560919_รายการเรียนอิสระ เรื่อง สังกัปปะ๗ยอดเคล็ดวิชชากู้ชาติ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์21 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

560919_รายการเรียนอิสระ เรื่อง สังกัปปะ๗ยอดเคล็ดวิชชากู้ชาติ อ.กฤษฎาดำเนินรายการ... พ่อครูว่า...การทำงานก็ได้ผลบ้าง การทำงานย่อมมีผลอะไรเกิดไม่ว่าจะทำงานชั่วเลวก็มีผล เกิดผลชั่วตามมาได้ เราทำงานดีมันก็ต้องมีผลบ้างแหละ แม้ว่าเราทำงานดีผลที่เกิดมันจะเกิดน้อยกว่าผลชั่วก็ตาม ก็ไม่น้อยใจ เรามั่นใจเถอะตรวจสอบให้ดีว่าส่ิงที่เราทำนี้ดีแน่แท้ ถ้าดีแท้จะได้ผลน้อยอย่างไรก็ทำไปเถอะ พ่อครูมั่นใจเช่นนี้จึงทำไม่ท้อถอย มาบวช ๔๓ ปีแล้ว ขึ้นทศวรรษที่ ๕ แล้ว ไม่เคยท้อเลย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกมีว่า สิ่งที่ยากมีอยู่ ๓ อย่าง คือ ๑.ให้ในส่ิงที่ให้ได้ยาก ๒.ช่วยทำสิ่งที่ทำได้ยาก ๓.อดทนต่อส่ิงที่ทนได้ยาก แต่เป็นเรื่องสร้างมิตร เป็นเรื่องเป็นประโยชน์ไม่มีศัตรู เราทำไปแล้วใครเห็นว่าเราเป็นศัตรู เราก็ต้องเห็นใจเขาว่ายังเข้าใจไม่ได้ เช่นเดียวกับเราเห็นใจเด็ก เขาเข้าใจไม่ได้เป็นธรรมดา นอกจากคนเอาแต่ใจคิดว่าเขาเหมือนเราว่าเด็กก็เป็นคนเหมือนเราก็ต้องเข้าใจเหมือนเราได้สิ ซึ่งเรารู้ว่าแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนเข้าใจผิดนี่น่าสงสาร โง่ และคนที่ทำชั่วทั้งที่รู้ว่าชั่ว ก็ยิ่งน่าสงสาร เพราะโง่ยกกำลังสามเลย เราก็ต้องเห็นใจคนที่ไม่เจริญ ไม่ก้าวหน้าพัฒนา ถ้าเราหรือคนทั้งหลายในโลกเห็นคนทำผิดแล้วเราก็ไม่ไปโกรธเขา เข้าใจเขาได้ แล้วช่วยเขา ถ้าคนในโลกนี้เข้าใจและทำอย่างนี้ โลกนี้จะดีขึ้น เราต้องเข้าใจให้ถูกต้องแล้วทำอย่างนี้จริง จึงเกิดประโยชน์ในโลก อ.กฤษฎาว่า เราเห็นคนทำชั่วแล้วเราจะให้ความรู้สึกดีๆมันยาก การอภัยทานเป็นเรื่องใหญ่ พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าตรัสว่า...สังคมหมู่หรือบริษัทไหนที่แนะนำได้ยาก สังคมหมู่กลุ่มที่สองแนะนำได้ง่าย สังคมหมู่กลุ่มที่ ๓ แนะนำพอได้ ต้องแนะนำให้ดีจึงได้ ท่านก็แบ่งสังคมหมู่กลุ

อ่านต่อ

่มเป็น ๓ เราแม้จะเจอสังคมหมู่กลุ่มที่แนะนำได้ยาก เราก็ต้องทำ อ.กฤษฎาว่า...พวก ๕๐๐ บางพวกก็แนะนำได้ยาก พ่อครูว่า...เคยได้ยินแต่โจร ๕๐๐ แต่ห้าร้อยหมายถึงอย่างนี้เอง ตรงกัน พ่อครูได้นำเสนอส่ิงที่ดีที่สุดแล้ว ระมัดระวังไม่ให้ผิดเพี้ยน จึงไม่รู้สึกบกพร่องตะขิดตะขวงใจ แต่เท่าที่ทำมาก็ยังไม่ได้ทำอะไรผิด นอกจากเผลอบ้าง อ.กฤษฎาว่า...เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมากพ่อครูไอ้อธิบายกระบวนการมรรคองค์ ๘ เรื่องสัมมาทิฏฐิไปแล้ว วันนี้อยากรู้เรื่องกระบวนการคิด ซึ่งกระบวนการเกิดความคิดหรือดำริ เป็นกระบวนการสังกัปปะ ทำอย่างไรจะดำริชอบ แล้วมันเป็นประบวนการปัญญาเกิดเองหรือต้องบรรลุปิ๊งอะไร แล้วเรามาอยู่นีโอโพรเทสนี่มันมีการดำริชอบอย่างไร พ่อครูว่า...เรื่องนี้เป็นปรมัตถ์ เป็นจิตเจตสิกหยั่งลึกลงไป คำว่า ความคิด หรือดำรินี้ เป็นสองคำ ดำริ ถ้าแปลเป็นไทยคือ ตริ ตรึก เขาก็แปลอย่างนั้น คำว่า สังกัปปะ แปลว่าความนึกคิด กว้างกว่าดำริ เป็นองค์ความคิดองค์รวมหรือ concept มันมี context and content อยู่ในนั้น จากหน่วยต่างๆก็มีแตกไป มีรายละเอียดองค์ประกอบไปถึงอากาสธาตุหรือปริเฉทรูป context คือบริบท คือรายละเอียดของแต่ละปริเฉท อยู่ในบทแต่ละบท แยกไว้ละเอียดกระจายอยู่นั้น คำว่า ความเข้าใจ พระพุทธเจ้าแบ่งหมวดหมู่ใหญ่เป็น ๓ คือ ๑.ญาติปริญญา ๒.ตีรณปริญญา ๓.ปหานปริญญา ในศาสนาพุทธ ๓ อย่างนี้สำคัญมาก ใครทำ ๓ อย่างนี้สำเร็จก็บรรลุอรหันต์ ญาตปริญญา คือรู้องค์รวม ครบ concept ตีรณปริญญา คือสามารถแยกแยะรายละเอียดของ content and context คือรู้หมากในกระดานหมด เป็นองค์รวมหน่วยใหญ่ และยังสามารถแยกแยะละเอียดอีก สัมผัสรู้เลย และรู้ว่าอะไรต่างกันอย่างไร contrast อย่างไร เห็นว่ามันต่างหรือเหมือนกันอย่างไร อะไรคือผิดคือชั่ว อะไรคือจิตสะอาด และยังสามารถกำจัดกิเลสด้วย รู้วิธีกำจัด ลงมือกำจัดได้ด้วย และรู้ว่ากำจัดได้หรือไม่ด้วย ซ้อนลงไปคือ สัจจญาณ(รู้จิต) กิจญาณ (แยกแยะกำจัดสิ่งที่แยกแยะได้ คือกิเลส คือจับโจรได้ อกุศลเจตสิกได้ จับเฉพาะแม่นๆ ไม่โมเม ) เมื่อเราสามารถแยกแยะกิเลสได้ แล้วเราสามารถรู้วิธีปหาน ๕ ปหาน ๕ ๑.วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) ๒.ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) ๓.สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) ๔.ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) ๕.นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) ปัญญามีพลังอำนาจฤทธิ์แรงเหมือนอุณหธาตุ เป็นไฟธาตุ ที่เผาละลาย ทำลายไฟราคะโทสะโมหะได้เลย เป็นพลังปัญญา ไฟคือฌาน เป็นไฟกองใหญ่ ไฟพิเศษ ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั้น ถ้าไม่มีปัญญานั่นไม่ใช่ฌาน พระพุทธเจ้าตรัสไว้เลย ถ้าปัญญาหายไปจากฌานก็ไม่ใช่ไฟฌาน เพราะเราต้องใช้ปัญญาในการจัดการสลายทำลายไฟเลว ผู้ใดปฏิบัติได้ตรงตามพระพุทธเจ้าจะมีไฟนี้เกิดจริง พลังงานความฉลาดเรารู้นะว่าไฟร้อน คุณก็ไม่จับไฟที่ร้อน นั่นคือพลังปัญญามันรู้สูงพอว่าไม่ได้ มันร้อนมันทุกข์ไม่เอาไม่จับ ฉันเดียวกันว่าคนที่เห็นว่าการไปแย่งโลกธรรมมันทุกข์เขาก็ไม่เอา มันจะมีปัญญาฉลาดสูงพอ มีพลังพอ ยกตัวอย่างพ่อครูถอยออกมาจากโลกเขา โดยไม่ได้พ่ายแพ้เขาเลย สามารถสู้เขาได้ แต่ว่าถอยออกมาเพราะเห็นว่าเป็นทุกข์เป็นโทษภัยต่อเราและคนอื่นด้วย คือเป็นความรู้จริงๆ ไม่ได้ฝืนเลย สบายใจแล้วจบ ปัญญาของใครที่เห็นอย่าง โสฬสญาณ เอาแค่วิปัสสนาญาณ ๙ มีตั้งแต่ ๔. (๑)อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิด- ความเสื่อมไปของกิเลส ของชาติ เวทนาสุขทุกข์ต่างๆ ๕.(๒)ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความสลายไปของสังขารธรรม-ตัณหาปรุงแต่งทั้งหลาย อันนี้เห็นความดับชัดกว่าเห็นความเกิดอีก ๖.(๓)ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันเพ่งเห็น กิเลสสังขาร เป็นภัยอันน่ากลัว.. เพราะล้วนแต่ต้องสลายไป มีลักษณะอนัตตา ๕ 1.ปรโต (ความเป็นอื่น แปรปรวนไป) 2.อนัตโต(ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน) 3.วิตถโต(แผ่ผ่านไป, เคลื่อนไปๆ อยู่เสมอ) 4.ตุจฉโต(ไม่เป็นแก่น, ไร้ประโยชน์) 5.สุญญโต(เป็นสูญ,ว่างเปล่า) พระพุทธเจ้าเปรียบ _รูป อุปมาเหมือนฟองน้ำที่ฝนตกนำมาเป็นของว่างเปล่า _สัญญาเหมือนพยับแดดเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อนย่อมเป็นของว่างเปล่า _สังขารเปรียบเหมือนหยวกกล้วย ไม่มีแก่นเป็นของว่างเปล่า _วิญญาณอุปมาเหมือนมายากลหาสาระไม่ได้เป็นของว่างเปล่า เห็นอย่างมีปัญญาไม่ต้องบังคับให้เชื่อ ยกตัวอย่างว่าพ่อครูออกมาจากทางโลก ไม่เอาเลิกมาเลย มาทำงานอย่างนี้ดีกว่า สอนให้คนเป็นเช่นนี้ดีกว่า ก็ยังมีผู้มีธุลีในดวงตาน้อยทำตามได้ ๗.(๔)อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ ต่อเนื่องมาจากการเห็นภัย ๘.(๕)นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณเห็นความน่าเบื่อ-หน่ายในกิเลส เพราะสำนึกเห็นทั้งโทษและภัย ๙.(๖)มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณรู้เห็นการเปลื้องปล่อยไปเสียจากโทษ-ภัยเหล่านั้น (อตัมมยตา) เราออกมานี่เราไม่ได้วางมือในการรับใช้ช่วยเหลือสังคม เราทำให้สังคมให้มาก ถ้าตีเป็นราคาจะแพงกว่าเขาหมดแหละ ความคิดที่สูงและประเสริฐนี่แพงมาก ยิ่งหายากยิ่งเป็นสัจธรรมที่สูงส่งย่ิงแพง คิดเป็นอุปสงค์ก็มากสูง ๑๐.(๗)ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณพิจารณาทบทวนถึง การปฏิบัติที่ปลดปล่อยได้ ก็ทำซ้ำอีกจนสำเร็จยิ่งขึ้น ๑๑.(๘)สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางวางเฉยต่อสังขารปรุงแต่งทั้งหลาย เราจะแข็งแรงต่อโลก โลกจะเอาเราไปเป็นทาสใช้ไม่ได้ โลกธรรมและกามคุณจะเอาเราไปเป็นทาสไม่ได้ เราจะเป็นไท ทั้งที่อยู่กับส่ิงเหล่านี้ไม่ได้หนี แต่จะแข็งแรงขึ้น เป็นอุเบกขา เป็นกลางหรือไม่มีอะไรแปรเปลี่ยนพลังงานความสำเร็จนี้ได้ นิโรธพระพุทธเจ้านี้มีดวงตา จักษุ ญาณปัญญา วิชชา แสงสว่าง มีความรู้รอบชัดไม่หนีเข้าป่าเขาถำ้ แต่ชัดเจนลืมตาเห็นตรงนี้เลย เมื่อสังขารเก่งเราจะปรุงก็ปรุงได้เป็นญาณต่อไปคือ ๑๒.(๙)สัจจานุโลมิกญาณ หรืออนุโลมญาณ ญาณอันเป็น ไปโดยอนุโลมต่อชาวโลก ต่อสมมุติสัจจะทั้งหลาย โดยใช้ สัปปุริสธรรม ๗ ที่รู้จักประมาณสัดส่วนต่างๆ อย่างพ่อครูอนุโลมมาทำงานการเมือง ก็ขยับตามจังหวะ เห็นว่ามีหมู่กลุ่มก็มาทำ ยืดหยุ่นให้คนเขาว่านะ เรายืดหยุ่นได้ก็มา มารับใช้มาช่วย ไม่ได้มาเอาอะไร บริสุทธิ์ใจก็ไม่มีปัญหา เขาเข้าใจเราไม่ได้ เขากลัวแทนเราว่าจะถูกทางนี้ขย้ำเราก็ระมัดระวังไม่ประมาท แต่ถ้าเราประมาณดีก็ไม่เสียหาย ญาณข้อที่ ๑๐_๑๒ นี้เป็นการเสริมประสิทธิภาพจิตวิญญาณให้แข็งแรงเจริญมีโลกวิทูเพิ่มขึ้่น เป็นประโยชน์ตน_ประโยชน์ท่านที่แท้จริง ถ้าอธิบายเป็น อภิสังขาร ๓ ๑.ปุญญาภิสังขาร เป็นการสังขารอย่างชำระกิเลส ผู้รู้จักกิเลสก็ปรุงแต่ง (สสังขาร) อย่างทำลายกำจัดกิเลส ได้บุญ คือได้ชำระกิเลส ได้บุญคือได้เสียสละกำจัดกิเลสออก จนหมดเรียกว่า ๒.อปุญญาภิสังขาร คือ ไม่ต้องบุญไม่ต้องบาป คือหมดบุญหมดบาป ๓.อเนญชาภิสังขาร คือ การทำให้ตั้งมั้นแข็งแรง เป็นการหมุนกลับเพื่อช่วยคนอื่น คนจะช่วยคนอื่นต้องแข็งแรง ต้องอเนญชา ไม่หวั่นไหวแปรเปลี่่ยน จิตต้องแข็งแรงมั่นคงตั้งมั่น สั่งสม สังขารุเปกขาญาณและสัจจานุโลมมิกญาณ น่ิงสูงย่ิงมั่นคงช่วยเหลือสังคมได้มากขึ้น ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ช่วยมนุษยชาติให้สุขอย่างโลกุตระ เพื่อมนุษยชาติแท้จริง อนุเคราะห์โลกจริง พ่อครูว่า...ดำริคือความเริ่ม ภาษาบาลี เรียกว่า “ตักกะ” เมื่อเริ่มเราต้องมีตีรณปริญญาหรือธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ ต้องมีวิจัยแยกแยะจนสามารถจับจิตได้เร็ว ถึงขึ้ืนเมื่อใดมันเร่ิมดำริเริ่มเกิด เรียกว่า ตักกะ แล้วจับจิตมาวิเคราะห์วิจัย ก่อนออกมาเป็นองค์รวมของความคิด ในขณะที่ปฏิบัติตัวอยู่มีสัมผัสเป็นปัจจัย ต้องอ่านรู้ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ซึ่งเป็นพลังงานจลน์หรือKinetic energy ส่วนอีก ๓ ตัวคือ อัปปนา (แน่วแน่) พยัปปนา(แนบแน่น) เจตโสอภินิโรปนา(ปักใจมั่น) ทั้งสามตัวหลังเป็น พลังงานศักย์ Potential energy เป็นพลังงานน่ิง ทั้่งสองอย่างคือพลังงานเคลื่อนและพลังงานน่ิง ก็ทำงานร่วมกัน เราต้องจับตอนมันเคลื่อน คือรู้ตั้งแต่ มันตักกะ จับพฤติกรรมมันได้ มันดำริมาแล้วคนที่อวิชชาจะเกิดมาพร้อกกิเลส ดำริเร่ิมตักกะแล้วจะมีกิเลสมาพร้อมเลย คือกามและพยาบาท ถ้าไม่รู้มั่วเลยก็โมหะ อ่านให้ออกแยกให้ออกแล้วแยกแยะมันให้ได้ เมื่ออ่านตักกะ วิตักกะได้ มันมีตัวผี เป็นกามวิตก(กามสังกัปปะ) ก็จับให้ได้แล้วจัดการปหาน ถ้าปหานไม่ได้คนอวิชชาไม่เคยทำ พอตักกะก็วิตักกะ ไปสังกัปปะ ก็มีกิเลสปรุงเป็นความคิดออกมาเป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปานา มาเป็น วจีสังขาร วจีสังขารก็คือคำพูดภาษาที่เกิดในใจ ใครรู้จักภาษาไหนก็จะออกมาเป็นภาษานั้น มาเป็นวจีสังขารอยู่ในใจยังไม่ออกมาเป็นคำพูดหรือวจีกรรม มันสามารถกำจัดกิเลสได้ก็ปรุงอย่างไม่มีกิเลส มันก็ออกมาเป็นวาจา กัมมันตะ อาชีวะที่เป็นมิจฉา แต่ถ้าคุณจับกิเลสได้มันก็ออกมาเป็นวิสังขาร คือปรุงแต่งอย่างไม่มีกิเลส อ.กฤษฎา...ยกตัวอย่างการเล่นหวย ก็วนไปเวียนมา พ่อครูว่า...เป็นแมงเม่่าบินเข้ากองไฟ อ.กฤษฎาว่า...ถ้าเรามาตั้งสติดูว่ามันก็วนเวียนอยู่อย่างนี้จะเห็นโทษภัย มันไม่ได้สุขสนุกแต่อย่างใดเลย มันทุกข์ เมื่อคิดได้ก็หยุดเล่นได้ แล้วพรรคพวกหรือกระแสสังคมก็จะมาบอกว่าไม่เล่นหน่อยหรือ แต่ถ้าเรามีความแน่วแน่ แนบแน่น เราก็ตัดขาดมันได้ พ่อครูว่า...ที่อธิบายนี้ก็อยากให้ได้สัจธรรม โดยเฉพาะท่่านที่ศึกษาอภิธรรมมีพื้นอยู่แล้วก็ตั้งใจนำไปศึกษาจะได้ เป็นของทำได้ ไม่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าจะกล่าวไว้ทำไม และพ่อครูก็ว่าตนทำได้ คนอื่นก็คนน่าจะทำได้เช่นกัน อ.กฤษฎาว่า...ถ้าเราเท่าทัน โลภ โกรธ หลงได้ พ่อครูว่า...ต้องขณะผัสสะด้วยไม่ใช่ไปนั่งคิดนอนคิดเอา แม้จะนั่งหลับตาสมาธิมันฟุ้งมาก็เป็นแค่สัญญา ไม่ใช่ตัวจริงที่เกิดเป็นปัจจุบันธรรม ในขณะสัมผัสก็เกิดกิเลสทันทีก็อ่านมันเลย อ่านรู้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส เราใช้ญาณปัญญาเราหมายว่าอาการนี้กาม อาการนี้ทุกข์ อาการนี้ไม่ชอบใจ ชอบใจ อันนี้โกรธ อันนี้ราคะ หัดอ่านหัดเรียน เป็นนามธรรมแต่รู้ได้ เช่นอาการจิต สัตว์นรก สัตว์เปรต นั้นไม่มีรูปร่าง อสรีรัง เปรตอย่างใดๆก็จะรู้ได้ อ่านอาการออก ต้องเข้าใจคำว่า อาการนี้ ไม่ใช่เป็นรูปร่างตัวตนเป็นผีตัวๆ อย่างนั้นถ้าเข้าใจเช่นนั้นจะเจอแค่มโนมยอัตตา คือจิตคิดนึกปั้นเอาเองได้ แต่ว่าอย่างของจริงต้องสัมผัสหลัดๆเลย เหมือนแสงมันฉายมาที่จอตา จอภาพเลย เห็นแล้วเกิดอาการซ้อนอยู่ว่านี่อาการชอบนี่คืออาการชัง ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย ต้องสัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย รู้ทั้งนอกและในเชื่อมโยงกัน เป็นวิโมกข์ ๘ ข้อที่ ๒ อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิ ปัสสติ อ่านเห็นภายนอกไปถึงภายในจนถึงอรูปเลย อย่างนี้พระพุทธเจ้าจึงรับรองว่าเป็นอรหันต์ เพราะมีเหตุปัจจัยมาสัมผัส รู้อยู่เห็นอยู่อย่างปัจจุบัน สำเร็จอิริยาบทอยู่ ไม่ได้ไปแต่นึกคิดยกเอามาแค่สัญญา แต่เห็นอยู่หลัดๆเลย เป็นวิปัสสนาแปลว่าเห็น ไม่ใช่ว่าแปลว่าคิดนึก พ่อครูก็มาตามหาญาติ ผู้แสวงหา ตั้งใจทำเพื่อมนุษยชาติ พ่อครูเห็นว่าความฉลาดอย่างเฉกามีเยอะแต่ว่าคนมีปัญญาจริงน้อยลงๆ เฉกาคือฉลาดชั่ว ฉลาดประกอบด้วยกิเลส แต่ถ้าปัญญาคือฉลาดเห็นความจริงรู้กิเลส คำว่าเฉโกจึงไม่ค่อยติดตลาด ทุกวันนี้หลงว่าตนมีปัญญา แท้จริงเป็นเฉกา สังคมจึงตกต่ำทั้งโลก หลอกลวงกันทั้งโลก ใครฉลาดเฉกาเป็นใหญ่ แต่ว่าคนมีปัญญาน้อยลง พ่อครูก็มาตามหาคนตระกูลปัญญา แม้ใกล้กลียุค ยากแสนยาก ก็เป็นหน้าที่พ่อครู ก็ตั้งใจเป็นขุนทหารของพระพุทธเจ้า พ่อครูสมัครเป็นกองทัพธรรมมาหลายชาติแล้ว แม้รู้ว่ายากก็ไม่ท้อถอย จนกว่ามันจะไม่มีผลได้ มีผลเสียแล้วก็หยุด แต่ทุกวันนี้ได้ผลดีอยู่ก็ทำ เชื่อว่าไทยเป็นเมืองพุทธ ยังมีคนมีบารมีอยู่ ย่ิงกว่าแสงรำไรปลายอุโมงค์ แต่เป็นแสงชัดๆอยู่ปลายอุโมงค์ ตอนนี้ขยับจากปลายอุโมงค์มาแล้ว ทุกวันนี้ทำอยู่ก็มีคนเข้าใจ แต่สังคมมีคนทำอย่างอวิชชา เราก็ตั้งหลัก ทำอย่างเมตตา สงบ ไม่รุนแรง ทำอย่างทุกศาสนาสอน ไม่แค่พุทธ มารวมกันเถอะ ให้เป็นไปอย่างดี สุภาพเรียบร้อย เป็นความต้องการเดียวกัน และไม่ท้อถอย เพราะเห็นว่ามันไปได้ มีคนเข้าใจ ที่อธิบายนี้เป็นปรมัตถ์เป็นนามธรรม หลายคนเข้าใจแต่ก็รู้ว่ายาก ซึ่งถ้ามันง่ายก็คงมีอรหันต์เต็มบ้านเต็มเมือง ทุกคนอย่าดูถูกตัวเอง คุณจะแสวงหาอะไรในโลก คุณแสวงหาโลกธรรม กาม อัตตา คุณแสวงมานานนับไม่ชาติไม่ถ้วน เบื่อไหม แต่ถ้ายังไม่เบื่อก็เก็บใส่เซฟไว้ก่อน แล้วมาทดลองศึกษาอยู่อย่างนี้ก่อน อย่างโลกๆนั้นเขาทำกันมานานแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสรู้ส่ิงที่ประเสริฐ คนยกให้เป็นศาสดาเอกของโลก พระพุทธเจ้าหาทางละเลิกได้จริงท่านอยู่เหนือส่ิงเหล่านี้ ท่านไม่ได้ทำลายเขา แต่อยู่กับเขา ทำประโยชน์ต่อเขา ประโยชน์ตนหมดก็ทำประโยชน์ท่าน คู่กันไปเป็นอุภโตภาค เป็นอุภยถะ เป็นประโยชน์สองอย่าง คืออัตตัตถะ และปรัตถะ ผู้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า จะได้อุภยถะ ยกตัวอย่าง ถ้าพ่อครูมีเงิน ๑๐๐ ล้านแล้วเอาให้คุณไป พ่อครูก็ได้เสียสละ และคุณก็ได้ ๑๐๐ ล้าน จิตวิญญาณเราก็ได้สูงขึ้น ได้ประโยชน์ทั้งสองอย่าง คุณทำเป็นก็ทำได้ทันที อย่างตลาดอาริยะ เราอ่านใจเราเราทำสำเร็จคือไม่ทวงบุญคุณสละจบ คือจบ เป็นการสละโลภโกรธหลง คุณหยุดโกรธก็ไม่เป็นภัยต่อตนแล้ว คุณอาจโกรธเราแต่เราไม่ตอบโต้ คุณก็หมดภัยจากเราแล้วเราวางแล้ว คุณจะพยาบาทเรา เราก็ไม่ตอบโต้ คุณทำได้อย่างนี้จริงก็เสร็จก็จบ เลิกทั้งโลภทั้งโกรธ เป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านทันทีไม่แยกกันเลย ปฏิบัติจริงโลกนี้จะสุขสงบสบาย ก็ยังดีที่มีคนมาฟังโลกุตระธรรม แม้บางคนจะด่าก็ไม่ว่า แต่การเมืองนั้นทำแบบเดิมมานานก็ไม่แก้ปัญหา แต่เราขอเอาธรรมะมาทำด้วย ทำคู่กันไปจะได้ไหม ก็ขอบคุณคณะกองทัพประชาชนที่อนุญาต เสนาธิการร่วมให้ทำนะ แม้จะมีใครตะขิดตะขวงอยู่ก็ชนะคะแนนเสียงนะ แต่ถ้าเขาโหวตให้พ่อครูออกไปก็ออกไป ถ้าคณะเสนาธิการฯให้ออกก็ออก ไม่ต้องพูดแรงก็ได้ ให้สัญญาณมา พ่อครูก็ไปทำงานอื่นมีงานให้ทำอีกเยอะ เขาถามว่าจะมาประท้วงนานเท่าไหร่ พ่อครูก็พูดไปงั้นว่า ๕๐๐ วันแต่จะเท่าไหร่จบวันใดก็ได้ ไม่มีปัญหา พ่อครูเป็นคนทำงาน ทำงานที่ควรก็ทำ อันไหนไม่ควรก็วางไป เคยออกโศลกว่า เกิดมาทำไม? เกิดมาเพื่อตาย ถ้าไม่ตายทำอะไร? ก็ทำงาน แล้วทำงานอะไร? ทำงานที่ดีเป็นสัจจะ แล้วทำไปเอาอะไร?ก็ทำไปเอาธรรมะทำไปเพื่อละกิเลส ดั้งนั้นการงานทุกอย่าง สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ก็เป็นงานทั้่งนั้น อาชีวะคืองานเลี้ยงชีพ แล้วทุกงานทุกกรรม เราก็ต้องมีการศึกษาตัดกิเลสตามมรรคองค์ ๘ ทุกเวลา วาระต้องอ่านสังกัปปะ ๗ แล้วทำวจีสังขารให้เกิดอภิสังขารถึงวิสังขารเสมอๆ เพราะดักจับกิเลสแล้วปหานกิเลสได้เสมอๆ ก็เป็นจากภายในสู่ภายนอก สังกัปปะ ๗ คือสนามรบอันสำคัญของนักรบทางธรรม ถ้าใครไม่รู้ก็กำจัดกิเลสหรือข้าศึกไม่ได้ สงครามมาจากสรณะหรือที่พึ่งถ้ากำจัดกิเลสไม่ได้ก็เป็นมรณะ ดังนั้นคุณต้องทำทุกทีไปอย่างมีภูมิปัญญาทุก กรณะ ถ้าทำสำเร็จก็เป็นสรณะ แต่ถ้าทำไม่สำเร็จกิเลสจะชนะเรื่อยไป นี่คือธัมมาธัมมะสงคราม เรามาทำประโยชน์ตนแต่เป็นประโยชน์ท่านในตัวด้วย มันไปด้วยกัน อ.กฤษฎาว่าทำไมเรายังชุมนุมกันอยู่นาน ไม่เลิกเสียที วันนี้ก็เข้าใจกันเพ่ิมขึ้น ก่อนหน้านี้มีคำถามกันว่าทำไมคนไม่มา ไม่รักชาติหรืออย่างไร แต่วันนี้เรามายาวให้เป็นเย็นเรื่อยๆ ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ พ่อครูว่า...มันเป็นความจริงที่เชื่อมโยงเป็นอิทัปปจยตา มีคำว่า เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว มันเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกัน ทำอยู่ที่นี่มันกระเทือนไปหมด ยกตัวอย่างเราชุมนุมที่นี่เราพยายามให้คนเข้าใจว่าส่ิงเดือดร้อนคืออะไร แล้วต้องแก้ด้วยธรรมะ ก็สาธยายส่ิงผิดกันจะตะโกนกันให้ดังอย่างไรก็ทำไป อย่างผศ.วิวัฒน์ชัย ก็ดัง แต่ไม่หยาบและเนื้อหาดีด้วย ซึ่งมีคนมอนิเตอร์อยู่ตลอดด้วย ดังแต่อย่าหยาบ มันก็กระเทือนถึงกัน โดยเฉพาะเนื้อหาธรรมะ เสนอสนับสนุนส่ิงถูกต้องและข่มกำหราบสิ่งไม่ถูกต้อง กระหนาบแล้วกระหนาบอีก ข่มแล้วข่มอีก (วจีสังขารบอกว่า กระทืบแล้วกระทืบอีก) คำชมไม่ต้องชมมากหรอก คำชมคือบอกส่ิงที่คนดีทำดี แต่ทำดีนั้นไม่เสียหายอยู่แล้ว แต่ความผิดนั้นเสียหายต้องรีบให้เขาเอาออกเหมือนศีรษะไฟไหม้ ส่วนดีไม่ต้องบอกเขาก็ทำอยู่ต่อไป แต่ชั่วนี่ต้องรีบบอก ศาสนาพุทธจึงดูเหมือนศาสนาไม่น่ารัก เพราะเอาความไม่ดีมาบอกให้รู้เนื่องจากเป็นเรื่องรีบด่วน แต่ต้องมีการประมาณ พูดไม่ดีก็ตายได้เลย ถ้าไม่มีปฏิภาณก็เป็นโอษฐภัย ต้องใช้มหาปเทส ทุกวันนี้มั่นใจว่าจะกอบกู้ประเทศด้วยธรรมะ มันจะทนชั่วไปได้นานกว่าดีก็ให้มันรู้ไป เราจะดีให้นานๆๆๆ ให้มันรู้กันไปว่าเขาจะชั่วได้นานขนาดไหน ยาวให้เป็นฯ อ.กฤษฎาว่า...หลายคนเร่ิมจับเคล็ดวิชาห้องเรียนเรียนอิสระได้แล้ว พ่อครูว่า...การเมืองแก้ด้วยการเมืองปากหอกปากปืนมา ๘๑ ปีไม่สำเร็จ ขอใช้ธรรมะแก้ไขหน่อยได้ไหม? เขาว่าการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง พ่อครูก็ว่าการเมืองมันล้มเหลวมามากต่อมากแล้วลองมาตั้ง ๘๑ ปียังไม่พอหรือ ลองมาทางนี้มาร่วมมือกับพ่อครูหน่อยไหม? อ.กฤษฎาว่า...ประเด็นการประท้วงภาคใต้ เขาก็ตียัดว่าเป็นการเมือง แล้วเอาการเมืองไปใส่การเมืองก็เจ็บแค้นกันมากเลย พ่อครูว่า...ไม่รู้ธรรมะทั้งฝ่ายประชาชนและฝ่ายรัฐ ฝ่ายทำรุนแรงเป็นอธรรม ฝ่ายสุภาพเป็นธรรมะ ก็มีที่เขมร เขาประท้วงพวกประชาชนไปประท้วงตำรวจ ก็พากันไปยกมือไหว้ตำรวจ ทำไมเขมรก้าวหน้ากว่าไทย … ถ้าเรามีจำนวนมากเป็นล้านก็ไปยืนยัน เอาความจริงไปยืนยันเลย ไม่ต้องไปรุนแรง คุณมีมวลเท่าไหรก็มาแสดงกัน ว่าความเห็นใครชนะ ถ้าคุณมาแสนคนแต่เห็นเหมือนกันไหม คุณไม่เป็นเอกภาพหรอก แต่เราแสนคนเราเป็นเอกภาพเหมือนกันหมด เราก็ยื่นเสนอว่าเราต้องการกี่ข้อ นี่คือวิธีรบของเรา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน