590319_เสวนา คันฉ่องส่องปัญญาชนสยาม ส.ศิวรักษ์_.docx
เนื้อหาในไฟล์
590319 _เสวนา โดยพ่อครู คันฉ่องส่องปัญญาชนสยาม ส.ศิวรักษ์
ณ สันติอโศก 19 มีนาคม 2559
สื่อธรรมะพ่อครู (ปกิณกะ ตรีมูรติ) ตอน ส.ศิวรักษ์ คนดีตรีมูรติของไทย พ่อครูว่า...เจริญธรรมทุกๆ คนในสังคมและในโลก เราต้องพูดเผื่อไว้ เพราะออกอากาศไป วันนี้อาตมาถือว่าเป็นวันสำคัญมาก วันที่ 19 มี.ค. 2559 ที่สันติอโศก ใครจะว่าอาตมาเป็นคนยึดติดคร่ำครึ เอาอะไรก็ไม่รู้มายึดถือแล้วนำพาตัวเองไป ดูเชยๆ โบราณไม่ทันสมัย ไม่มีเชิงปัญญาก็ไม่เป็นไรใครจะว่า อาตมาถือว่าในสังขยาเลข 1 2 3 และ 4 5 6 เลข 7 8 9 เป็นสามเส้า คือจุดเริ่มเกิด คือสิ่งที่จะมีสันตติต่อมา ก็เกิดเส้าที่สาม สามเส้านี้แหละจะเกิดวงรอบ วงวน ความเป็นวัฏฏะ หมุนขึ้นมา เมื่อเกิดหมุนรอบก็เกิดแรงงาน เกิดทุกสิ่งทุกอย่างที่จะอุบัติเป็นพลังงาน เกิดในโลก ถ้าทุกอย่างนิ่งสงบสนิทจะไม่มีอะไรก่อเกิด ไม่มีอะไรเคลื่อนไหว หากมีอะไรเคลื่อนไหวนิดนึงก็ตาม ก็เริ่มมีอะไรเกิดขึ้นมา ถ้าจุดสามเกิดเมื่อใด ก็เกิดพลังานขึ้นมาทันที ทางฟิสิกส์จะเรียกอะไรก็ตาม เป็นนิวเคลียส ถ้าเกิดวงวนซ้อนเป็น 4 5 6 และ 7 8 9 เกิดสามเส้าในสามเป็น 9 สามเส้าเป็น 9 นี่แหละคือองค์รวมของวัฏฏะที่ซับซ้อนเป็นสังวัฏกัป ในระดับต้น จริงๆ แล้วสังวัฏกัป ในความหมายของศาสนาพุทธแปลว่า กัปที่มีโลกุตรธรรม ถ้ากัปใดไม่มีโลกุตรธรรมเรียกว่าวิวัฏกัป ถ้าเกิดสามเส้าก็เกิดวงวนเรียกว่า 10 หรือ 0 ถ้าเรียกว่า 10 ก็ต่อเป็น 11 ขยายซ้อนไปๆ แต่ถ้าไม่ต่อเป็น 0 ก็หยุด ก็จบ หรือทรงอยู่แค่นั้น เพราะฉะนั้นธรรมะที่ทรงอยู่เรียกว่า 10 ถ้าขยายผลก็เป็นอภิธรรม เป็นธรรมะขยายพัฒนาขึ้นตลอด ถ้าเสื่อมก็หายนธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นสัจธรรมที่มีจริงตั้งแต่อณูปรมาณูแห่งสิ่งเกิด ดิน น้ำ ไฟ ลม ดินคือธาตุที่นิ่ง
อ่านต่อ
น้ำก็เป็นองค์รวมเคลื่อนไหว ดินนิ่ง น้ำเคลื่อน แล้วมี พลังงานซ้อนเรียกว่า ลมและไฟ ลมก็เคลื่อน ไฟคือพลังงานมีประสิทธิภาพสูงมาก สองอันนี้รวมกัน ผสมกับดินกับน้ำจะเกิดสภาพธาตุ ถ้าอุตุนิยามก็มีแค่ 5 ธาตุ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศธาตุ เกิดเป็นพีชนิยาม เป็นชีวะระดับต้น จากพีชะ จะพัฒนามาเป็นจิตนิยาม แล้วพัฒนามาเป็นกรรม พีชนิยามไม่มีกรรมไม่มีวิบาก ไม่มีเวทนา พอมาถึงจิตนิยามถึงมีกรรม มีวิบาก มีเวทนา ผู้มีธาตุรู้ระดับจิตจะศึกษาธรรมะที่ทรงไว้เรียกว่าธรรมะ จะเป็นอภิธรรม หรือหายนธรรม ก็ได้ พัฒนาได้ถึงเป็นพระพุทธเจ้าครบทั้งโลกุตรธรรมและ โลกียธรรม ศาสนาพุทธคือโลกุตรธรรม มีประสิทธิภาพทำให้เกิดหรือสลายได้ เด็ดขาด ทั้งทางนามธรรม หรือรูปธรรม ทางรูปธรรมนั้นวิทยาศาสตร์ค้นพบได้ แต่ เขาสลายไม่ได้ สิ่งที่เขาสลายไม่ได้คือรังสีนิวเคลียร์ เขาทำให้นิวเคลียสแตกตัวได้ แต่ไม่สามารถสลายรังสีนิวเคลียร์ได้ จึงเป็นเรื่องลำบากในสังคมโลกที่จะทำลายกัมมันตภาพรังสี ส่วนพระพุทธเจ้านั้นทางจิตวิญญาณก็มีพลังงานเช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นความรู้ขั้นสัมมาสัมพุทธะ เป็นอาริยธรรม จะรู้ รายละเอียดวัตถุธรรมและโลกุตรธรรม เป็นนามธรรม ถึงที่สุดสลายไม่เหลือกัมมันตภาพรังสีของนามธรรมได้หมด ควบคุมกัมมันตภาพรังสีนามธรรมได้ด้วย ทุกอย่างประกอบด้วยชีวะหรือไม่ชีวะ ก็สัมพันธ์กันทั้งสิ้น ไม่มีอะไรไม่สัมพันธ์กันเลย แม้แต่ไอน์สไตน์ก็ค้นพบความสัมพันธ์นี้ของทุกสิ่งในเอกภพ ยิ่งเป็นพระพุทธเจ้าก็ค้นพบถึงสัมพันธ์ทางนามธรรม มนุษย์เป็นจิตชั้นสูง คนแต่ละคนคือเจ้าของนวนิยายแต่ละเรื่อง คนละเรื่อง ตั้งแต่เกิดจนตาย ชีวิตจึงประกอบด้วยพฤติกรรมที่เป็นนวนิยามแห่งตน บทบาทของตนเอง ทุกบุคลิกและทุกกรรมของแต่ละคนจึงเป็นงานศิลปะ หรืองานอนาจาร ที่เป็นความจริงของสัจธรรมที่ตนเองมีแต่ละคน ศิลปะคือมงคลอันอุดม ส่วนอนาจารคือข้าศึกแก่กุศล แต่ละคนย่อมแสดงตนเป็นบทบาทความจริงของแต่ละคน บ้างก็อนาจารบ้างก็มงคล ส่วนผู้จะสามารถแสดงบทบาทถึงอุดมตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้นั้น ที่สูงส่งสูงสุดของมงคล อันมีเหตุตามสัจจะไม่มีใครออกนอกสัจจะได้ หรือไม่มีใครจะทำนอกสัจจะของตน คนชั่วคนโกงย่อมทุจริตตามสัจจะ คนดีก็ต้องทำดีสุจริตตามสัจจะ ก็มีกรรมวิธีของตนเอง คนจะดีมากหรือชั่วมากก็เป็นสัจจะของแต่ละคนที่ทำเองและทำอยู่ทุกบุคลิกและทุกกรรม ที่แต่ละคนใช้ภูมิหรือความฉลาดเท่าที่ตนโง่ คนเราทุกคนเป็น ชีวิตที่มีอยู่ของแต่ละคนจึงคือสัจจะที่จะก่อนวนิยายของตน จากที่อยู่ในโลก ขอยืนยันว่าไม่มีใครออกนอกสัจจะของตนได้ทั้งคนดีคนชั่ว กรรมที่ตนทำเอง กรรมที่ตนดำรงกรรมทุกกรรมเป็นสัจจะของตนทั้งสิ้น ไม่ขาดหกตกหล่น เป็นอันขาด ตนต้องเป็นทายาทของกรรมของตนทุกเม็ด คนดีก็ทำดี คนชั่วก็ ทำชั่ว หรือคนทำทั้งดีและชั่วเท่าที่ตนมีภูมิ ผู้รู้ก็จะรู้ ผู้ไม่รู้ก็ไม่รู้ ผู้พอรู้ได้ก็ต้องรู้ตามที่ตนฉลาด วันนี้เป็นมงคลที่ดีเยี่ยมยอดเยี่ยมขอกล่าวถึงคนดี ที่เป็นตรีมูรติของไทย หมายถึงฉายาของคนที่มีกรรมที่เป็นประโยชน์คุณค่าของสังคม กล่าวคือ คนไทยสามคนที่ได้ดำรงชีวิตอยู่ในโลกและก็ได้ทำกรรมกิริยาต่างๆ นับองค์รวมแล้วมีคุณค่าประโยชน์ต่อสังคมตามสัจจะแห่งสัจจะ ความจริง ตามจริงที่ไม่มีใครเบี้ยวสัจจะได้ ส่วนจะนับว่าดีหรือชั่วสัจจะย่อมเป็นสัจจะ ไม่มีใครทำให้ผิดเพี้ยนได้ กรรมเป็นอันทำ ใครทำจริงอย่างไรปกปิดซ่อนเร้นอย่างไร โกหกเก่งอย่างไรก็ตามสัจจะย่อมเป็นสัจจะ ชั่วคือชั่ว ดีคือดี แท้จริงเสมอ ซึ่งผู้ทำกรรมนั้นแล้วองค์รวมเนื้อแท้แห่งกรรมของท่านใดที่มีมากมีพอจนถือได้ว่าเป็นคุณค่าประโยชน์แท้ต่อโลกอย่างสำคัญ เพราะการเสียสละ ต้องมีคำว่าเสียสละเป็นเกณฑ์ตัดสินสำคัญ คนทำประโยชน์มาก แต่ไม่ถึงขั้นเสียสละ กล่าวคือยังรับสิ่งแลกเปลี่ยนกลับ คือไม่ว่าจะเงินเดือน เบี้ยเลี้ยงค่าแรง ของแลกเปลี่ยน ซื้อขายก็ตาม จนเกินค่าแรงงานผลผลิตก็จะไม่เหลือคุณค่าประโยชน์ จึงไม่มีนามธรรมของคุณค่าแท้ที่เรียกว่า มูรติ หรือไม่มีรูปธรรมของคุณค่าประโยชน์แท้ ผู้มีรูปธรรมนามธรรมที่เป็นประโยชน์ คุณค่าแท้ก็เรียกว่ามี มูรติ รูปธรรมนั้นมีฉายาอยู่ ศิวะหนึ่ง รามหนึ่ง พรหมหนึ่ง คือฉายาของ ตรีมูรติ หรือจะมีฉายาอื่นที่เป็นสามเส้าอีกก็คือ เป็นมูรติทั้งนั้น ซึ่งในโลกยุคนี้จะมีสิ่งที่เป็นคุณค่าแท้ ในเมืองไทยที่มีภูมิธรรมถึงอนุตตรธรรมอยู่ในอนุสัยจิต ในก้นบึ้งของจิตที่ฝังรากไว้ในจิต ผู้ที่มีพุทธธรรมจึงจะนับได้ว่ามีมูรติ ในเมืองไทยมี 3 ท่านที่มีกรรมทำมา ล้วนอายุเกิน 80 ขึ้นไป ผู้ไม่มีภูมิโลกุตระจะไม่สามารถรับสัจจะนี้ได้ มนุษย์ที่ ไม่เข้าใจสัจจะนี้มีมากมายนับไม่ถ้วน ผู้จะรู้สัจจะแท้นั้นยากแสนยาก สัจจะมีทั้งสมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ คุณธรรมสามเส้านี้จะช่วยสังคมได้อย่างแท้จริง เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนอย่างมีคัมภีราอย่างยิ่ง ผู้หนึ่งในสามนั้น มีฉายาว่า ศิวรักษ์ เป็นสัจจะแท้ของผู้เกิดมาช่วยโลก ช่วยสังคม เป็นผู้มีบุคลิกและกรรมที่ยากที่คนจะเข้าใจ คือผู้มี สุ ลักษณะที่เป็นศิวะอย่างแท้จริง อาตมาก็พอจะอธิบายพฤติกรรมศิวะ หรือลีลาความเคลื่อนไหวแห่งบุคลิกก็ดี หรือการปรากฏของกรรมก็ดีของแต่ละคน เป็นความจริงแสดงจริง ของแต่ละคน เสแสร้งก็ทำได้ แต่ความจริงคือความจริง อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ คือ สุลักษณ์ คือลักษณะดี แล้วมีฉายาว่า ศิวรักษ์ รักษา ศิวะ อีกผู้หนึ่งอาตมาขอกล่าวผ่านๆว่ามีฉายาว่า รามรักษ์ อีกผู้หนึ่งก็มีลักษณะของพรหมลักษณะ เรากำลังพูดถึงคนๆ เดียวก่อน เป็นการเปิดเผยสัจธรรม อันลึกซึ้งที่ยังไม่เคยมีใครกล่าวนัยอย่างนี้ อาตมากล่าวนำแนะนำบุคคลที่อยู่ในสามเส้าในมหาจักรวาลที่สำคัญจริงๆ ที่พอรู้ในสังคมแห่งนามธรรมที่เรียกว่า ตรีมูรติ ศาสนาพุทธไม่งมงายหรือเลือนไปอย่างพราหมณ์ บทมนต์พวกนี้ มีในพราหมณ์ แต่ชาวศาสนิกเข้าใจสัจจะนี้ไม่ได้แล้ว พุทธกับพราหมณ์นั้นหมุนเวียนกลับไปกลับมา ถ้าในพุทธธันดรจะไม่มีสังวัฏฏกัปหรือวิวัฏฏกัป ผู้ใดที่สามารถทำให้คนมาจน ทำให้คนเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้คนมา เสียสละอย่างจริงใจเป็นต้น แล้วพยายามขัดเกลาผู้อื่นให้มาสู่จุดนี้ให้ได้ เรียกว่าผู้มีตรีมูรติแท้จริง เมืองไทยเรามีสามท่านแล้ว คนเหล่านี้อายุ 80 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น ผ่านไปนานแล้วก็น่าจะเอามากล่าวถึงมาศึกษา ควรได้สืบทอด เพราะเป็น ความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ได้เอามาประกาศเรียกว่าศาสนาพุทธ เมืองไทย เมืองพุทธต้องนำสิ่งนี้กลับมาให้ได้ ในขณะที่ศาสนาพุทธกระแสหลักเลวร้ายมาก เป็นความเลวร้ายในร่างที่แฝงหลอกว่าดี ว่างาม ว่าสวยจนหลงกัน ไม่กล้าทำอะไรเพราะไม่รู้ทัน โอกาสนี้วาระนี้อาตมาถือว่าเป็นฤกษ์ใหญ่ที่สุด วันนี้ได้เชิญท่านผู้รู้สามท่าน และท่านผู้มีภูมิรู้ทุกท่านที่มานี้ก็เสวนาได้ด้วย อาจรู้ได้แยบคายกว่าสามท่านนี้ ก็ช่วยได้เถิด กรุณาแสดงออก มันอมพะนำสัจจะนี้มานานแล้ว แต่คนชั่วนี้ ดันแสดงออกได้มาก อาตมานี้ถือว่าอาภัพ เราจัดงานใหญ่ถือว่าใหญ่สำหรับเรา เราเชิญไปมากแต่ก็มาได้เท่าที่เห็น อาตมาเหมือนแร้งในสังคม คนรังเกียจ แต่พูดนี่ไม่ได้พูดอย่างน้อยใจนะ อาตมาถึงจะฝืนสังขารให้ยาวให้ได้ถึง 151 ปี ไม่รู้ว่า อ.สุลักษณ์จะอยู่กับอาตมาหรือไม่นะ ขอให้ อ.สุลักษณ์ได้พูดก่อนที่จะเข้าเสวนา
อ.ส.ศิวรักษ์...ผมชื่อนายอภัยมณีต้องเป่าขลุ่ยก่อน ขอขอบพระคุณพระคุณท่านที่ได้จัดงานวันเกิด 84 ปีให้ ผมก็ดีใจมากที่จะได้อยู่ 84 ปี เกิดเมื่อไหร่ตายเมื่อไหร่คือสมมุติ แม้แต่วันวิสาขะคือวันสมมุติ ศาสนาพราหมณ์ที่ญี่ปุ่นถือว่าพุทธประสูติกาลคือ เดือนเมษายน อันนี้เป็นเหตุให้ญี่ปุ่นโจมตี เพิร์ลฮาร์เบอร์นะ เอามาทำเรื่องร้ายกาจก็ได้ ผมเองก็ไม่ได้มาเพื่อรับสรรเสริญเยินยอ ซึ่งผมชอบนะ แต่ว่าที่มารสามคนที่จะมาตินี้ก็ดีนะผมถือว่า เป็นกัลยาณธรรม ผมเกิด พ.ศ. 2475 ที่จริง ศักราชนับแล้วไม่ครบ 84 ปี ที่จริง วันที่ 26 น่ะครับ เขาจะมีวันล้อวันเกิดผม เขาให้ผมเป็นพระนารายณ์ มาปราบนนทก แล้วนนทกที่ให้ผมมาปราบเรียกว่า คสช. ให้เผด็จการราบเลยนะ ใครสนใจไปชมได้ แต่เมื่อพูดถึงวันเกิดแล้ว สามคนที่พระคุณท่านว่า น่าจะเป็น อ.ปรีดี อ.ป๋วย ไม่ทราบว่า ทราบหรือไม่นะว่า อ.ปรีดี พนมยงค์ 82 ปี 11 เดือนกับ 21 วัน วันนี้เป็นวันที่ผมมีอายุครบ 82 ปี 11 เดือน 21 วัน ตรงกับ อ.ปรีดีพอดีครับ (พ่อครูว่า…ในมหาจักรวาลไม่มีอะไรบังเอิญแต่มันซ้ำซ้อนกันได้แล้วคนขี้ตู่ได้ ถ้าผู้ชั่วสุดตรงกันดีสุดก็ตู่กันได้นะ) ถ้าสามคนนี้พูดถึงผม สิ่งหนึ่งที่เขาจะไม่พูดถึงคือ การซื้อขายนะ ผมเอาหนังสือมาขายด้วย แถมลายเซ็น ชื่อบทกวี การเมือง และวิพากษ์พระ แจกแจงพระให้ละเอียดเลย ไม่ได้โฆษณาขายของ แต่ผมได้ทำอะไรมาหลายอย่าง แต่อย่างสุดท้ายนี้ ผมกำลังสร้างมหาวิทยาลัยพุทธเพื่อสังคมนานาชาติ เริ่ม 12 ก.พ. เป็นมาฆบูชา ก็มีคนหลายคนเอาเงินมาช่วยให้ทำได้ ท่านทราบไหมว่า สมเด็จพระราชาคณะไปฉันที่ไหนต้องมีคนให้เป็นแสน ผมก็มีงานไปอีกหลายแห่ง และมีคนเชิญผมไปรับประทานอาหาร แล้วจะมีคนให้เงินผม 1 ล้านบาทครับ มากกว่าราชาคณะ แต่ผมจะเอาไปทำมหาวิทยาลัยพุทธ ชาวพุทธนี้คือผู้ต้องการตื่นจากโลภ โกรธ หลง เราต้องทำศีลให้กลับคืนมา ...เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
เริ่มการเสวนา ... คันฉ่องส่อง ส.ศิวรักษ์ โดย ท่านจันทร์ จากสันติอโศก เป็นผู้ดำเนินรายการ มีผู้ร่วมเสวนาคือ ดร.อุทัย ดุลยเกษม อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร คุณประชา หุตานุวัตร คุณรสนา โตสิตระกูล อดีตวุฒิสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ปี 2551
ท่านจันทร์เริ่มด้วยบทกวี นักด่าห้าดาว
คนจริง คนตรง คนกล้า โด่งดัง ด้วยด่า น่าสดับ สอดส่อง กองสุม ขุมทรัพย์ คันฉ่อง ส่องฉับ วับวาว
นักเขียน นักคิด นักพูด นักแปล นักปูด เรื่องฉาว นักดวล นักด่า ห้าดาว เรื่องราว สุลักษณ์ ศิวรักษ์ พระจันทร์ สันติอโศก 3 มีนาคม 2559
คุณรสนา...อ.ส.ศิวรักษ์ เป็นผู้ที่หาได้ยากในสังคมและเป็นผู้มีประโยชน์คุณค่าต่อสังคมอย่างมาก ดิฉันรู้จัก อ.ส.ศิวรักษ์ ตอนอยู่ปี 1 เพื่อนบอกว่า อ.ส.ศิวรักษ์ เป็น CIA ก็เลยตามไปดู ถือได้ว่า อ.ส.ศิวรักษ์ เป็นผู้มีอิทธิพลต่อชีวิตดิฉันอย่างมาก อ.ส.ศิวรักษ์ มีลูกศิษย์อายุตั้งแต่ 70 จนถึง 17 ปี อ.ส.ศิวรักษ์ ได้ทำอย่างสำคัญคือการให้โอกาสคนรุ่นใหม่ คือในยุคสังคมเปิด หลัง 14 ตุลา ในมหาวิทยาลัยเป็นสังคมเปิด หนุ่มสาวแสวงหากันแต่มักไปทางแนวสังคมนิยมฝ่ายซ้าย ดิฉันได้เข้ามาในกลุ่ม อ.ส.ศิวรักษ์ เป็นกลุ่มอหิงสา ที่มีแนวทางอีกแบบหนึ่ง หากไม่รู้จัก อ.ส.ศิวรักษ์ ชีวิตอาจเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่งก็ได้ เริ่มสนใจหนังสือ อ.พุทธทาส ก็เปลี่ยนมาอยู่ในชมรมพุทธศาสตร์ เพื่อนๆก็ว่ารสนาไปผิดทาง ดิฉันก็บอกว่าแสวงหาอยู่เพื่อนก็ว่า เขาเจอกันหมดแล้วทำไมเธอยังแสวงหาอีก การพบ อ.ส.ศิวรักษ์ เป็นสิ่งมีคุณประโยชน์อย่างยิ่งในสังคมที่คนพยายามแสวงหาความจริงของชีวิต ดิฉันหลังจบแล้วก็มาทำงานในมูลนิธิโกมลคีมทอง ได้เงินสนับสนุนจาก อ.ส.ศิวรักษ์ 200,000 บาท เป็นจุดเริ่มต้นให้ทำงานนี้ เป็นงานสมุนไพร ทำได้นานพอสมควรทำให้เกิดผลต่อสังคมพอสมควร คุณรสนาว่า...อ.ส.ศิวรักษ์ พยายามผลักดันให้ดิฉันเป็นประธาน มูลนิธิโกมลคีมทอง มี อ.ป๋วยเป็นรองประธาน ดิฉันยอมเป็นอยู่ปีหนึ่ง จากนั้นก็ลาออกมาเป็นกรรมการธรรมดา ดิฉันแปลหนังสือมา ให้ อ.ส.ศิวรักษ์ตรวจ ท่านก็ว่าแปลไม่ได้เรื่องใช้ภาษาไม่ถูก ก็ได้ถูกขัดเกลา ตอนนั้นดิฉันก็ได้พบ ท่านติช นัทฮันห์ ในตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จักท่าน ตอนนั้นท่านมาก็พยายามช่วยเหลือกลุ่มสหธรรมิกของท่านในเวียดนาม ท่านติช ทำให้ดิฉันสนใจ การเอาพุทธธรรมมาสู่สังคม การอยู่ในแวดวง อ.ส.ศิวรักษ์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเรา ในวัยที่เริ่มเข้ามหาวิทยาลัยสำคัญมาก หากเรามีกัลยาณมิตรที่ดีก็จะทำให้ชีวิตเราไปในทางที่ดีได้ มีโอกาสอ่านหนังสือแปลกใหม่ที่ อ.ส.ศิวรักษ์ นำพาให้เราเจอ และพบคนใหม่ๆที่ อ.ส.ศิวรักษ์ ได้นำพาไปพบ อ.ส.ศิวรักษ์ เป็นปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีการกระทำที่มีคนตำหนิ แต่สิ่งที่คนตำหนินี้ อ.ส.ศิวรักษ์ น่าจะดีใจมาก คือคำตำหนิของ อ.ปรีดี เรียก อ.ส.ศิวรักษ์ว่า สวะสังคม แต่ในที่สุดก็ทำความเข้าใจกันเป็นอย่างดี การวิพากษ์วิจารกันแต่ต้นอาจเพราะไม่รู้ แต่เมื่อเข้าใจกันได้ก็ดีมาก ทั้ง อ.ป๋วยและ อ.ปรีดี ที่ยูเนสโก้ รับรองล้วนเป็นผลงานของ อ.ส.ศิวรักษ์ มีคนบอกว่า อ.ส.ศิวรักษ์ มักพูดถึงสันติภาพด้วยความรุนแรง การวิพากษ์ถึงสถาบันของ อ.ส.ศิวรักษ์ ทำให้ลูกศิษย์ต้องไปช่วย อ.ส.ศิวรักษ์อีก ลูกศิษย์หลายคนอาจบ่นว่า อ.ส.ศิวรักษ์ ชอบเอาปัญหามาให้ลูกศิษย์ อ.ส.ศิวรักษ์ เป็นนักวิจารณ์สังคมที่ดุเดือด มีคนน้อยคนในสังคมกล้าทำเช่นนั้น โดยไม่กลัว แต่ไม่ยอมติดคุก จึงเป็นภาระของลูกศิษย์ที่จะต้องช่วยเหลือ คนอย่าง อ.ส.ศิวรักษ์ได้สร้างคุณูปการอย่างมากมายในสังคม
ท่านจันทร์ว่า...มีคำที่ อ.ส.ศิวรักษ์ ได้กล่าวถึง ท่านไพศาล วิสาโล บอกว่าอย่าง อ.ส.ศิวรักษ์ นี้ คนเหมาะไปเป็นลูกศิษย์ แต่ไม่เหมาะจะไปเป็นลูกน้อง มาสู่บุคคลที่ 2 เกิดปี 2485 คือ ดร.อุทัย ดุลยเกษม อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ดร.อุทัย ...ผมเมื่อเทียบกับ อ.ส.ศิวรักษ์ ไม่ใช่เป็นมาร แต่เป็นกุมาร แต่ ผมอยากขออนุญาตมอง อ.ส.ศิวรักษ์ ในฐานะลูกศิษย์ อยากให้ฟังหูไว้หู เพราะอาจมีอคติ ประเด็นที่ 1 คือ อ.ส.ศิวรักษ์ ในฐานะมนุษย์ คือทุกคนย่อมมีสัญชาติญาณ แห่งสัตว์แต่ต้องเป็นสัตว์ประเสริฐ คือต้องเรียนรู้สม่ำเสมอและไม่มีข้อจำกัด ในการเรียนรู้ อันนี้บ่งถึง อ.ส.ศิวรักษ์ เรียนรู้ทุกเรื่องทุกด้าน แต่ อ.ส.ศิวรักษ์ เป็นปุถุชนคนธรรมดาไม่เป็นลูกเทพ อ.ส.ศิวรักษ์ มีโมหะโทสะโลภะ แต่ความเด่นที่เราควรเรียนรู้ อ.ส.ศิวรักษ์ คือ อ.ส.ศิวรักษ์ ได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการละ หรือควบคุมโลภะ โมหะ แต่อาจเรื่องโทสะอาจควบคุมได้น้อยหน่อย แต่ถือว่าเก่งนะครับ เขาบอกว่าคนมีความเก่งกาจ อย่างคุณประชา นี่ มักจะมีแรงขับทางเพศสูง แต่ อ.ส.ศิวรักษ์ นี่ทำได้ดี มีผู้หญิงมาชอบเยอะ เป็นคนเก่ง ผมเข้าใจว่า อ.ส.ศิวรักษ์ควบคุมได้มากกว่าประชา สิ่งนี้ผมได้เรียนรู้ อ.ส.ศิวรักษ์ นี้ ไม่ได้บวชพระ แต่ซาบซึ้งในรสพระธรรม ควบคุมได้ดีมาก อาจไม่ดีเต็มร้อยแต่มีความพยายาม คนเรานี้เราได้รู้ตัวไหมว่าเราเป็นอะไร aware คนทั่วไปไม่ได้แล้ว คือรู้ตัวขณะว่าตนมีกามราคะ โทสะ แต่ขั้นที่สองก็คือ attempt คือพยายามควบคุม ไม่ใช่พยายามเพิ่มราคะนะ แต่ถ้าดีที่สุดคือขั้นที่สาม คือควบคุมได้สำเร็จ achieve ทั้งสามขั้นนี้ ในการรับรู้ของผมต่อ อ.ส.ศิวรักษ์ ทำได้ ต่างระดับกันในสามเรื่องนี้ สิ่งเหล่านี้คนหนุ่มสาวควรได้เรียนรู้จาก อ.ส.ศิวรักษ์ เรื่องของ อ.ส.ศิวรักษ์ นี้จะมีโทสะอยู่บ้าง แต่เท่าที่รู้จัก อ.ส.ศิวรักษ์ ไม่เคยผูกใจเจ็บ ไม่มีการพูดแก้แค้นใคร อาจมีอารมณ์เหมือนเสียงดัง แต่ไม่มีต่อยกัน คือ ควบคุมอารมณ์ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่ดีมากสะท้อนความเป็นพุทธของ อ.ส.ศิวรักษ์ นี่เป็นประเด็นที่ 1 ประเด็นที่ 2 คือ ผมเข้าใจว่าคุณูปการ อ.ส.ศิวรักษ์ อยู่ที่ความเป็นกัลยาณมิตร อ.ส.ศิวรักษ์ ได้วางตำแหน่งแห่งที่ของตนในฐานะกัลยาณมิตรของทุกสถาบัน ทั้งสถาบันสงฆ์ สถาบันพระมหากษัตริย์ ของคุณประยุทธ์ ของคุณทักษิณ ความเป็นกัลยาณมิตรคือไม่ใช่พูดหวานพูดชม แต่ว่าพูดหรือเขียนเตือนสติ ให้เกิดปรโตโฆษะ อาจเกลียดบ้างชอบบ้างไม่สำคัญ แต่สิ่งสำคัญคือ อ.ส.ศิวรักษ์วางตำแหน่งของตนเป็นกัลยาณมิตรของทุกฐานะทุกสถาบัน อันนี้สำคัญมาก พวกเราเองที่อยู่ในแวดวง อ.ส.ศิวรักษ์ ก็ถูกเตือนถูกด่าทั้งนั้น อ.ส.ศิวรักษ์ รู้ว่า จะพูดอย่างไรให้คนเอาของขวัญมาให้ พูดอย่างไรให้คนชม แต่ อ.ส.ศิวรักษ์ เลือกพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนฟัง โดยไม่สนใจว่าคนจะชอบหรือชังนะ อ.ส.ศิวรักษ์รู้ว่าพูดอย่างไรแล้วจะได้อะไรตอบแทน แต่เลือกพูดในฐานะกัลยาณมิตร อ.ส.ศิวรักษ์ เป็น critical conservative คืออนุรักษ์นิยมแบบที่มีความที่มีปัญญา ที่ผมยกย่องนับถือ อ.ส.ศิวรักษ์นี้ เพราะบทบาทการเป็นกัลยาณมิตรของ อ.ส.ศิวรักษ์ ประเด็นที่ 3 อ.ส.ศิวรักษ์ ไม่ได้คิดชั้นเดียว อ.ส.ศิวรักษ์ ทำงานทั้งหมด อ.ส.ศิวรักษ์ เป็นนักยุทธศาสตร์ มีจุดมุ่งหมายชัดเจน จะสืบสานระบบคุณค่าวัฒนธรรมที่มีค่าในสังคมไม่ว่าจะด้านไหน แต่ อ.ส.ศิวรักษ์ ไม่บอกให้ใครทำ แต่ ให้คนหนุ่มสาวได้เรียนรู้สัมผัสด้วยตนเอง อ.ส.ศิวรักษ์ ได้ให้โอกาสคนหนุ่มสาว คนที่ อ.ส.ศิวรักษ์ คบด้วยเป็นคนมีปัญญา หากเอาหนุ่มสาวพวกนี้ไปคบกับ อ.ป๋วย กับท่านพุทธทาสหรือคนอื่นๆ คนหนุ่มสาวพวกนี้จะมีปัญญาเพิ่ม อ.ส.ศิวรักษ์ จะมองอุดมคติ แต่ไม่ได้ไปบังคับให้ใครทำ แต่ว่ามีกลวิธีที่แยบคายมาก อ.ส.ศิวรักษ์ เป็นผู้คิด ผู้กระตุ้น ผู้สนับสนุนและเป็นผู้วิพากษ์ คือกัลยาณมิตร ประเด็นที่ 2 คือการเรียนรู้ในความเป็นคนใฝ่รู้ตลอดเวลา ไม่ปิดกั้น ประเด็นที่ 3 คือเรียนรู้ความเป็นกัลยาณมิตร และพยายามเป็นกัลยาณมิตรแบบท่าน อ.สุลักษณ์ ประเด็นสุดท้ายคือการครองเรือนอย่างสมถะ สามารถมีบ้านใหญ่โตได้ มีตำแหน่งใหญ่โตได้ แต่ อ.สุลักษณ์ ไม่เอา อยู่บ้านหลังที่ครอบครัวให้มา มีความเป็นอยู่ที่สมถะ ที่สำคัญเอาทรัพย์สมบัติที่ได้มานี้มาทำประโยชน์แก่สังคม ท่านจันทร์ว่า...กัลยาณมิตร อ.สุลักษณ์ แปลความว่า กัลยาณมิตร คือ ผู้ที่กล้าพูดความจริงในสิ่งที่เขาไม่อยากฟัง มีโศลกธรรมว่าไว้ว่า ปราชญ์จะไม่เป็นคนสร้างอำนาจให้แก่ตนเอง จนคนเกรงไม่กล้าติ ส่วนคนแต่ฉลาด จะสร้างอำนาจให้กับตนเอง จนคนเกรง ไม่กล้าติไม่กล้าท้วง คุณประชา หุตานุวัฒน์ ว่า...ผมว่า อ.ส.ศิวรักษ์ มีชีวิตที่ล้มเหลวมากกว่า ประสพผลสำเร็จ ความล้มเหลวเรื่องแรกคือ สังคมไทยยังไม่พ้นการแบ่ง สีเหลืองสีแดง ซึ่งเป็นการคิดแบบตื้นเขิน ความล้มเหลวอย่างที่สอง คือ การเกิดคสช. การล้มเหลวอย่างที่สาม คือเรื่องการปฏิรูปสถาบันโดยเฉพาะสถาบันสงฆ์ อีกเรื่องคือเรื่องทุนนิยมบริโภคนิยม อ.ส.ศิวรักษ์ พูดมา 50 ปีแล้ว ก็ยังไม่ได้ผล เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์เราจะดูต่อไปว่าท่านล้มเหลวหรือไม่ ในการรักษาสถาบัน ผมถือว่า อ.ส.ศิวรักษ์เป็นเพื่อนร่วมงาน อ.ส.ศิวรักษ์ไม่เคยเห็นผมเป็นรุ่นน้อง ผมทำงานอาศรมวงศ์สนิท อ.ส.ศิวรักษ์ ไม่เคยมาก้าวก่ายการตัดสินใจของผมเลย นอกจากผมเชิญมา เรื่องการให้โอกาสในการตัดสินใจและการฝึกให้ตัดสินใจเอง นี้เป็นสิ่งที่ อ.ส.ศิวรักษ์ให้ ให้เป็นตัวของตัวเอง แต่ อ.ส.ศิวรักษ์ สร้างกระบวนการแบบสันติอโศกไม่ได้ เพราะแบบสันติอโศกต้องไปไหนไปกัน แต่ อ.ส.ศิวรักษ์ สร้างอีกแบบหนึ่ง ให้เป็นตัวของตัวเองแล้วไปทำงานตามที่ตนถนัดในที่ต่างๆ ข้อเสีย อ.ส.ศิวรักษ์ มีจุดอ่อนบางอย่างในชีวิต อาจเป็นปมในวัยเด็ก หรือปมชีวิต อ.ส.ศิวรักษ์ จะมีความเอาแต่ใจตนเอง แต่เป็นความเอาแต่ใจตนเองเพื่อส่วนรวม อันนี้เป็นสิ่งที่ลูกศิษย์ฟัด อ.ส.ศิวรักษ์ ทุกคน ผมเองก็ฟัด หันกลับมาดูเรื่องศิษย์กับครูแบบพุทธ ไม่ใช่กราบกรานตลอดเวลาแต่เป็นคู่ซ้อมรบ เถียงกันได้ตลอด ผมรับ อ.ส.ศิวรักษ์ เป็นครู ครั้งแรกอย่างจริงใจ ตอนผมบวชใหม่ อ.ส.ศิวรักษ์ ให้ผมเถียงเรื่องหนึ่งที่บ้านอาจารย์อยู่นาน คนรุ่นผมเป็นคนรุ่นผยอง เราโตมา อุทิศชีวิตเพื่อสิ่งดีงามของสังคม ผมบวชนี้ผมตระเวนไปหาอาจารย์อยู่นานแล้วหาไม่ได้ด้วย มันรู้สึกว่าเราอยู่ในแวดวงของสติปัญญา แต่ผมว่าผมเฉลี่ยๆ เหมือนคนทั่วไป แต่แวดวงมันทำให้เราคิดอะไรได้มากกว่าคนอื่น ในเรื่องประเด็นเดียวกันนี้ ความมั่นใจของพวกเราที่อยู่ในแวดวง อ.ส.ศิวรักษ์คือ อ.ส.ศิวรักษ์ ทำให้เราเคารพรากเหง้าของตนเอง การศึกษาในรุ่นผมทำให้ผมถอนรากเหง้าตนเอง ไม่เคารพศาสนาหรือบรรพบุรุษ แต่การอยู่ในแวดวง อ.ส.ศิวรักษ์ ทำให้เราได้เรียนรู้รากเหง้า คนดีในสังคมไทยบรรพชน ทำให้เราภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง ทำให้พวกเรามั่นใจในตนเองมากขึ้น หนังสือที่ดีที่สุดมันมาถึงพวกเราก่อน เราได้อ่านได้เขียนได้แปล อีกอันหนึ่ง ผมก็ไม่เคยเข้าใจ เรื่องการทำแล้วไม่ยอมแพ้ การทำอะไรแล้วกัดไม่ปล่อย อย่างหนังสือปาจารยสาร คนอ่านไม่มากแต่ก็ทำอีก แต่เป็นหนังสือที่สร้างนักคิดนักเขียนขึ้นมา เงินทองไม่มีก็ทำอยู่
ท่านจันทร์ว่า...มีบุคคลที่จะแสดงความคิดเห็นด้วย อ.ปราโมทย์ นาครทรรพ... ตามธรรมดาแล้วถ้าบอกว่าผมไปที่ไหน แล้วบอกว่าผมจะไปพบ อ.ส.ศิวรักษ์ ที่ไหน ผมจะหลีกเลี่ยงเพราะผมไม่อยากเสี่ยงอันตราย แล้ววันนี้ก็เสี่ยงแล้ว เดี๋ยวเขาก็จะออกข่าวว่า อ.ส.ศิวรักษ์ ชวนปราโมทย์ ถล่ม คสช. แต่ที่จริง ผมเป็นคนเชียร์ คสช. เมื่อเช้าได้เขียนกลอนบอกไปว่า คสช. อย่าทำผิดเหมือนเผด็จการ ประภาสหรือถนอม มาถึงนี่ได้เสียงกระซิบว่า อาจารย์น่าจะพูดอะไรหน่อยนะ ผมก็ไม่ได้อยากพูดอยากเขียน แต่ก็ต้องเขียน ต้องพูด ตอนนี้เมืองไทยกำลังถูกทำลายประวัติศาสตร์ 1.เรื่องคุณและโทษของ อ.ส.ศิวรักษ์ ที่มีต่อกัน เรื่องคุณผมก็ขอผ่าน แต่เรื่องโทษผมก็เสียใจอยู่ทุกวันนี้ แต่ไม่ขอโทษนะ ครั้งหนึ่งผมปฏิบัติตามหน้าที่ตามมติของสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย เพื่อปลด อ.ส.ศิวรักษ์ เพื่อจะเอาคนที่จบ ป.เอก สามคนมาเป็นบรรณาธิการแทน อ.ส.ศิวรักษ์ เพราะอาจนำพาสังคมไปผิดทาง มติที่ให้ปลด อ.ส.ศิวรักษ์ นี้ ผมไม่ได้ยกมือด้วยแต่ผมต้องทำหน้าที่ ผมเสียใจที่เราได้สูญเสียสังคมศาสตร์ปริทัศน์แบบ อ.ส.ศิวรักษ์ ไป แล้วคนต่อมาก็ไม่ได้ทำหน้าที่ ที่ดีแต่อย่างใด
อ.วิชา มหาคุณ...รายการนี้เป็นประโยชน์อย่างมากที่จะได้เรียนรู้ติดตามผลงาน อ.ส.ศิวรักษ์ ผมมาวันนี้ด้วยเหตุ 2 ประการ คือ มาด้วยกตัญญูรู้คุณ ต่อ พ่อท่าน ที่อุตส่าห์ไปเยี่ยมผมตั้งแต่ทำงาน ปปช. ท่านเอารางวัลไปมอบให้ และมาก็ไม่ได้อุตส่าห์มา แต่เต็มใจมาด้วย อย่างที่ 2 คือมากราบท่าน อ.ส.ศิวรักษ์ ซึ่งก็กราบอยู่เสมอ จะบอกเลยว่า อ.ส.ศิวรักษ์ ท่านจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ผมเป็นลูกศิษย์สังคมศาสตร์ปริทัศน์อยู่ ผมยังเคยเขียนบทความลงเลยสมัย อ.ส.ศิวรักษ์ เป็นบรรณาธิการ เป็นการสร้างพลังแห่งการเรียนรู้ให้มากขึ้นๆๆ ท่านให้แง่มุมที่คนอื่นไม่ได้ให้เลย เติมเต็มให้ผมได้เรียนรู้ต่อไป แง่มุมที่ อ.ส.ศิวรักษ์ ให้แม้คนจะบอกว่า aggressive หรือ violence แต่ผมว่าท่านสะกิดเตือนตลอด แล้วผมว่าท่านให้โอกาสคนรุ่นใหม่คนหนุ่มสาว แต่แวดล้อมท่านเป็นคนหนุ่มสาว แต่มีสติปัญญาที่สูงมาก โดยเฉพาะคณะทำปาจารยสาร ที่ผมก็ตามอ่านมาตลอด ผมเห็นข้อดีว่า เด็กรุ่นใหม่ๆ มีพลังแล้วท่านได้ใช้พลังในทางที่ถูกต้อง ท่านเปรียบได้อย่างที่ อดีตปธน.อินเดีย ได้เขียนหนังสือว่า ด้วยปีกแห่งไฟ ท่านคือปี
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive