560912_รายการเรียนอิสระ โดยพ่อครูและอ.กฤษฎา เรื่องจะสร้างสังคมอาริยะต้องเอาชนะกิเลสตน.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560912_รายการเรียนอิสระ โดยพ่อครูและอ.กฤษฎา เรื่องจะสร้างสังคมอาริยะต้องเอาชนะกิเลสตน อ.กฤษฎาดำเนินรายการ...วันนี้มีมะระจีน เป็นผลผลิตจากบ้านราชฯ พ่อครูว่า..จะได้รู้ว่ามะระมันลูกขนาดไหน บางลูกลูกละกิโลกว่า ปลูกบนแพปลูกผัก เป็นแพผัก เตรียมปลูกไว้ใช้ในงานเจ อ.กฤษฎาว่าเมื่อวานได้ดูสปริงนิวส์ออกรายการที่เขาสัมภาษณ์พ่อครู แต่รายการเราไม่มีสคริป ไม่เตรียมไว้ก่อน ผมถามตามที่อยากจะถาม ตรงกับชื่อรายการ แล้วเรามาชุมนุมกันเป็นเดือนแล้วเราได้อะไรบ้าง? พ่อครูว่า....พ่อครูว่าการมาชุมนุม เป็นการซับซาบทางจิตวิญญาณที่เป็นเรื่องละเอียด ในความเป็นสัตว์โลก สัตว์มันไม่มีภาษาสื่อ แต่มันอยู่กันด้วยวิญญาณ การแสดงออกทางวิญญาณเป็นสิ่งเชื่อมได้มากเลย แม้กิริยาอาการ ภาษาใบ้ก็สื่อได้ไม่มากหรอก เหมือนคนสมมุติตัวอักษร หรือใช้รูปเป็นตัวสื่อให้ได้ สัตว์ไม่มีเหมือนคน คนเก่ง แม้สัตว์พูดไม่ได้ก็ใช้อย่างอื่นสื่อ แต่คนก็มีวิญญาณเหมือนสัตว์อื่น ก็ใช้วิญญาณสื่อกันได้มากเลย เรามาชุมนุมนี่วิญญาณดีๆมาชุมนุมกัน พระพุทธเจ้าท่านไล่เรียงวิญญาณได้มากมาย ในรูป ๒๘ ก็มีจิตเกี่ยวข้องอยู่ แต่คนไปแยกรูปแยกนามออกจากกันไม่เชื่อมโยงกัน ในจิตวิญญาณพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ศึกษาเรื่องสัตว์โลกอย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะความเป็นมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐในโลก ไม่ว่าโลกใด ที่เจริญก็พัฒนามาเป็นมนุษย์ พอเจริญขึ้นแล้วก็เสื่อม แล้วหลงความเสื่อมว่าเป็นความเจริญ คือหลงตัวฉลาด นึกว่าฉลาดคิดวัตถุเก่งมากเลย เด็กสมัยใหม่ไม่รู้ว่าวิทยุ โทรทัศน์เกิดได้อย่างไร ถ้าคนอายุเลย ๕๐ ขึ้นไป เพราะว่าโทรทัศน์มีมาแค่ ไม่กี่สิบปี แต่เขาเกิดมาก็เจอคอมพิวเตอร์ไอแพด เขาก็ไม่ว่าปะหลาด แต่คนที่เกิดมาทีหลัง ไม่เคยเจอมาก็จะรู้สึกแปลกว่ามันเกิดได้อย่างไร แต่ความฉลาดเ
อ่านต่อ
หล่านั้นไม่เจริญทางจิตวิญญาณ ในจิตมีความฉลาดทั้งแบบเฉกาและแบบปัญญา คำว่าเฉกา หายไปจากสารบบ ไม่ติดตลาดมนุษย์ไม่ยอมฉลาดแบบนั้นเพราะมันเลว ฉลาดเต็มไปด้วยกิเลส เป็นพิษภัยซับซ้อน ฉลาดหมดเลย แต่วิญญาณเสื่อม พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความฉลาดแบบปัญญา มีผู้เรียนรู้ได้ประโยชน์จากความรู้พระพุทธเจ้าขอพูดซ้ำย้ำอีกทีว่า พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์เหมือนเรา ท่านก็ไม่ได้ศึกษาอะไร ท่านศึกษาเรื่องมนุษย์ ท่านใช้เวลาเท่าไหร่ พวกเรานี่ใช้เวลาศึกษาอย่างมากก็ ๒๐ ปี อาจจบดร.หลายใบก็แล้วแต่ ก็เท่านั้นเอง และก็ตายไป แล้วก็ไม่รู่ว่าชาติต่อไปเป็นอย่างไร ไม่รู้เรื่องหรอกว่าเราจะศึกษาแล้วทำให้จิตวิญญาณเราเป็นจิตวิญญาณที่เข้าสู่มหาลัยอันสมบูรณ์เสียก่อน มันเป็นการเข้าสู่มหาลัยชีวิต อัตตภาพ คนแต่ละคนมีจิตวิญญาณเป็นอัตตภาพ เป็นทรัพย์ ทางเทวนิยมเรียกอาตมัน อาตมันที่สูงสุดเรียกปรมาตมัน สูงสุดคือพระเจ้าในเทวนิยม ในสายอเทวนิยมอย่างพุทธก็เรียกอัตตา ปรมัตถา ต่างจากปรมาตมัน เพราะปรมัตถาคือความรู้อย่างยิ่งในปรมัตถ์ เข้าใจเนื้อหาสาระอย่างย่ิงของจิตวิญญาณท่านไม่ใช่ศึกษาแค่ ๒๐ ปีแต่ศึกษาเป็นชาติๆต่อเนื่องกันเลย การเข้าเรียนจบแล้วก็เป็นอรหันต์ รอบแรกเอ็นทรานซ์เข้าได้คือโสดาบัน เป็นอาริยะ เป็นโรงเรียนที่เป็นรร.อาริยะ จิตวิญญาณเริ่มรู้ความจริงของปรมัตถ์ ให้ตนพัฒนาขึ้นมาบ้าง แล้วก็ทำต่อไปเรื่อยๆ จิตเป็นโสดาปัตติมรรค โสดาปัตตติผล สกิทาคามีมรรค สกิทาคามีผล อรหันตมรรค อรหัตผลเป็นขั้นที่ ๔ ถือว่าจบมหาลัย เป็นป.ตรี ต่อจากนั้นเป็นโทเป็นเอก เป็นโพธิสัตว์เป็นนิยตโพธิสัตว์เป็นมหาโพธิสัตว์ จนกว่าจะถึงสัมมาสัมพุทธะ อ.กฤษฎาว่า การชุมนุมนี่คือการสร้างคน พ่อครูว่า...คือเรามาชุมนุมนี่เรามาเข้าโรงเรียนมาศึกษา เราได้อะไรก็คือเข้ามหาลัยเข้าไปเรียนเป็นอาริยบุคคล มีทั้งรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ที่สมบูรณ์ หลักใหญ่ในการบริหารประเทศคือรัฐศาสตร์ นอกนั้นก็เป็นวิชาเทคนิค ทำการงานอาชีพให้เกิดเศรษฐศาสตร์ ในการกินการใช้อาศัย หรือจะแยกเป็นสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ เป็นหลักเกณฑ์ใช้ในสังคม ความรู้เหล่านั้นรวมในรัฐศาสตร์ ของมนุษยชาติและสังคม อ.กฤษฎาว่า แล้วความสำเร็จอยู่ที่ไหน พ่อครูว่า...อาตมาก็บรรยายอยู่ตลอดเวลาแล้ว เมื่อวานที่สปริงนิวส์รายการเผชิญหน้าก็บอกเขาไปแล้วว่า อาตมาไม่พาพวกเรามาชนะ ไม่ได้มาข่มใครแพ้ ไม่ได้ต้องการเอาแพ้ชนะใคร แต่อาตมามาทำงานการเมืองเพื่อให้มันเจริญ อาตมาก็พูดหยกๆเลย อาตมาไม่ได้มานั่งเข่นฆ่า จะได้ไปชนะ จะต้องไปรุกรานใครไม่ อาตมาไม่ใช่หน่วยรบราฆ่าฟัน ไม่เอาแพ้ชนะ เพราะเป็นเรื่องของคนที่จะข่มกันเท่านั้นเอง แต่เรามาสร้างความเจริญ ถ้าจะเอาชนะก็ชนะความเสื่อมความชั่วความเลว แต่จะให้รบราฆ่าฟันข่มเบ่งเราไม่ทำ พ่อครูว่า พูดถึงเรื่องตลาดอาริยะจะให้เป็นตุ๊กตาในการอธิบาย ตลาดอาริยะเป็นการแสดงรูปธรรมลักษณะจริงของคนจนมหัศจรรย์ จนแต่เป็นคนเกื้อกูลแจกจ่ายอุดมสมบูรณ์มีเมตตา นี่เป็นลักษณะจริงไม่ใช่มีเล่ห์ซ่อน โชว์ข้างหน้าหรือข้างในมีอะไรแอบแฝงหลอกคนอื่นให้หลงนับถือ แล้วเราจะได้เขาเป็นพวกเป็นบริวาร มาเอาลาภยศสรรเสริญคืนให้โดยมีความซับซ้อนเหมือนโลกทุนนิยมเขาทำ หลอกล่อให้คนตายใจแล้วปอกลอกเอาเปรียบเอารัดกอบโกย ประเทศไทยกำลังถูกความฉลาดเลวร้ายครอบงำ เราจับได้ก็เอามาเปิดเผย ก็ดินกันเหมือนปลาไหลชะโลมจารบีสวมสะเก็ต วิ่งในสนามน้ำแข็งอีกที ปลาไหลมันลื่นขนาดนั้นนะทุกวันนี้ มันลื่นอย่างที่เรียกว่า จับได้อย่างไรก็กลิ้งดิ้นไปได้ จับเท่าไหรก็ไม่อยู่วนต่อไปอย่างนั้นแหละไม่ยอมรับ เราจะจริงใจเป็นคนตรงไม่เอาเปรียบเอารัด สำคัญที่จิตมันลดโลภ ในคนที่ไม่เรียนรู้ไม่มีวิธีลดละกิเลสกดข่มมันไม่ยั่งยืนหรอก พระพุทธเจ้าเรียนรู้จิตวิญญาณและแยกมันออก แล้วก็ฆ่ากิเลส ไม่ได้ฆ่าอย่างทารุณโหดร้าย แต่ฆ่าอย่างมันจำนน ให้มันตายด้วยปัญญา ด้วยความฉลาดของเราให้มันตาย เราเรียกว่า ฌาน ฌานแปลว่าไฟกองใหญ่ มีพลังงานจิต มีความร้อน อุณหธาตุ มีความแรงสูงส่งจนสามารถทำลายไฟตัวร้ายคือไฟราคะ ไฟโทสะไฟโมหะ นี่คือไฟสามกองใหญ่ เป็นพลังงานที่เราจะเรียกไฟก็เป็นรูปธรรมทางฟิสิกส์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้พลังงานจิตวิญญาณแล้วสร้างพลังงานฌานให้มีประสิทธิภาพสูงจนไปทำลายไฟราคะโทสะโมหะ สามารถกำจัดได้ สูงยิ่งกว่าพลังงานนิวเคลียร์หรือระเบิดชีวภาพ ฌานที่ทางโลกเขารู้ก็คือไปนั่งสมาธิให้มีพลังจิตสามารถใช้พลังงานให้วิเศษปะหลาด ถ้าเป็นแสงเหมือนเลเซอร์ แต่ของพระพุทธเจ้าเป็นเชิงปัญญาไปทำลายเชื้อโรคของจิตคือไฟราคะโทสะโมหะ จะบอกว่าเป็นระเบิดอินทรีย์ก็ได้ ทำอย่างฌานลืมตา ทำตามจรณะ ๑๕ มีศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ จิตเกิดฌานคือจรณะข้อต่อไป คือทำจรณะแล้วจะเกิด ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ ปัญญา แล้วจะเกิดฌานต่อไป จะเกิดคุณสมบัติเหล่านี้คือสัทธรรม ๗ แล้วรวมตัวเป็นฌานที่ ๑ ฌาน ๒ ฌาน ๓ ฌาน๔ เป็นจรณะข้อที่เหลือแล้วก็จะเกิดวิชชา ๘ ศีลเป็นตัวปฏิบัติ ทำตามจรณะไปจนเกิดฌาน เป็นพลังงาน ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็คือมีวิชชาจรณะสัมปันโน ก็ได้ฌาน คือจิตที่เผาไฟราคะ โทสะ โมหะให้ตายไปเลย อ . กฤษฎาว่า ... ดูเหมือนผู้เอามาขายคือมาเสียสละ แต่ผู้ซื้อเหมือนมีไฟราคะโทสะมากขึ้นไหม พ่อครูว่า .. คนก็ท้วงติงว่ามาขายถูกเท่ากับว่าสร้างให้คนจิตขี้โลภ จริงดูในมิติพื้นๆก็ใช้ คนขี้โลภมาหาเชิงเอาเปรียบ เช่นพวกที่สามารถหาเพื่อนมาเข้าคิวได้มากๆ เอาเปรียบ คนเหล่านี้ก็จะรู้ว่าเขาทำชั่วทำผิด ผู้ขายก็จะเป็นพฤติกรรมเสียสละ มันก็จะเป็นพลังงานรวม คนที่มาซื้อแล้วเกิดจิตอนุโมทนา เข้าใจว่าเราเสียสละให้เขา จิตจะสำนึก เราก็ให้เขาแบ่งกัน เขาจะสำนึกสังวร เขาก็จะมาทำจะเอา จะตะกละบ้างเขาก็จะเกิดหิริโอตตัปปะ จะเกิด สัทธรรม ๗ เพราะว่ามันเป็นสัจธรรม คนเดียวทำก็มีพลังคนเดียว ถ้ามารวมกันก็เป็นพลังรวม ร้านค้าใหญ่ที่ลดราคาแบบทุนนิยมก็จะทำไม่ได้แบบนี้ เขาทำชั่วคราว ของเราถ้ามีแรงเราก็ทำเพ่ิมขึ้น เราเองเราทำก็ต้องเตรียมการ เราไม่ได้มีทุนใหญ่เหมือนแมคโคร เราไม่มีผู้คนและทุนรอนมากมาย สรุปคือเป็นความจริงใจและทำจริง เป็นวิญญาณซื่อสัตย์จริงใจ คนมารับก็จะรับจิตซื่อตรง คนมีอุดมการณ์เขาจะรู้จะเข้าใจ ส่วนคนโกงจะมีพลังงานแต่ไม่มาก จะเกิดปรากฎการณ์สร้างพลังงาน เห็นเข้าใจเกิดหิิริโอตตัปปะ อ . กฤษฎาว่า ... นี่คือกระบวนการซับซาบวิญญาณ พ่อครูว่า .. ถูกต้องที่สุด จะเกิดผลทางจิตวิญญาณบอกแล้วว่าพ่อครูมาทำงาน ตั้งใจให้ดีๆ ยาวให้เป็นเย็นเรื่อยๆไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ ให้ประชาชนมีความเข้าใจ แม้แต่เราทำอาหารเลี้ยงไม่ได้ทำโก้ทำโชว์ ดูเหมือนว่าเราต้องทำตามจำเป็น แต่ในความลึกซึ้งนั้นมันต่างกัน นัยซับซ้อนมีสองนัย เช่น พ่อครูแสดงความแข็งแรงพูดออกลีลาเหมือนมีอารมณ์ แต่จริงๆอารมณ์ที่เหมือนรุนแรง ดุเดือด แต่ไม่มีความไม่ชอบใจ เป็นเจตนาสร้างนัจจะคีตะวาทิตะ เป็นกิริยาวาจาอย่างนั้นแสดงให้ดุเดือดเป็นการแสดง ที่เรามาทำงานนี่เจตนาสร้างคน เป็นเรื่องยาก แต่ก็ต้องพยายามทำ เพราะเป็นเรื่องมุ่งมั่นในชีวิต เพราะอาตมาศึกษาตามรอยพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงเป็นโพธิสัตว์มาทำงานแท้จริง ใครจะถามก็บอกอย่างนี้ คนจะหาว่าเพ้อฝันก็ดูเอาเถอะ มาทำงานนี่ไม่ได้ทำงานเพื่อร้อน มาบวชแต่แรกก็เป็นความเย็น แต่เริ่มต้นชุมนุมก็พศ . ๒๕๔๙ แต่ก่อนนั้นก็ทำอย่างสงบๆ ที่มาทำนี่ก็ไม่ได้ร้อนผ้าเหลือง ก็ถึงเวลาก็ออกมาทำ ขออภัยต้องพูดอย่างนี้อย่าหาว่ายกตัวยกตน บางเจ้าทำงานไม่ได้อย่างที่เราทำหรอก เรามีทั้งนักบวชและฆราวาส ฆราวาสก็เป็นอาริยะ เป็นมหาลัยออกมาทั้งหมด มีพฤติกรรมใจจริงด้วย ถ้าไม่มีฆราวาสไม่ได้หรอก อย่างเก่งงานนี้นักบวชก็มาแสดงตัวบ้าง มาแสดงธรรม มาบิณฑบาตก็ตลาดอาริยะเท่านั้น นอกนั้นก็มีแต่ฆราวาสทำ จะยาวไปกี่วันกี่เดือนก็ไม่มีปัญหา ฝนตกน้ำท่วมก็อยู่ได้ ตอนนี้เวทีที่สวนลุมฯได้มีการยกระดับแล้ว เพราะน้ำมันท่วมก็เลยยกระดับหาอะไรมารองให้มันสูงขึ้น การชุมนุมที่เวทีสูงขึ้นแล้ว เพราะนำ้มันท่วม เราก็ไม่มีปัญหา เราฝึกมาแล้ว น้ำท่วมแค่นี้จิ๊บจ้อย น้ำท่วมบ้านราชฯสูง ๕เมตร ๖ เมตรเราก็อยู่ได้ อย่าให้มีเชื้อโรคในนั้นก็แล้วกัน อ . กฤษฎาว่า นักการเมืองที่ทำไม่ถูกต้อง แล้วความไม่ถูกต้องคืออะไร พ่อครูว่า .. แล้วความไม่ถูกต้องคืออะไร คือทำด้วยจิตที่มีกิเลส โลภ โกรธ หลง คนไม่เข้าใจง่ายๆหรอก สรุปเป็นคำเดียวคือเห็นแก่ตัว ทำให้แก่พรรคพวก รวมตัวเป็นอันธพาลในไทยเรา กำลังเป็นตัวร้าย กิเลสเป็นตัวบงการ ๑๐๐ % ผู้มีปัญญาจะเข้าใจและแสดงออกทางกาย วาจา ใจ ผู้ที่แสดงออกเป็นนักเคลื่อนไหวในสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ข้าราชการ ( นักการเมืองประจำ ) คือคนรับใช้ประชาชนที่รับเงินเดือนของประชาชนตลอดชีวิตเป็นนักการเมืองตัวหลัก จนกระทั่งนักการเมืองจรที่มาทำงานเป็นสภาฯเป็นบริหารก็เป็นผู้มารับใช้ประชาชนมาแสดงบทบาท ถ้าจะว่าไปแล้วนักธุรกิจ เอกชนทำงานเลี้ยงชีวิตก็มีการเคลื่อนไหวแสดงบทบาท มีกิเลสประกอบอยู่ทั้งสิ้น ไม่ว่านักธุรกิจ กรรมกร ผู้สร้างผู้ผลิต ในสังคมพ่อครูแบ่งเป็น ๑ . ผู้ผลิต ๒ . ผู้บริการ ๓ . ผู้บริหาร ๔ . นักบวช นักบวชไม่ได้หมายถึงแต่ผู้มาบวชตามพิธีแต่หมายถึงผู้เป็นอาริยบุคคล เช่นผู้ผลิตทำงานไปก็แจกจ่าย มาเป็นผู้บริการ ต่อพัฒนาเป็นผู้บริหาร สุดท้ายมาเป็นผู้เข้าไปทำงานในระดับหัว ผู้เป็นเจ้าของโรงงานจนกระทั่งสร้างเก่งสูงขึ้นไปเป็นเจ้าของหุ้นก็จะแจกให้ลูกน้องไป พอมีผู้รับช่วงสูงสุดก็เป็นประธานใหญ่ จะไม่มีหุ้นเลยแจกให้ลูกน้องหมด แล้วจะเป็นผู้ได้รับการนับถือเป็นผู้ทรงธรรม ผู้ผลิตจะมีจำนวนมากสุดรวยที่สุด ผู้บริการก็จะรองลงมา ผู้บริหารก็จนลงมาอีก แต่ว่าผู้ทรงธรรมสูงสุดจะเป็นผู้ที่ไม่มีสมบัติอะไรเลย เราทำมาแล้วสูงสุดคือผู้บริหารไม่มีรายได้เลย แล้วทำงานหนักที่สุด ทำวางแผน แล้วมีผู้รองลงมา รับถ่ายทอดปฏิบัติสอดประสานกันอยู่ เป็นสังคมมนุษย์ที่เจริญสุงสุด ของเรายังเล็กมาทั้งกิจการและทุนรอนจึงยังมีรูปธรรมไม่ชัดเจน ของเรามีการจัดลำดับชั้นตามธรรมชาติ เราจะไม่ต้องแต่งตั้ง แต่จะรู้เหมาะควร ตัวเราเองจะรู้ตัวว่าเราทำได้ดีกว่าคนนี้ๆ เราควรรับผิดชอบ เราไม่มีความขี้เกียจ แต่ขยันเป็นสามัญของชีวิต ไม่ต้องเอาเงินเอาสรรเสริญ เอากามมาล่อให้ขยัน ไม่มีอามิสทั้งสิ้น จะทำด้วยปัญญา รู้มีพลัง ๔ ของพระพุทธเจ้าแล้วจะมีส่ิงนี้จริงเลย แล้วก็สังคหะทำเสร็จแล้วแจกจ่ายเจือจานไม่ได้ยึดเป็นเจ้าของ สูงกว่าสัตว์ใดๆ เอาไปแจกจ่ายไปเลี้ยงดูกันจริงๆเลย เป็นสังคมมนุษย์อาริยะ อยากเห็นอยากให้มันมีไหม อยากได้ไหม ? อ . กฤษฎา ว่ารบ . ที่ทำไม่ถูกคือทำแบบมีกิเลส แต่ถ้าทำกลับกันคือเอาภาษีไปรับใช้ประชาชนจริง พ่อครูว่า .. ถ้าเอาแต่แค่ของทุนรอนสังคมเอามาจับจ่ายแจกก็เจริญเหลือหลายแล้ว อยู่ดีกินดีมากแล้ว แต่นี่ตะกละตะกรามกัน ไม่รู้จักวิบากกรรมกันจริงๆ อ . กฤษฎาว่าเมื่อวานเขาไปเจรจากันเขาสงสารคนแดนไกล พ่อครูว่า ... ก็สงสารคนนี้จะตกนรกอย่างหนัก แต่ไม่ได้สงสารเขาไม่มีอยู่ไม่มีกิน เขามีเครื่องบินหลายลำ มีคฤหาสน์ แต่สงสารที่เขาจะตกนรกหมกไหม้ อย่าให้เขาตกนรก ไอ้ที่ทำอยู่จะตกนรกเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แล้วก็น่าสงสารที่ให้เขาถอนหงอก ให้เขาด่าไป กลิ้งไป คนกลิ้งนี่คือปลาไหลใส่สเก็ต คนมีปัญญาก็จะรู้ นอกจากคนตามืดตาบอด คนยิ่งชั่วย่ิงน่าสงสารน่าช่วยแต่เขาก็สะดีดสะดิ้งไม่ให้ช่วย เราก็ช่วยคนที่ช่วยได้ แล้วมารวมตัวกันช่วยคนอื่นต่อ อ . กฤษฎาว่า ... คนที่จะต้องช่วยก็อายุมากแล้ว พ่อครูก็จะมาทำเพื่อบ้านเมือง แล้วจะทำอย่างไรจึงทำเพื่อบ้านเมือง พ่อครูว่า ... ตนเองต้องสละวัตถุที่มีมาก มากินน้อยใช้น้อย ไม่สะสม ก็ทำตามขั้นตอนไป แบบอนุบุพพิกถา คือ มี ทาน ศีล สัคคะ อาทีนวะ เนกขัมมะ ทำทานก็จะได้สวรรค์ แต่สวรรค์นั้นมีสามอย่าง คือ ๑ . สวรรค์เท็จแท้ๆ เป็นสวรรค์ลวงเป็นกามสุขขัลลิกะ มันหลงว่าพาสุข ใครแย่งลาภไปก็ทุกข์ ใครมาแย่งอำนาจก็ทุกข์ ใครมาลบหลู่สรรเสริญก็ทุกข์ใครมาแย่งกามก็ทุกข์ ใครแย่งอัตตาก็ทุกข์ ทุกอย่างใหญ่ทั้งนั้น คนได้มาก็สุขใจนั้นคือสุขขัลลิกะ เราต้องมาเลิกสวรรค์ลวงนี้ เพราะทำให้คนทุกข์ ทำอย่างไม่อับอาย เอาสมบัติของประเทศของคนอื่นจะโลภมาเป็นของตัวหมดเลย ไม่ได้ใส่ความเลย เห็นรูปธรรมชัดที่สุด คนตาบอดยังเห็นได้เลย ในสภาฯก็ยกเลิกสว . สรรหา เขาทำอย่างไม่อายเลยมองคนอื่นเหมือนเขาไม่รู้ ไม่มีหิริโอตตัปปะเลย เขาไม่รู้มากกว่าว่ามันน่าเกลียดน่าอาย เขาไม่รู้หรอก เรามาสร้างคนที่ใ่ห้รู้ดีแล้วมาเปลี่ยนแปลงไม่หลงสวรรค์ ส่วนการปฏิบัติศีลพรตก็ไปนั่งหลับตาติดภพ แต่มีกามอยู่ พอแก่แล้วไปเจออีหนูก็เสร็จ คือไม่เรียนรู้กามไปเป็นลำดับ ไปสุขในภพ ก็มีอามิสแต่ละเอียด คือ ๒ . มีสุขด้วยศีลพรตไม่ได้ไปแย่งกามคุณ แต่สะกดจิตไว้เป็นกามสุขขัลลิกะเป็นภวตัณหา มาเรียนรู้ลดจริงๆจึงได้ ๓ . สวรรค์อาริยะเป็นสวรรค์แท้ที่เห็นโทษในกาม ล้างกามล้างภพ เรียกว่าเนกขัมมะ ทุกคนต้องติดพวกนี้ทั้งนั้น แล้วก็ล้างออกให้หมดก็เป็นอรหันต์จะเป็นคนขยันสร้างสรร รวยได้อย่างไม่เอาเปรียบใคร มีสรรถนะ มีคณะหมู่กลุ่มรวยขึ้นมา เป็นกลุ่มคนจนที่รวย คนเดียวก็รวยได้พอประมาณ ไม่มีรูปธรรมความรวย แต่จะรวยเพราะสร้างสรร อย่างอโศกเรามารวมตัวเป็นคณะ คิดดูอาตมาเพิ่งเคยเจอมะระลูกโตขนาดนี้ จริง บางลูกเขาบอกว่ากิโลกว่าก็มี แม้แต่ผลหมากรากไม้ก็แสดงความอุดมสมบูรณ์ความรวย เราได้เสกเป่าด้วยคาถา เป็นเรื่องธรรมดา เราใส่ปุ๋ยเรา เราสร้างแพขึ้นที่บ้านราชฯเป็นแพผัก เราทำดีเถอะ พระเจ้าจะช่วยผู้ที่ช่วยตนเองก่อน นี่คือคำสอนของศาสนาพระเจ้า ของเราพยายามพึ่งตนสร้างสรรให้ได้ จะมีปาฏิหาริย์เอง ยิ่งจนยิ่งรวย ย่ิงเล็กย่ิงใหญ่ เรากำลังจะมาสร้างความเล็ก เราเป็นคนจนไม่ต้องสะสมสมบัติมากแต่เราจะมีส่วนกลางมากเป็นสาธารณโภคี หวังลึกๆว่าเมืองไทยจะเกิดสาธารณโภคีได้ ตอนนี้ชมพูทวีปขณะนี้เลื่อนจากเมืองอินเดียมาอยู่ที่เมืองไทยแล้ว โลกขณะนี้ยกให้เมืองไทยเป็นแหล่งกลางพุทธศาสนาแล้ว เนื้อแท้พุทธจะเกิดที่ไทยนี่ โลกุตรธรรมกำลังหยั่งลงแล้ว เกิดในประเทศไทย อารยธรรมของพระพุทธเจ้าหยั่งลงแล้วในประเทศไทย ประเทศอื่นไม่มี เป็นเรื่องจริง “ ย่ิงเล็กย่ิงใหญ่ ยิ่งจนยิ่งรวย” ใหญ่ย่ิงย่ิงใหญ่นั้น คือใด คือเล็กคือน้อยใน นี่นี้ สัจจะย้อนสภาพไข โลกุตระ นั่นแล คือค่ามิ่งมนุษย์ชี้ ยากลำ้ในคน รวยจนเฉกเช่นนี้ คล้ายกัน จนแต่รวยมหัศจรรย์ ย่ิงแท้ ธรรมะอริยสรร สร้างเสก ให้เฮย สัจจะย้อนสภาพแก้ กลับร้ายเป็นดี เพราะมีความซับซ้อน ในธรรม ทวนกระแสโลกีย์กรรม วิศิษฏ์สร้าง พุทธศาสตร์วิเศษสัม ฤทธิ์สู่ สังคมแฮ เป็นมนุษย์สุดเกื้อกว้าง รับใช้โลกา ศาสดาพุทธตรัสรู้ ธรรมา สิทธะประสาทวิชชา เศรษฐ์ให้ แก่มนุษย์ที่แสวงหา ได้สบ สองสหัสวรรษใกล้ ย่างเข้ากลีสมัย เมืองไทยแดนพุทธแท้ ถิ่นบรรพ์ มีพุทธคู่ชาติฉัน ชีพเชื้อ วิญญาณย่อมผูกพัน ผนึกลึก ผนิดแล ชนสยามพุทธอุ่นเอื้อ โอบอุ้มเนานาน ห่างกาลพุทธผิดเพี้ยน แปรไป ยึดผิดเป็นถูกใน เมื่อนี้ “ อานกะ” วจนะไข เปรียบเทียบ ไว้เลย เนิ่นวรรษธรรมวิบัติชี้ ชัดให้พึงเห็น พุทธเป็นศาสตร์ลึกย้อน โลกีย์ ยิ่งเล็กยิ่งใหญ่ทวี สู่ฟ้า ย่ิงจนย่ิงเศรษฐี เฉลี่ยแก่ โลกเฮย จึงใหญ่และรวยท้า โลกแท้สุขศานต์ “ สไมย์ จำปาแพง” นัยปกเราคิดอะไร ฉ . ๒๗๙ ตุลาคม ๒๕๕๖
เชื่อไหมว่าที่นี่คือที่รวมคนดี อย่าขี้เกียจอย่าเฉยเมยอุตสาหะมีน้ำใจบ้างมารวมตัวกันบ้าง ถ้าไม่ระงับแล้วจราจลต้องเกิด จะปล้นฆ่าแกงกันร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ เรามาทำตลาดอาริยะที่เป็นคนจนนะ แต่ยิ่งจนย่ิงรวย เป็นคนจนเศรษฐีเงินถังแต่สตังค์ไม่มี อ . กฤษฎาว่าคนรวยแล้วจะแจกแต่ละทีก็ต้องโฆษณาให้เป็นข่าว พ่อครูว่า เราจะเป็นเมืองเล็กเมืองน้อย อย่างในหลวงตรัสเราจะเป็นประเทศที่ไม่รวย เป็นคนจนที่เป็นเศรษฐีมีเฉลี่ยแบ่งแจกโลก เพราะมีสุขประเสริฐสุขจริง อ . กฤษฎาว่า นึกถึงโศลกว่า เลวที่สุดในแผ่นดิน คือหากินบนคำว่าช่วยเขา พ่อครูว่า ... คำว่าช่วยเขานี่แหละคือภาษาประชานิยม เขาว่านี่กำลังช่วยคนจนนะ พ่อครูว่าเอี๊ยะ คือคำล่อหลอก ประเล้าประโลม เขาเอามาช่วยนี่ก็ไม่ได้ควักเงินเขาเอง เขาเอาเงินอนาคตของลูกหลานคุณ ต้องตามใช้ไป ๕๐ ปีจะเสร็จหรือเปล่า จะสร้างรถเอาหน้า แค่ปัญญาก็ไม่รู้ว่ารถไฟความเร็วสูงเขาไม่ใช้ขนผักหรอก แล้วยังบอกว่าจะเอามาขนผักไปขายต่างประเทศ แต่ปัญญาอย่างนี้ก็ไม่รู้แล้ว ไอ้รถไฟหัวกระสุนนี่แพงกว่าเครื่องบิน แล้วคนจนจะได้ขึ้นอย่างไร ไปนั่งเขาก็ไล่ลงแล้ว ราคาแพงเขาก็ต้องเอาเงินคืนมาใช้หนี้ พูดอย่างนี้ หลอกเด็กทุกวันนี้ไม่ได้นะ แต่นี่หลอกคนตาบอดอย่างนี้เป็นต้น หากินบนคำว่าช่วยเขา เอ้าเลือกเรามาเป็นรัฐบาล เราจะทำให้ราคาน้ำมันลดเท่านั้นเท่านี้ เลือกมาแล้วอย่าหาว่าสมน้ำหน้าคนเลือกมา ต่างๆนานาที่เขาโฆษณา เขาเอามาย้อนเกล็ดนี่จะแสบสันต์อย่างไร พูดไปเถอะจะช่วยอย่างนั้นอย่างนี้ เลวที่สุดในแผ่นดินคือหากินบนคำว่าช่วยเขา อ . กฤษฎาว่า นึกถึงเพศแม่ ทุกวันนี้สังคมเอาสตรีเพศมาเล่น ประเด็นคือทำไมสังคมมันพลิกลิ้นพลิกความเป็นไปเอาส่ิงนี้มากลบเกลื่อนหาว่าดูถูกกันทำไมสังคมเป็นอย่างนี้กัน กระแสสังคมบอกว่าประชาธิปไตยแต่ถึงเวลาบอกว่าอย่าดูถูกสตรีเพศนะ พ่อครูว่า ... พระพุทธเจ้าแบ่งภาวะรูปเป็นสองอย่างคือ อิตถินทรีย์ และปุริสสินทรีย์ เป็นภาวะที่มีรูปมีกายวิญญัติเห็นได้ บอกเพศว่าบุรุษหรือสตรี ไม่ใช่เฉพาะร่างกายมนุษย์ เพศหญิงชายเรียกว่าลิงค เป็นสองอย่างแต่ว่ามันมีลักษณะที่เป็นนามธรรมลึกซึ้งกว่านั้น กิริยากายวาจาก็เป็นวัตถุส่อให้เห็นว่าภาษานี้เป็นเชิงอิตถีเพศ มันไม่ใช่แบบผู้ชายๆเลย มีกิริยากายแสดงออกมา คนก็ว่ากัน ก็เป็นการเข้าใจกันว่า ผู้ชายก็ควรเป็นผู้ชาย แต่ให้เอาผ้านุ่งไปใส่ซะ ก็เท่ากับลดค่าหรือดูถูกข่มกันประชดแดกดัน สัจธรรมก็มี ส่ิงประเสริฐสุดคือบุรุษเพศ อรหันต์แม้เป็นภิกษุณี เป็นอาริยบุคคลหญิง ผู้หญิงก็เป็นบุรุษภาวะได้ คือภาวะเอกเป็นหนึ่งเป็นยอดได้ เป็นจิตวิญญาณเพศหญิงแต่เป็นชาย บรรลุอรหันต์คือเป็นหนึ่่งเป็นเอกกัคคตาในเพศหญิงก็เป็นได้ คนบรรลุธรรมจึงอ่านอรหัตผลได้ ถ้าอ่านไม่ออกเราก็ทำไม่เป็นผู้บรรลุธรรมได้ก็จะมีดวงตาแห่งธรรมอ่่านได้ ภาวะปุริสภาวะในจิตที่เป็นเลิศเป็นยอดเป็นหนึ่งได้ การประชดประชันแดกดัน นี่คือรู้กันว่าไม่เป็นผู้ชายแท้ ก็สงสารคนที่เอา woman touch ไปใช้ เป็นภาวะรองไปใช้ เป็นอิตถีภาวะไปแสดงประกาศไปใช้ในโลก อาตมาว่าเป็นการขายขี้หน้าประเทศพุทธ เราควรใช้ปุริสภาวะไปใช้ต่างหาก ที่เขาจะยัดเยียดคุณอภิสิทธิก็คือใช้อิตถีภาวะ นายกฯผู้หญิงของประเทศอื่นก็แสดงปุริสภาวะได้ แต่ของเราไม่ได้เข้าใจภาษาเลยจะเอา woman touch ไปใช้ผู้รู้ก็บอกว่าไม่เข้าท่าเลย สรุปว่า ... ถึงเวลาที่เรากำลังมาช่วยกันสร้าง ก็ให้สัมภาษณ์ไปแล้ว คุณดนัยก็สัมภาษณ์เมื่อปีก่อนก็สัมภาษณ์เรื่องเก่าเลย คุณดนัยก็ซักประเด็นเก่า พ่อครูก็ตอบเหมือนเก่า ขณะนี้ถึงเวลาที่เราต้องมาทำงานกัน ทนไปอีกนิดเถอะน่า ชื่อนวนิยายของพันตำรวจตรี ประชา เขาสำนวนหวือหวามาก เข็ดจริงๆให้ดิ้นตาย ก็สร้างเป็นหนังออกมาได้เงิน แต่ไปฉายที่ลาวเขาฟังแล้วไม่รู้เรื่อง เลยเปลี่ยนชื่อเป็นหลาบคักๆซักแงกๆ คนไปดูมากมายเลย นวนิยายเขานี่บรรทัดละ ๘ บาท ราคาค่าตัว ทนอีกนิดเถอะน่า นี่ก็เป็นชื่อเรื่องนิยายของเขา พ่อครูว่าพวกเราทนอีกหน่อยแล้วพยายามฝึกฝนพากเพียรประพฤติมาเป็นคนจนมหัศจรรย์ ยิ่งเล็กยิ่งใหญ่ อ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ ช่วยมนุษยชาติ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน เราอยู่ในประเทศสังคมที่สงบ ศานติกันอย่างแท้จริง มั่นใจว่าวาระนี้สำคัญ ตอนนี้มันสุดที่จะแน่นอกอย่างจัดเต็มจริงๆแล้ว อ . กฤษฎาว่า การที่เรามาอยู่ตรงนี้จะมารู้ทางที่เป็นรูปธรรมที่นำไปสู่การปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง คือปราศจากิเลส มีแต่การให้อย่างตลาดอาริยะถ้ามีการปฏิรูปจริง คนที่เข้าไปเป็นผู้นำ ก็ใช้ภาษีแจกจ่ายเจือจายอย่างเหมาะสม พ่อครูว่าเราต้องได้คนอย่างนั้น เมื่อวานคุณดนัยสัมภาษณ์พ่อครูก็พูดว่า ... คุณดูถูกคนเกินไป ว่าคนดีกว่านี้ไม่มีอยู่ในสังคมโลกหรือสังคมประเทศ ก็คนดีในสังคมประเทศ อาตมาให้เกียรติเขาอยู่ว่า กลุ่มคนดีกว่านี้ และเราพอจะรู้ว่า คนในประเทศไทยนี้ ดีกว่านี้มีจำนวนพอที่จะขึ้นไปบริหารประเทศได้ เราต้องพยายามพากันทำ เราไม่ได้มาย้ำเน้นกันอย่างนี้ คิดว่าคงไม่ผิดเท่าที่เคยประสพมายังไม่เคยเห็นการชุมนุมทางการเมือง เสร็จแล้วก็มานั่งพูดกันว่าจะเอาธรรมะไปบูรณะประเทศ ยังไม่เคยเห็นการชุมนุมประท้วงให้ได้รับความเจริญอย่างที่เราชุมนุมกันนี่ อาตมาว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกนะ เป็นนิมิตหมายอันใหม่มาก หลายคนมาก็พยายามให้มีธรรมะ เหมือนเวทีธรรมาสเทศน์เป็นมิติใหม่ที่แปลกนี่คือนีโอโพรเทส เป็นการประท้วงแนวใหม่ให้ตรงรัฐธรรมนูญ เพื่อเอาความถูกต้องมาล้มล้างส่ิงผิดส่ิงไม่ดีงามแล้วมรวมกันทำส่ิงดีงามให้สำเร็จหน่อยเถอะน่า จะเป็นธรรมฤทธิ์จริง จะใช้คำว่าปฏิวัติด้วยธรรมฤทธิ์จะดังไปทั่วโลก ไม่มีเลือดซักหยด เปลี่ยนแปลงการเมืองน้ำเน่า มาเป็นการเมืองใหม่เลย ประเทศไหนทำได้ยังไม่มีสถิติ ประเทศไทยทำให้โลกดูก่อนได้ไหม ฟังให้ดี เมื่อเราบอกให้มารวมตัวกัน พยายามให้พรักพร้อมเถอะ เราพยายามทำให้สุดวิเศษ ถ้าเมืองไทยทำส่ิงที่สวยสดงดงามที่จะปฏิวัติการเมืองน้ำเน่าให้มาเป็นการเมืองวิเศษอย่างไม่เจ็บปวดไม่มีฆ่าแกงเลือดตกยางออก ประเทศไทยจะสุดยอดขนาดไหน อยากได้ไหม จะว่าเป็นกิเลสก็ไม่ว่า เป็นสิ่งควรเกิดแก่ประเทศไทย พฤติกรรมที่เราทำ เราพยายามให้เรียบร้อยงดงาม ให้มีคุณธรรมแท้จริงเราพากเพียร สิ่งนี้จะเป็นความหวังที่ ไม่สิ้นอุตสาหะ เมืองไทยนี่ยังมีพระสยามเทวาธิราช ไม่เชื่อว่าไทยจะสิ้นไร้ไม้ตอก ทุกวันนี้ก็เหลือรับ ให้มันเชือดเนื้อเถือหนังเป็นชิ้นๆหรือไง ตอนนี้เพื่อนบ้านเขมรเขานำไปแล้วฝ่ายค้ายนำประชาชนออกมามากมาย ไทยเราไม่น่าแพ้เขมร น่าจะงดงามกว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปให้ทุกคนพยายามไตร่ตรองทบทวนให้ดีว่าภาวะประเทศไทยเป็นอย่างไร อะไรก็แพงๆ ชีวิตพ่อครูตั้งแต่เป็นเด็ก พศ . ๒๔๙๕ อยู่แถวแม้นศรีกินข้าวจานละ ๕๐ ตังค์ เพราะเป็นเด็กจน สองจานก็อิ่มแล้ว สองจานหนึ่งบาทสบาย แล้วมากินน้ำประปาที่บ้าน ไม่มีสตังค์ซื้อนำ้อื่นกินหรอก แต่เดี๋ยวนี้ข้าวราดแกงจานละ ๕๐ บาทแล้ว เปรียบเทียบในระยะ ๖๐ ปีที่ผ่านมา มันขึ้นมาขนาดนี้เลย เคยอยู่เมืองพิบูลฯ ตื่นเช้ามาก็ซื่้อไข่ไปขาย เราก็ซื้อมาได้ถูก เขาก็ขายให้ถูก มาขายตอนนั้นไข่ลูกละสามตังค์สี่ตังค์ เดี๋ยวนี้ปาเข้าไปลูกละ ๓ถึง๕ บาท คือของราคามันไม่ไหวแล้ว เขาเอามาเปิดเผยทุกมุมทุกด้านไม่ว่าที
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive