590330_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาค่าย ยอส.docx
เนื้อหาในไฟล์
590330_พุทธศาสนาตามภูมิ โดยพ่อครู บ้านราชฯ ตอบปัญหา ค่าย ยอส.
สื่อธรรมะพ่อครู (เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เราควรดำเนินชีวิตอย่างไร ในสังคม พ่อครูว่า...วันพุธที่ 30 มีนาคม 2559 ที่ราชธานีอโศก วันนี้ก็เป็นวันที่โชคดีของหลวงปู่ ที่จะได้มาพูดคุยพบปะสังสรรค์กับพวกเรา เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจะได้ทำเหมือนแต่ก่อน ตั้งแต่เริ่มสร้างโรงเรียนใหม่ๆ หลวงปู่จะพอมีเวลาแบ่งวันเวลาไปสอนแต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว อีกอย่างหนึ่งก็คือมีพวกเรามาช่วยเอาภาระช่วยสอนช่วยดูแลเป็นหน้าที่เป็นภาระเอาภาระแทนไป ก็ดีนะที่สอนที่ช่วยดูแลไม่ว่าจะเป็นคุรุพี่ป้าน้าอา แม้แต่สมณะก็ช่วยกันสอน ช่วยกันดูแล ช่วยกันสร้างสรรได้ ทั้งหมดก็เป็นทั้งผู้ที่ช่วยสอนและเป็นผู้ที่มีความรู้ มีหน้าที่มีวุฒิแบบข้างนอก เขาก็มีมาทำการสอนตามหลักของสังคม แม้กระนั้นก็ยังมีครูที่ไม่มีวุฒิแต่ก็มีความรู้ความสามารถที่จะสอนพวกเรา ให้ได้รับความรู้ความสามารถเติบโตมาเลี้ยงชีวิตเป็นคนดี เป็นคนอยู่ในสังคมเป็นคนมีคุณงามความดีมีประโยชน์ แทนที่จะเป็นคนไร้ประโยชน์ คำว่าไร้ประโยชน์คำนี้ฟังให้ชัดๆ สังคมทุกวันนี้เรียนได้ความรู้ความสามารถแล้วก็เอาไปทำงาน ทำงานเสร็จแล้วก็มีค่าแรงงาน จะไปทำราชการก็ตามหรือจะไปรับจ้างนายทุนรับจ้างเอกชนต่างๆ ก็ตาม โดยจัดทำส่วนตัวก็ตามก็ได้รับผลผลิตมีแรงงานเกิดขึ้นเสร็จแล้วเราก็เอาค่าแรงงานสร้างผลผลิตเอาไปขายแลกเปลี่ยนค่าผลผลิตคืนมาเกินกว่าทุน เมื่อคืนทุนเราก็เป็นผู้มีกำไร ในหลวงท่านตรัสว่า ผู้ที่ขาดทุนคือผู้ที่ได้กำไร แต่ผู้ที่ทำงานในสังคมโลกส่วนใหญ่ทั้งที่เรียนความรู้มัธยมปริญญาตรี โท เอก เรียนแล้วก็ไปทำงานแล้วก็ไปรับค่าจ้างแรงงานและกลับมาคงเหลือเกินค่าแรงงาน เกินค่าผลผลิตที่เราเรียกว่าได้กำไรเสมอ จึงกลายเป็นคนขาดทุนอยู
อ่านต่อ
่ในสังคม การขาดทุนต่อใครก็แล้วแต่ที่ทำงานอยู่ในสังคมแล้วขาดทุนอยู่ในสังคมก็คือไม่มีประโยชน์ไม่มีคุณค่า อยู่ในสังคมทำงานให้สังคมแต่เอาค่าตัวค่าแรงงานค่าผลผลิตกลับคืนมาจนเกินทุน เกินค่าที่ควรจะเป็นมาให้แก่ตนเองแล้วเราก็เรียกว่าเราได้กำไรเป็นชีวิตที่มีกำไรนั่นคือความเข้าใจผิด เข้าใจว่าได้กำไรนั่นแหละคือเรามีประโยชน์มีคุณค่าในโลกซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เราได้กำไรจากสังคมได้กำไรจากโลกนั้นเป็นการไม่มีประโยชน์ไม่มีคุณค่านี่ คือความหมายของในหลวงที่ท่านตรัส ว่าขาดทุนของเราคือกำไรของเรา พวกเราฟังแล้วคิดว่าหลวงปู่พูดผิดหรือถูก…. โรงเรียนสัมมาสิกขาของชาวอโศกสอนอย่างนี้ทุกโรงเรียน เราเข้าใจความถูกต้องสัจธรรมเช่นนี้ทุกโรงเรียน นักเรียนได้มีการให้ความเข้าใจเช่นนี้ทุกโรงเรียน ถ้าเราได้ผ่านการเรียนจากโรงเรียนนี้จบไปเป็นคนขาดทุนให้แก่สังคม จงพยายามออกไปแล้วไปทำงานอะไรก็แล้วแต่พยายามขาดทุนให้แก่สังคม อย่าไปเอาเปรียบอย่าไปเอากำไร ขาดทุนให้มากเท่าไหร่ถ้าทำได้จงทำ หลวงปู่ตั้งโรงเรียนสัมมาสิกขานี่ จะมาทำแบบขาดทุนหรือกำไรกับนักเรียน..จะตอบว่ากำไรอาริยะหรือขาดทุนอาริยะ เราทำการศึกษาเลี้ยงดูนักเรียนตั้งแต่ประถมศึกษา จนถึงมัธยม 6 โดยที่เด็กที่มาเรียนไม่ได้เสียเงินแม้แต่บาทเดียว แต่โรงเรียนข้างนอก โรงเรียนรัฐบาลเสียเงินไหม?...เขาเสียค่าบำรุง แต่ที่นี่เราไม่เคยเก็บค่าอะไรเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้แต่เสื้อผ้าที่อยู่ หนังสือเรียนเราก็ไม่ได้คิดค่าอะไรเลย ถ้าสรุปแล้ว โรงเรียนนี้ตั้งมาเพื่อ หากำไรหรือขาดทุน ….ก็ขาดทุน โรงเรียนไม่ได้ตั้งมาเพื่อหากำไรจากพวกเราเลย แต่มั่นใจว่า โรงเรียนสัมมาสิกขานี้ ตั้งขึ้นมาได้กำไรทุกปี เพราะขาดทุนทุกปี ไม่ใช่แค่ให้การศึกษา แม้ทุกคนในชุมชนก็มีชีวิตอยู่ทำงานฟรี ทำงานฟรีก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเราเอาเปรียบคนทำงาน เพราะไม่มีใครเป็นคนได้เปรียบในชุมชน ในบริษัทแต่ละแห่งเขาจะมีผู้ได้เปรียบเป็นเจ้าของบริษัทหรือเจ้าของหุ้นเขาจะได้เปรียบ แต่ทุกชุมชนอโศกไม่มีใครได้เปรียบ และไม่มีเจ้าของชุมชนไม่มีผู้ถือหุ้นในชุมชน แต่ทุกคนเป็นเจ้าของสมบัติทุกคน มีสิทธิ์กินใช้สอยตามสมควร แบบแผนชาวอโศก เป็นสาธารณโภคี ถ้าเป็นบริษัททั่วไปแม้แต่พนักงานบริษัทก็จะได้รายได้ แต่ทุกคนในชุมชนนี้ แม้จะใหญ่ขนาดไหนก็ไม่มีรายได้ มีแต่ทำงานสร้างสรรเผยแพร่ ถ้าได้มาก็พยายามจะเอาไปเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นต่อไป เราก็สร้างเนื้อสร้างตัวเราด้วยสร้างที่อยู่ให้เราอยู่อย่างดีด้วย แล้วเราก็ไปเผยแพร่แจกจ่ายไปเผื่อแผ่ข้างนอกโดยการยืนอยู่ในหลักขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ยกตัวอย่างเช่น เราไปค้าขาย แหล่งที่ค้าขายเป็นหลักเป็นฐานของเราคืออุทยานบุญนิยม เราก็พยายามค้าขายให้ราคาต่ำ รวมความทั้งหมดแล้วจะต่ำกว่าราคาทุน ถ้าคิดแบบทุนนิยม คิดค่าแรงงานค่าโสหุ้ยเราก็ขาดทุน เราไม่ได้ขายอย่างข้างนอกเลย อาหารที่อุทยานบุญนิยมจานละ 10 บาท 15 บาท แต่เดี๋ยวนี้แม้แต่ร้านหาบเร่จานละ 25 จานละ 30 หรือ 40 บางที่ 50 เป็นร้อย เป็นต้น มีบางร้าน ของชาวอโศกกินฟรีด้วยหลายร้าน ถ้าเราฐานะดีขึ้นเราก็จะลดราคาลง ในวิธีการทำงานค้าขายอย่างพวกเรานี่ อย่างที่เชียงใหม่มีคนเข้าใจมาสนับสนุน เอาผักเอาน้ำแข็งมาให้ ขาย 0 บาท ได้มาจะเป็น 10 ปีแล้ว มีส่วนที่กินฟรี มีส่วนขาย มีคนหมุนเวียนมาให้ด้วย ที่อื่นๆ ก็นัยเดียวกันไม่ว่าร้านที่ไหนของชาวอโศก เราเจตนาทำเช่นนี้จริงๆ ให้เป็นคนขาดทุนอยู่กับสังคม ขาดทุนคือกำไร ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ยกตัวอย่างชัดๆ อย่างงานเจ คนไม่เข้าใจตรงที่ว่า เมื่อเสร็จงานแล้วเรามีเงินก้อนหนึ่งเหลือจากการค้าขาย เงินที่เหลือเหล่านั้นไม่ใช่กำไรเลย แต่เป็นเงินที่เกินมาจากค่าใช้จ่ายจริง งานเจคนไปช่วยงานหลายร้อยคน สามหรือสี่ร้อยคน ถ้าคิดค่าจ้างค่าโสหุ้ยหลายอย่าง คนที่ไปช่วยงานเจของพวกเราเขาใช้งานได้เยอะถ้าคิดราคาค่าตัวไม่ใช่น้อย แล้วไปช่วยงานก็กินอาหารอยู่ในนั้นด้วย ถ้าที่อื่นเขาจ้างไปก็จะต้องจ่ายเงินกิน แต่เราจะทำการกุศลได้เสียสละ แม้ที่สุดได้เงินก้อนส่วนเหลือ ก็เอามาทำงานต่อ ไม่ได้เป็นของใคร ไม่ได้เข้ากระเป๋านายทุนเลย นี่เป็นระบบเศรษฐกิจบุญนิยมที่ลึกซึ้งมาก หากนักเศรษฐศาสตร์ฟังอาตมาจะเข้าใจ แล้วจะรู้สึกว่าน่าศึกษานะ ทุกๆ อย่างเลย เศรษฐกิจบุญนิยมจะซับซ้อนเสียสละสร้างสรร มีรายละเอียด ซับซ้อนเนียนลึก ตั้งแต่มีการค้าของชาวอโศก การศึกษา ยิ่งการสื่อสาร ไม่ได้มีรายได้อะไรกลับมาเลย แต่พยายามจะให้ประโยชน์แก่สังคม ไม่ได้คิดจะหารายได้ไม่ได้เกิดรายได้จากโทรทัศน์เลยจากสื่อสารเลย นี่ยิ่งชัดที่สุดเลย แต่คนเขามองผิดเขาเป็นมองว่าชาวอโศกนี่โฆษณาตัวเอง เขาก็เลยบอกว่าลงทุนโฆษณาตัวเองก็เลยทำได้ ทั้งที่ความจริงแล้ว ถ้าจะบอกว่าชาวอโศกโฆษณาตัวเองให้คนมานิยมชมชื่นมันก็จะต้องมีแบบโลกเขา คือให้คนมานิยมและมาเป็นลูกค้าเหมือนกับสถานีโทรทัศน์หลายสถานี ไม่ได้มีการขายสินค้าแต่เรี่ยไรเอาเงินจากคนข้างนอกเอามาทำงานสื่อสาร แต่ชาวอโศกนี้โทรทัศน์บุญนิยมไม่ได้เรี่ยไรเลย อย่าว่าแต่เรี่ยไรเลยคนข้างนอกไม่มีสิทธิ์ที่จะเอาเงินมาให้ด้วย และไม่ได้โฆษณาขายสินค้า หลายสถานีไม่ขายสินค้าแต่เรี่ยไรเอาเงินคนข้างนอกมาใช้ แต่ชาวอโศกไม่ได้ทำเช่นนั้น เอาแรงงานของคนภายในพวกเราโดยตรง เขาบอกว่าที่ไหนก็ต้องโฆษณาตัวเองทั้งนั้น อย่างธรรมกายมีโทรทัศน์ dmc ก็ได้เรี่ยไรทั่วโลกเลย มีกลยุทธ์กลวิธีหาเงินด้วย ชาวอโศกแม้แต่สินค้าตัวเองก็ยังไม่ได้ตั้งใจโฆษณาสินค้าตัวเองเลย เราเองก็ผลิตสินค้าหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นยาหรือเครื่องใช้ไม้สอย ผลิตปุ๋ยเราก็ไม่ได้โฆษณาเลยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ได้ตั้งใจโฆษณา คนเขาไม่เชื่อว่าชาวอโศกจะทำงานเพื่อสังคมโดยบริสุทธิ์จริงใจ โดยไม่เอาจากสังคม แต่ชาวอโศกมีส่วนได้หมุนเวียนมาจากสังคมไหม ก็มีในระดับเศรษฐศาสตร์ที่ต้องหมุนเวียนอยู่เป็นส่วนน้อย แต่ไม่ได้ไปเป็นกำไรจากสังคมเป็นการหมุนเวียนมาเพื่อจะทำงาน ถ้าจะว่าไปแล้วเหมือนรัฐบาล รัฐบาลเก็บเงินมาจากประชาชน จะอยู่ในรูปของอะไรต่างๆ เขาก็เอามาช่วยเหลือสังคมประชาชน แต่มันไปคอรัปชั่นไปขี้โกงต่างๆนานา ก็เลยไม่หมุนเวียนกลับไปถึงประชาชน ถ้ารัฐบาลบริหารได้อย่างชาวอโศก มีพฤติกรรมอย่างชาวอโศกจะดีมากเลย ชาวอโศกนี่สูงถึงขั้นทำงานฟรีเสียภาษี 100% ทำงานนี้ไม่ได้มีใครแบ่งเอาส่วนแบ่งไป ไม่มีการโกงกิน ทำงานแล้วมีแต่จะสะพัดออกไป มันเป็นความสูงสุดแล้วในระบบบริหารประเทศ ตรงตามที่ในหลวงบอกว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเราหรือจะเรียกว่า เศรษฐกิจพอเพียง หรือจะเรียกว่า แบบคนจน ก็ตรงหมด ขาดทุนให้แก่สังคมภายนอกเขาด้วย ไม่เคยไปหากำไรจากสังคมภายนอกเลย นี่คือความลึกซึ้งของเศรษฐศาสตร์บุญนิยม วันนี้เด็กๆ จะตัวเล็กตัวน้อยหรือตัวโตจนกระทั่งเรียน ม.6 แล้ว เรียน ปวส.ไปแล้วก็ตาม ฟังให้ดีๆ เรามีชีวิตอยู่ในสังคมควรมีชีวิตอย่างไร ดูกรนักเรียนทั้งหลาย เราควรคิดถึงตัวเองในแต่ละวัน เรากินอาหารของสังคม เราใช้หลายสิ่งหลายอย่างอาศัยเป็นเครื่องอาศัยใช้สอยอยู่ในสังคม แล้วเรามีคุณค่าเรามีประโยชน์เราทำอะไรขึ้นมาให้แก่สังคม ตั้งแต่สังคมที่อยู่ใกล้ตัวเรา ไปจนสังคมที่อยู่ไกลตัวเราก็ตาม ถึงประชาชนในประเทศและนอกประเทศ ถ้าสามารถเป็นไปได้ เราสามารถที่จะมีคุณค่ามีประโยชน์เกินกว่าที่เรากินเราใช้แต่ละวันแต่ละวันหรือไม่ ถ้าหลวงปู่จะมีความคิดที่จะไปกอบโกยเอาเปรียบจากสังคมจะไม่คิดเช่นนั้นเลย จะไม่ทำเช่นนั้นเลย แต่จะทำแต่เสียสละสร้างสรรกับสังคม ให้มามีชีวิตแบบนี้ หลวงปู่ทำได้สำเร็จทุกวันนี้ ทำเช่นนี้มีชีวิตเช่นนี้ แล้วก็พาพวกเรามาทำอย่างหลวงปู่นี่ได้ จึงเกิดชุมชนขึ้นมา ให้มาช่วยกันทำอย่างนี้ มีนโยบายมีวิธีการมีความตั้งใจจริงมีทิฏฐิมีทฤษฎีแบบนี้ พวกเราเป็นเด็กๆ เป็นลูกหลานชาวอโศก แล้วจะเรียนจบไปมีชีวิตอยู่ข้างนอก มีพี่ป้าน้าอา ปู่ย่าตายายในสังคมแบบนี้ ที่มีทฤษฎีแบบนี้เป็นทฤษฎีหลักของชีวิต และออกไปจากที่นี่แล้วคิดให้ดีว่าอยู่ข้างนอกเขาให้เราคิดแบบนี้หรือไม่ เขามีแต่จะสร้างหลักสร้างฐาน มีสมบัติแก้วแหวนเงินทอง มีทรัพย์ศฤงคารแล้วสะสมเอาไว้ให้ได้มากๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ให้ได้มากเท่าไหร่ก็เอา กักตุนสะสมยิ่งขึ้น แต่ของเรานี่ไม่กักตุน ไม่สะสม ไม่เอาเปรียบ มีแต่จะสะพัดออกเท่าที่เราจะสะพัดได้ เหลือคงคลังสำหรับการหมุนเวียนไม่ให้เราเป็นหนี้ เรามีวัฒนธรรม พึ่งเกิด แก่ เจ็บ ตายกันได้ ไม่ต้องคิดค่าทำศพ แต่ช่วยกันทำฟรี หลวงปู่ทำมา 40 ปีแล้วเด็กคนไหนเห็นดีอยากจะมาช่วยก็มา ถ้าไม่เห็นดีเห็นงามก็ตัวใครตัวมัน
สื่อธรรมะพ่อครู (ปกิณกะ) ตอน ทำไมคนอยากได้รัก แต่งงาน เงิน อำนาจ _ผมขอถามว่าทำไมคนเราต้องรักกันและแต่งงานกันครับ พ่อครูว่า... ตอบว่าทำไม เพราะโง่ นี่เป็นคำตอบของพระพุทธเจ้านะ เพราะยังไม่รู้ความจริงแห่งทุกข์ จึงต้องรักและแต่งงานกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ตั้งตนเป็นคนโสดท่านเรียกว่าบัณฑิตหรือผู้ฉลาด ส่วนคนโง่ฝักใฝ่ในเมถุนย่อมเศร้าหมอง ผู้ใดยังไม่ฉลาดก็ต้องไปรักไปแต่งงานกันไปเป็นคนคู่ เขาโง่ เขาไม่ใช่บัณฑิต พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ฉลาดที่สุดในโลกบอกไว้ แต่ก่อนหลวงปู่เป็นฆราวาสก็โง่ตามยังมีรัก แต่เคราะห์ดี คนแต่งงานนั้นเป็นคนมีเคราะห์ ไม่ใช่โชคนะ หลวงปู่ก็เคราะห์ดีที่ไม่ได้แต่งงาน แต่ไปรักกันเพราะไม่เคยรู้ยังโง่ พอฉลาดแล้วก็เลยเลิกทุกวันนี้ก็เลยเป็นคนโสดมาอย่างสบาย
_ทำไมคนส่วนใหญ่ในสังคมจึงอยากได้เงินและอำนาจครับ พ่อครูว่า... ตอบว่า เพราะว่าโง่ เหมือนเดิม อยากได้แต่เงิน อยากได้แต่อำนาจ หลายคนในชาวอโศกก็ทำงานอย่างไม่ได้คิดจะได้เงินเลย เขามีเงินแล้วก็จะทำให้มีอำนาจ แต่การที่ได้อำนาจมาเพราะเงินนั้นมันไม่ดี แต่การมีอำนาจแบบชนิดที่คนอื่นเขายกย่อง ยอมเชื่อถือ ยอมฟังยอมปฏิบัติตาม ยอมอยากได้ความรู้ อยากได้ความจริง อยากได้สิ่งที่ลึกซึ้งๆ ที่ท่านมี อันนี้เป็นพลังงานจะเรียกว่าอำนาจก็ตามที่ยิ่งใหญ่กว่าอำนาจที่เป็นอำนาจเงินทองลาภยศสรรเสริญ อำนาจที่จะใช้การสร้างองค์ประกอบใดใดให้คนมาเกรงกลัวมายอม ไม่ใช้อำนาจเงินไม่ใช้หน้าที่ ยศศักดิ์ไม่ใช้อำนาจให้คนอื่นมากลัวมายอม แต่คนอื่นนับถือบูชายกย่องยอมฟังยอมเชื่อ ยอมปฏิบัติตามโดยดุษณีเลย อย่างมีปัญญา เห็นควรว่าคนนี้ต้องยกให้เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด แม้แต่บางคนนี้มอบชีวิตให้ได้เลย พระพุทธ เจ้าเป็นผู้ที่มีเงินมีอำนาจมาก่อนแต่ก็ทิ้งหมด มามีสิ่งที่ประเสริฐแบบไม่ใช่ไปข่มเบ่งบังคับหรือให้คนที่โง่มานับถือ แต่คนจะนับถือคนจะยกให้นี้เป็นคนฉลาด เป็นคนมีภูมิปัญญาอย่างสูงส่งเลย
_1 ที่นี่มีข้อห้ามไม่ให้เล่นวงดนตรีโปงลางหรือเปล่า พ่อครูว่า ...ดนตรีโปงลางพวกเราก็หัดเล่นกันอยู่ เล่นกันได้เก่งไม่เลว
_2 วงดนตรีโปงลางที่เป็นพื้นภาคอีสานเป็นวงดนตรีโลกุตรธรรมหรือไม่ พ่อครูว่า ...ก็เป็นเพลงพื้นบ้าน จะเรียกว่าโลกุตระหรือไม่ก็คงอธิบายยาก ไม่ใช่ดนตรีสมัยใหม่ที่เป็นแบบจัดจ้านขนาดนั้น
_3 พวกเราสามารถเล่นวงดนตรีโปงลางได้หรือไม่ พ่อครูว่า ...ก็ได้ แต่ไม่ได้มีทุกโรงเรียนเท่านั้นเอง
_4 แล้วพวกเราจะทำอย่างไรหากคุรุปิดกั้นโอกาสไม่สนับสนุนเช่นที่บ้านราช หลวงปู่โปรดช่วยอนุญาตให้ด้วยค่ะ เพราะเรื่องนี้พวกเราเข้าใจดี พ่อครูว่า ...ก็อาจจะไม่ได้ปิดกั้นแต่เป็นเพราะโอกาสเวลา มีครูคนไหนห้ามไม่ให้เล่นก็คงจะเป็นส่วนตัว
_5 เราไม่ควรให้ความสนใจกับดนตรีมากเกินไปหรือเปล่า พ่อครูว่า...ถูกต้อง เพราะมันเป็นเพียงการละเล่น ดนตรีก็ตามเป็นการละเล่นชั่วคราว เป็นการพักผ่อนชั่วคราวไม่ใช่เรื่องอาชีพ ดนตรีร้องรำเอาไปเป็นอาชีพคือพวกได้ นรกปหาสะ ไม่ใช่สวรรค์ พวกเต้นกินรำกินร้องกินนี่ชีวิตได้นรกปหาสะ นอกจากมีศิลปะโลกุตระ แต่ก่อนหลวงปู่แต่งเพลงโลกีย์แต่พอมาบวชแล้ว รู้แล้วก็แต่งเพลงโลกุตระ แต่ทั้งโลกเข้าใจโลกุตระยาก มีแต่นรกปหาสะ ถือว่าเป็นสิ่งต้องมีต้องได้ ต้องเป็นแล้วเอาไปเป็นอาชีพ ในสังคมประเทศไทย มีศาสนาพุทธมาประมาณ 100 ปี เขาเข้าใจว่า พวกเต้นกินรำกินนี้ไม่ดี ได้นรก แต่นี่มันเลยมาขนาดนี้ เดี๋ยวนี้เข้าใจไม่ได้ ไม่เชื่อแล้วไม่รู้เรื่อง
สื่อธรรมะพ่อครู (อาริยบุคคล) ตอน โสดาบัน 4 ขั้น _การที่เราเป็นโสดาบันแล้วทำผิดอยู่ถือว่าเป็นโสดาบันหรือไม่ พ่อครูว่า... ผู้ที่มีทฤษฎีในการลดกิเลส 1. เป็นคนรู้จักกิเลสซึ่งเป็นเรื่องของจิตใจที่เป็นกิเลส มีอาการของจิตใจที่เป็นกิเลสแล้วโสดาบันนี่ทำให้จิตใจที่เป็นกิเลสนั้นมันลดลงได้ ลดได้ด้วยวิปัสสนาญาณ ได้ด้วยมีญาณปัญญา รู้จักจิตอาการของจิต แล้วรู้จักองค์ประกอบของการปรุงแต่งจากกิเลสภายในจิตเรียกว่ากาย ทำให้สักกายะลดลงได้ มีความรู้วิธีการ คนนั้นเรียกว่าโสดาบัน ส่วนอันอื่นๆ กิเลสตัวอื่นที่ยังไม่ได้ปฏิบัติก็ผิดได้ แต่ถ้ากิเลสตัวที่เรียนรู้แล้วตัวเองก็ดับกิเลสนี้ได้ ถ้าเป็นโสดาบันถึงขีดนั้นเรียกว่านิยตะ สูงขึ้นไปเป็น สัมโพธิปรายนะ ถ้าถึงขนาดนั้นขีดนั้นจะไม่ทำผิด เพราะจิตมีสมาธิตั้งมั่นมากเพียงพอ พระโสดาบันพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามี 4 ขั้น 1. โสตาบันนะ 2. อวินิปาตธรรม 3. นิยตะ 4. สัมโพธิปรายนะ หมายความว่าจิตมีความรู้สามารถจับตัวกิเลสได้ เรียกว่าสักกายะ แล้วมีอุบายเครื่องออกมีวิธีทำให้กิเลสลด พอจิตเข้ากระแสก็ลดได้ มีอวินิปาตธรรม ลดได้เป็นลำดับ ถ้าแบ่งเป็น 4 ส่วน โสตาปันนะก็หนึ่งในสี่ อวินิปาตธรรมก็สองในสี่ส่วน นิยตะคือสามในสี่คือ 75% คือแข็งแรงมั่นคงไม่ผิด ไม่ล้มเหลวอีก ถ้ายังล้มเหลวก็อวินิปาตธรรม ถ้าเลย 75% แข็งแรงที่สุด มีแต่กิเลสดับสูญ สัมโพธิปรายนะ ถ้ารู้กิเลสตัวไหนแล้วเราทำได้จริงถึงโสดาบันจะไม่มีตกต่ำ ส่วนกิเลสตัวอื่น ไม่ได้ทำมันก็ต้องผิด หรือทำยังไม่หมดก็มีผิดบ้าง ทำไปตามลำดับ
สื่อธรรมะพ่อครู (ปกิณกะ) ตอน พิสูจน์ผีไม่มี _ที่หลวงปู่บอกว่า ถ้าเจอผีให้ท่องคาถาว่า แค่ตายๆ แต่ถ้าจับผีได้มีรางวัล 10 ล้าน แต่ก็ขอถามว่า 1.1 เวลามีคนอยากได้เงิน 10 ล้านแล้วไปจับผี แน่นอนครับว่าไม่มีตัวไหนอยากมาอยู่ในถุงดำหรอก เพราะมันไม่อยากลงถุงขยะมันไม่มาอยู่ให้จับหรอกครับ 2 คาถาแค่ตายแค่ตายมันช่วยได้หรือครับ ผมงงมากเลยเผื่อว่าผีมันไม่กลัวหรอกครับ พ่อครูว่า... คาถาหลวงปู่นี่ขลัง ให้ทำใจกล้า แค่ตายแค่ตาย พิสูจน์เลย เราจะรู้จักผีคือความกลัวในใจเราคือผี ความกลัวผีว่ามันจะหลอกเอา ผีในที่มืดที่นี่ที่เราบอกว่าคงมีผี แต่หลวงปู่บอกว่าให้เดินเข้าไป ท่องเอาไว้ว่า แค่ตาย แค่ตาย ตรงที่มีผี เข้าไปเลยและจะไม่เจอผีตัวใดเลย เพราะมันเป็นผีหลอกทั้งนั้น ไม่มีผีจริง คนที่เห็นผีว่าเขาเห็นผี เขาถูกผีหลอกนั้น ในภาษาของพระพุทธเจ้าก็คืออุปาทานของตัวเอง สร้างมโนมยอัตตาของตัวเองขึ้นมาหลอกตัวเองให้เห็นจริงๆ ด้วย เห็นเป็นผมยาวหน้าเบี้ยวหน้าบิดที่เอามาแสดงตามหนัง เป็นความหลอกของตัวเอง ปั้นรูปนั้นเห็นจริงๆ ของตัวเอง แต่มันไม่มีความจริงเลย เรียกว่าอุปาทานและมโนมยอัตตา เช่น ตัวอย่างเขาเรียนวิธีที่ไม่รู้จักมโนมยอัตตาไปนั่งสมาธิหลับตา แล้วเขาก็ว่าพลังงานของเขานี้เก่งมาก เขาเอาพลังงานของเขามาแล้วก็สอนว่าเราจะเห็นทิพย์ มีตาทิพย์เห็นรูปร่างเห็นสัตว์นรกเห็นเทวดาอยู่ข้างใน เขาก็ปั้นรูปเป็นสัตว์นรกเป็นเทวดาสำเร็จขึ้นมาได้เหมือนฝัน คนฝันไปเจอยังงั้นอย่างงี้ มันไม่จริงทั้งนั้น เป็นอุปาทานทั้งสิ้นเลย คนที่สร้างอุปาทานจิต มีอวิชชาหลอกตัวเอง ผีคือของหลอก ผีจริงๆ คือกิเลส พระพุทธเจ้าเรียกว่ามาร ผีจริงๆ คือสัตว์นรกสัตว์ชั้นต่ำ คือกิเลส เป็น สัตว์โอปปาติกะ จิตเรามีผีอยู่ในจิตมันไม่มีรูปร่างตัวตนแต่ปั้นเองหลอกเอง ผีคนไทยก็แนวๆ เดียวกัน ผีของศาสนาคริสต์ก็เห็นอีกแบบ ผีของที่ไหนๆ ก็จะเห็นต่างกันไป เทวดาก็แล้วแต่ใครสมมุติ
_ทำไมเด็กบ้านราชฯ ร้องเพลงโลกีย์ มีเรื่องศีลข้อ 3 กันด้วยค่ะ พ่อครูว่า... ตัวคนถามก็อย่าเป็นละกัน และที่เขาเป็นก็คือโง่ แล้วทำไม มีเรื่องผิดศีลข้อ 3 กันมากมาย แล้วชาวอโศกมีเรื่องพวกนี้มากหรือ ก็ไม่มากหรอก แต่เราไปตีราคามาก ก็มีแต่ไม่มากหรอก ถามว่าทำไม ก็เพราะโง่ แล้วมันดีไหม ไม่ดีก็ต้องพากเพียรพัฒนาขึ้น
_คนที่หน้าด้านไม่รู้จักอายไม่รู้จักพอควรควรได้รับผลกรรมอย่างไร พ่อครูว่า... ที่ถามมานี้ดี เขาก็ได้รับผลกรรมตามความหนักความเบาความหยาบอะไรของเขา ที่เขาทำกรรมนั้นๆ แต่ตอบตรงๆ เต็มๆ ไม่ไหวเป็นอจินไตย แต่จะรับกรรมไปตามสัจจะ
_ถ้าเราทำดีแล้วเป็นเหตุให้ผู้อื่นเกิดกิเลสเมื่อเกิดอกุศล เราจะบาปไหม พ่อครูว่า... ถามมานี่ลึกซึ้งนะ ถ้าเราทำดีจริงๆ แล้วก็เป็นเหตุ ผู้อื่นสัมผัสความสุขต้องความดีเราแล้วก็เกิดกิเลสเกิดอกุศล ถ้าเราทำเหตุที่ดีจริง คนอื่นมาเกิดกิเลสก็แสดงว่าเขาเองเขาผิด เหตุเราดีแต่เขาไปเกิดกิเลสเกิดอกุศล เราไม่บาปหรอก เพราะคนที่เขาสัมผัสเขาไม่รู้ว่าเขาเกิดอกุศลในจิต เกิดกิเลสในจิตเขา เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่ดี สิ่งนี้ถูกต้อง แต่เราจะดีจริงหรือไม่ เป็นเหตุที่ดีจริงหรือไม่ ถ้าเราดีจริงคนนั้นเขาบาปเพิ่ม เพราะไม่รู้จักดีว่าคือดีที่เป็นสัจจะ ก็เลยเกิดไม่ชอบใจ ทำให้เขาเกิดผิดเพี้ยนไปจากสัจธรรม
_คนที่แสวงหาแต่กำไรโลกีย์จากคนรวยคนจน ก็มีแต่ขาดทุน แต่ผู้ที่แสวงหาความขาดทุนแบบโลกีย์ จะพบกำไรโลกุตระ.. พ่อครูว่า...ถูกต้อง ถ้าตามฟังที่ผู้เขียน เขียนมาเป็นความคิดแบบโลกุตระ เด็กนักเรียน ม.1 ปฐมอโศก
_ที่หลวงปู่เคยพูดว่าไสยศาสตร์เป็นอุปาทาน พ่อครูว่า... ถ้ามีคนที่ไปพบหนังควายตะปูอยู่ในท้องจริงๆ ถ้าโดนเสก แสดงว่าไสยศาสตร์มีจริงใช่ไหม ตอบว่าไปเอามาให้ดูหน่อยคนที่ทำได้จริงๆ ถ้าเสกอย่างนั้นได้จะไปเสกทำไมหนังควายตะปู ให้เสกทองคำสิ เสกทำไม หนังควาย เสกเนื้อควายเข้าไปในท้องให้กินเลย แต่นี่หลอกกันอยู่ได้ ไม่จริงหรอก ไปบอกคนที่เสกจริงๆ เสกโลหะได้ทำไมเสกตะปู ให้เสกเป็นทองคำ เสกหนังควายไปโง่ เสกแต่หนังให้เสกเนื้อเข้าไปเลย จะได้กินจะได้ใช้
_ถ้าตอนเด็กทำบาปไว้ แต่โตขึ้นก็ไม่ทำอีก แล้ว กลับตัว จะได้รับวิบากไหม พ่อครูว่า...ได้รับ
_ทำไมฉายาสมณะ สม.จึงลงท้วยด้วย โอ พ่อครูว่า...โอ นี่เป็นเอกพจน์ ถ้า อานี่ พหูพจน์
_เวลาหลวงปู่เทศน์หรือสำนักสุขภาพเทศน์แล้วเด็กไม่ตั้งใจฟังคุยกันแข่ง จะบาปไหม พ่อครูว่า...บาปจะมีวิบากคือโง่ไปเรื่อยๆ จะไม่ได้รับปัญญา เวลาคนมาบรรยายสาระให้ฟังควรตั้งใจฟังหรือไม่ตั้งใจฟัง ก็ควรตั้งใจฟัง การทำสิ่งที่ ไม่ควรมันก็จะต่ำลงจะเสื่อม
_มีพระที่สอนบอกว่าคนที่เป็นผู้หญิงที่ชอบโชว์สัดส่วนนูนส่วนนี้ จะเกิดไปเป็นวัวนมให้เขารีดนม แล้วการกินนมสัตว์นี้ดีไหม พ่อครูว่า...พระรูปนี้ก็สอนแปลกนะ เรื่องนี้เป็นเรื่องวิบากที่ละเอียดลออ เราไม่ควรจะไปรังแกสัตว์ไปเบียดเบียนสัตว์ นมวัวนมแพะอะไรเราก็ไม่ควรไปเอา มันมีไว้ให้ลูกกิน เราไปแย่งมาก็เบียดเบียน เรากินพืชมันไม่จองเวร ไม่มีหนี้บาป แต่สัตว์มีจิตนิยามมีหนี้บาปได้ …. จบ