560915_รายการวิถีอาริยธรรม ที่สวนลุมฯ เรื่องหลักเศรษฐศาสตร์บุญนิยม ๑.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560915_รายการวิถีอาริยธรรม ที่สวนลุมฯ เรื่องหลักเศรษฐศาสตร์บุญนิยม ๑ ส.เพาะพุทธจัดรายการที่สวนลุมฯ...วันนี้พ่อครูจะนำเสนอสืบเนื่องจากการมีตลาดอาริยะวันนี้ เป็นการขายของแบบขาดทุน มีแง่เชิงธรรมะเกี่ยวกับตลาดอาริยะและเศรษฐศาสตร์บุญนิยม เราจะมีการจัดตลาดอาริยะ ๒ ครั้งต่อเดือน ที่สวนลุมฯแห่งนี้ พ่อครูว่า...เดือนนี้มี ๓๐ วันแน่นอน เพราะไม่ใช่เดือนกันยาคม อันนี้เป็นเรื่องชี้ชัดว่าคำว่า คมกับยน นั้นชี้บ่งว่าเดือนไหนมี ๓๐ วัน เดือนไหนมี ๓๑ วัน วันนี้ตั้งใจพูดเรื่องตลาดอาริยะ คือตัวผลักดันให้พ่อครูจะต้องขยายความจริง ความลึกซึ้งส่ิงพิเศษอันนี้ ตลาดอาริยะไม่ได้มาทำเล่น ทำโชว์หรือมีเล่ห์เหลี่ยม แต่เจตนาทำจริงให้เกิดแก่มนุษยชาติ ชาวอโศกทำครั้งแรกที่สันติอโศก พอทำที่สันติอโศก ๒ ปี ก็ปรากฏว่าที่แคบ ซอยเล็ก ก็เลยย้ายไปจัดที่ปฐมอโศก ก็มีที่กว้างจัดได้ดีขึ้น พัฒนาอย่างที่มันเป็นทุกวันนี้ คือเรามาช่วยกัน ตั้งใจทำพาณิชย์บุญนิยม มีหลักเกณฑ์ ๔ ขั้นตอน ๑. ขายให้ต่ำกว่าราคาตลาด เขาขายในตลาดเท่าไหร่อย่าขายให้สูงกว่าเขาเป็นอันขาด อันนี้ยังไม่ได้เสียสละอะไร คนขายยังไม่ได้บุญเลย ยังเอาเปรียบเขาอยู่โดยสัจจะ คนเอาเปรียบเขาเป็นหนี้ทั้งนั้นโดยสัจจะ ๒. ขายเท่าทุน ตำ่กว่าราคาเท่าไหร่ก็เจริญเท่านั้น การขายเท่าทุนนี้ก็ยังไม่ได้บุญคือเจ๊า คือแลกกันไปแลกกันมา ไม่มีใครได้เสีย ไม่มีบาปไม่มีบุญ คนซื้อคนขายไม่ได้บุญ การคิดทุนนี้ให้คิดแรงงานด้วย มีค่าโสหุ้ย สมัยนี้มีค่าแรงงานด้วย แต่ถ้ายิ่งคิดเพิ่มยิ่งบาป สรุป สองขั้นแรกนี้ยังไม่เป็นบุญ ๓. ขายขาดทุน นี่คือเร่ิมเป็นบุญนิยม ไม่คิดค่าแรงงานด้วย ขาดทุนได้มากเท่าไหร่ย่ิงมีกำไรอาริยะมากเท่านั้น ๔. แจกฟรี นี่คือสัจจะแห่งพาณิชย์บุญนิยม เมื่อเช้านี้ อ.ขวัญดินบ
อ่านต่อ
รรยาย ว่าจัดครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓๖ แต่พ่อครูขอท้วงว่า ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓๔ เพราะมีนัยละเอียด ตลาดอาริยะที่เป็นการจัดแบบองค์รวมของอโศก มารวมกันจัด อย่างปีนี้ จัดผ่านไปแล้วมีตลาดน้ำ ที่บ้านราชฯเมื่อสงกรานต์ ๑๒_๑๔ เม.ย. ๕๖ แต่ก่อนเราจัดมกราคม แต่เดี๋ยวนี้มาเอาปีใหม่ไทย ส่วนครั้งย่อยๆนั้นเราจัดเยอะ มีหลายชุมชนที่จัด ที่หินผาฟ้าน้ำ ที่อุดร ที่ภูผาฯ ที่หาดใหญ่ แต่ไม่ใช่ส่วนกลาง เป็นส่วนย่อย อย่างที่จัดที่สวนลุมฯนี้ เป็นการจัดแบบย่อย ไม่ได้รวมอโศก ดังนั้นถ้าจะนับย่อยๆก็จะเกิน ๔๐ ครั้งแล้ว เราจัดอย่างซื่อสัตย์ไม่เอาเปรียบไม่มีเลห์เหลี่ยม เรามาเสียสละเกื้อกูลประชาชนจริงๆ เราสามารถทำได้ ๔ ลักษณะอยู่ในองค์กรเดียวเช่นองค์กรชมรม มังสวิรัติ ที่เชียงใหม่ องค์กรนี้ก็ขายของสดของแห้ง มีสินค้าที่ขายต่ำกว่าราคาตลาดก็มี ขายเท่าทุนก็มี แจกฟรีก็มี โดยเฉพาะอาหารแจกฟรีทุกปี คือ ๐ บาทก็กินได้ ส่วนใครจะจ่ายเงินก็จ่ายได้ แต่บวกลบคูณหารแล้วเราไม่ได้มีกำไรแบบโลกีย์ เราขาดทุนแน่นอน การจัดตลาดอาริยะมีเป้าหมายคือให้มันเกิดจริงในสังคมมนุษย์ ที่ไหนก็จัดไม่ได้ เมืองไทยจะพยายามจัดให้ได้ กลุ่มไหนจัดไม่ได้อโศกจะจัดไปตลอดเท่าที่มีโอกาส ตอนนี้เราคำนวณกันเล่นๆ งบที่เราจัดมา ๒ ครั้ง แต่ละครั้งเราได้กำไรอาริยะประมาณ ๗ แสนบาท ครั้งนี้ครั้งที่ ๓ ยังไม่รู้ยอดยังไม่ได้คิด แต่วันนี้คนแน่นกว่าทุกครั้ง เราไม่ไปเป็นหนี้เอามาทำ ถ้าเราหมดเราก็ไม่ทำ เราทำเท่าที่มี เราไม่ได้ทำมาอวดมาแอ็คอะไร ถ้าเราทำไปเรื่อยๆ ส่ิงนี้จะแสดงความจริงให้เกิดในมนุษยชาติ ตลาดอาริยะคืออย่างไร มีหลัก ๓ ข้อ ๑.กำไรของชีวิตคือการให้การเสียสละ ๒. สินค้าที่ขายต้องราคาต่ำกว่าทุน การยอมขาดทุนนั่นคือการเสียสละ ๓. เจตนาให้ผู้ซื้อได้แสดงน้ำใจ เปิดโอกาสให้ผู้อื่น ซื้ออย่างแบ่งปัน ไม่โลภ
นโยบายพาณิชย์บุญนิยม ๑.สร้างเครดิตเหนือเครดิต คือจ่ายสดงดเชื่อ ๒.หากต้องยืม ต้องเป็นไปอย่างเกื้อ ไม่มีดอกเบี้ย ๓.มีความซื่อสัตว์จริงใจ มีน้ำใจ
นโยบายการค้าของชาวอโศก ๑.ข่ายถูก ๒.ไม่ฉวยโอกาส ๓.ขยันอุตสาหะ ๔.ประณีตประหยัด ซื่อสัตย์เสียสละ
หลักการตลาดบุญนิยม ๑. ของดี ๒.ราคาถูก ๓.ซื่อสัตย์ ๔.มีน้ำใจ ๕.ขายสดงดเชื่อ (เครดิตเหนือเครดิต)
อุดมการณ์บุญนิยม ๑. ขายให้ต่ำกว่าราคาตลาด ๒. ขายเท่าทุน ๓. ขายขาดทุน ๔. แจกฟรี
สูตรแห่งความสำเร็จบุญนิยม ๗ ขั้น ๑ . ศึกษา ๒ . เอาจริง ๓ . ต่อเนื่อง ๔ . ประสานสัมพันธ์กลุ่ม ๕ . ขยายงาน ๖ . เผยแพร่ ๗ . การตลาด
บุญนิยมมีหลายสาขา เช่นการศึกษาบุญนิยม พาณิชย์บุญนิยม สื่อสารบุญนิยม ฯลฯ บุญนิยม คือลัทธินิยมลดกิเลส งานลดกิเลสทุกอย่างคือลดกิเลส การเต้นการรำนี่ถ้าลดกิเลสก็เป็นบุญทั้งนั้น ขอให้ตั้งจิตให้ดี ถ้าเต้นเพื่อติดรสไม่ดีแน่ แต่ถ้าเต้นเพื่อให้ประสานเกิดส่ิงดีอันนี้ดี เช่นพ่อครูต้องเน้นเสียง ต้องมีลีลา ไม่ได้มันส์เลยที่จะทำ แต่ต้องปรุงให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟัง จะบอกว่าเป็นพ่อครัว เป็นศิลปินตุ๊กตาท้องก็ได้ ต้องฝึกฝนที่จะอ่านอาการกิเลสที่มาร่วมปรุงด้วย (สัมปยุต) จับกิเลสให้ได้แล้วจัดการกิเลสไม่ให้มาปรุงร่วม สังขารเป็นตัวปรุงแต่ง แต่จะมีสัมปยุตของกิเลสด้วยหรือไม่ก็อยู่ที่เราทำได้หรือไม่ ธรรมะอาจจะยากหน่อย ก็เห็นใจคนที่ไม่เห็นค่าธรรมะก็ไม่อินอาจไม่ชอบใจหรือ แต่โอกาส นี้พ่อครูเห็นว่าต้องเอาธรรมะมาแก้ไข การเมืองจะแก้ด้วยการเมืองมันไม่จบหรอก การเมืองทุกวันนี้บอกเลยว่าต้องเอาธรรมะไปแก้ เอาธรรมาธิปไตยไปแก้ประชาธิปไตย ถ้าแก้ด้วยการเมือง เอาอันอื่นมาแทนก็สมบัติผลัดกันชม อย่างเก่า อัปรีย์ไปจัญไรมา เพราะไม่แก้คนให้มีธรรมะ ๘๑ ปีประชาธิปไตยเมืองไทยจึงมีแต่การเมืองระหว่างหมากับหมูอยู่สองอย่าง ไม่หมาเตะปากหมูก็หมูเตะปากหมา ตอนนี้เมืองไทยตื่นตัวสังเกตจากพวกเราเข้ามารวมตัวกันฟังธรรม นี่เวทีการเมืองแต่เราเอาธรรมะมาตั้งมาหยั่งลงในที่นี้ มหาตมคานธีได้เคยกล่าวไว้ว่า... “ สำหรับผมแล้ว การเมืองที่ปราศจากหลักธรรมทางศาสนาเป็นเรื่องที่โสมม ที่ควรสละละทิ้งเสียเป็นอย่างยิ่ง การเมืองเป็นเรื่องของประเทศชาติ และเรื่องที่เกี่ยวกับสวัสดิภาพ ต้องเป็นเรื่องของผู้มีศีลธรรมประจำ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องเอาศาสนจักร ไปสถาปนาไว้ในวงการเมือง” ผู้ที่ติงมาว่าอย่าเอาธรรมะมาเทศน์ได้ไหม ก็ขอดันทุรังหน่อยเถอะ ในวันหนึ่งๆนั้น ก็ขอเวลาธรรมะแค่ ๒ชม.หลักๆในวันหนึ่ง นอกนั้นท่านก็แจกกันไปเป็นการเมืองหรือบันเทิงไป ก็ขอธรรมะเท่านี้ ตอนนี้ก็มีอัตราการก้าวหน้าอยู่ คนเข้าใจว่าต้องเอาธรรมะไปสถาปนาในวงการเมือง เป็นความหวังน่าชื่นใจ ก็ขอทำอันนี้ต่อไป เรามีองค์กรต่างๆที่เป็นบุญนิยม คือ ๑.ด้านศาสนา ๒.การเงินการคลัง ๓.อุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ ๔.สื่อสาร ๕.เศรษฐกิจพาณิชย์ ๖.กสิกรรม ๗.สังคมชุมชนส่ิงแวดล้อม ๘.การศึกษาศิลปวัฒนธรรม ๙.สุขภาพ ๑๐.บริโภค ๑๑.การเมืองบริหารกฎหมายกระบวนการยุติธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลาดอาริยะนี้ทำได้อย่างไร ทำทำไม แล้วจะเกิดประโยชน์อย่างไร? ทำอย่างไร....ก็เรากำลังทำขึ้นคือ เรามีตั้ง ๓๔ ครั้งแล้ว เป็นการขาดทุนเห็นๆเป็นกอบเป็นกำ เราทำพาณิชย์ก็ขายขาดทุน อย่างร้านมังสวิรัติเปิดแต่ปี ๒๕๒๕ เราขายราคา ๕ บาท แต่อยู่ไม่ได้ก็ขึ้นมา ๗บาทต่อมาเป็น๑๐บาท ทุกวันนี้ตรึงอยู่ที่ ๑๕ บาท บางอย่าง ๒๐บาท แต่ทุกวันนี้ที่เราขาย ๒๐ บาทตลาดขึ้นไป ๔๐หรือ ๕๐บาทแล้ว ของเรา ๒๐ บาทนี่ละอายแล้ว แต่ยุคนี้ของไทย ๕๐ บาทแล้วไม่ต้องพูดถึงเหลาเลย ร้านบริษัทต่างๆของเราหน่วยค้าของส่วนกลางเราทำนโยบายจริง พนักงานบริษัทเราให้เงินเดือน บ.พลังบุญเป็นบ.แรก เงินเดือนตั้งมา ๒๐๐๐ บาทแต่แรก จากผู้จัดการยันพนักงานเงินเดือนเท่ากันหมด จาก ๒๕ มาจนบัดนี้เราก็เงินเดือน ๒๐๐๐ บาท แล้วอยู่ได้ไหมอยู่ได้ เรามีสวัสดิการอยู่กันอย่างครอบครัว เราก็อยู่มา บริษัทต่อมา แด่ชีวิต เงินเดือน ๓๐๐๐ บาท บ.ฟ้าอภัย ให้เงินเดือน ๓๐๐๐ บาท และบริษัทสุดท้ายที่ตั้งมาคือ บ.ขอบคุณ ไม่จ่ายเงินเดือนเลย ตั้งมาเพื่อขาดทุน ซึ่งต้องทะเลาะกับพวกสรรพากร มากเลย เพราะเขาให้ขาดทุนได้แค่ ๓ ปี เขาก็มาตรวจสอบ แต่ทุกวันนี้เขายอมรับแล้ว ไม่มีปัญหา เราอธิบายว่าเราขาดทุนเพราะเราทำงานฟรีไม่เอาเข้าพกห่อ ทำเพื่อประชาชนจริงเลย อย่างบ.ฟ้าอภัย ตั้งเงินเดือนให้ ๓๐๐๐บาท พอต่อมาบ.เจริญ เขาก็ประชุมกันลดเงินเดือนตัวเอง สูงสุด ๒๕๐๐ บ. บางคนก็ไม่เอาเงินเดือนเลย อย่างผจก.ก็ทำฟรีมาหลายปีไม่เอาเงินเดือนเลย ไม่ได้ทำเลย แต่เป็นจิตวิญญาณของผู้ลดละกิเลส แล้วอยู่เกื้อกูลกัน ไม่หลงโลก มีชีวิตมักน้อยสันโดษ สงบรำงับ สว่างสะอาด ไม่ได้ทำหลอกเล่ห์เหลี่ยม แต่เป็นชีวิตจริง เราจัดตลาดอาริยะนี้เป็นโอกาสดีมากเลย แม้แต่ชุมชนดูไปเราก็จะจัดตลาดอาริยะไปเรื่อยๆ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้ควรได้วัตถุ เรื่องจิตวิญญาณประชาชนเขาก็จะได้ ดังที่อุดมการณ์ผู้ซื้อจะมีน้ำใจไม่โลภแบ่งคนอื่นบ้าง นอกจากคนกิเลสหนาก็ขี้โลภบ้าง นี่เราสร้างจิตวิญญารแก่มนุษยชาติ เราทำได้ผล แต่ไม่ตะกละเกิดเร็วหรอก เราจะสร้างคนให้มีจิตวิญญาณไม่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นความประเสริฐของมนุษยชาติ เราก็ต้องตัดกิเลสตนก็ได้ประโยชน์ตน ประชาชนที่มาก็จะได้รับซับซาบ ผู้ใฝ่ดีไม่จัดจ้านกิเลสมากก็จะได้เลย ยิ่งเป็นพลังรวมที่มีรูปธรรมชัดเจนเป็นสนามแม่เหล็กจะมีพลังเหนี่ยวนำชัดเจน ก็เห็นผลอยู่ตลอดจึงเต็มใจตั้งใจทำ เป็นเรื่องลึกซึ้งคนสงสัยว่า ขาดทุนแล้วอยู่ได้อย่างไร ในวิธีคิดทุนของเศรษฐศาสตร์เขาต้องคิดทุกอย่างทั้่งวัสดุ ค่าแรง นอกจากจ่ายจริงแล้ว ยังมีค่าแรง ค่าจัดการ ค่าเอนเตอร์เทน ค่าเสื่อมสภาพ ยังมีค่าerror อีกที่คิดเผื่อ นี่คือวิธีคิดของนักเศรษฐกิจ ก็คิดตามหลักสังคม นั้นคือต้นทุนว่ายอดเท่าไหร่ เราขายให้ต่ำกว่าทุนนั้น เราไม่ได้เอาหรือเราหักของเราให้ออกไปนั่นคือการเสียสละ ส.เพาะพุทธว่า...ผลไม้ที่เราถือต้นทุนจริง ๘ บาทแล้วบวกค่าอื่นๆอีก ๒ บาท ถ้าเราขายต่ำกว่า ๑๐ บาทก็คือเป็นบุญ พ่อครูว่า..ถ้าเราเขาโดยไม่ได้คิดค่าแรงอีก ก็อยู่ไม่ได้แน่นอน มีทั้งค่าเสื่อมที่วัตถุต้องเสื่อมอีก แม้แต่ค่าแรงของเรา ๓ บาทเราเองจะจ่ายหมดเลย ไม่เอาค่าแรงค่าโสหุ้ย คุณก็ทำต่อไปไม่ได้เลย เราก็ต้องมีความสมเหมาะสมควรที่จะอยู่ได้ สรุปคือค่าแรงนี่แหละสำคัญ และคนมักคิดค่าแรงมากๆ เช่นว่าตนเองทำได้ดีทำได้เก่ง มีค่าลิขสิทธิ์อีก ใครจะเอาไปทำต่อต้องจ่ายฉันอีก อันนี้ตัวกูของกูใหญ่จริง อันนี้คือความเลวร้ายเดือดร้อนของสังคม อย่างในหลวงตรัสว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เราชาวอโศกทำได้เป็นจริงอยู่รอด ไม่แกล้งทำ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ทำจริง และอยู่รอดได้ ไม่ได้มาโลภจริง มาเสียสละจริง มันเป็นส่ิงที่เป็นโลกุตระคือเหนือโลกีย์สามัญ เขาล่าโลกธรรม แต่เราไม่ล่า เรามาเสียสละ เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลโลกจริง ไม่ได้มาเป็นผู้เอา คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นตำราหลัก คำสอนในหลวงเอาอย่างตำรา คำว่าตำราคือตำราโลกีย์ที่เขาใช้กัน เมืองไทยเรามีตำราพุทธเจ้า ตำราศาสนา แต่ในหลวงท่านไม่ได้ตรัสถึง ท่านละไว้ในฐานที่เข้าใจ แบบคนจน “เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำได้ ต้องทำ “แบบคนจน” เราไมเปนประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยูได แต..ไมเปนประเทศที่กาวหนาอยางมาก เราไมอยากจะเปนประเทศกาวหนาอยางมาก เพราะถาเราเปนประเทศกาวหนาอยางมาก ก็ จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง ประเทศเหลานั้นที่เปนประเทศที่มีอุตสาหกรรมกาวหนา จ ะ มี แ ต ถ อ ย ห ลั ง และถอยหลังอยางนากลัว แตถาเริ่มมีการบริหารที่เรียกวา “แบบคนจน” แบบที่ไมติดกับตํารามากเกินไป ทําอยางมีสามัคคีนี่แหละ คือ เมตตากัน ก็จะอยูไดตลอดไป...” ทุกวันนี้อเมริกาถอยหลังอย่างน่ากลัว หนี้รอบตัวไปหมดไม่รู้จะใช้หนี้หมดได้อย่างไร แต่ว่าทำกร่างใหญ่โตอยู่ พระราชดำรัสนี่ยิ่งใหญ่มาก เอาไปศึกษาจนจบดร.เลย อย่าไปหลงตำราโลกๆเลย “...คนที่ทํางานตามวิชาการจะต้องพึ่งตํารา เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้น เขาบอก “อนาคตยังมี” แต่ไม่บอกว่าให้ทําอย่างไร ก็ต้องปิดเล่ม คือ ปิดตํารา ปดตําราแลวไมรูจะทําอะไร ลงทายก็ตองเปดหนาแรกใหม่ เปดหนาแรกก็ .. เริ่มตนใหม ถอยหลังเขาคลอง แตถ้าเราใช้ตํารา“แบบคนจน” ใช้ความอะลุมอลวยกัน ตํารานั้นไมจบ.. เราจะกาวหนา “เรื่อยๆ” (พระราชดํารัสในวันเฉลิมพระชนมพรรษา : ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔) ตำราพระพุทธเจ้าถ้าทำตามแล้วจะพึ่งตนรอดและมีเหลือช่วยสังคมด้วย อย่าไปหลงตำราเมืองนอกมาก ให้เรียนตำราพระพุทธเจ้าให้ทะลุปรุโปร่งแล้วปฏิบัติให้จริงจนมีมรรคผลเถิด ทำอย่างไรจะทำตามตำราพระพุทธเจ้าหรือในหลวงที่ทรงละไว้ในฐานที่เข้าใจนี้ ก็ต้องเรียนรู้จากผู้สัมมาทิฏฐิแล้วเอามาทำให้เป็นนิสัย เป็นระบบ อย่างอโศกนี่ต่อสู้กับสังคมมากมาย เขาเล่นงานสารพัดสารเพเลย สังคมรอบด้านจะใช้ความกดขี่รังแกเราตลอดเวลา แต่เอาเถอะบาปมีจริงเราไม่ได้โกรธเขา แต่เรารู้ว่าเขาทำตามกิเลส ถูกกิเลสบังคับ หรือเขาไม่รู้ก็แล้วแต่ ปัญหาของสังคมนั้น ไม่ว่าจะเศรษฐกิจสังคมการเมือง ที่เขาว่าการเมืองต้องแก้ด้วยกาเมืองนั้นไม่สำรเ้๗ การเมืองจะแก้ได้ตอ้งแก้ด้วยธรรมะ ๘๑ ปีเมืองไทยแก้ด้วยการเมืองจึงเน่าลงเรื่อยๆ การเมืองต้องช่วยแก้เศรษฐกิจ ที่รบ.แย่อยู่ทุกวันนี้คือไม่มีีมมือบริหารเศรษฐกิจ ตลาดอาริยะเราทำได้เพราะเราพึ่งตนรอด คือ เรามีหลักคือ ๑.เราไม่เป็นหนี้ ๒.พึ่งตนรอด ๓.ทำให้มากให้เกินกินเกินใช้ ๔.เผื่อแผ่แจกจ่ายต่อ ทำโดยตนเองต้องฝึกตนเอง เป็นอาริยบุคคลตามลำดับ เราก็มีชีวิตต่อไปกับสังคมไม่ได้ไปหนีไปอยู่ป่าเขา เราก็สามารถมีส่วนเกิน แล้วมาทำทำไม ก็ทำเพื่อเกื้อกูลคนอื่น คือเราเหลือ แม้เราเหลือไม่มาก แต่เราไม่กักตุน เราไม่อวดอ้างรวย แต่เราจะทำการแจกจ่ายเอื้อเฟื้อเราผิดหรือ? คนอาจว่าเราไปไม่รอดก็อาจเป็นได้ เราก็ไม่ประมาท เราไม่ทำเกินตัว พระพุทธเจ้าว่าเราเป็นคนดีต้องทำประโยชน์ต่อสังคม แนวลึกแนวกว้างนั้นอโศกก็มี ในแนวลึกคนก็หยั่งรู้คนอโศกไม่ค่อยได้ แต่แนวกว้างอโศกกำลังเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างเท่าที่ทำได้ ไม่ทำเกิน ทำเผื่อพอ ตามฐานะตัวเองที่ทำได้ จะเห็นได้ว่าอโศกออกมาสู่สังคม ไม่ว่าจะเป็นด้านไหนก็แล้วแต่ ไม่ว่าด้านการศึกษา พาณิชย์ การผลิต การสื่อสาร ยกตัวอย่างง่ายๆ โทรทัศน์เอฟเอ็มทีวี เราไม่ได้ทำเพื่อผลการค้าเอาประโยชน์ต่อเราเลย แต่เราเพื่อสื่อให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม อันไหนดีเราก็ทำตาม อันไหนที่ควรทำเราทำ ไปถ่ายทอดให้ เราไม่เอาเงินใคร เราทำฟรีแก่สังคม เป็นส่ิงประเสริฐเกิดได้เพราะธรรมะพระพุทธเจ้า พูดเพื่อขยายให้เกิดสัจธรรม ไม่ได้พูดเพื่อทวงบุญคุณนะ เจตนาแค่จะให้เกิดส่ิงดีแก่สังคม ไม่ได้เพื่อให้คนมานับถือบูชาแต่อย่างใด พ่อครูอ่านมโนสัญเจตนาตนเองตลอดว่าไม่มีจิตเช่่นนี้ คนหาว่าพ่อครูอวดอุตริมนุสธรรมที่อวดนี่ไม่อาบัติ คนเข้าใจไม่ลึกพอ บางคนจะปรับปาราชิกเลย การอวดนั้น มีสองแบบ คืออวดแบบอวดไม่ประมาณ ไม่เหมาะกับผู้ฟัง เขาไม่รู้เรื่องไม่ได้ประโยชน์ อย่างนี้คุณประมาณไม่ถูกให้ระมัดระวัง พระพุทธเจ้าก็ปรับอาบัติ ปาจิตตีย์ เขารับไม่ได้และเข้าใจผิดด้วย แต่กรณีนี่คุณต้องมีอุตริมนุสธรรมในตนจริงนะ แต่ถ้าคุณไม่มีแล้วไปอวด ก็ปาราชิก แต่ถ้ามีจริงแล้วไปอวดแก่อุปสัมปัน คือคนรู้และรับได้ ก็ไม่อาบัติกลับมีประโยชน์จริงด้วย คนก็เข้าใจแค่ว่าอุปสัมปันคือนักบวช แต่ว่าแท้จริงคือต้องเอาเนื้อหาที่คนรับได้หรือไม่ต่างหาก แต่ว่าถ้ารับไม่ได้ก็คืออนุปสัมปัน พ่อครูรู้แล้วจะทำผิดทำไม?
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น ดูรายการเผชิญหน้า คนเขาว่าพ่อท่านเล่นการเมือง แต่ผมกราบเรียนว่าพ่อท่านมาทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมืองนะครับ แล้วคนถามดูจะแสดงความรู้สึกว่าเป็นพระไม่น่ามาเกี่ยวกับการเมือง แต่ผมเห็นว่าท่านทำส่ิงที่รับผิดชอบสังคมต่างหาก แต่ว่าพระที่เช้าฉันเพลเอนนอน บ่ายพักผ่อน ไม่ทำอะไรกลับไม่ถูกตำหนิ ในพระไตรฯบอกว่าพระไม่มีคิ้วบวชไม่ได้ ตอบ ...พ่อครูว่า ไม่เคยเห็นพระไตรฯว่านะ จริงๆแล้วในพระไตรฯว่าการไปปลงที่อื่นนั้นผิดด้วย ให้ปลงแค่ผมและหนวด สองอย่างเท่านั้น ในขณะนี้ผมอยู่ในอิริยาบทปกติ แต่ถ้าหลับตาก็เหมือนไม่มีกายเลย จะเรียกว่าอยู่ในอรูปได้หรือไม่? ตอบ ...คำแรกคือคำว่าเหมือนไม่มีกาย คำนี้น่าสงสารคนไทย คำว่ากายนี้ไม่ได้หมายถึงแต่รูปร่าง คุณพูดมาเหมือนหลับตาแล้วไม่มีรูปร่างเลย ว่างไป คำว่ากายไม่ได้หมายถึงโครงร่าง รูปร่าง แต่กายหมายถึงองค์ประชุมที่รวมทั้งรูปธรรมและนามธรรม จะเป็นองค์ประชุมของนามก็ใช่ แต่สุดท้ายแล้วกายจะหมายถึงแค่อรูปเลย แต่ว่าคุณคนนี้ เข้าใจว่าการทำสมาธิต้องนั่งหลับตา คือสะกดจิตตนให้เป็นหนึ่ง ให้รับรู้แค่จุดใดจุดหนึ่ง ซึ่งเป็นสมถะ แต่สมาธิพุทธนั้นต้องว่างจากกิเลส รับรู้ได้รอบเลย ไม่ได้แค่รู้แต่จุดหนึ่งจุดเดียว แต่ที่คุณว่าจะเรียกว่าอรูปก็ได้ คือไม่มีรูปโดยภาษา แต่โดยแนวลึก อรูปหมายถึง รูปที่ละเอียดกว่ารูป จะเรียกว่ารูปก็คือระดับหนึ่ง จนมันเล็กลงๆ จนไม่รู้ว่าจะเรียกอะไร ก็คือเรียกอรูป สุดท้ายเล็กสุดก็คือว่าง คืออากาศ พุทธศาสนามีพุทธ ธรรม สงฆ์ เป็นที่พึ่ง เมื่อหลังพุทธกาลก็มีสงฆ์เป็นที่พึ่ง แล้วพระสงฆ์ที่ทำ พระพุทธเจ้าขายเป็นที่พึ่งได้ไหม ตอบ . ..ว่าคนทำพระพุทธรูปขายไม่ใช่พระ มาบวชแล้วซื้อขายไม่ได้ เขาเลี่ยงจากขายมาเป็นเช่า หรือบูชา ใช้ภาษาเรียก แต่แท้จริงคือเอาธนบัตรมาแล้วเอาพระไป ดินก้อนเท่านี้เรียกเงินมากมาย เป็นบาปมหาศาล วิธีพึ่งเครื่องรางของขลังได้เงินมาเพื่อสร้างวัตถุศาสนา อันนั้นล้มเหลวแล้ว ถ้าทำอย่างเจตนาดี ไม่ได้ทำเพื่อค้าขาย แต่ถ้ามีกุศลเจตนาก็ต้องทำ โพธิสัตว์แปลว่า... ตอบ ...คือสัตว์ที่มีความตรัสรู้ คนก็เป็นสัตว์แต่สามารถเรียนรู้ส่ิงประเสริฐ อาริยธรรมได้ ผู้ตรัสรู้อาริยธรรมตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไปได้มรรคผลเรียกว่าโพธิสัตว์ มีคนแปลว่าคือผู้ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต แต่ถ้าผู้นั้นไม่ได้บำเพ็ญได้แม้แต่โสดาบันก็ไม่เป็นโพธิสัตว์ เป็นแค่สัตว์ใต้ต้นโพธิ์ ถ้าเร่ิมได้โสดาบันก็เป็นโสดาบันโพธิสัตว์ ….. สมาธิลืมตาเป็นอย่างไร ตอบ ...ที่ว่านั่งสมาธิหลับตาคือสมาธิทั่วไป General สมาธิ แต่สมาธิของพระพุทธเจ้าเป็นแบบพิเศษ คนทั่วไปใช้สมาธิตั้งใจเพ่งจุดเดียวแน่วแน่ ก็เป็น concentration แต่ของพระพุทธเจ้าก็มี แต่ต้องมีหลักอยู่ว่า คือต้องละกิเลสให้ได้ คือทำฌาน เผากิเลส จากฌานเป็นสมาธิ สะอาดจากกิเลสเป็นลำดับ เรียกว่าสมาธิลืมตา เร่ิมต้นสอนศาสนามาก็ยังอธิบายสมาธิลืมตาอยู่นั่นแหละเป็นอจินไตยและเป็นอุตริมนุสธรรม ขายประกันชีวิตเป็นสัมมาอาชีพไหม ตอบ ...เป็นมิจฉาชีพ ประกันชีวิตคือเอาชีวิตไปแลกเงิน ทำไมดูถูกชีวิตขนาดนั้น ถามหน่อย ตอนนี้เลยให้คุณแสนล้านบาทแต่คุณต้องตายเลยนะ เอาไหม?....ไม่เอา หรือทำไว้ให้ลูกหลาน ซึ่งก็คือการเล่นพนัน เป็นวิธีการทุนนิยมเอาเปรียบคนก็ไม่อยากตายหรอก คุณก็ส่งเงินให้เขาฟรีๆ เป็นวิธีการหาเงินเท่านั้น ร.๔ ทำให้เกิดสังฆเพทหรือไม่ทำให้เกิดนิกายต่างๆหรือไม่ ตอบ ...ร.๔ ท่านเป็นต้นกำเนิดธรรมยุติ เหมือนอโศกก็เห็นว่าพุทธกระแสหลักไม่ถูกต้องก็เลยต้องทำนานาสังวาส ในยุคพระพุทธเจ้าท่านก็ประกาศคณะของเทวฑัตว่าเป็นนานาสังวาส สรุปว่า ร.๔ ไม่ได้ผิดไม่ได้ทำนิยาย ท่านทำนานาสังวาส โดยท่านประกาศคณะเล็กไปทำของท่าน แต่คนเข้าใจผิดไปแยกนิกายเอง นิกายคือเข้ากันไม่ได้ แต่ทุกวันนี้ก็เข้ากันได้ในส่วนที่ได้ คนช่วยคนชั่วทำผิดบิดเบือนบาปตามไหม ตอบ ...บาปด้วย พระท่านสวดว่านะโมตัสสะกับนะโมตะสะแตกต่างกันหรือไม่ ตอบ ...ไม่รู้บาลีเลยแปลไม่ได้ รู้แต่ว่านะโมคือนอบไหว้ แต่ว่าตะสะไม่รู้น่าจะเป็นตัสสะถูกต้องกว่า เมื่อจิตฟุ้งซ่านในอดีตหรืออนาคตแล้วที่พักของจิตอยู่ที่ไหน ตอบ. .อยู่ที่จิต.....จบ