม่คิดว่าได้นรกแต่เขาทำเหตุที่ไปนรก ยิ่งพาคนหลงทาง เป็นความเสื่อม เพราะชวนคนทำหลงทางก็เป็นบาปเป็นนรก อาตมาก็มายับยั้งเขาก็หาว่าเป็นจระเข้ขวางคลอง บอกว่าให้หยุดเถอะ การสะกดจิตสวดมนต์ เวลาเขาไปสวดมนต์ กันเป็นหมู่ เขาไม่กำหนดหมายเลยว่าติดปาก ขณะสวดไปจิตฟุ้งซ่านไปได้หมดเลย แล้วบอกว่าเป็นเรื่องสิริมงคลเป็นเรื่องของศาสนาพุทธ แท้จริงมันไม่ใช่ เป็นเรื่องปาจิตตีย์เป็นอาบัติหนัก ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แก้ไม่หาย จำเป็นต้องบอกความผิดความถูกสำหรับผู้มีภูมิปัญญาให้ลดให้เลิกเถอะ บางคนมีภูมิธรรมถึงก็บอกว่าเลิกเลย แม้แต่ในมหาเถรสมาคม หรือบางคนก็แม้รู้ว่าผิดแต่ตกกระไดพลอยโจน ต่อมา...เมื่อเหตุสมบูรณ์ผลก็ตามมา ผนึกกำลังสร้างชุมชนต้นแบบให้แข็งแรงขึ้น เพื่อสะพัด กระจายเผยแพร่ให้มวลชนมาเอาเป็นแบบอย่าง เมื่อมีแรงดึงดูดมากพอทางราชการจะเห็นตามได้ก็จะมาร่วมด้วยช่วยกัน อัตราการก้าวหน้าก็จะเกิด พ่อครูว่า...I hope so! ต่อมา...เมื่อนั้น C สัมประสิทธิ์ (อัญญธาตุ) พ่อครูก็จะเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น 151 ปีจึงเป็นอันหวังได้ พ่อครูว่า...คนนี้หยั่งรู้ใจอาตมาจัง ไม่อย่างนั้นก็ไม่ไป

_คำถามที่สาม นี่คือการสร้างอัญญธาตุ มีแง่มุมอื่นอีกไหมครับ พ่อครูว่า...ก็แค่นี้คุณก็ตามให้ได้เถอะ ไม่ต้องไปอยากรู้มากๆกว่านี้ ต่อมา...ถึงกระนั้น จากสมการ C ฌานวิสัย ซึ่งเป็นเรื่องอจินไตยอย่างยิ่ง นกกระจอก ก็ได้เห็นแค่เงาของพญาอินทรีย์ ไม่อาจก้าวล่วงได้มากกว่านี้(พญาอินทรีย์จึงยังเป็นพญาอินทรีย์อยู่ดังเดิม) พ่อครูว่า...แล้วนกกระจอกจะไม่ได้มรรคผลบ้างหรือไง คุณรู้แล้วว่าอะไรคือพญาอินทรีย์ คุณก็พยายามเก็บเอา

_คำถามสุดท้าย C อาหาร(กวฬิงการาหาร) มีส่วนมากน้อยแค่ไหนครับ พ่อครูว่า...มีส่วนมากตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงทั้งหมดเลย อาหาร 4 กวฬีการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร อาหาร 4 นี้สัมพันธ์กันหมด จะบอกว่า กวฬีการาหารเกี่ยวกับผัสสาหาร เกี่ยวกับมโนสัญเจตนาหาร เกี่ยวกับวิญญาณาหาร ถ้าคุณอ่านรูปนามไม่ได้ หรือว่านามที่เป็น มโนสัญเจตนา นามนี้จะเรียนนาม 4 ไม่ใช่เรียนนามเจตสิก 52 จิต 89 หรือ 121 มันเป็นเรื่องเรียบเรียง แต่ที่ต้องเรียนคือรูป 28 กับนามอีก 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา(มโนสัญเจตนา) ผัสสะ มนสิการ ไม่ใช่ไปเรียนนามเจตสิก 52 จิต 89 หรือ 121 ในพระไตรปิฎกว่า ก็นามรูปเป็นไฉน รูปคือ มหาภูตรูป 4 อุปาทายรูป 24 นามคือ เวทนา สัญญา เจตนา(มโนสัญเจตนา) ผัสสะ มนสิการ มหาภูตรูป และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 คืออุปาทายรูป 24 คือรูป นามห้า รูปอีก 28 นามและรูปดังพรรณามานี้เรียกว่า นามรูป พระไตรปิฎกข้อ 14 เล่ม 16 วิภังคสูตร ท่านก็แจกนามต่อว่า ก็วิญญาณเป็นไฉน วิญญาณ 6 เหล่านี้คือ [15] ก็วิญญาณเป็นไฉน วิญญาณ 6 หมวดเหล่านี้คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่า วิญญาณ ฯ ภิกษุสาติมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า “เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น” ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะปลดเปลื้องภิกษุสาติจากทิฏฐินั้น จึงซักไซ้ ไล่เลียงสอบสวนว่า ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูกรท่านสาติ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยปริยายเป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณเว้นจากปัจจัยมิได้มี. (มหาตัณหาสังขยสูตร พตปฎ. ล.12 ข.440) วิญญาณของพระพุทธเจ้านั้นเกิดจากการสัมผัสทางทวารทั้ง 6 ตากระทบรูป แม้ว่าจะมีแสงกระทบตา แต่ว่าไม่มีจิตไปรับรู้ เช่น การนั่งเหม่อลอย นั่งตาแข็ง ไม่รู้เรื่อง ก็ไม่เกิดปัญญา คุณก็มีแต่สัญญา มีแต่ภพชาติในสัญญาฟุ้งของคุณ ข้างนอกตาลืม ภาพตกที่เรติน่า แต่ไม่มีสัญญาไปกำหนดรู้ตาม ไปหลงแต่ภายในมโนคือจิต ก็จะไม่รับรู้ข้างนอก ยิ่งหลับตาก็จะยิ่งไม่เปิดรับอะไร แม้ลืมตาแต่ตาแข็งก็ไม่รับรู้ได้ สรุปตรงนี้ว่า วิญญาณต้องเกิดจากการกระทบภายนอก และมีจิตวิญญาณภายในรับรู้ด้วย ต้องมีกาย คือธรรมะ 2 จึงจะเกิดวิญญาณ โดยเฉพาะต้องมีนามธรรม พระพุทธเจ้าจึงได้สรุปว่า กายนี้คือ จิต มโน วิญญาณ มีการกระทบทางตา จึงเกิดจักษุวิญญาณ เกิดทางหูก็เป็นโสตะวิญญาณ เกิดทางจมูกก็เป็นฆานวิญญาณ เกิดทางลิ้นก็เป็นชิวหาวิญญาณ เกิดทางสัมผัสก็เป็นโผฐัพพารมณ์ จิตไปสัมผัสจิตเองเรียกธัมมารมณ์ อย่างนี้คือวิญญาณ แต่ภิกษุสาติเข้าใจผิด ภิกษุสาติมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า “เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น” ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะปลดเปลื้องภิกษุสาติจากทิฏฐินั้น จึงซักไซ้ ไล่เลียงสอบสวนว่า ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูกรท่านสาติ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยปริยายเป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณเว้นจากปัจจัยมิได้มี. (มหาตัณหาสังขยสูตร พตปฎ. ล.12 ข.440) สาติภิกษุไปเข้าใจว่าวิญญาณเป็นตัวตนบุคคลล่องลอยไปมาเหมือนพวกเทวนิยม พระพุทธเจ้าจึงว่า ใครสอนเธอ กล่าวตู่เราด้วย ขุดตนเสียด้วย จะประสพบาป มิใช่บุญมากด้วย เพราะทิฏฐิที่ตนถือชั่วแล้ว วิญญาณเป็นธาตุรู้ ขณะนี้ต้องมีปัจจุบันธรรม ไม่มีปัจจุบันธรรม วิญญาณไม่เกิด คุณหลับตาไม่มีจักษุวิญญาณ คุณปิดหู แก้วหูรับเสียงไม่ได้ก็ไม่มีโสตวิญญาณ จมูกไม่รับกลิ่นก็ไม่เกิดฆานวิญญาณ วิญญาณคือธาตุรู้ เข้าใจวิญญาณ 6 ไม่ได้ ก็ไม่มีทางปฏิบัติศาสนาพุทธได้ ไม่มีทางบรรลุธรรม ไม่มีเลย

610122_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไตรสิกขาที่พาขยายอายุขัย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน