590324_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำไมจึงอยากอยู่วัด_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข18 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590324_พุทธศาสนาตามภูมิ โดยพ่อครู บ้านราชฯ ทำไมจึงอยากอยู่วัด

สื่อธรรมะพ่อครู (บวร) ตอน ทำไมอยากอยู่วัด พ่อครูว่า...วันนี้ 24 มีนาคม 2559 แรม 2 ค่ำเดือน 4 ปีวอกหรือปีมะแมก็แล้วแต่ใครจะนับถือเอาวันไหนก็ได้ วันนี้เป็นวันพฤหัส ที่บ้านราชฯ ก็จะมีนักเรียนมานั่งฟังมารับรู้รับชมมาศึกษาเป็นกิจจะลักษณะ วันนี้เป็นวันที่รวม นักเรียนชั้น ม.6 ของชาวอโศกซึ่งจะจบการเรียนแล้ว หลายคนก็แยกย้ายไป ส่วนมากก็แยกย้ายไป กลับบ้านไปก็ไม่ได้อยู่ที่นี่อีก อยู่มา 6 ปี บางคนอยู่มาตั้งแต่ประถมมาเกือบ 10 ปีหรือ 12 ปี บางคนอาจจะเรียนซ้ำเกินกว่านั้นก็ได้ จบแล้วก็แยกย้ายกันไป หาคนที่อยากจะอยู่ต่อในชุมชนนี้ไม่ค่อยได้ ยาก ตั้งโรงเรียนมา 20 กว่าปีชุมชนนี้เป็นชุมชนภราดรภาพ เป็นชุมชนที่สร้างเครือญาติ ไม่ใช่ชุมชนที่เปิดโรงเรียนมาสอนหนังสือให้เฉยๆ แต่เป็นที่ที่สร้างลูกสร้างหลาน สร้างเครือญาติ แต่เด็กๆ ที่เขาจบไปแล้วก็ยังไม่เข้าใจตรงนี้ ยังไม่รู้ว่าเราเจตนาอย่างที่กล่าวแล้ว อยากให้เขาอยู่ดูแลสมบัติพวกนี้เป็นของเรา บอกเขาก็ไม่ใช่ว่าไม่บอก แต่มันยังไม่เคยมีมาในโลก สาธารณโภคีคือสมบัติส่วนกลางที่เราร่วมกันเป็นเจ้าของ แต่เราไม่ได้ยึดเป็นของตัวของตน แต่เราอยู่ร่วมเป็นเจ้าของ เป็นผู้ร่วมกินร่วมใช้ร่วมอาศัยตลอดชีวิตจนถึงตายได้ ในความเป็นจริงนั้น ถ้าจะเรียกโดยภาษาโลกว่าเป็นสมบัติของเรา แต่ในภาษาธรรมเราไม่ยึดมั่นว่าเป็นตัวเราของเรา นี่คือ ความลึกซึ้ง โดยสามัญเรามีสิทธิ์กินสิทธิ์ใช้ มีสิทธิ์อาศัย บริหาร อยากให้เจริญ สร้างสรรต่อไป ถ้าเราไม่อยากให้เจริญก็ไม่ทำ หากพี่ๆ น้องๆ เห็นว่าเราไม่ค่อยเจริญก็เข่นเอา ดีไม่ดีก็ไล่ออกไปเสีย เพราะอยู่ต่อไปจะเป็นคนเลวคนไม่ดี เด็กหลายคนได้รับความรู้ความเข้าใจก็อยู่ อยู่ในชุ

อ่านต่อ

มชนทำการทำงานเป็นเรี่ยวเป็นแรงให้แก่ชุมชน อยู่ร่วมกันไปเป็นลูกเป็นหลานในชุมชนต่อไป แต่ก็อย่างน้อย ปีนี้มีคนจบ ม. 6 คนหนึ่งที่อยากจะอยู่ในชุมชน แต่พี่สาวไม่ให้อยู่ อยากให้ไปข้างนอก ไปศึกษาข้างนอก ทีนี้น้องชายก็อยากจะอยู่ น้องชายก็เลยต้องพยายามหาหลักฐานหาเหตุผลเพื่อที่จะไปยืนยันอ้างอิงกับที่บ้าน ว่าทำไมเขาถึงอยากจะอยู่ ก็ต้องหาเหตุผลหลักฐานเขียนเป็นตัวหนังสือเป็นหลักเป็นฐานอะไรยืนยันว่าน่าฟัง น่าฟังไหม อาตมาว่าน่าฟัง

ทำไมจึงอยากอยู่ที่วัด 1. เพราะอโศกเป็นสถานที่ที่ดีมาก สังคมดีกว่าโลกภายนอก การที่เราอยู่ในสังคมที่ดี เราก็จะขัดเกลาให้เป็นคนดีได้ 2. เพราะสามารถพึ่งพากันได้แบบพี่แบบน้อง ไม่ว่าเราจะเจ็บป่วยลำบาก มีเรื่องทุกข์ใจ ก็มีที่ที่ให้รักษาทั้งกายและใจ แม้จะต่างสายเลือดแต่ก็เหมือนกับญาติพี่น้องเชื้อเดียวกัน 3. เพราะสามารถปฏิบัติธรรมได้พร้อม พร้อมกับทำงานเพื่อสังคม การทำงานที่ไม่มีเงินเดือนเป็นการให้เราลดความเห็นแก่ตัว รู้จักการเสียสละโดย ไม่หวังผลตอบแทน 4. เพราะได้ทำงานกับคนทำงานฟรี การทำงานฟรีเป็นการทำงานด้วยใจ คือต้องมาทำด้วยใจ ไม่ว่าจะเพราะใจรัก หรือทำเพราะต้องการขัดใจมาทำงานที่ ไม่ชอบ แม้ทำไปก็ยังไม่ชอบ จะทำให้เกิดอารมณ์ แล้วอารมณ์นั้นก็จะส่งผลต่อ คนรอบข้าง เป็นผัสสะหรือสิ่งที่มากระทบทำให้เราฝึกยอมรับความจริง ว่าเขายังไม่ชอบย่อมมีอารมณ์ไม่พอใจเป็นธรรมดา ถ้าเราไม่ยอมรับแล้วเกิดอารมณ์ ไม่พอใจคนที่ไม่พอใจกับงานเราก็แย่ลง แต่ถ้ายอมรับทำใจได้ปล่อยวางได้ ก็ดีขึ้น 5. พอได้หลีกเลี่ยงอบายมุข กระแสนิยมในทางที่ไม่ดี ในอโศกไม่มีอบายมุขอย่างนั้น แม้ว่าจะทำไปเพื่อเข้าสังคม แต่มันก็ยังไม่ดี ยังไงสิ่งไม่ดีก็คือสิ่งไม่ดี แทนที่จะไปข้างนอกเพื่อทนกับสังคมรอบข้างที่ตามกระแสไป แถมยังต้องระวัง ไม่ให้ตัวเองตามไปด้วย สู้มาลดดีกว่า สิ่งที่เรายังติดยังอยากเสพอยู่ก็มาอยู่ในที่ ที่ไม่มี พอไม่มีแต่เรายังอยากเราก็ทุกข์ เราก็มาพิจารณาต่อว่าทำยังไงจะดับทุกข์นี้ ถ้าง่ายๆ ก็แค่หยุดอยาก แต่ถ้าเราได้ตามอยาก ก็จะหายทุกข์เหมือนกัน แต่ว่าถ้ามันไม่มีตามที่อยากอีกก็ทุกข์อีก เราก็มาทำใจไม่ไปอยากดีกว่า เพราะไม่มีก็จะได้ ไม่ทุกข์ แม้ว่ามีก็จะเฉยๆ 6. เพราะได้ทำงานพัฒนาฝีมือตนเอง การทำงานฟรีนั้นมีคนน้อย เพราะมันไม่ได้เงิน พอคนน้อย คนที่ทำอยู่ก็ต้องทำแทบทุกอย่าง เป็นเกือบทุกเรื่อง ฝึกแก้ปัญหา ฝึกทำงานให้ขยันมากขึ้น ฝึกรับผิดชอบให้มากขึ้น พ่อครูว่า...ถ้าเราทำงานเสร็จแล้วเราก็ได้เงิน แล้วเราก็หลงว่าได้กำไร เราได้เงินตอบแทนหลงว่าได้เป็นกำไร เราทำไปนี่เป็นราคาเป็นคุณค่าเป็นประโยชน์ใช่ไหม เสร็จแล้วเราก็รับเงินเป็นค่าตอบแทน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรามีคุณค่านั้นมันจะหายไป หรือมันจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง การที่เราเอาเงินทดแทนกลับมาคุณค่าประโยชน์ของเราหายไปหรือเพิ่มขึ้น ก็หายไปแล้ว เราจะได้กำไรตรงไหน คนในโลกเขาอวิชชาเขาโง่ตรงนี้ มันนึกว่าเขาได้กำไร ในหลวงก็ตรัสว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา การขาดทุนของเราก็คือกำไรของเรา แต่ระบบที่หลวงปู่พาทำนี้ให้เป็นคนฉลาดจริง ไม่ไปทำแบบเขา เราก็อยู่พัฒนาฝีมือตนเอง การทำงานที่นี่ทำงานฟรี เพราะฉะนั้นนั้นมีคนน้อย เพราะทำแล้วมันไม่ได้เงิน คนที่มีน้อยอยู่แล้วก็ต้องทำแทบทุกอย่าง เพื่อแก้ปัญหาทุกเรื่อง ขยันทุกเรื่อง รับผิดชอบมากขึ้นก็มีแต่เจริญและเจริญเท่านั้น

7. เพราะได้ตัดปัญหากังวลใจ ไม่ว่าจะเรื่องการอยู่การกิน การทำงาน การเรียน การเจ็บไข้ได้ป่วย การตาย ที่นี่มีทุกอย่างที่หาไม่ได้จากที่อื่น อยู่ฟรีกินฟรีงานก็มีให้ทำ การเรียนก็มีวิทยาลัย ป่วยก็มีโรงพยาบาล ตายก็มีที่ให้เผา สมณะเผาให้ฟรีด้วย ฟรีทุกอย่าง 8. เพราะไม่ได้สร้างห่วงเพิ่ม ในสังคมนี้ทำเพื่อส่วนรวมส่วนกลาง ไม่ได้ทำเพื่อส่วนตัว แค่ทำงานในนี้ก็ไม่มีเวลาคิดเรื่องแฟน หรืออย่าว่าแต่คิด เวลายังหาไม่มี ทำให้เราอยู่เป็นโสดไม่มีภาระเพิ่ม (แต่ก็ไม่แน่ อาจจะยังไม่ถึงเวลาก็ได้) 9. เพราะได้รับใช้พระโพธิสัตว์ ม่อนเชื่อว่าพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์เป็น พระโพธิสัตว์ เป็นพระอรหันต์ แค่เราได้ทำงานรับใช้และบูชาด้วยการปฏิบัติตัดกิเลสตนเอง ก็ได้บุญและกุศลแล้ว 10. เพราะอยากหนุ่ม ไม่อยากเด็กและไม่อยากแก่ ถ้าคิดตามปกติข้างนอกเด็กก็ต้องพึ่งพาผู้ใหญ่ คนแก่ก็ต้องพึ่งพาผู้ใหญ่ เด็กจะเอาแต่ใจมากกว่าผู้ใหญ่ คนแก่ก็จะเอาแต่ใจมากกว่าผู้ใหญ่ (ทั้งหมดหมายถึงสภาวะจิต) ดังนั้นม่อนเห็นตัวอย่างในนี้ ความเป็นผู้ใหญ่ก็คือคนที่ไม่เอาแต่ใจ รับผิดชอบมากกว่าเด็กหรือ คนแก่ แม้จะอายุมากหรือร่างกายเป็นคนแก่จริงๆ แต่ใจไม่แก่ พ่อครูว่า… อาตมาว่าพวกเราคงเข้าใจอย่างที่ม่อนเขาหาเหตุผลมานี้

ถ้าโตมา แล้วจะทำอะไรเลี้ยงชีวิตอยู่ในวัด 1. โตมาจะทำงานในวัดเลี้ยงชีวิต 2. ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยวัดจะรักษาให้ พ่อครูว่า...ที่จริงของเราไม่ใช่วัดรักษา สังคมเราเป็นบ้านวัดโรงเรียน สังคมเรามีชุมชน มีโรงพยาบาลลำลอง ใหญ่ทีเดียว แล้วก็มีผู้ที่มีความรู้ ทางด้านรักษา แล้วก็ทำหน้าที่นี้ช่วยเหลือกัน พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้

3. ถ้าขาดอุปกรณ์ในการทำงานวัดก็จะเสริมให้ตามความจำเป็น พ่อครูว่า...ที่จริงแล้วทั้งบ้านวัดโรงเรียน เป็นเงินของสังคมชุมชนทั้งหมดของเราเป็นเงินของโรงเรียนก็ใช่ด้วย เพราะเป็นสาธารณะส่วนรวมของพวกเราทั้งนั้น ส่วนหน้าที่ดูแลเรียกว่าไวยาวัจกร สังคมเรามีฆราวาสเป็นผู้ดูแลเรื่องเงินเรื่องทองเรื่องทรัพย์สิน ส่วนสมณะนักบวชไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่ได้ยึดเป็นตัวเราของเรา มีหน้าที่ปฏิบัติให้จิตใจหลุดพ้น แม้แต่ฆาราวาสก็ปฏิบัติ ไม่ทำให้จิตใจยึดติดว่าเป็นเราเป็นของเรา ให้จิตใจหลุดพ้น แต่รู้ว่าเป็นของส่วนรวม และช่วยกันดูแลรักษาบริหารจัดการ

4. ถ้าอยากได้บ้านที่พักอาศัย วัดจะจัดสรรให้ 5. ถ้าอยากได้อาหารกิน วัดจะทำให้ 6. ถ้าพ่อแม่ญาติพี่น้องป่วยมาอยู่กับม่อนได้ จะพาเข้าวัดปฏิบัติธรรมและรักษาให้ดูแลให้ 7. ถ้าอยู่ในวัดไม่ได้อยากออกจากวัดไปอยู่ข้างนอกวัดก็จะไม่รั้งเอาไว้ เพราะไม่ใช่คุก จะมาก็ได้จะไปก็ได้พร้อมจะต้อนรับและลาจาก (เว้นแต่ทำผิดกฎวัด บางกรณีอาจโดนห้ามเข้าวัด) 8. ถ้าพ่อแม่ญาติพี่น้องต้องการความช่วยเหลือจากม่อน ม่อนก็จะทำตามกำลังที่มีได้ ถ้าไม่ได้ก็ไม่ได้ 9. ถ้าพ่อแม่ญาติพี่น้องมาปรึกษา ก็จะให้คำแนะนำที่มีปัญญาหาทางได้ โดยไม่สุจริต 10. ถ้าตาย วัดจะเผาให้ พ่อครูว่า…ปีนี้มีพิเศษที่เด็กของเรา 1 คนเป็นอย่างนี้ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น ถามว่าหลวงปู่อยากให้เป็นอย่างนี้ไหม ก็อยากให้ได้อย่างนี้มากๆ แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปบังคับ แม้แต่จะไปอ้อนวอนร้องขอก็คงไม่ทำ แต่ก็พูดให้เห็นให้รู้ว่ามันเป็นความประสงค์ เป็นความปรารถนาดี ที่ต้องการจะให้อยู่ช่วยกันสร้างสรรสังคมเช่นนี้ดีไหม ถ้าจริงใจจะเห็นว่าไม่ดีก็ตอบได้นะ ไม่ต้องมาปะเหลาะหลวงปู่ก็ได้ สังคมแบบนี้เชื่อว่าถ้าเป็นคนมีปัญญา ไม่เป็นคนบ๊องส์หรือวิตถารก็จะเห็นว่าเป็นสังคมที่ดี ก่อนจะถึงรายการนี้ เขาเอารายการชีวิตนอกกล่องและ เอาเรื่องของนักศึกษาปริญญาโทที่มาที่นี่ มาดูงานนอกสถานที่มาศึกษามาดูงาน มาสัมผัสกับชุมชนเรา อาจารย์เขาก็พามาจากกรุงเทพจากมหาวิทยาลัยรังสิต ที่มีณเดชน์มาด้วย พวกเราก็ไปสัมภาษณ์เขาว่ารู้สึกอย่างไร เขาก็อธิบายไป อาตมาว่าเขาตอบอย่างจริงใจ ไม่ได้มานั่งปะเหลาะอะไร จริงๆ เขาบอกว่าสัมผัสกับคนอย่างพวกเราเป็นอย่างไร มีพฤติกรรมมีนิสัยอย่างไร สัมผัสแล้วก็รู้สึกอบอุ่นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเขาจะเห็นความแตกต่างกับสังคมข้างนอกที่เขาอยู่ เปรียบเทียบให้เห็น แล้วก็เป็นคำตอบประมวลผลแล้วก็ยอมรับว่าสังคมอย่างนี้ดี แต่บอกได้เลยว่าแม้แต่นักศึกษาปริญญาโทก็ไม่มาอยู่หรอก เขารู้ว่าดี แต่ไม่มาอยู่ แต่เขาเอาปัญญาเอาภูมิธรรมมาตอบ เขาก็ตอบความจริงว่าดีแน่ แต่เพราะเขาอ่อนแอต่อกิเลสที่มันชนะเขา ก็เลยต้องอยู่กับสังคมอย่างจำนน เพราะกิเลสมันบังคับกดหัวเขา เขาก็ต้องยอมอยู่อย่างนั้น เขาไม่มาแสวงหา เสนาสนะสัปปายะบุคคลสัปปายะ อาหารสัปปายะ ธรรมะสัปปายะ พวกเรานี่ดูมอซอนะ แต่เขาก็รู้ว่าสะอาดนะ แม้แต่เขาเห็นว่าเราไม่ใส่รองเท้า เขาก็พยายามทำความเข้าใจ แต่ก็อาจไม่เข้าใจดีนัก ที่เอามาอ่านให้ฟังก็เพราะเป็นเหตุการณ์จริงเห็นว่าดี ให้เกิดความรู้สึกดีๆเกิดขึ้น ก็มาเล่าสู่ฟังเปิดเผยกัน สังคมเราเป็นสังคมที่หลวงปู่มั่นใจว่า คนทั้งโลกเป็นยอดของความต้องการ เขาต้องการสังคมแบบนี้ เป็นสังคมของคนที่อยู่กันอย่างมี 1. อิสรเสรีภาพ Independence 2. ภราดรภาพ Fraternity คือเป็นพี่เป็นน้อง แทนที่จะเป็นคนแย่งชิงกัน เป็นญาติพี่น้องกันจริงๆ แล้วเป็นอย่างลึกซึ้งด้วย ไม่ใช่แบบสมัยใหม่ที่มีเงินคนละกระเป๋า ไม่ได้เป็นเงินของส่วนกลางทุกคนก็เป็นของใครของมันมีตัวกูของกู ของเราไม่ใช่ญาติพี่น้องแบบนั้น 3. มีสันติภาพ Peace สงบเรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงาม 4. เป็นสังคมที่มี สมรรถภาพ Efficiency มีความรู้ความสามารถ เป็นสังคมไม่งอมืองอเท้า มีฝีมือสมรรถภาพ 5 . บูรณภาพ Integrity และเป็นคนไม่หยุดเจริญ มีการพัฒนาให้เจริญยิ่งอยู่ มีความซื่อสัตย์สุจริตในตัวด้วย สังคมคนที่มีคุณภาพ 5 อย่างนี้เป็นคนที่มีคุณภาพ เราตั้งใจพากเพียรสร้างคนให้มีคุณสมบัติ 5 ประการนี้อยู่ตลอดเวลา นี่เป็นปรัชญาของชาวอโศก 5 หลักนี้ อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ แต่ไม่มีพังพาบนะ หลวงปู่เกิดมาเพื่อจะทำงาน จะเรียกว่ารับใช้สังคมก็ได้ ตอนแรกเป็นหมู่บ้านก็รวมผู้ใหญ่ที่เห็นว่าควรมารวมกัน มีจิตใจที่เป็นไปได้ เข้าใจจะปฏิบัติตนสู่ความเป็นห้าสภาพนี้ได้ แรกๆ ยังไม่มีโรงเรียน แต่ต่อมาก็มีโรงเรียน เราพึ่งตนเองได้จริงๆ ทำมาหากินสร้างสรร แม้เราจะค้าขายต่ำกว่าราคาตลาด เราก็ได้เสียสละหรือขาดทุนแล้ว ต่ำกว่าราคาตลาดนี่แหละ แล้วเราก็พยายามทำเสียสละอีกมากมายหลายอย่าง ตอนนี้เราก็กำลังสร้างตัวเองก็เลยไม่ค่อยลงตัว สังคมเรานี้อาตมามั่นใจว่า เอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาทำ ทุกวันนี้สังคมเขาเข้าใจแล้วว่า ต้องเป็นสังคมที่มีลักษณะ 5 ประการนี้แหละ อิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ แต่เขายัง ไม่เชื่อถือ เขาหาว่าอาตมาไม่มีทุนทางสังคมอะไร อาตมาไม่ได้น้อยใจ แต่มั่นใจว่าเป็นความจริง เรามีตลาดอาริยะที่ทำอยู่ทุกปีที่เสียสละครั้งใหญ่ แต่ทุกวันเราก็ทำอย่างเสียสละ เราไม่เอาเปรียบเอารัดอย่างทุนนิยม เขาเข้าใจว่า ใครเอาเปรียบสังคมได้เอาเปรียบผู้อื่นได้คือเจริญ ไม่ว่าจะค่าแรง ค่าตัวค่าผลผลิตก็ตาม ได้มากเท่าไหร่ก็พอใจเท่านั้น ไม่ได้ละอายเลยในทุนนิยมโลกีย์สามัญ ที่สำคัญคือเราปฏิบัติให้เห็นอาการของสิ่งที่ไม่ดีนี้ มันไม่มีรูปร่างสีสัน แต่เราเห็นมันได้ มันคือตัวอกุศล ตัวเห็นแก่ตัว แล้วมีภูมิปัญญาอ่านแล้วจัดการมันได้ จนไม่เกิดอีกในจิตมีเจโตวิมุติ แล้วรู้ชัดว่าไม่มีอีก แล้วรู้ว่าเป็นเรื่องประเสริฐ วิมุติญาณทัสสนะ ไม่เวียนกลับ เพราะเป็นพลังงานปัญญาที่เป็น อุภโตภาควิมุติ ทฤษฎีพระพุทธเจ้าไม่งมงาย แต่รู้อกุศลจิตที่เป็นสมุทัยอาริยสัจ ไม่ใช่พูดแต่ภาษา แต่มีจริง จับอ่านอาการหยาบ กลาง ละเอียด ที่เรียกว่าอัตตา ตั้งแต่กาม รูปราคะ อรูปราคะ ทำได้หมดแล้วก็ตรวจสอบด้วยอรูปฌานอีก ให้ชัดเจนว่ามันว่าง ว่างจากสิ่งเหลือ อากาสาฯ วิญญาณัญจาฯ อากิญจัญญาฯ เนวสัญญฯ ก็ทำได้หมดรู้หมด ทำได้อย่างแข็งแรงตั้งมั่นสำเร็จเสร็จจบสุดท้าย จึงจะชื่อว่าพ้นอวิชชาสวะ พ้นอวิชชานุสัย เป็นหลักวิชชาครบ ใครรู้จริงทำถึงจริงก็เป็นอรหันต์ที่แท้จริง พระพุทธเจ้ารู้จักทฤษฎี วิธีการ แล้วปฏิบัติได้จริง ถ้ามีผู้ปฏิบัติถูก โลกไม่ว่างจากอรหันต์ ทุกวันนี้โลกเลวร้าย แต่ก็ยังมีผู้แหวกโลกเลวร้ายออกมาได้ ยังมีผู้มีบารมีมาปฏิบัติล้างกิเลสได้จริง

สื่อธรรมะพ่อครู (ไตรลักษณ์) ตอน เรียนรู้ไตรลักษณ์ จักสร้างสามัคคีธรรม _คำถามว่า _อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาคืออะไร มีความสัมพันธ์กันอย่างไร สัมพันธ์กับความเป็นอยู่ของคนอย่างไร คนต้องปรับตัวให้อยู่กับอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอย่างไร พ่อครูว่า...คำถามนี้เท่ากับถามศาสนาพุทธทั้งฉบับเลย ศาสนาอื่นไม่รู้อนัตตา โดยเฉพาะเขาไม่รู้ทุกข์ เพราะคนไม่อยากมีอาการทุกข์ พระพุทธเจ้าให้มาเรียนรู้ ความไม่อยากมีแบบโลกๆ ที่เขาเข้าใจ แม้ที่สุด เป็นผู้หลุดพ้นจากโลกแล้ว ยังมีความไม่พอใจแบบทางธรรม คือโทมนัส หรือเนกขัมสิตโทมนัสเวทนา ยังรู้สึกไม่สบายใจ ทั้งที่ไม่เป็นโทษภัยกับคนอื่นแล้ว แต่เรายังไม่สบายใจ แต่ตนเองก็ยังมีความไม่สบายใจของตน จะเพราะว่าเราต้องฝืนต้องควบคุมรักษายังไม่เก่งก็ต้องฝืนบ้าง หรือเข้าใจผิด ทั้งที่เราได้ดีแล้วเรากลับไปทุกข์กับมัน เช่น เราทำงาน แล้วทำได้ผลก็เอาไปแจกคนอื่น ก็เข้าใจว่าไปแจกคนอื่นทำไมให้เหนื่อย เราก็ทำความเข้าใจว่าสัตว์ทุกตัวก็ทำงาน เราก็ทำไปทำให้มากแล้วมีเหลือแจกคนอื่นมันก็ดี เราก็ควรทำควรเต็มใจ ความฝืนก็จะลดลง มีแต่ความสบายใจ แม้เราหนักหนาเหน็ดเหนื่อย ไปปลูกแตง มีแตงจริง แตงร้าน แตงโม มะนาว มันเหนื่อยก็เหนื่อย บางทีหนักยากด้วย แต่เรารู้ว่าทำไปเป็นประโยชน์คุณค่ากับคนอื่น ไม่เป็นโทษภัย เป็นคุณค่าประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติด้วย เราไม่ได้เป็นคนหลงผิดคนโง่เง่า ทางโลก ขออภัยที่ต้องพูดความจริง สอนให้โง่เง่า สอนให้ไปเอาเปรียบเขา ให้ไปเรียนส่งเสริมให้มีความสามารถมากๆ แล้วออกไปตีราคาแพง แพงสูงๆ แม้แค่รู้ว่าฉันเป็นผู้รู้เป็นอาจารย์เป็นครู ก็จะคิดค่าตัวแพงๆ สูงๆ ยิ่งผลิตของดีต้องราคาแพงเพื่อจะเอาเปรียบให้ได้มากๆ ไม่เคยสอนให้ลดความโลภ การสอนให้เก่งไม่มีปัญหา แต่สอนให้ลดความโลภนั้นไม่ได้สอนกันในมหาวิทยาลัยใดๆ เป็นสถานการศึกษาของโลกที่เสริมความเอาเปรียบ เสริมความทุกข์ร้อนในสังคมมาตลอด ถ้าการศึกษาไม่ลดกิเลส กู้ประเทศกู้สังคมไม่ได้ ทำได้ก็ลำลองชั่วคราว จะซับซ้อนหนักหน้าไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามีทฤษฎีปฏิบัติลดกิเลสได้อย่างพวกเรา แก้ปัญหาสังคมได้ หลวงปู่ตั้งใจจะอยู่ 151 ปี เอาไปเปรียบเทียบเลยว่า มาเป็นคนจน แบบคนจน มาเป็นคนขาดทุน แบบในหลวงตรัส ในหลวงท่านมีภูมิปัญญาชัดเจน ถึงบอกว่ามาบริหารแบบคนจน มาขาดทุนแก่สังคม เพื่อยืนยันพิสูจน์ความจริงแก่โลก ว่าจะแก้ปัญหาสังคมแก้ปัญหาโลกได้ ยิ่งคอมมิวนิสต์แก้ไม่ได้ แต่ก่อนตีทิ้งธรรมะ หาว่าศาสนาคือยาเสพติด คุณธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นต้นตระกูลคอมมิวนิสต์ เพราะเป็นต้นทางของสาธารณโภคี ส่วนกลางที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คอมมิวนิสต์นี่ ถ้าจะว่าไปแล้วกดขี่บังคับยิ่งกว่าประชาธิปไตย เขาว่าบีบบังคับเสียภาษีโดยอำนาจบาตรใหญ่ เป็นวิธีการ แต่แท้จริงแล้ว เขาต้องการความเป็นส่วนรวม จิตใจเสียสละไม่เห็นแก่ตัว ทำเพื่อส่วนรวม ทำเพื่อมวลมนุษยชาติด้วย เราก็อาศัยกินใช้อย่างใจพอ สันโดษมักน้อย แต่ขยันสร้างสรรเสียสละ ทฤษฎีพระพุทธเจ้านั้นสุดยอดแล้วจริงๆ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ้าเข้าใจทุกอย่างไม่เที่ยง อนิจจัง ตั้งแต่ปรมาณูสองหน่วย เป็นหน่วยที่เขาค้นพบได้ ตั้งแต่สองหน่วยเกิดมาแล้วไม่มีอะไรเที่ยงและไม่เท่ากัน พระพุทธเจ้าบอกว่าจะเกิดลิงคะ คือความแตกต่าง เขาแยกเป็นฟิวชั่นกับฟิชชั่น พระพุทธเจ้าเรียกว่า วิกขิตตังจิตตัง กับ สังขิตตังจิตตัง ขั้วหนึ่งจะรวมตัวไม่กระจาย เกิดแล้วจับตัวกัน ฟิวชั่น แต่ถ้าฟิชชั่นระเบิดแตกกระจายหายไป แต่ของพระพุทธเจ้านั้นจับได้ทั้งสองลักษณะ ทั้ง วิกขิตตังจิตตังคือฟิชชั่น และสังขิตตังจิตตังคือฟิวชั่น มันมีลักษณะสองอย่างนี้ ถ้าเอามาทำงานได้ คนนี้มีลักษณะยึดจับตัว ก็พยายามให้ประสานให้พอเหมาะ ใครจะเสียสละมากหรือน้อยก็ให้รวมตัวกันได้ ผู้ที่สามารถจับคนที่ขัดแย้งกันให้มารวมกันได้คือทำสามัคคี เป็นความเห็นต่างกันแต่อยู่ร่วมกัน ยิ่งในระบบสาธารณโภคียิ่งเป็นส่วนกลางด้วยกัน จะมีปัญญาสูงว่า จะมาขัดกันทำไม ก็กินใช้รวมกันอย่างนี้ จะมีต่างกันแต่ไม่ยึดติด ต่างคนต่างทำ วางใจ แต่ทำร่วมกันจะได้ของที่แตกต่างกัน ของที่แตกต่างกันแล้วมาร่วมกันได้มันคือความเจริญ ยิ่งเป็นทางชีวะ ยิ่งมีสิ่งที่แตกต่างกัน เช่น ไม่ใช่คนสายเลือดเดียวกัน เป็นภาวะความเจริญทางชีวภาพ ยิ่งเป็นสายเลือดเดียวกันผสมกันไปเรื่อยๆ จะยิ่งโง่ลงเสื่อมลงไม่พัฒนา ทางชีววิทยาก็เข้าใจ สัจธรรมพวกนี้พระพุทธเจ้ารู้รอบหมด เราก็สามารถพัฒนาให้เจริญได้ เรารู้ความ ทุกขัง อนิจจัง ความไม่เที่ยง ไม่เท่ากัน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เข้าใจได้ วางได้ ไม่ยึดติด คนนี้เป็นอย่างนี้ๆ ก็เข้าใจ แล้วอยู่รวมกันอย่างหลากหลาย แต่ไม่แตกแยก เป็นสามัคคีธรรม เรียกว่า อยู่กันอย่างหลากหลายที่เป็นปึกแผ่น Unity in Diversity ทุกอย่างที่เกิดไม่คงตัวเรียกอนิจจัง แก้ทุกขังได้ด้วยเข้าใจปัญญา รู้ว่า คนมีจริตต่างกันก็อยู่กันได้อย่างอนุโลมกัน สร้างสรรร่วมกัน ต่างคนต่างช่วยกัน ถ้าไม่อยากช่วยก็แยกกันทำได้ เราก็ปรึกษากันว่าอันนี้ควรทำไหมก็ใช้ มติองค์รวม แม้ของเราเราก็ต้องเลิกถ้าหมู่ไม่ให้ทำ มันไม่ดี เราจะเข้าใจว่าดี ก็ต้องรู้ว่าหมู่กลุ่มนี้ยังไม่เอา ถ้าเอาเราก็ขัดแย้ง เราไม่เอาอัตตาตัวเราเป็นใหญ่ เราก็อยู่กับหมู่อย่างสร้างสรร สังคมพระพุทธเจ้าสอนให้คนฉลาดอย่างไม่แกมโกง ซื่อสัตย์ เอามาวินิจฉัยเอามาเลือกเฟ้น เอามาทำงาน หมู่ของพระพุทธเจ้าจึงมีแต่คนฉลาด อยู่ในหมู่นี้ต้องรู้จักความฉลาดของหมู่ เป็นสิ่งที่จำเป็น มติให้ทำตามองค์รวมของหมู่กลุ่มดีที่สุด แม้ว่าเราจะคิดถูกเราจะคิดดีกว่า แต่เมื่อมีมติร่วมกันให้ทำงานอันนี้พร้อมกันมันจะสำเร็จแล้วได้ผล ตัวเราหยุดไว้ก่อน มันยังไม่ใช่เวลาที่เราจะทำแบบนั้น คนอื่นเขาทำได้เท่านี้ เขาเห็นดีเท่านี้ก็พอ ให้เอาตามมติส่วนใหญ่ก็จบ การขัดแย้งการทะเลาะก็จะไม่มี จะทำได้งานที่เร็วและแรงมีประสิทธิภาพ หลวงปู่รู้นี่ยังไม่หมดนะ ก็รู้เท่าที่ได้ ก็เอามาบอกแล้วพากันทำ แค่นี้ก็เห็นว่าสุดยอดแล้ว ไม่ได้ด้อยกว่าใครเลย ทุกข์ที่เราต้องบำเรอกิเลสเป็นทุกข์อาริยสัจ เราเลิก เราล้าง มันก็หมดไป เหลือแต่ทุกข์ที่เป็นความลำบาก ภาษาบาลีเรียก ทรถ เป็นความลำบากที่แม้พระอรหันต์ก็ลำบาก พระพุทธเจ้าก็ลำบาก เป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ต้องทำงาน ต้องกิน ต้องอยู่ อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ต้องเจ็บป่วย ต้องปวดขี้ปวดเยี่ยว ต้องมีวิบากที่ตามมาทัน ทุกข์ 10 (ก. ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้) 1. สภาวทุกข์ ทุกข์ประจำสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย 2. นิพัทธทุกข์ ทุกข์อยู่เนืองนิตย์ คือ หนาว ร้อน หิว 3. อาหารปริเยฎฐิทุกข์ ทุกข์ในการหากิน การทำงาน 4. พยาธิทุกข์ อวัยวะเจ้าการทำหน้าที่ไม่เป็นปกติ 5. วิปากทุกข์ ทุกข์เพราะผลกรรม เลี่ยงวิบากเก่าไม่ได้ 6. ทุกขขันธ์ ทุกข์รวบยอดเพราะการประชุมแห่งขันธ์ 5 อันยังอาศัยชีวิตอยู่

อยู่กันอย่างศีลสามัญญตา โสดาฯ เสมอโสดาฯ สกิทาฯ เสมอสกิทาฯ อนาคาฯ เสมออนาคาฯ อรหันต์เสมออรหันต์ เสมอและสมานกันได้ อันใดไม่เสมอก็สมานกันได้ แม้นี่เป็นโสดาบันก็มีระดับที่ต่าง ก็จะเข้าใจ เป็นการยอมรับว่าเขาสูงกว่าเรา เขาดีกว่าเรา เขาเจริญกว่าเรา ความริษยา ความที่ไม่อยากให้คนอื่นได้ดี ก็จะเบ่งข่มทั้งที่ตนเองต่ำกว่าเขา ก็จะเกิดความรู้ความเข้าใจ ก็จะละอายตนเอง ไม่ทำ ก็จะลงตัวถูกสัจจะเรื่อยไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นการเป็นอยู่สัมพันธ์อย่างมนุษย์อย่างดี ความเป็นอนิจจังเป็นอย่างไร ก็จะรู้ลักษณะของมันเป็นตัวสุดท้ายเลย เป็นสิ่งที่มันเกิดมันก็จะรู้เลย อะไรที่เริ่มเกิด อนิจจังทั้งสิ้น อะไรที่ไม่ให้มีแล้วมันก็อนิจจังแล้ว 0 ถ้าเกิดอยู่เรียกว่า อุปจยะ อนิจจังทั้งนั้น มีเสื่อมลงไปทั้งนั้น มีชรตา มีอนิจจตา แต่ถ้าคนที่เป็นอรหันต์แล้วก็จะไม่ให้เกิด พออันนี้เกิด ไม่ต่อ เรียกว่า ไม่มี สันตติ ก็จะหยุดพลังงานนั้น ไม่ต่อพลังงานนั้น ก็จะเป็นผู้มีประสิทธิภาพรู้จักลักษณะ 4 อันเป็นตัวสูงสุด เป็นคนที่สามารถรู้จักการเกิด การจะต่อหรือตัด หรือการให้เสื่อมหรือเจริญ แล้วให้สูญได้ เป็นลักขณรูป 4 อุปจยะ สันตติ ชรตา หรืออนิจจตา จะสามารถอยู่ ไม่มีทุกข์ และจะเข้าใจอนิจจตา แม้ที่สุดทำความไม่มีตัวตนต่อ ไม่มี สันตติ ต่อ ไม่มีตัวตนต่อไปอีก ทำได้ จะทำได้อย่างไร ต้องเรียนรู้ให้มีความสามารถทำได้ถึง

มาอ่าน sms Pat Hemasuk _ที่ผมไม่เปิดให้เข้ามาเขียนอะไรอย่างเสรีเพราะเดี๋ยวก็เข้ามาตีกันจนชานเรือนของผมพัง วันนี้เพียงผมยอมร่วมคุยด้วยเรื่องสมเด็จช่วง ก็มีคนตะโกนด่ากันแล้ว แล้วไอ้คนที่ก่อเรื่องจนวงแตกมันก็เป็นขาจรใครก็ไม่รู้ เพียงแต่ถ้าแตะเรื่องวัดจานบินกับสมเด็จช่วงแล้วคนพวกนี้เป็นไม่ยอมพร้อมก่อเรื่องได้ทุกเวลา ผมจะสรุปย่อวิธีการคิดแบบมี "เหตุ" และ "ผล" ตาม อิทัปปัจจยตา หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ปฏิจจสมุปบาท ให้ฟังนะครับ *** ประการแรกคือ รถอยู่ในชื่อของสมเด็จช่วงใช่ไหม ไม่ใช่อยู่ในชื่อของวัดที่แสดงเจตนาจะยกให้พิพิธภัณฑ์ตั้งแต่แรก ทั้งที่จดในชื่อของวัดแต่แรกเสียภาษีถูกลงตั้งเยอะ แต่ก็ไม่ทำ กรรมมันส่อเจตนาชัดเจนมาก *** ประการที่สอง การครอบครองรถนั้นต้องมีลายเซ็ตน์เจ้าของรถมากมายหลายขั้นตอนและหลายเอกสารจนถึงขั้นตอนสุดท้ายคือเซ็นต์ชื่อลงในสมุดทะเบียนรถ ถ้าไม่รู้ไม่เห็นลายเซ็นต์ของสมเด็จช่วง ในหลายเอกสาร หลายกรรม หลายวาระ มันงอกมาเฉยๆ จากดินไม่ได้หรอกครับ และการครอบครองรถคันนี้สมเด็จช่วงถือครองจดประกอบเป็นมือแรกครับ ไม่ใช่ซื้อรถมือสองตามเต้นท์รถที่เซ็นต์โอนง่ายๆ ก็จบแล้ว *** ประการที่สาม มหาเจดีย์นั้นเป็นของบริสุทธิ์ สิ่งที่บรรจุภายในต้องเป็นของบริสุทธิ์ ต้องเป็นการสร้างเพื่อเป็นพุทธบูชาหรือเก็บพระบรมธาตุ การเวียนเทียนรอบมหาเจดีย์ในวันพระใหญ่ทุกครั้งนั้นคือการถวายเป็นพุทธบูชา มีใครเวียนเทียนรอบเจดีย์เพื่อกิจการอื่นนอกเหนือจากพุทธบูชากันบ้างครับ ไม่มีหรอกครับ ถึงวันพระใหญ่ใครมันจะบ้าไปเวียนเทียนรอบโรงเก็บรถ เมอร์เซเดส ธัง สะระณัง คัจฉามิ กันบ้าง คิดเท่านี้ก็วิปลาศตั้งแต่เริ่มเอารถเบนซ์ยัดเข้าไปในเจดีย์แล้วครับ *** ประการที่สี่ มูลค่าภาษีรถที่ฉ้อโกงรัฐไปมันเกิน 5 มาสกตามพระวินัยบัญญัติไปไกลมากแล้วครับ หรือใครเถียงว่าไม่จริง แล้วชื่อการเป็นเจ้าของครอบครองรถนั้นชื่อใคร ลายเซ็นต์ใคร ครุกรรมมันสำเร็จตั้งแต่เซ็นต์ชื่อไปเมื่อหลายปีก่อนแล้วครับ ผมคิดแบบ ปฏิจจสมุปบาท "มีเหตุ" ย่อม "มีผล" ที่เกิดตามมา ทุกอย่างจริงแบบมีหลักฐานที่ใครเถียงความจริงไม่ได้อยู่แล้วครับ ใครจะคัดค้านความจริงที่ปรากฎขึ้นแล้ว ผมจะถือว่าคนนั้นเอาสีข้างมาถู แต่ถูจนสีข้างแหกอย่างไรมันก็ทำให้จริงกลายเป็นเท็จไม่ได้หรอกครับ

Sms 230359

สื่อธรรมะพ่อครู (อจินไตย) ตอน อจินไตยตรีมูรติและที่มาพระธาตุ ชุดแรก _0893867xxx ในคัมภ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน