560430_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง รู้มโนปวิจารอภิสังขารถึงนิโรธ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์20 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

560430_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง รู้มโนปวิจารอภิสังขารถึงนิโรธ พ่อครูเปิดรายการที่ห้องกันเกรา สันติอโศก....วันนี้ก็จะบรรยายต่อจากเมื่อวาน ที่ได้บรรยายค้างไว้ ในเรื่องของอิทธิบาท ๔ ที่ท่านวภังค์ไว้แล้ว ซึ่งในการปฏิบัติท่านเรียกเต็มๆว่า ฉันทสมาธิปธานสังขาร-วิริยสมาธิปธานสังขาร-จิตตสมาธิปธานสังขาร-วิมังสสมาธิปธานสังขาร สังขาร ในพจนานุกรม ฉบับภูมิพโลภิกขุ คือ การจัดแจง,การตะเตรียม, สัมประสิทธิทางใจ,การรวมการกระทำ การรวมของสภาวะหรือสมบัติที่สำคัญเพื่อกระบวนการหรือผลบางอย่าง โดยมีตั้งต้น ในความหมายของสังขาร แบบระบุสภาวะของขันธ์เลย เช่น สังขารขันธ์ในขันธ์ ๕ ก็คือธาตุแท้ที่เกิดในชีวิตร่างกาย การสังเคราะห์ทางใจเป็นล่ำเป็นสันเป็นต้น มีแนวโน้มคือที่รวมของการกระทำ ซึ่งถ้าเป็นเรื่องของนามธรรม คนก็ไม่ค่อยรู้ไปถึงจิตว่ามันทำงานร่วมกันอย่างไร สังเคราะห์กันอย่างไร ถ้าเป็นในจิตก็เข้าใจยาก ถ้าเป็นรูปธรรมภายนอกก็ง่าย ผู้เข้าใจแล้วก็จะมีเจตนามุ่งหมายในการสังขาร ท่านเรียกว่า อภิสังขาร คือการใช้ภูมิปัญญาอย่างมีประสงค์หรือมุ่งหมาย ซึ่งเป็นความหมายในพจนานุกรม ฉ.ภูมิพโลภิกขุ พ่อครูอธิบาย อภิสังขาร ๓ (ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร) ไม่เหมือนกับท่านผู้รู้ทั่วไป พ่อครูแปลอย่างลึกซึ้ง ซึ่งใน พจนานุกรม ฉ.ภูมิพโลภิกขุ ท่านยืนยันว่า อภิสังขาร ๓ นี้ คือการรวมเป็นชั้น ๓ ชั้นของอภิสังขาร ๓ ซึ่งตรงสภาวะที่พ่อครูมี ซึ่งก็คือภูมิปัญญาที่มีระดับชั้น ท่านอธิบาย อภิสังขาร นี้คือการรวมเป็นชั้นของ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าสังขารอย่างอวิชชาเท่านั้น สังขารอย่างปุถุชนก็ไม่มีเจตนามุ่งหมายที่ควบคุมด้วยปัญญา

อ่านต่อ

หรือความรู้ แต่จะถูกควบคุมด้วยกิเลส เพราะเราไม่สามารถมีความรู้อ่านได้ว่า จิตเราขณะนี้มีอะไรมาบงการมาเป็นเหตุผลักดันให้เป็นไป แต่ถ้าผู้ศึกษาปรมัตถ์ จนสามารถจัดการเหตุ ตั้งแต่ สมุทัย จนถึงเหตุที่มี องค์ประกอบ (อุปนิโน) ที่มีมากกว่า สมุทัย จะไปถึงเป็น ปริขาโร เป็นปัจจัยเลยทีเดียว ถ้าเราเข้าใจเนื้อแท้สภาวะก็จะเข้าใจภาษาไม่งง ในสังขาร ที่มี ฉันทสมาธิปธานสังขาร-วิริยสมาธิปธานสังขาร-จิตตสมาธิปธานสังขาร-วิมังสสมาธิปธานสังขาร เป็นการจัดแจงการปรุงแต่งกระทำการ รวมการกระทำ สังเคราะห์กันของสภาวะต่างๆ มีการ มนสิการ (ทำใจในใจ) โดยเราสามารถรู้ จัดแจง (สังขาร) ถ้าสามารถรู้ตั้งแต่เริ่ม ตักกะ (ดำริ) ว่ามี กามหรือพยาบาท ที่เป็น มิจฉาสังกัปปะ ก็จัดการอกุศลเหตุคือ กามหรือพยาบาท เลย หรือแม้ไม่รู้ตั้งแต่ ตักกะ ก็ตามทันในภายหลัง อภิสังขาร ที่ท่านอธิบายในไตรปิฏกก็มี ห้อยท้าย Footnote เกี่ยวกับ อภิสังขาร ๓ ว่ามีการเกี่ยวเนื่องกับ ความเกิด ๔ อย่าง คือมี (ชราพุชโยนิ สังเสทชโยนิ อัณฑชโยนิ โอปปาติกโยนิ) ซึ่งพ่อครูไม่ได้เห็นว่าการเกิด ๔ อย่างที่แปลเช่นนั้นเป็น อภิสังขาร ๓ แต่พ่อครูหมายถึง การเกิดอย่าง ชาติ ที่มี ๕ คำของ ปฏิจจสมุปบาท คือ (ชาติ สญฺชาติ โอกฺกนฺติ นิพฺพตฺติ อภินิพฺพตฺติ) ซึ่งคือการเกิดอย่าง โอปปาติกโยนิ โดยเฉพาะ ใน สังขาร ๓ ที่พ่อครูเข้าใจนั้นเป็นระดับชั้นของโลกุตระบุคคล อย่าง ปุญญาภิสังขาร ก็เป็นสังขารของ เสขบุคคล เป็นการปรุงแต่งจัดการทำใจในใจโดยการชำระกิเลส ถ้าทำได้ก็คือชำระจิตสันดานได้สำเร็จ ทำได้จนกระทั่งได้ ฌานที่ ๔ หรือ สมุทเฉจทปหาน หรือเรียกว่า นิโรธ ที่มีเป็นครั้งคราวเรียก ตทังคปหาน ถ้าทำได้เร็วดีเด็ดขาดก็เรียนกว่า สมุทเฉจทปหาน ทำถึงขั้นปลาย ถ้าทำได้ ฌาน ๑ ยังไม่เรียกสมุทเฉจ ยังไม่เรียก นิโรธ แต่ถ้าทำ ฌาน ๔ ได้ก็ถือว่ามี นิโรธ เป็น อทุกขมสุข เป็น เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา ถ้าผู้ใดสามารถเข้าใจสภาวะนี้ชัดเจนก็จะรู้ว่า จุดดับ จุดพัก จุดหลุดพ้นจากโลกีย์ แม้ชั่วคราวเป็น ตทังคปหาน ก็ทำต่อจนได้โดย ไม่ยากไม่ลำบากในฌาน ๔ คือ วิตกวิจาร ได้เร็วจนถึง ฌาน ๔ เลย นี่คือจุดที่เรียกว่าเป็นขั้น นิพพาน ขั้น นิโรธ ขั้น ดับ ผู้ทำได้จึงเรียกว่า จุดที่ไม่ต้องปรุง คือ อปุญญาภิสังขาร และก็ต้องทำลักษณะ อปุญญา นี่แหละที่เป็น นิโรธ ทำให้ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่าง อเนญชาภิสังขาร อย่าง พากเพียร จึงเรียกว่า อิทธิบาท คือการพยายามต่อ ซึ่งอิทธิบาทจะทำตั้งแต่เริ่มต้น จนทำได้ ทำต่อไปจนมีฤทธิ์ คือฤทธิ์ ของ ฉันทิทธิบาท วิริยิทธิบาท จิตติทธิบาท วิมังสสิทธิบาท เป็นเช่นนั้นทีเดียว นิโรธ หรือ อุเบกขาเป็นฐาน แล้วก็รักษาผล ด้วยอิทธิบาท เป็น สมาธิปธานสังขาร ทำอย่าง อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง ทำให้มากให้บ่อย จนที่สุดเสร็จกิจเป็น กตญาณ สมบูรณ์แล้ว ก็เท่ากับที่คุณสามารถรู้ มโนปวิจารณ์ ๑๘ และ ๓๖ ซึ่งมโนปวิจาร ๓๖ นี้เป็นโลกียะ ๑๘(เคหสิต) เป็นโลกุตระ ๑๘ (เนกขัมมสิตะ) เคหสิตเวทนาคือของปุถุชน แต่เนกขัมสิตเวทนาเป็นของโลกุตรบุคคล ซึ่งในฐานของ อปุญญ นั้นเป็นฐานนิโรธ เฉยได้ ไม่มีนิวรณ์ได้ สั่งสมเป็น อเนญชาภิสังขาร เหมือนตอกเข็มให้แน่นหนา ๗ . สฬายตนวิภังคสูตร ( ๑๓๗ ) ล.๑๔ [ ๖๑๗ ] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว พระผู้มี พระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง สฬายตนวิภังค์ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟัง สฬายตนวิภังค์ นั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ [ ๖๑๘ ] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า พวกเธอพึงทราบ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภาย นอก ๖ หมวดวิญญาณ ๖ หมวดผัสสะ ๖ ความนึกหน่วงของใจ(มโนปวิจาร) ๑๘ ทางดำเนินของสัตว์ ๓๖ ใน ๓๖ นั้น พวกเธอจงอาศัยทาง ดำเนินของสัตว์นี้ ละทางดำเนินของสัตว์นี้ และพึงทราบการ ตั้ง สติ ๓ ประการ ที่พระอริยะเสพ ซึ่งเมื่อเสพชื่อว่า เป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนหมู่ อันเรา เรียกว่า สารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ยอดเยี่ยมกว่าอาจารย์ผู้ฝึกทั้งหลาย นี้เป็นอุเทศแห่งสฬายตนวิภังค์ ฯ สารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ท่านไม่ได้จำเพาะเฉพาะศาสดาเท่านั้น และท่านระบุให้ปฏิบัติแบบลืมตาด้วย ดังหลักฐานที่ให้ทราบ อายตนะ ๖ วิญญาณ ๖ ผัสสะ ๖ จึงจะเกิดมโนปวิจารได้ และพึงสร้าง สติ ๓ ประการ เมื่อเราได้เสวยเป็นอาริยะเสพเสวยผลอาริยะ ก็ชื่อว่า เป็นครูอาจารย์สั่งสอนหมู่ แต่ว่าพระพุทธเจ้าคือสารถีที่เลิศยอดไม่มีใครเท่าเทียม ยอดเยี่ยมกว่าอาจารย์ทั้งหลาย นั้นหมายความว่าคนอื่นก็เป็นอาจารย์ได้ ใน มโนปวิจารณ์ ๑๘ -๓๖ ก็มีให้เรียนรู้ สามารถทำ อุเบกขาเวทนา ใน มโนปวิจาร คำว่า สติ ๓ ประการคือ สุข-ทุกข์-อุเบกขา ต้องเรียนรู้ตั้งแต่ เสพสุขเสพทุกข์อย่างปุถุชน จนมาถึง ฐานอุเบกขา ที่เป็น เนกขัมมสิตเวทนา เราต้องปฏิบัติอย่างมี มโนสัญเจตนา จึงจะทำให้เกิด เนกขัมสิตเวทนา ได้ บรรลุผลได้ จึงเรียกว่า ผู้บรรลุธรรม อย่างรู้แจ้งเห็นจริงอย่างไม่งมงายเลย มีคนด่าพ่อครูว่า เป็นเดียรถีร์ พ่อครูก็ไม่แปลก พระพุทธเจ้าเรียกคนที่เห็นต่างไปว่าคือเดียรถีร์ แต่ว่าพ่อครูไม่เคยเรียกเขาว่าเป็นเดียรถีร์เลย ไม่ได้ไปว่าใครแต่ว่าพูดในสิ่งถูกผิดตามที่พ่อครูมั่นหมายเขาใจ พ่อครูมีสิทธิ์ชี้แจง หรือจะให้ชี้ถูกผิดไปตามที่เขาเข้าใจอย่างนั้นไม่ใช่ พ่อครูก็ชี้ถูกผิดตามที่พ่อครูเห็น แต่ว่ามันไม่ตรงกับที่เขาเป็น เมื่อชี้ว่าผิดแล้วคุณก็กระต๊ากมาเอง พ่อครูไม่ได้เอ่ยว่าใคร แต่ไปถูกเขาเขาก็ดิ้นเอง พ่อครูปฏิบัติในร่องในรอยพระพุทธเจ้า ก็ต้อง ใคร่ครวญไต่สวนรอบคอบ แล้วจึง นิคคัณเห นิคคาหารหัง(ติสิ่งที่ควรติ) ปัคคัณเห ปัคคหารหัง (สรรเสริญสิ่งที่ควรสรรเสริญ) ได้อธิบาย อิทธิบาท (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา)ที่เป็นถึงขั้น อิทธิวิธี มี มโนมยิทธิ เป็นผลสำเร็จทางใจ มีอำนาจมีฤทธิ์แรง ถึงขั้นเกิดจาก ปธานสังขาร คือ พากเพียรจัดการสังขารให้เกิดฤทธิ์ เริ่มแต่ ปุญญาภิสังขาร ก็ทำ อิทธิบาท ให้มีฤทธิ์น้อยๆ ไปจนมีฤทธิ์มากจน ถึง จุดที่ไม่ต้องชำระกิเลส คือ อปุญญาภิสังขาร แล้วก็ทำ อาเสวนาภวนาพหุลีกัมมัง ให้เป็น วิมุติ อุเบกขา หรือ สมุทเฉจทปหาน อย่างนี้ สั่งสมเป็น อเนญชาภิสังขาร คือเป็นชั้นที่ ๓

ต่อไปเป็นการตอบประเด็น sms จะเป็นไปได้ไหม่เมื่อตายไป วิญญาณจะหลุดลอยไปนอกโลกไปให้ลึกสุดขอบจักรวาลไม่หวนกลับ ถึงนิพพานคือสถานที่ไกลสุดขอบจักรวาลที่คนดีมีศีลเท่านั้นจะไปได้? ตอบ ถ้าจะตอบก็ต้องเดา ไม่มีสภาวะของตัวเองเลย เพราะตนเองไม่เคยหยั่งรู้ เพราะไม่เคยมีจิตอย่างนี้ ที่ว่าหลุดโลก พ่อครูก็ว่าเป็นตามวิบาก และสัญเจตนาที่ตั้งใจเป็นไป ตั้งจิตต่อพุทธภูมิไป แต่จะเลยเถิดว่าออกนอกโลกนั้นไม่เคย แต่ว่าจะออกนอกโลกนั้นเป็นไปได้ แต่ว่าต้องเป็นตามวิบาก ต้องมีเหตุปัจจัยเสริมกับวิบากเสริมกับอัตภาพ ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยอยากเท่าไหร่ก็ยิ่งจะเป็นนรก คือเสริมความอยากได้อยากมีอยากเป็นอีก และนิพพานไม่ได้มีสถานที่ไม่มีความใกล้ไกล นิพพานคือจิตที่หมดกิเลส เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น นิพพานนั้น นัตถิอุปมา สิ่งที่คุณเอาสถานที่ระยะทางไปแล้วนึกว่านิพพานอยู่ไกลนั้นไม่ใช่ แต่นิพพานคือจิตที่กิเลสไม่เกิดอีกอย่างถาวร เลยวิมุติ นิโรธไปอีก เป็นปริโยสาน เราจะวัดพัฒนาการการปฏิบัติธรรมของตัวเราเองได้อย่างไร เช่นว่าทำศีล ๕ แล้วพอไหมคะ ? ตอบ เราต้องวัดตัวเองได้ เข้าใจตนเองได้ เข้าใจว่าศีลหรืออธิศีลเราปฏิบัติแล้วมีนิโรธอย่างไร ซึ่งไม่ต้องพูดถึงนิพพาน เพราะเป็นที่สุดแล้ว เป็นปริโยสาน ใน มูลสูตร ๑๐ ๑. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) แม้จะว่าโดนถีบเข้ามาอย่างไร แต่ถ้าคุณไม่มีฉันทะจะทำไม่ได้เลย พ่อครูถ้าไม่ถูกวิบากมาก็ไม่อยากเป็นครูหรอก แต่ทุกวันนี้ปากเปียกปากแฉะตลอดเวลา ไม่รักไม่ชัง ไม่ดูดดื่มแต่มีฉันทะทำ เช่นคุณอยู่ทางโลกชอบในลาภยศ จะให้มาอย่างนี้เราก็ยากก็ฝืน หรืออย่างเราชอบกินติดสิ่งนี้จะให้เลิกนั้นยาก แต่ว่าถ้าเราเห็นว่าติดอย่างนี้มันไม่จบ เราต้องปล่อยละวางให้ได้ ต้องเข้าใจสภาพการปรุงแต่งรสโลกีย์ จนกว่าจะดับเหตุก็จะดับรสโลกีย์ได้ เราต้องเห็นในความหมายความรู้ชัด อย่างพ่อครูพามาจนมันไม่น่ายินดีเลย พวกเราอยู่ในนี้เยอะที่จนไม่ลง พอจนได้บ้างก็จนต่อไม่ไหว ก็เลยต้องค่อยศึกษา สรุปแล้วต้องมีใจเห็นดี คนมาอโศกอยู่ไปก็ตรวจสอบตนเองให้ดี ว่าแต่ก่อนเราก็ยาก แต่ตอนนี้เราทำได้เฉยได้ และเข้าใจจิตที่มันค้านแย้งอยู่แต่เราก็ต้องทำให้หมด ยินดีนั้นไม่เป็นกิเลส แต่ถ้าไปปีตินั้นก็มีกิเลสปน ยินดีนั้นน่าอนุโมทนาเห็นดีเห็นงาม ๒. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) ต้องเรียนรู้ให้ถ่องแท้ละเอียดแล้วก็กระทำ นี่คือการมนสิการ คือการทำใจในใจ ทำใจเป็นจึงจะทำให้เกิดให้ตายได้(สัมภวะ) เกิดโอปปาติกโยนิ หรือจุติ หรือชาติ ก็ได้ เสร็จแล้วก็ถึงสัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติที่เป็นการเกิดที่มีการลดละหน่ายคลาย จะถึงฐานวิมุติสำเร็จคืออภินิพพัตติ ถ้าทำมนสิการคุณก็ไม่เกิดเป็นอาริยบุคคล ๓. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) การปฏิบัติจึงชัดเลยว่าต้องมีผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะไม่ใช่ธรรมะพระพุทธเจ้า ต้องมีตั้งแต่วิญญาณ ๖ อายตนะ ๖ ผัสสะ ๖ เวทนา ๖ ตัณหา ๖ ในปฏิจจสมุปบาท เพื่อยืนยันว่าคำสอนพระพุทธเจ้าต้องครบนะ ผัสสะเป็นเหตุนั้นไม่ใช่อย่างตัณหา แต่คือเหตุ ในการปฏิบัติ ๔. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) เมื่อผัสสะแล้วก็จะไปเรียนในเวทนา รู้มโนปวิจาร ทั้ง ๑๘และ ๓๖ เป็นที่ประชุมลง ถ้าจับมโนปวิจารได้ จนเป็นเนกขัมสิต ก็สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ ๕. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) ก็เป็นอธิจิตสิกขาที่เจริญขึ้นๆ ๖. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) ๗. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) ๘. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) สุดยอดที่จะรู้ยิ่ง ก็ถึงฐานสบายแล้ว กิเลสไม่เกิดแล้ว หลุดพ้น ล่วงพ้นจากโลกเก่า ซึ่งก็อยู่กับโลกเก่า แต่เรา สมติกม คือ ล่วงพ้น ๙. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) ผู้วิมุติคือผู้ไม่เกิดไม่ตายแล้ว กิเลสไม่เกิดแล้ว จะมีอะไรมาตาย จึงเรียกว่า อมตบุคคล แต่ท่านก็ยังอยู่กับโลกต้องมีอนุโลมปฏิโลม เป็นอตัมยตา จะเกิดหรือตายก็ได้ ๑๐. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) เป็นตัวที่สุดแห่งที่สุด ปรินิพพานคือนิพพานโดยรอบจบแล้ว อวสานแล้ว ปริ คือ รอบ อวสานคือ จบ ปริโยสานคือ จบโดยรอบ จะวัดได้ต้องค่อยศึกษา ทำศีล ๕ แล้วก็ต้องอ่านจิต แต่ก่อนไม่ชอบสัตว์ตัวนี้เลย เราก็ปฏิบัติจนเฉยได้รู้ว่ามันคือสัตว์โลก มีเมตตาได้ ทำศีล ๕ ได้ก็ทำศีล ๖-๗-๘ ต่อไป แม้ตัวศีลแต่ละข้อก็มีอธิศีล หรือจะเพิ่มขั้นของศีลใหญ่ๆเลยก็ได้ ระงับจิตสังขารแปลว่าดับความคิดใช่หรือไม่ ? ตอบ ไม่ใช่ สังขารไม่ใช่การดับการปรุงแต่ง อย่างพาซื่อ การระงับจิตสังขาร นั้นมีนัยยะว่า ถ้าจะไม่นึกคิดอะไรเฉยๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข และก็ไม่คิดอะไรด้วย ก็คืออย่างคุณเคยนั่งสมาธิหลับตา ถ้าหลับตาจะรู้ได้ง่าย แต่ถ้าลืมตาจะรู้ได้ยาก หยุดคิดได้ยาก ถ้าฝึกดีแล้วถึงขั้นไม่หลับแต่ก็กลางๆได้ แม้เห็นก็สักแต่ว่ารู้ไม่ปรุงเลยได้ คือไม่คิดไม่นึก แต่จริงๆแล้ว จิตสังขาร ในอานาปานสติสูตรที่ว่า ระงับจิตสังขาร คือระงับอกุศลจิตที่มาสังขารปรุงแต่ง ได้นี่คือความยากของธรรมะ ถ้าดับเวทนาในมโนปวิจาร ๑๘ ก็ต้องดับที่เหตุที่มาปรุงแต่ง และก็ต้องระงับอุปกิเลสอีก อย่าให้มีปีติมากมายเกิน ให้มันลดลง สรุปแล้วระงับจิตสังขารไม่ใช่หยุดความคิด อย่างพระพุทธเจ้าท่านจะสอนคนก็ต้องมีการคิด คุณก็ต้องอ่านกามและพยาบาทในสังกัปปะ ๗ ถ้าหยุดกามและพยาบาท ก็ยังสังกัปปะ ๗ ได้ แต่สะอาด ๕๖๖๒ ผีมีจริงไหม หากผีไม่มีจริงทำไม่มีคนเห็น ตายแล้วไปไหน วิญญาณที่สิงสถิตมีหรือไม่ถ้าไม่มีจริงเราก็ไม่ต้องกลัวใช่หรือไม่? ตอบ ผีมีจริงไหม ผีที่มีหลอกก็จริง คือผีหลอก และผีจริงๆก็มีอีก ผีคือจิตวิญญาณ จิตวิญญาณที่หลอกคือทำสิ่งไม่จริง จิตวิญญาณเป็นผี อาศัยตาหลอก อาศัยท่าทางหลอกว่า ฉันดี ฉันเป็นเทพธิดาก็ได้ มาจากจิต จิตเป็นผีได้ กายเป็นผีไม่ได้ เพียงแต่จิตอาศัยกายมาหลอกเท่านั้น ผีคืออกุศลจิตมีจริง แต่มันไม่ใช่ของจริง มันเป็นเพียงอาคันตะกะมายึดครองเราชั่วคราว เรากำจัดกิเลสได้เรายิ่งเจริญ ทำไม่จึงมีคนเห็น ..เขาเห็นเป็นรูปร่าง ผีตาโบ๋ ผีแยกเขี้ยวยิงฟัน คนเห็นได้ เพราะคนมีอุปาทาน จึงปั้นหลอกตนเองสำเร็จ คนที่ปั้นได้สำเร็จคือคนซวย ธรรมดาคนปั้นไม่ได้ง่ายๆ คนจึงไม่ค่อยเห็นผี มีแต่คนที่หมกมุ่นเรียนมาจึงเห็นผีได้ ภาษาแพทย์เรียกว่าภาพหลอก อย่าว่าแต่เห็นเลยจับต้องตัวได้ อยู่กันอย่างสมสู่ได้เลย มีทั้งผีทั้งพรหม สมัยก่อนพ่อครูเคยรักษาคนมีผัวเป็นพระพรหม อุปาทานคือพลังงานทางจิตมันหลอกได้เหลือร้าย คนตายแล้วไปไหน แม้แต่พระพุทธเจ้าก็บอกไม่ได้ บอกได้แต่สภาวะเช่นตกนรก นรกไม่มีสถานที่ดินแดน แต่เป็นสภาวะ แต่ถ้าคุณติดยึดมั่นใจว่านรกเป็นสถานที่อย่างกระทะทองแดงมีจริง ตายไปคุณก็ไปตกนรกกระทะทองแดงที่คุณปั้นเอาได้ แม้ว่าไม่ปั้นก็ต้องเดือดร้อนเป็นสภาวะจริง คนตายส่วนใหญ่ไปนรกเพราะไม่ได้ล้างอนุสัยอาสวะมันฝังอยู่นานแน่นเลย คนจึงตกนรกมาก สวรรค์นั้นเป็นความจำเป็นของแห้งอยู่ไม่นาน วิญญาณที่สิ่งสถิตไม่มีเราไม่ต้องกลัว เมื่อก่อนพ่อครูก็ไล่ผีที่ประจำต้นไม้มากมากไม่เห็นผีมาจัดการเราเลย ยิ่งศาลพระภูมิเรารื้อทิ้งมามากแล้ว แถมตั้งศาลพระภูมิอัญเชิญวิญญาณมาอยู่แถมตั้งชื่อให้ด้วย แต่ตอนนั้นนึกว่ามันมีจริง แต่พอมาฟื้นธรรมะก็รู้ว่ามันหลอก

ความเห็นชอบกับดำริชอบต่างกันอย่างไร ตอบ ในคำว่าชอบในมรรค ๘ มี ทิฏฐิ(เห็นชอบ) สังกัปปะ(คิดชอบ) พอมาปฏิบัติเราต้องรู้ตักกะ วิตักกะ การดำริคือตักกะคือริเริ่ม ส่วนความเห็นคือความรู้ความเข้าใจ แต่ดำริคือสภาะ เมื่อตากระทบรูป ผลคือเกิดวิญญาณ ถ้าเราอวิชชาวิญญาณนี้คือผีมาร แต่ถ้าเรามีตัวรู้มีปัญญาคือมีวิชชา วิญญาณนี้ก็คือญาณ ๑๖ ... ตอบ วิญญาณตัวที่เป็นธาตุรู้เกิดเมื่อสัมผัสถูกแล้ว แต่ถ้าเรามีอวิชชาวิญญาณก็จะเป็นผี แม้ไม่เป็นผีก็เป็นเทวดาปลอม สัมผัสแล้วสุขทันทีคือจิตขึ้นสวรรค์ ส่วนสัมผัสแล้วไม่ชอบก็ทุกข์ หรือสัมผัสแล้วอยากได้อยากมีอยากเป็น อยากแต่ยังไม่ได้มาเป็นของตน แค่สัมผัสไม่พอ ได้เสพต้องได้มานานๆ นั่นแหละผี คือกิเลส แต่ในกรณีที่มีวิชชา วิญญาณธาตุรู้ตัวนี้คือญาณ ๑๖ สัมประสิทธิทางใจคือสังขารหรือผลลัพธ์ของสังกัปปะ ผลที่เกิดคืออภิสังขาร ๓ ใช้กับโลกุตระเท่านั้น ตอบ ถูกต้อง แต่ผู้ไม่รู้จะเอาคำนี้ไปใช้ไม่ได้ แต่ผู้รู้จะเอาภาษานี้มาใช้เป็นเข้าใจได้ กรุณาอธิบายการเกิด อย่างชาติ สัญชาติ โอกกันติ ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยใช่หรือไม่? ตอบ จริงๆแล้วต้องมีสัมผัสเป็นสมุทัย พระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่าต้องมี วิญญาณ ๖ เวทนา ๖ ตัณหา ๖ ผัสสะ ๖ ต้องทำสดๆ ถ้าทำของแห้งจะยากช้านาน ชาติคือคำรวมๆ ไม่จำเพาะ แต่สัญชาติ คือ ตัวที่คุณเองมีความรู้บ้าง มันจำเพาะกว่า ระบุกำหนดลงไป ส่วนคำว่า โอกกันติ คือเกิดแล้วมีเรื่องแล้วมันต่อเนื่อง ซึ่งตรงข้ามกับคำว่า ขณิกะ (คือขณะหนึ่ง) จะยาวนานแค่ไหนก็โอกกันติเท่านั้น จะต่อเนื่องสั้นหรือยาวเท่าใดก็คือโอกกันติ ถ้าหยุดเมื่อไหร่มีขณิกะเมื่อนั้น ที่บ้านเขาทำขนมเค้กขายทำด้วยแป้งไข่เนย ทำให้มีผลเสียต่อสุขภาพ ตอบ เปลี่ยนได้ก็เปลี่ยนไปให้ดีกว่าเดิมแต่ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ก็ยอมรับ อันไหนเป็นพิษภัยก็ควรเลิก ตามฐานะบุคคลตามเหตุปัจจัย ให้ศึกษาไปก็จะมีทางออก โดยเฉพาะอโศกมีงานเยอะเลือกได้ไม่บาป ถ้ามีคนมาชวนไปชุมนุมอย่าออกไปนะครับ เดี๋ยวพ่อครูจะถูกกล่าวหาพาคนไปตาย ตอบ เตือนมาก็ขอบคุณ ใครจะไปชุมนุมก็คิดดีๆ เวลาเราทำงานมือกับใจก็ให้ตรงกันนี้คือ การทำสติใช่ไหมหรือว่าไม่ต้องขนาดนั้นให้ใจกำหนดเอง ตอบ ใช่ อะไรทุจริตอกุศล ใจรู้แล้วมืออย่าทำให้ตรงกัน แต่ถ้าใจรู้ว่าอกุศลแต่ให้มือมันทำอันนี้ซวย ใจสำคัญต้องคอยกำหนด ไม่ให้ฟุ้งซ่าน แม้ชำนาญแล้วก็ทำอัตโนมัติใจก็ไปคิดอื่นได้ แต่ก็ให้เลิกสิ่งไม่ดีแล้วก็หมั่นทำสิ่งดี ปรุงแต่งหลายอย่างก็ทำได้แต่ยากหน่อย พ่อครูดูโทรทัศน์ ๓ จอ และเขียนหนังสือด้วย ทานอาหารด้วย ทำหลายอย่างได้ แม้ไม่รู้ละเอียดหมดแต่ว่าอันไหนสำคัญก็จะกำหนดรู้ละเอียด บางที ๕ อย่างก็รู้อันเดียวได้ นอกนั้นก็ไม่รับรู้ได้ คนไปห้องพ่อครูบางคนบอกว่าอยู่ได้อย่างไร พ่อครูก็อยู่มาหลายสิบปีแล้ว การเกิดของกิเลส เมื่อจมูกได้กลิ่นเหม็นไม่ชอบ ทุกข์แล้วดูใจ เห็นว่าเหม็นควันรถ ใจไม่ชอบ ตอบ ถ้าคุณต้องอยู่กับมัน มันอยู่ไม่ทนหรอก แต่ว่าถ้ามันอยู่นานคุณก็ต้องทน ถ้าคุณไม่ชอบทนไปนานๆก็ชิน แต่ถ้ามันชอบ ก็ให้พิจาณาอย่างเดียวกัน ช่วยอธิบาย สมมุติสัจจะกับ ปรมัตถสัจจะ ตอบ สมมุติสัจจะคือสัจจะโลกีย์ที่คนรู้ร่วมกัน ส่วนปรมัตถสัจจะคือสิ่งที่ลึกกว่า เราต้องอ่านจิต ลดอกุศลจิตกำจัดอกุศลจิตคือปรมัตถสัจจะ ทำได้ก็เข้าถึงปรมัตถธรรม ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน