560914_รายการสงครามสังคมฯโดยพ่อครู เรื่อง ปิดนรกให้ได้-ตายจะไม่เสียชาติเกิด.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560914_รายการสงครามสังคมฯโดยพ่อครู เรื่อง ปิดนรกให้ได้-ตายจะไม่เสียชาติเกิด พ่อครูจัดรายการที่สวนลุมฯชุมชนดูไป...จิตวิญญาณเป็นนิยามหนึ่งใน ๕ ของนิยามของชีวิต ที่มี อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรม เป็นธรรมดาธรรมชาติ ในมหาจักรวาลทั้งหมดถูกจัดในนิยาม ๕ นี้ พลังงานที่สังเคราะห์สังขารกันนี่ซับซ้อนมาก วิทยาศาสตร์ก็จับเอาพลังงานแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า อื่นๆมาใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้ที่คนเอามาใช้ได้ แต่ว่าพลังงานยังมีอีกมากที่คนยังไม่สามารถนำมาใช้งานได้ อย่างในดวงอาทิตย์มีพลังงานอีกมากที่เราใช้ไม่ได้ ผู้ไม่ฉลาดก็เอาพลังงานเหล่านั้นมาใช้เป็นโทษอย่างไอสไตน์สามารถแปลงนิวเคลียร์มาเป็นพลังงานสูง เอาไปเป็นคุณก็ได้มาก เป็นโทษก็สูง ไอสไตน์ถึงบอกว่าไม่น่าเปิดเผยเลยต่อมนุษย์ มันมีทั้งดีทั้งเสียง พลังงานอุตุที่สังเคราะห์ตัวมาเป็นชีวะเป็นพีชะ หรือพืช ทุกคนก็รู้เข้าใจ พลังงานนี้ยังไม่ซับซ้อน ได้ในระดับหนึ่ง ยังไม่สามารถปีนรอบ ออกสู่พลังงานอีกระดับคือ จิตนิยาม ที่เป็นชีวะที่สูงกว่าพีชะ และก็พลังงานที่ ๔ ก็คือธรรมนิยาม พลังงานระดับจิตนี่เร่ิมมีกรรมครอง มีวิญญาณครอง ต้องมีกรรม มีวิญญาณเป็นเจ้าเรือน สามารถรอบรู้มากมาย มีทั้งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อยู่ในจิต เป็นหลักใหญ่ เป็นขันธ์ ๕ ในระดับจิตนิยามจะมีคุณสมบัตินี้ จะมีกรรม มีวิบาก มีบาปมีบุญ สัตว์ตั้งแต่เซลล์เดียว มีน้อยเซลล์ก็ใกล้เคียงพืช จนพัฒนามีเวทนา ก็มีอุปาทานยึดถือ มีรักมีชัง มีทุกข์มีสุข อันนี้คือจิตนิยาม ส่วนชีวะหรือพืชไม่มีความรู้สึก ไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีแย่งชิง ไม่มีแก้แค้น แต่พลังงานมันมีแค่สองขันธ์ ไม่มีเวทนากับวิญญาณ มีแต่สังขารกับสัญญา มันปรุงแต่งตามสัญชาติ ตามที่มันพัฒนาจากอุตุนิยาม แล้วมันก็ทำหน้าที่ของมันเท่านั้น พืชจึงไม่มีจองเวร แ
อ่านต่อ
ย่งชิงกับใคร ใครบอกว่าไปฆ่าพืชกินพืชจะบาปเพราะเป็นชีวะเหมือนกันนั้นไม่ใช่ ต้องให้เรียนอย่างลึกซึ้งจะรู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ละเอียดละออ ดั้งนั้นใครจะกินพืชไม่บาป แต่มีคนแย้งว่าพระพุทธเจ้าห้ามภิกษุห้ามพรากพืชคาม คนไม่เข้าใจก็แย้ง แต่ที่จริงพระพุทธเจ้าห้ามเพราะว่า ภิกษุจะต้องกินพืช ดั้งนั้นถ้าไปเด็ดเอง จึงไม่ต้องพึ่งญาติโยม ความสัมพันธ์ก็ขาด ดังนั้นภิกษุต้องอาศัยคนอื่นเลี้ยงไว้ ฆราวาสพรากพืชได้ เอามาให้ภิกษุให้ท่านอย่าไปทำ แต่ถ้าภิกษุสามารถพึ่งตนรอด แต่ขาดสัมพันธ์ ซึ่งประชาชนต้องให้ภิกษุช่วยในส่ิงที่เป็นส่ิงดีงามประเสริฐ ท่านก็ต้องกตัญญูต่อคน เพราะเขาเลี้ยงไว้ แต่คนไม่เข้าใจว่า ทำไมพระพุทธเจ้ามีกฎห้ามพรากพืช คือพระนี่จะปลูกผักพืชกินเองไม่ได้ ต้องบิณฑบาตเลี้ยงตนเองด้วยปลีแข้ง ท่านต้องให้บิณฑบาตเลี้ยงตนตลอดชีพ ห้ามสะสม ไม่ให้มีอาหารสะสมไว้กินเองข้ามคืน แต่ทุกวันนี้มันไปกันใหญ่แล้ว กรรมนิยามกับธรรมนิยามเป็นความลึกซึ้งถึง อเวไนยสัตว์เป็นมนุษย์แต่ไม่เชื่อกรรมวิบาก ไม่เชื่อธรรมะ ศึกษาธรรมะไม่เกิดประโยชน์ถ้าไม่เชื่อกรรม ดังนั้นกรรมเป็นตัวกำหนดธรรมะ จะเป็นกัลยาณธรรมก็ต้องมีปัญญารู้กรรม ต้องสำรวมและพัฒนากรรม ยิ่งธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตรธรรม จะปฏิบัติกรรมอย่างไรจึงเป็นโลกุตรธรรม ทำอย่างไรจะเข้าขั้นโลกุตระ เป็นอาริยบุคคลได้ ก็คือปรับกรรมให้เป็นถึงกรรมถึงธรรมนิยาม นี่คือความตรัสรู้ที่ยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า ศาสนาพุทธมีกรรมเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุด กรรมเป็นทั้งพระเจ้าและเป็นมารด้วย ผู้ไม่รู้จักกรรม จะเป็นเทพบุตรมารที่มีอยู่ในสังคม ใช้คำโกหกมดเท็จตอแหลนั้นยังน้อยไป หลอกซับซ้อนให้คนรู้ไม่ทัน และให้หลงว่าดีทั้งที่ชั่วสุดชั่ว กลับขั้วกันเลย คือจิตวิญญาณที่มีความเฉลียวฉลาดแบบมาร เป็นเทพผี เทพปลอมหลอกอยู่ในสังคม ความเป็นสัตว์อยู่ในจิตวิญญาณเรียกว่าโอปปาติกะ ถ้าไม่รู้จักสัตว์โอปปาติกะ ก็ไม่สามารถเป็นได้แม้โสดาบัน ต้องรู้ว่าสัตว์แท้ๆในร่างกายมนุษย์คือสัตว์อันนี้ พระพุทธเจ้าแบ่งเป็นสัตตาวาส ๙ และโลกุตรธรรมพระพุทธเจ้าแบ่งเป็น ๙ คือ โสดาปัตติมรรค_โสดาปัตติผล....อรหันตผล_ การปฏิบัติแบบกดข่มเหมือนกักขังสัตว์ไว้ เช่นพระกรรมฐานพออกมาเจอ โลกธรรมหรือกามยั่วยวนก็สึกหรือละเมิดพังไปก็เยอะคือมันไม่สะอาดบริสุทธิ์จริง สัตว์ในจิตวิญญาณไม่ตายจริง แต่ถ้าของพระพุทธเจ้าแล้วทำได้แล้วได้เลย ถาวรยั่งยืน ท่านตรัสว่า คือ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ไม่ว่าจะเป็นโสดาบันระดับนิยตะคือระดับ ๓ ก็ไม่แปรเปลี่ยนแล้ว ยิ่งสูงขึ้นไปยิ่งเที่ยงแท้ยั่งยืน ไม่มีคุณสมบัติใดมาหักล้างได้ จะเจอกับวิบากอุปสรรคอย่างไรก็ทำลายเปลี่ยนแปลงล้มล้างไม่ได้ คือกิเลสตายแล้วตายเลย ตายไม่ฟื้น นี่คือคำกำกับของจิตวิญญาณที่บรรลุแล้ว ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทางโลกก๋ต้องการ เช่นให้คนมีคุณธรรมยั่งยืนไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ผันผวนยืนนานได้ ก็ต้องทำให้จิตมีกิเลสลดจริงๆ โดยทำธรรมะพระพุทธเจ้าพอบรรลุแล้วอยู่กับสังคม ทำงานกับสังคมอย่างโลกะวิทู เป็นศาสนาที่มีประโยชน์ต่อมนุษยชาติ เป็นปชต.ที่สุดยอด เพื่อมวลชน พหุชนหิตายะ เป็นลำดับๆไป ใครบรรลุมากก็ช่วยคนได้มาก นี่คือพิสูจน์ว่าเป็นปชต. ที่ช่วยโลกช่วยคน เป็นสัจจะความจริง เมื่อปฏิบัติจะเห็นจริง ต้องขอยกตัวอย่าง ที่พ่อครูทำจนได้มวลที่ทำธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นชาวอโศก ที่เป็นโดยธรรม ไม่ได้ตั้งชื่อมาก่อนด้วยมันเกิดชื่อนี้เอง อโศกคือไม่โศก เป็นการเริ่มสายของพุทธ เป็นเนื้อหาพุทธ พ้นโศกะ ที่เป็นกระบวนการของทุกข์ ปริเทวะคือความเชื่อมต่อ มีrelative เป็นความโศกเศร้าที่ซับซ้อนพิรี้พิไร ต่อเนื่อง เกิดไปเป็นทุกข์ สุดยอดอยู่ที่ทุกข์ แม้ลดทุกข์ได้เป็นโทมนัสก็ยังทุกข์ มาน้อยลงอีกเป็นอุปายาสก็ยังทุกข์อยู่ ต้องอ่านอาการทุกข์เหล่านี้ให้เป็น ทุกข์เกิดที่ใจ ไม่อยู่ที่อื่น ของใครก็อ่านของตนเอง ใครอ่านได้ก็เป็นการรู้ทุกข์อาริยสัจหาเหตุได้ก็รู้สมุทัยอาริยสัจ ดับทุกข์ได้ก็มีนิโรธอาริยสัจ รู้ทางดับทุกข์คือมรรคอาริยสัจ พ่อครูว่ามีคนถามว่าทำไมมาบวช ทั้งที่รุ่งเรืองทางโลกได้ดี ถ้าพ่อครูอยู่ทางโลกต่อ ก็จะรุ่งเรืองทางโลกเหมือนที่พ่อครูมาทางธรรมก็รุ่งเรืองทางธรรม แต่คนไม่คิดว่ารุ่งเรือง ถ้าอยู่ทางโลกก็คงต้องทำงานที่ถนัดก็ทำสื่อสารมวลชนธุรกิจมวลชน แกรมมี่อาจไม่เกิดก็ได้ อาร์เอสอาจไม่ได้เกิดก็ได้ ตอนนั้นตั้งโลโก้บริษัทไว้แล้ว ชื่อบ.หัวใจสีชมพู เพราะพ่อครูชื่อรัก ก็จะต้องตั้งสาขาตั้งหน่วยงาน สื่อสารพ่อครูก็ถนัดหมด ก็จะทำหมด อาจจะมีโรงงานแข่งกับทางด้านบิลเกตต์ก็ได้ นี่ก็พูดเพ้อๆไปสู่ฟัง แต่น้ำหนักทางธรรมนั้นมากกว่า เหมือนกับพระพุทธเจ้ามีคนทายไว้สองคติ ทางธรรมกับทางโลก แล้วที่สุดท่านก็ไม่เลือกเป็นจอมจักรพรรดิ์ ท่านเลือกทางเดียวที่พราหมณ์โกณธัญญะทายไว้คติเดียว พ่อครูเป็นโพธิสัตว์จึงทำงานได้คนมาสืบทอดศาสนา พ่อครูมาสืบทอดศาสนาต่อจากพระสมณโคดม เพราะเนื้อหาพุทธนั้นเพี้ยนไปมากไปกึ่งศาสนาพุทธแล้ว ซึ่งศาสนาพุทธจะไปอีกประมาณ ๕๐๐๐ ปี ผู้รู้เขาศึกษามาไม่มีปัญหา พ่อครูก็ทำงานไปในระยะเข้าทศวรรษที่ ๕ แล้ว ก็ได้ออกมาสู่สังคมประมาณนี้จำพยายามทำให้นานที่สุด คนที่มีดวงตามีปัญญาก็รู้สึกว่าดีนะ คนแบบนี้เกิดมาก็เป็นคนดี ท่ามกลางยุคที่คนกิเลสหนา พลังโลกีย์มีสนามแม่เหล็กแรงดึงดูดเหนี่ยวนำสูง พ่อครูนำพลังงานธรรมะมาใช้ก็ยังสามารถดึงดูดมวลมาได้เท่านี้ก็ภาคภูมิใจ ทุกวันนี้ไม่กลัวว่าอโศกจะถูกทำลาย แต่ถ้าใครจะมาทำลายอโศกจะลงใต้ดิน เหมือนคริสต์ยุคแรกก็ถูกทำลายลงใต้ดิน พอโผล่มาก็ไม่มีใครทำลายได้ แต่ยุคนี้พ่อครูพาทำแบบเปิดเผย จะไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว และไม่ลงใต้ดินแม้ครึ่งเมล็ดงาน ทำงานอย่างบริสุทธิ์เปิดเผย ตายเป็นตายไม่ถอย แต่่ว่าไม่ท้าทาย ถ้ายิง ๒๐๐ นัดอย่างสนธิอาจไม่รอดก็ได้ คนที่เราช่วยได้ก็ช่วยคนช่วยไม่ได้เราก็ช่วยไม่ได้ เขาไม่รู้ตัวว่าเขาทำผิดทำไม่เข้าท่า คนเราถ้าสิ่งนี้เป็นส่ิงน่าได้น่ามีน่าเป็นแต่เขาทำร้ายและเขาไม่เอา เราไปว่าเขาไม่ได้เพราะเหมือนเด็ก ตีก็เจ็บฆ่าก็ตายเปล่า เขาไม่เดียงสาเหมือนเด็ก บางทีเขาทำร้ายเราเราก็ต้องสงสารเขา มีคนท้วงว่าถ้าโพธิรักษ์ตายแล้วอโศกจะอยู่ได้ไหม?...คนชมหน้าเวทีตอบว่าได้...พ่อครูถามว่าทำไมได้...พ่อครูไขความว่า...ทีี่อยู่ได้เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าเที่ยงแท้ยั่งยืนถาวรตลอดกาลไม่แปรเปลี่ยนไม่มีอะไรทำลายได้ ได้แล้วได้เลยไม่กลับกำเริบ นี่คือสัจจะที่จริง นอกนั้นก็คือคนพวกนี้ที่ได้ที่จริง เช่นที่เขาเป็นสุขไม่ทุกข์ เขาไม่ได้เสแสร้งกดข่ม ศีลที่ได้เป็นปกติสมบูรณ์จิตที่ได้อรหันตผลในโสดาบันถอนอนุสัยได้ก็เป็นตถตาเป็นเองในตัวเรียกตถตา เป็นเช่นนั้นเอง นี่คือตถตาที่เป็นปรมัตถธรรม ไม่ใช่ไปแปลว่าตถตาคือแบบโลกีย์ เช่นห่านทำไมมันคอยาว มันเป็นเช่นนั้นเอง อย่างนั้นตถตาไม่ใช่ปรมัตถ์ แต่ถ้าจิตที่ถึงตถตา คือได้ความจริงนั้นแล้วก็เป็นความถาวรของคนนั้น ยิ่งกว่าสัญชาติญาณ เป็นวิสัยเลย พระพุทธเจ้ามีพุทธวิสัย ผู้มีฌานวิสัยก็ได้สมบูรณ์แล้ว ผู้มีกรรมที่ไม่ทำทั้งบาปทั้งบุญแล้ว ไม่ต้องทำการชำระกิเลส คือหมดบาปหมดบุญ ซึ่งบุญนี้ไม่ใช่แปลว่าความดีเท่านั้น ผู้ใดได้แล้วเป็นตถตา ก็ดับเรื่องโลก รู้โลกคือรู้โลกนี้โลกหน้า โลกที่เป็นโลกุตระโสดาบันก็ได้ระดับต้น ซึ่งอย่าคิดเป็นอจินไตย แต่ผู้ปฏิบัติได้จะรู้เอง เป็นธรรมชาติของความดีงามจะเป็นความเป็นจริง คุณธรรมที่ได้จะเป็นพลัง ๔ พ้นภัย ๕ เป็นคุณสมบัติวิเศษเลย จะช่วยกันทำสอดประสานกันไป ผู้มีพลัง ๔ จะพ้นอาชีวิตภัยไม่กลัวจะเลี้ยงตนไม่รอด ยิ่งเป็นอรหันต์ไม่กลัวเป็นไม่กลัวตายไม่กลัวอยากเลย โสดาบันก็ไม่กลัวแล้ว พ้นจากภัยที่จะถูกโลกหลอก ยิ่งสกิทาฯอนาคาฯย่ิงพ้นภัย เราจะไปกลัวทำไมเราทำสิ่งที่ถูกต้องสิ่งดี เราจะมีปัญญารู้ว่าของดีแต่เขารู้ไม่ได้ ไม่กลัวคนตำหนิลบหลู่จะลดลงเรื่อยๆ พ้นปาริสารัชภัย คือภัยที่สะทกสะท้านหมู่กลุ่ม คือเราจะไปช่วยสังคม จะไม่ขวยเขินตื่นเต้น ไม่มีมรณภัย คือพ้นจากความตาย เพราะรู้ว่าความเกิดตายของรูปของนามเป็นอย่างไร อะไรไม่เกิดแล้วเช่นเราไม่ไปเกิดในนรกแล้ว ปิดนรกแล้ว เป็นก็ไม่ตกตายก็ไม่ตกนรก แม้ตายทางร่างกายกี่ชาติๆก็ไม่กลัว ปรินิพพานคือจิตวิญญาณตายสนิท สุดยอดเลย จะรู้ทางดับทางรอดหมดทุกข์สนิทเลย แม้ทุกข์ขันธ์ก็ไม่ต้องทุกข์อีกแล้ว พ้นภัย ๕ จริงๆ พระพุทธเจ้าท้าทายให้พิสูจน์ได้ พ่อครูตายไป ชาวอโศกที่ได้คุณธรรมจริงจะอยู่ได้ นอกจากธรรมะที่สอนนี้ไม่ใช่ของแท้ พ่อครูตายไปอย่างหลายสำนักอาจารย์ใหญ่ตายไปก็สำนักก็แตก จะพยากรณ์ก็ได้ว่า ถ้าพ่อครูตายไปศาสนาของอโศกจะเจริญรุ่งเรืองไปอีกหลายร้อยปี ถึงที่สุดระดับหนึ่งก็จะเสื่อม ทุกอย่างเกิดขึ้นตั้งอยู่ ดับไป อย่างศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ก็ยาวนานต่างกัน แต่ว่าธรรมะเหมือนกันกิเลสหมดเหมือนกัน จะพระพุทธเจ้ามีอายุศาสนาเท่าใดก็เหมือนกัน แต่เหตุปัจจัยของยุคสมัยต่างกัน อายุศาสนาจึงต่างกัน สันทิฏฐิโกคือเอาตัวเองมาพิสูจน์ ถ้าได้แล้วอกาลิโกไม่ว่ายุคไหนก็ได้ผล เอหิปัสสิโก คือเชื้อเชิญมาพิสูจน์ได้ โอปนยิโกเป็นของสูงแต่ควรเอามาให้ได้ แต่ผู้ได้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วโสดาบันขึ้นไปก็ปิดนรก เรียกว่าไม่โมฆะ ผู้ใดเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วพบพุทธศาสนาแต่ไม่เอาให้ได้นี่คือโมฆะบุรุษ ผู้ได้ปิดนรกได้โสดาปัตติมรรคเป็นต้นไปคือไม่เสียชาติเกิด ถ้าไม่ได้แล้วเกิดมาทำไม ได้ร่างมนุษย์มีอาการ ๓๒ ครบพบพุทธศาสนาด้วยแล้วไม่เอาให้ได้ตายแล้วตกนรกอีก พระพุทธเจ้าสอนให้ปิดนรกให้เป็น ผู้ที่เกิดมาแต่ไม่ได้จิตที่ปิดนรกได้ คุณก็เวียนว่ายตายเกิดตกนรกขึ้นสวรรค์อีก ย่ิงเกิดมาชาติต่อไปไม่ได้พบพุทธศาสนาเลย ไปเกิดในที่ห่างไกลชมพูทวีป ซวย ดีไม่ดีไปเกิดเป็นสัตว์นรกเดียรัจฉานเป็นหมูหมากาไก่เป็นเรื่องจริง อย่างประมาทเกิดเป็นคนแล้วเอาให้ได้ อย่าไปหลงมากในโลกธรรม กามคุณ คุณไปไล่ล่ามันมากี่ชาติแล้ว ความสุขโลกีย์นั้นจอมหลอก ดับได้ก็สุขสงบ เป็นสุขถาวรยั่งยืนเป็นสุขประเสริฐปรมังสุขัง เอาให้ได้ สุขประเสริฐนั้นเอาให้ได้ สงสารพวกนั่งหลับตาเสพสุขในภพ ว่างเบาสบาย เป็นรูปภพ อรูปภพ ไม่ศึกษาให้ถ่องแท้ กามก็ไม่ลด เกิดมาเจอกามอีกก็ตกอีก ชาตินี้นั่งหลับตาได้ดี เกิดชาติใหม่ก็ดับหลับตาอีก แต่ก็กามก็เพ่ิมอีกเรื่อยๆสงสารคนที่หลงตรงนี้เยอะ พวกหลงกามหลงโลกธรรมก็รู้กันได้ง่าย แต่พวกนั่งหลับตาหลงสุขในรูปภพอรูปภพก็น่าสงสารมาก อย่างอาฬาดาบส อุทกดาบส นั้นตายไปก็วนเวียนในรูปภพอรูปภพ เขาไม่ได้ล้างกาม แล้วไปติดในรูปภพอรูปภพอีก ไม่ละล้างกิเลสตามลำดับขึ้น พ่อครูก็เคยนั่งได้แบบฤาษีแต่มีสัมมาทิฏฐิจึงไม่หลง แต่พวกไม่สัมมาทิฏฐิก็หลงอยู่เป็นจำนวนมาก พูดไปแล้วก็จะไปตีพวกนี้ที่มีอยู่มาก พวกลูกศิษย์พ่อครูมีน้อยเพราะรู้ตามได้ยาก เห็นตามได้ยาก เข้าใจได้ยาก เป็นเรื่องลึกซึ้งคัมภีรา เป็นจิตสงบระดับปรมัตถ์ ล้างกิเลสจนกิเลสตายลง สัตว์นรกตายลง มีเกิดจิตที่มี จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง นิโรธพุทธแบบลืมตาสว่างเป็นจักขุมาปรินิพพุโพติ ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเพี้ยนไปมาก พูดไปเหมือนพ่อครูรู้อยู่คนเดียว ถ้าไม่เห็นใครพาทำอย่างพ่อครูก็จะได้รู้ว่ามีคนเดียว แต่ถ้าใครรู้ว่ามีคนที่สองอยู่ในประเทศไทยหรือในโลกก็บอกหน่อยอยากเห็นเพื่อนอยากเจอโพธิสัตว์ด้วยกันจะได้ช่วยกันทำงาน เป็นเรื่องอันเดียวกัน เป็นสัจธรรม จะไม่ทะเลาะกัน มีคนเสนอแนะมาว่า...แสดงธรรม ขายของถูก กินมังสวิรัติ ชนะมารทั้งหมด....สรุปมาง่ายๆนะ สาธุให้มันจริงเถอะดีจังเลย
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น ภิกษุโกนคิ้วตั้งแต่สมัยพระนเรศวรหรือเปล่า? ตอบ. ..มีพุทธที่เมืองไทยโกนคิ้ว ที่อื่นถ้าเอาจากไทยก็โกนคิ้ว ในพม่าไม่โกนในญี่ปุ่นก็ไม่โกนคิ้ว ที่อื่นไม่โกนคิ้วมีหลายกลุ่ม แต่่ว่าเรื่องภิกษุโกนคิ้วเกิดในไทย เกิดจากการรบในพม่า แต่ไม่รู้ว่าสมัยพระนเรศวรหรือไม่ พม่าก็ปลอมตัวมาเป็นพระ แต่พระทั้งไทยและพม่าก็โกนคิ้วเหมือนกัน ดังนั้นไทยเราฉลาดจึงให้โกนคิ้วทั้งหมด จึงสามารถจับสายลับได้ จับไส้ศึกได้ สักกายะต่างจากอุปนิสัยอย่างไร ตอบ. ..กายคือองค์ประชุม กายไม่ได้แปลว่าร่าง แต่ภาษาไทยนี้ซวยที่ไปแปลเอากายไปใส่กับร่างเป็นร่างกาย เลยเป็นแค่รูปนอก แต่ที่จริง กาย คือองค์ประชุมของทั้งรูปและนาม และเน้นไปที่นามเสียด้วย แต่รูปนั้นจะเรียกว่ารูปรูปัง ไม่มีนามอยู่ด้วย กายจึงแปลว่าองค์ประชุมของทั้งรูปและนาม ดั้งนั้น สักกะแปลว่าตัวเรา หรือตัวเอง ตนเอง คำว่าสักกายะแปลว่าองค์ประชุมที่มันเกิดนามธรรมในตนเอง นามธรรมตัวต้นที่เกิดเมื่อสัมผัส เกิดวิญญาณตัวแรกที่คุณจับอ่านได้ เช่นเมื่อตากระทบรูปก็มีการรับรู้เป็นผัสสะ ๓ เกิดวิญญาณมีตัวรู้ร่วมนี่คือมีดวงตาเห็นธรรม ผู้พ้นสักกายะคืออ่านจิตตนเป็น เร่ิมเห็นความไม่เที่ยงของจิต เป็นโสฬสญาณ เป็นนามรูปปริเฉทญาณ อ่านไม่เป็นก็รู้จักความไม่เที่ยง แล้วก็รู้ปัจจยปริคหญาณ วนเวียนไม่เที่ยงเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป อันนี้พ้นมิจฉาทิฏฐิ แต่ไม่พ้นสักกายทิฏฐิ พอเริ่มต้นรู้จักเหตุรู้จักทุกข์์ได้ก็พ้นสักกายทิฏฐิ สักกายะต่างจากอุปนิสัย ซึ่งอุปนิสัยคือส่ิงที่สั่งสม ทั้งโลกียะและโลกุตระ ก็เป็นอุปนิสัย สามารถลดกิเลสก็สั่งสมนิสัยจนเป็นวิสัย ก็จะทำส่ิงประเสริฐ คำว่านิสัยคือส่ิงที่ไม่ควรมีเราก็ปรับละล้างไปจนเป็นวิสัย ชุมนุมใหม่ๆมีมุสลิมมาร่วมเยอะแต่เทศน์ธรรมะเขาไม่มาเลย ทำไงดีครับ ตอบ ...ก็มา ถือว่าเคร่งครัดนะไม่ฟังศาสนาอื่นเลย ก็ไม่เป็นไร ผู้ไม่ติดใจก็มาก มันเลี่ยงไม่ออกจำนน ก็ขอเชื้อเชิญมาพิสูจน์ธรรมะเป็นของกลาง ใครจะถือศาสนาใดก็เอาสิ่งที่จะเข้าได้ อะไรไม่เข้าก็ไม่เป็นไร ชอบโทษไทยเฉย กล่าวหาตัดสินโดยไม่ให้แก้ต่างเลย ตายแล้วไปไหน? ตอบ ...ตายแล้วก็หามไปวัด พุทธไม่เผาก็ฝัง ศาสนาพุทธเจ้าไม่สอนให้ฝัง ท่านสอนให้เผา พระสารีบุตรท่านถามพระพุทธเจ้าเลยว่า ตายแล้วจะจัดการอย่างไร พระพุทธเจ้าตอบว่า ๑.ให้เผา ๒.รีบเผาให้เร็วที่สุด ๓.ไม่ต้องรอญาติที่ยังมาไม่ถึง จิตวิญญาณไปตามวิบาก ตายแล้วคนที่หลงภพอบายก็ไปตามวิบากนรก ถ้าหลงสวรรค์ก็ไปตามวิบากที่ตนติด แต่สวรรค์เป็นสัญญาที่มีไม่นาน แต่วิบากอุปาทาานจะมีมากกว่า ที่หลอกตนเองได้ชั่วคราวแล้วจะหายไป แต่ตัวจริงกิเลสก็จะมีเยอะกว่า สรุปคือจิตวิญญาณจะไปตามวิบาก จิตใจคือการคิดและความรู้สึกหรือสมองคือการคิดและรู้สึกหรือสมองคือการคิดจิตใจคือรู้สึก ตอบ ....สมองคือคิดจิตคือรู้สึกนั้นไม่ใช่ สมองเป็นอุปกรณ์ให้จิตวิญญาณอาศัยคิด สมองเป็นเครื่งอกลให้พลังงานจิตวิญญาณใช้คิดใช้รู้สึก มันเชื่อมโยงกับประสาทต่างๆ การคิดคือสังขาร ส่วนรู้สึกคือเวทนา ต้องเรียนรู้สังกัปปะ ๗ สรุปคือความรู้สึกและการคิดก็คนละอย่าง การสังขารคือคิด มันมีองค์ประกอบหลายอย่างมีทั้งธาตุเจโตและปัญญาร่วมกันทำงาน คนที่มีวิบากบาปไปเกิดเป็นหมาก็จะใช้ประสิทธิภาพคิดได้แค่สมองหมา เราจะสะสมศรัทธาอย่างไร สะสมอินทรีย์ปัญญาอย่างไร ตอบ ...ศรัทธานั้นต้องมีสัมมาทิฏฐิด้วย ไม่อย่างนั้นจะไปเป็นโลกียะไปเรื่อยๆเช่นหลงโลกธรรมหลงกามหลงอัตตา เขาก็สะสมแย่งชิงฉลาดซับซ้อนหลอกเอาจากคนอื่นมากมาย ศรัทธาในการฟังนั้นเป็นระดับต้น แต่ถ้าทำตามจรณะ ๑๕ ทำตาม ศีล อย่างอปัณกปฏิปทาจะเกิดสัทธรรม ๗ ทำไมโลกบางขณะสร้างคนดีสุดๆขึ้นมา และบางขณะโลกก็สร้างคนชั่วสุดๆ ตอบ ...โลกไม่ได้สร้าง เอ็งแหละสร้างเอง ทำไมไม่สร้างคนดี ตัวกูเองไม่สร้างตัวกูให้ดีเอง พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่ไม่ใช่สร้างอัตตา แต่ให้ล้างอัตตา ทำอรหัตตา ปัญหาของประเทศมนุษยชาติเกิดจากบุคคลหรือระบบไม่ดี ตอบ ...ไม่ใช่ระบบไม่ดี ระบบเป็นอุปกรณ์ของมนุษย์ แก้ระบบแก้ให้ตายก็ไม่ดี ต้องแก้ที่คน แก้ที่คนได้ก็เสร็จ คนดีแล้วไม่ต้องมีระบบหรือกฎหมาย มันจะเป็นไปเอง หลวงพ่อจะเทศน์โปรดท่านนายกฯอย่างไรถ้าเกิดเธอจะต้องมีวิบากตายวันนี้พรุ่งนี้ ตอบ ...เธอฟังไม่เข้าไม่ขึ้นหรอก ไม่เข้าใจหรอก จะเข้าหูหรือเปล่าก็ไม่รู้ เข้าหูก็ไม่เข้าใจ ขออภัยนะ ขนาดน้องเธอขนาดนี้แล้วพี่เธอจะขนาดไหน ชอบสันติอโศกกล้าพูดไม่เห็นแก่ลาภสักการะ ตอบ ...คนจะกล้าพูดติงก็คือไม่มีอะไรแอบแฝง อยากรู้จังว่า เวลาเขาดูถูกพวกท่านว่าเป็นม็อบแช่แข็งบ้างจุดไม่ติดบ้างท่านก็ยืนยัน จะยาวให้เป็นฯ แล้วท่านไม่กลัวจะกอบกู้บ้านเมืองไม่ได้หรือ? ตอบ ...ไม่กลัวขอให้ได้ทำอย่างพระมหาชนก ท่านว่ายแค่ให้รักษาชีวิตไม่รอด แต่เราทำยังมีแสงสว่างปลายอุโมงค์นิดหน่อยเราก็ยิ่งต้องทำ ขนาดพระมหาชนกไม่เห็นฝั่งยังว่ายเลย การพิจารณาผมขนฟันเล็บฯลฯจะบรรลุธรรมได้ไหม? ตอบ. ..มันเป็นเรื่องรูปธรรม ผม ขน ฟันนี่มันทน แต่มันมีเวลาไม่เที่ยง ยิ่งหนังนี่ไม่เที่ยงง่าย ท่านให้พิจารณาว่าอย่างไรมันก็ไม่ทน มันก็มีการเสื่อมได้ในที่สุด เป็นความรู้ในความไม่เที่ยงของรูปธรรม แต่ถ้าเราสามารถรู้ความไม่เที่ยงของนามธรรมได้ มันจะเปลี่ยนเคลื่อนเป็นวิญญัติรูป ก็ต้องรู้อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ย่ิงเราทำให้กิเลสตายไปเที่ยงแท้ได้ก็ดีที่สุด เขาลือว่าปชป.บางคนรับเงินทักษิณจึงไม่ลาออกมา ตอบ ...มุมที่ทั้งอยู่และลาออกก็มีดีเช่นกัน แต่ให้ทำจริงเถอะ จะอยู่ในอยู่นอกสภาก็ให้ทำให้จริง จะว่าไปตอนนี้ปชป.เขาก็ทำหน้าที่ในสภาฯได้ดีทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น เขาลงทุนมากเลย ทำอย่างไรจะทำให้การศึกษาของไทยเจริญเป็นอันดับต้นๆ ตอบ ...อย่าหมั่นไส้นะ ทำอย่างโพธิรักษ์พาทำ ต้องเอาคุณธรรมไปใส่ ถ้าการศึกษาไม่มีคุณธรรมก็ทำลายโลก....จบ