สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน จงวางความหวัง แล้วทำแต่เหตุให้ถึงหวังนั้น.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน จงวางความหวัง แล้วทำแต่เหตุให้ถึงหวังนั้น _19 มกราคม 2561 จาก บ้านเล็กเมืองน้อย กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพครับ จากความสับสนของสภาวะที่เกิดขึ้นในจิต นำไปสู่แนวคิดดังนี้ ไม่ทราบว่าเข้าใจถูกต้องหรือไม่ กรุณาช่วยตรวจสอบการบ้านให้ด้วยครับ ความหวังเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงจิตใจของมนุษย์ให้มีกำลังใจ(แรงฮึด) ให้ต่อสู้กับอุปสรรคในการดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ ความหวังที่เป็นกิเลสหยาบๆในทางโลกีย์ ขอที่จะไม่พูดถึง แต่จะโฟกัสไปที่ความหวังในสิ่งที่ดีทางโลกุตระ โลกานุกัมปายะ เท่านั้น เนื่องจากการจะสร้างแรงบันดาลใจหรือสร้างกำลังใจ(co-efficiency)ขึ้นมาได้นั้น ย่อมต้องมีความหวังเป็นตัวกระตุ้น(แม้แต่ความคาดหวังในสิ่งที่ดีแก่องค์กร ก็คือความหวัง) เป็นเหตุให้เกิดความยึดในผลได้ผลเสีย มากจนเกินไป จนเกิดแรงผลักดันให้สำเร็จ มากจนเกินไปตามมา กลายเป็นความอยากที่เป็นกิเลส แล้วยึดเป็นความถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว ความเห็นอื่น ที่ต่างไปจากนี้ รับไม่ได้เพราะเกรงว่าจะเป็นเหตุทำให้ไม่สำเร็จ มันจึงเป็นโมหะที่แยบยลซ่อนเงื่อน ให้หลงผิดไปได้ง่ายมาก โดยไม่รู้สึกตัว เช่น เป็นห่วงประเทศไทยมากจึงระแวงนายกประยุทธมาก หรือแสดงความไม่เห็นด้วยจนออกนอกหน้าต่อความเห็นของพ่อท่านที่ไม่ตรงกับตัวเอง แม้กระทั่ง เกิด co-efficiency ลุกขึ้นมาทำดีเพื่อในหลวง ก็มีความหวังแฝงอยู่ แม้แต่หวังให้คนอื่นเข้าใจและรักในหลวงอย่างที่เราเป็น เพื่อจะได้ช่วยกันทำอย่างที่เราทำ มันก็มีความหวังเป็นตัวขับเคลื่อนอยู่ แต่เราก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธความหวังได้ ไม่งั้น co-efficiency จะไม่เกิด ดังนั้นจึงต้องมีขั้นตอนเพิ่ม ในการทำให้เกิดความพอประมาณในความหวังนั้นๆ(ตามระดับฐานของตน) โดยใช้ปัญญาให้เกิดปุญญาภิสังขาร ประหาร
อ่านต่อ
ความอยาก สลายความยึด ขจัดความต้องการ "ให้สมหวัง" ให้เบาบางจางลง(ให้เหลือเพียง เจตนาแต่อย่าอยาก) ก็จะไม่ถูกการคำนึงถึงผลได้ผลเสียครอบงำ ไม่กลัวการถูกเข้าใจผิด ไม่กระหายที่จะชี้แจงอธิบาย ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองใดๆ เป็นไปตามปัจจุบันขณะ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสัญญาเดิม เพียงแค่ "ได้ทำ"( ตามแรงบันดาลใจที่เกิด) ก็พอ ไม่จำเป็นต้อง "ทำได้" ล้มเหลวหรือสำเร็จเป็นเพียงสมมุติ ขั้นตอนในการกระทำต่างหาก ที่ต้องดำรงให้อยู่ในความบริสุทธิ์ การทำco-efficiency นั้นๆ ก็จะมี เนกขัมมะสิตอุเบกขา คอยกำกับให้คงอยู่ในความบริสุทธิ์ได้ตลอดขั้นตอน พ่อครูว่า…ขอตอบตรงนี้ก่อน “ ...แต่จะโฟกัสไปที่ความหวังในสิ่งที่ดีทางโลกุตระ โลกานุกัมปายะ เท่านั้น... ” คุณจะได้โลกุตระคือจิต โลกานุกัมปายะคือพฤติกรรมของโลก ซึ่งผู้ที่มีโลกุตระจิตแล้ว ก็จะอนุเคราะห์โลกคือ โลกานุกัมปายะคือช่วยโลก คนที่จะช่วยโลกได้ก็ต้องมีโลกุตรจิตก่อน คนที่จะมีโลกุตรจิตต้องหลุดพ้นจากโลกโลกีย์ มาให้ได้จริงๆ ตามลำดับ ตั้งแต่อบายโลก โลกโลกีย์มีต่ำสุดตั้งแต่อบายโลก คุณไม่ได้ไปเลอะอย่างที่เขาเป็น เป็นคนไม่เลอะมาก หรือเลอะมากก็หลุดมาแล้ว แต่สิ่งที่ต่ำสุดของคุณ มันก็คืออบาย บางคนยังเลอะหยาบก็เรื่องของเขา เราเกิดมาในชาตินี้แม้จะเคยติดหรือไม่เคยติดก็ตาม แต่ก็ไม่ติดสิ่งเหล่านั้น แต่คุณยังมีที่เป็น status quo ของคุณก็ focus อันนั้น สิ่งที่คุณหลุดพ้นแล้วไม่มีผลักไม่มีดูดแล้ว ก็เป็นเรื่องของคนอื่นที่เขายังติด คนที่มีโลกุตรจิต ก็ต้องรู้จักโลก โลกอบายของเขาไม่ใช่ของเรา หรือของเราเราก็ต้องเอาออก เมื่อเราสามารถหลุดพ้นโลกขั้นต้นของเรามาแล้วตั้งแต่โลกอบายโลกกาม ที่หยาบมาก ก็หลุดพ้น มาพ้นกาม ก็มาพ้นรูปโลก อรูปโลก การพ้นโลกไม่ได้หนีโลก แต่โลกก็ยังอยู่แต่เราอยู่เหนือโลก มีโลกุตรจิตอยู่เหนือโลก โลกทำอะไรเราไม่ได้ เราก็จะช่วยเขาได้เพิ่มเติมขึ้น เราไม่ไปซ้ำเติมทำร้ายนะ แต่เราช่วยเขา เราเป็นผู้หลุดพ้นได้อย่างแท้จริง ผู้ที่หลุดพ้นมาได้ตามลำดับตั้งแต่โลกอบาย เหนือมาก็ต้องแข็งแรงพอสมควรถึงจะไปช่วยเขาได้ ถ้าหากไม่แข็งแรงพอก็เหมือนเตี้ยอุ้มค่อม เรายังไม่แข็งแรงจะไปช่วยเขาอวดดี ระวังเถอะ เหมือนคนที่อาตมาเคยยกตัวอย่าง คนที่อยู่บนบ่อ เห็นคนตกน้ำ อวดดีจะไปช่วยเขา ตัวเองที่เกาะข้างบนยังไม่แข็งแรง คนที่กำลังจะตายก็จะคว้าเอา เราที่อยู่ข้างบน ที่ยังไม่แข็งแรงพอ จมลงไปทั้งคู่เลยตายด้วยกันทั้งคู่เลย เป็นการเตี้ยอุ้มค่อม เราก็ต้องมีของจริงที่แข็งแรง แต่ถ้าแข็งแรงมากๆๆแล้วไม่ไปช่วยเลยมันก็ใจดำเกินไป ถ้าหากไม่ใช่คนก็จะไม่รู้ โลกวิทูต่ออีก ก็อยู่แต่ในกรอบ มันต้องไปเจอกับความซับซ้อนความยากความง่ายต่างๆกันไปอีก ที่เป็นโลกียะอีกมาก แต่คุณไม่ทำ ก็ทำได้แต่ชอบที่คุณได้แล้วไม่ต่อ ก็หยุดอยู่ในนั้น เมื่อไม่กระทบกับโลก โลกไม่กระแทกคุณหลายอย่าง คุณเป็นฤาษีมาคุณได้สะกดมันไว้เยอะ หากไม่กระแทกอีก มันก็อยู่กับคุณอีกกี่ชาติ ไม่ออกมาให้คุณล้างหรอก ของพระพุทธเจ้าชัดเจน ศาสนาพุทธต้องมีสัมผัส ถ้าไม่มีสัมผัส กิเลสมันไม่ออกมา นอกจากไม่ออกมาแล้วหลงผิดๆ ว่าจะต้องสะกดเข้าไป ทับเข้าไป ให้มันแน่นเข้าไปอีกหลงผิดอย่างนั้นอีกด้วย แล้วมันจะนานไหมนี่ ชัดไหม หากเข้าใจสัมผัสก็ต้องรู้จักขอบเขตอย่าไปมากเกิน ก็ตายลูกเดียว เพราะฉะนั้นความเป็นลำดับ ขั้นตอนที่จะต้องให้ได้พอเหมาะ ปโหติ เป็นความพอเหมาะ จึงต้องมี ประมาณให้ดี มัตตัญญุตา จึงเป็นสิ่งสำคัญมากเป็นตัวกลางของสัปปุริสธรรม 7 การประมาณให้อย่างพอเหมาะ ซึ่งไม่ง่ายแต่ก็ทำไปเถอะ แล้วเราจะรู้ความพอเหมาะพอดี เราจะบอกว่าความปานกลาง ความพอเหมาะพอดี ความเป็นกลาง พูดได้ พล่อยๆพูดได้ แต่ไม่ง่ายเลยที่จะรู้ความพอเหมาะพอดีสำหรับตัวเอง มันมักจะเข้าข้างกิเลสเสมอ ก็ต้องเผื่อพอไว้เสมอ กิเลสของตัวเอง ดีไม่ดี ถูกกิเลสตัวเองซับซ้อนหลอกตัวเองให้อีกนาน ไม่รู้ตัว ศึกษากันอย่างให้สัมมาทิฏฐิ แล้วทำไปตามลำดับ คุณคนนี้ตั้งประเด็นว่า ความหวังเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงใจไว้ก็จริง แต่ก็อย่ายึดมั่นในความหวังนั้น จงวางความหวังไว้ แล้วทำแต่เหตุให้ถึงความหวังนั้น... เพียงแต่รู้ ในจุดที่หวัง นี่พยายามใช้ภาษาสื่อสภาวะ เขาว่า เมื่อรู้จุดที่หวังนั้นแล้วก็วาง คุณกำหนดหมายรู้แล้วก็จบ แล้วมาศึกษาเหตุ เหตุที่จะทำให้เกิดผลตามที่หวัง หวังอะไร ก็ศึกษาเหตุที่จะทำให้เกิดผลใดๆ ให้ถูกต้อง เมื่อชัดเจนแล้วว่า ทำเหตุให้ชัด ศาสนาพุทธจึงสำคัญที่เหตุ สร้างเหตุ อย่างหยุดหวังเราก็วางความหวังนั้น ถ้าหวังว่าจะได้ๆ ก็จะต้องใช้พลังงานแคลอรี่ไปเป็นการสูญเสียไม่เข้าท่า แต่คนที่ยังไม่เก่ง ยังมีแวบๆๆบ้าง แต่ถ้ารู้อย่างนี้จะไม่ทุ่มพลังไปมาก มันก็จะไม่มีกำลังให้ชัดเจน มันมัว ไปที่ผลมากกว่าทำเหตุ ก็ไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้นก็วางความหวังเสีย ศึกษาเหตุที่จะทำให้เกิดผล ตามที่เราหวัง ศึกษาให้ดี พบเหตุแล้วสร้างเหตุ เลิกหวังเลย ถ้าเหตุนี้ถูกต้องปฏิบัติไปตามลำดับ จึงจะเกิดผลจากเหตุนั้นจริง ไม่ต้องไปหวัง รู้แล้วว่าเราหวังอะไร จะไม่เผลอ เราอยากได้อันนี้ เป็นยอดที่คุณอยากได้มันไม่ลืมหรอก คุณสัญญาเอาไว้แล้วไม่ลืม ทำไปตามเหตุนั้นให้ถูกต้อง อย่าใจร้อนอย่าอยากมาก แต่ต้องจริง จริงใจ ทำจริงๆให้สัมมาปฏิบัติ ตามสัมมาทิฏฐิที่เราเข้าใจ ผลมันจะเติมเต็มไปตามลำดับๆ ตามสัจญาณ กิจญาณ สุดท้ายมีกตญาณจริงๆ จะเป็นไปตามสัจจะ แม้ว่าจะทำล้นไปเผื่อพอ คุณก็จะรู้เอง แต่ทำล้นไว้ดีกว่าขาด มันก็จะมีญาณรู้เองว่าสมบูรณ์ดีแล้วหรือยัง ก็ตั้งใจศึกษาตามที่ว่านี้ พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้ตั้งความหวัง สาเปกโขเลย ตั้งความหวังว่าจะได้สวรรค์มันก็คือนรก นั่นเอง แต่คุณต้องอาศัยสมมุติ ที่ควรทำให้สำเร็จ ไม่ควรเอาที่ล้มเหลว ถ้าสองคำนี้ธรรมะสองคำนี้คุณต้องเอาสำเร็จ เอาล้มเหลวไม่ได้หรอก คุณต้องทำธรรมะ 2 นี้ให้เหลือแต่สำเร็จ สมมุติมีสองเสมอมีทั้งนอกและใน สัจจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่เขียนมานี้ ก็มีปัญญาภาษาก็เหลื่อมไปบ้าง ก็ดี แต่ค่อยๆศึกษาไป เป็นเรื่องของสภาวะต่างๆที่เป็นธรรมะสองหมดและสภาวะที่ผสมผสานกัน 610119_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วางความหวัง แล้วทำแต่เหตุให้ถึงความหวังนั้น