590321_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก มงคลอันอุดมคือศิลปะโลกุตระ.docx
เนื้อหาในไฟล์
590321_พุทธศาสนาตามภูมิ โดยพ่อครูและอ.กฤษฎา ที่ปฐมอโศก มงคลอันอุดมคือศิลปะโลกุตระ
อ.กฤษฎาว่า…วันนี้วันที่ 21 มีนาคม 2559 ที่ปฐมอโศก พ่อครูมาที่ ปฐมอโศก มาประชุมชุมชนตอนนี้ หลังจากที่สันติอโศกเพิ่งจัดงานใหญ่ไปสองงาน โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าประสบความสำเร็จมากๆ งานล่าสุดคืองานศิลปะโลกุตระ ก็คงจะได้เห็นอะไรหลายอย่าง ได้เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น ที่บริเวณ พระวิหารพันปี ก็มีการแสดงภาพและงานประติมากรรม อย่างต่อเนื่อง เป็นการนำผลงานออกมานำเสนอหลังจากการบ่มเพาะเตรียมการไว้นานพอสมควร เพื่อความเข้าใจของคนที่ได้รับชมงานศิลปะโลกุตระที่จัดเสร็จผ่านไปแล้ว ผมได้เห็นอะไรหลายอย่าง เป็นการใช้ศิลปะในการสื่อความเป็นโลกุตระ เมื่อวานนี้ เห็นผู้ที่มาในงานมีทั้งต่างประเทศด้วย มีไทย มีญี่ปุ่น มีแขก มีเกาหลี นอกจากคนไทยแล้ว
สื่อธรรมะพ่อครู (ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลปะโลกุตระพาเจริญขั้นปรมัตถธรรม พ่อครูว่า...ก็มาขยายความกันเรื่องศิลปะ โดยเฉพาะขยายความจากคำว่าศิลปะเป็นโลกุตระ ขอขยายความคำว่าศิลปะเสร็จก่อน ก่อนจะพูดถึงโลกุตระก็ต้องพูดถึงโลกียะด้วย จะได้มีสภาพเปรียบเทียบ คนทั่วไปเป็นคนโลกียะทางโลก ส่วนโลกุตระแปลตรงๆ ว่าเหนือโลก ฟังแล้วเหมือนกับการยกตัวยกตน โลกุตระนี้ไม่ได้หมายถึงการยกตัวยกตน แต่หมายความว่า มีจิตที่บรรลุหลุดพ้นความเป็นโลก ไม่ตกเป็นทาสโลก โลกียะคือการได้สมใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ เราก็ได้สิ่งนั้นมาสมใจ ตั้งแต่เป็นวัตถุ สัมผัสเงินทอง สัมผัสทรัพย์สิน แล้วก็ต้องการอยากได้ เมื่อได้มาสมความอยากได้ สมกับความโลภก็เป็นสุข ถ้าไม่ได้ก็เป็นทุกข์ อยากได้มากเท่าไรก็ยิ่งเป็นทุกข์เท่านั้น การมีราคะคือสัมผัสแล้วเป็นอารมณ์เสพ เป็นอารมณ์สุขอารมณ์ทุกข์
อ่านต่อ
สัมผัสทางตาเห็นรูปอย่างนั้นอย่างนี้ จิตใจก็ชอบใจ ชื่นใจ บำเรอใจก็เป็นสุข ได้ยินเสียงอย่างนี้เพราะรู้ว่าสมใจบำเรอกิเลสก็เป็นสุข จมูกได้กลิ่นอย่างนี้แล้วชื่นใจชอบใจก็เป็นสุข กระทบรับรสทางลิ้น จะเป็นรสชาติหวานเค็มเปรี้ยวอะไรก็แล้วแต่ หรือไม่ต้องมีรสชาติหวานเค็มเปรี้ยว แต่เอาลิ้นไปแตะตามที่อุปาทานไว้ ได้แตะสัมผัสเรียกว่า โผฏฐัพพะก็เป็นสุข อย่างผู้หญิงผู้ชายสัมผัสลิ้นกันเป็นสุขตามสมมุติที่เขายึดถือว่าเป็นสุข มันไม่ใช่รสชาติเปรี้ยวหวานมันเค็มมันก็เป็นสุข หรือสัมผัสแตะต้องทางกายทั้งหมด สัมผัสส่วนนอก กายมีทั้งส่วนนอกและส่วนใน แต่คำว่า โผฏฐัพพะหมายถึงส่วนนอก แต่คำว่ากายหมายถึงส่วนนอกและส่วนในด้วย แต่ถ้า คำว่าโผฏฐัพพะหมายถึงภายนอก แต่คำว่ากายนี้หมายถึงทั้งรูปและนามทั้งนอกและใน คือให้สัมผัสภายนอกแล้วเพ่งพินิจไปสู่ภายใน อย่างหยาบเรียกว่า โอฬาริกอัตตา เช่น พิจารณากายในกาย พิจารณานอกๆ ไม่ยากหรอก เช่น ท่านให้พิจารณาร่างนี้เน่าเปื่อยผุพังไปเป็นธรรมดาใครก็รู้ แต่ว่า ให้พิจารณาความไม่เที่ยงของจิต ตั้งแต่ขั้นต้นคือ โอฬาริกอัตตา แต่ให้เข้าไปรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางจิต คือกาย กาย พระพุทธเจ้าว่า คือ จิต มโน วิญญาณ ซึ่งชาวพุทธทุกวันนี้เข้าใจคำว่ากายนี้เพี้ยนผิดไปมากว่า คือแค่ร่างไม่เกี่ยวกับจิต อันนี้ผิดพลาดมาก ศิลปะแปลว่า มงคลอันอุดม คำว่า มงคลคือเหตุที่พาให้เกิดความเจริญ บางทีท่านแปลว่า สิ่งที่พาไปสู่ความเจริญ ก็ต้องตามไปหาเหตุ แล้วเหตุอะไรที่จะนำมาซึ่งความเจริญ พระพุทธเจ้าอธิบายเหตุที่ทำให้เราเกิดรู้ คือปัญญา ปัญญาคือเหตุที่พาไปสู่ความเจริญ เมื่อปฏิบัติธรรมมีผัสสะ แล้วเกิดเหตุคือกิเลส สัมผัสแล้วเกิดกิเลสในปัจจุบัน เช่น ขณะนี้มีลูกตาลอยู่ข้างหน้าอาตมา แล้วถ้าเกิดความอยากได้อยากกิน ก็คือกิเลส มันไม่เป็นเหตุพาเจริญ องค์ประชุมนี้คือกาย เราก็มีนามรู้ว่ามันเกิดความอยากกิน พระพุทธเจ้าตรัสว่า กาย คือจิต มโน วิญญาณ คือตามคำว่ากายไปหากายในกาย คือตามรู้ กาย จิต มโน จนกายมันปรุงเป็นอารมณ์ เป็นสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ เมื่อเราอยากแต่ไม่ได้เสพมันก็ทุกข์ ถ้าใครอยากแล้วยังไม่ได้สมอยาก แต่เป็นสุข คนนั้นก็เรียกว่ามาโซคิสม์หรือซาดิสม์ คือวิตถารชอบรุนแรงเจ็บปวด ถ้าเราสัมผัสตาลแล้วอยากได้อยากกิน ก็ซื้อมาโดยสุจริต เอามาเสพ ก็ เกิดเวทนา เมื่อกี้ทุกข์ก็มีเวทนาซ้อนคือจิต เป็นอุปาทาน องค์ประชุมของจิต ถ้าเราเรียนรู้แล้วรู้รูปนาม หาเหตุได้ว่า อยากคือตัวเหตุแห่งทุกข์ ถ้าเข้าใจแล้วจัดการกิเลสที่มันอยากนี่แหละ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ของๆ เรา คุณก็มีศิลปะทำให้มันเกิดเจริญ เป็นเหตุแห่งการทำให้ทุกข์ มันอยากนี่เป็นอกุศลจิตนะ นำมาซึ่งความเจริญเรียกว่าศิลปะ แต่ถ้าไม่เข้าใจโลกุตระ ก็จะเอาความอยากได้อันนั้นมาสมอยากบำเรอกิเลส ได้แล้วก็จะรู้สึกว่าคุณเจริญ เพราะได้ความสุข แต่คือความเจริญแบบอวิชชา คุณเสพอันนี้สมใจแล้วกิเลสคุณโตขึ้นนะ มันเป็นกุศลหรืออกุศลของจิต? จิตเป็นอกุศล ถ้าคุณเสพแล้วเกิดรสสุขนี้ อาริยบุคคลของศาสนาพุทธเรียนรู้ตรงนี้ ว่าคือสุขเก๊ สุขขัลลิกะ คือเทวดาดาวดึงส์ที่หลงสุข ไม่เข้าใจว่าคือสุขที่เคหสิตเวทนาไม่ใช่เนกขัมสิตเวทนา องค์ประชุมรูปนามกระทบสัมผัสก็เกิดเวทนา กิเลสอยากฆ่าสัตว์นี้เป็นความรุนแรงเลวร้าย เขาไปล่าสัตว์ฆ่าสัตว์ตาย ขออภัยที่ต้องพูดถึงชาวประมง เขาก็ไปล่าปลา ฆ่าปลามากิน ศาสนาพุทธไม่ละเว้นว่าฆ่าแล้วเอามากินได้ พุทธไม่ล่าไม่ทำร้ายสัตว์ เอาตอนต้นคือไม่ฆ่าสัตว์ เป็น ศีล 5 ที่หยาบที่สุดแล้ว ศีลข้อ 2 ไม่เอาของที่ไม่ใช่ของเรา อย่างลูกตาลนี้ไม่ใช่ของเรา เราอยากได้ ก็ต้องได้มาโดยสุจริต อย่าทุจริต พอเป็นไปกับโลกเขา แต่ถ้าได้สมใจแล้วกิเลสก็โตขึ้นๆ เป็นสุข ก็ได้แค่สุขเคหสิตเวทนา ไม่ได้เนกขัมสิตเวทนา กิเลสไม่ใช่ของจริง ไม่มีจริง แต่คนอวิชชาแล้วจะเห็นว่ามันมีจริง หากมาเรียนรู้ล้างกิเลสจนสุญญตาได้ ก็จะพบว่ามันไม่มีหรอก เช่น เราไม่มีกิเลสกับตาลนี้แล้ว เราก็จะรู้ว่า มันนุ่มมันหวาน ถ้ามันแก่แล้วจะเหนียว มันเคยมีจริงตามนั้น แต่ คุณเป็นอาริยะแล้วแยกแยะอารมณ์ที่บำเรอชอบชื่นใจกับไม่ชื่นใจ มันไม่มีแล้วในกิเลสของคุณ หรือมันชื่นชอบมาก คุณก็ทำให้มันลดลงได้ ก็พัฒนา ถ้ารู้ทฤษฎีพระพุทธเจ้าแล้วทำให้กิเลสลดลงได้ เป็นศิลปะ ในศาสตร์เรียกว่า พุทธศาสตร์ ทำให้เหตุที่ไปหลงรสอร่อยที่หนาขึ้น เป็นข้าศึกแก่กุศล ก็ซวย คนไม่รู้ก็บำรุงกิเลสเสมอ ถ้าทำให้เหตุมันลด ก็พัฒนาขึ้น นี่คือเหตุที่พาเจริญเป็นอาริยะ โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ประเสริฐขึ้นเรื่อยๆ นี่คือ มงคลอันอุดม แม้ไม่ถึงสูงสุดก็เข้ากระแสอาริยบุคคล เกิดมงคลแก่ตัวเอง คือดับเหตุที่พาสู่ความเสื่อมนะ ไม่ว่ากิเลสตัวไหนมันพาเราเสื่อม ทำมาตั้งแต่ ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ไปตามลำดับ ไม่ใช่ทำทีเดียวหมด ศีล 5 บรรลุแล้วเป็น พระโสดาบัน ศีล 8 เป็นพระสกิทาคามี ศีล 10 เป็นอนาคามี หรือมากกว่าขึ้นไปเพราะจุลศีลมีตั้ง 26 ข้อ ถ้าเป็นอรหันต์นี้ดับทั้งนอกและใน ถ้าอนาคามีดับแต่กิเลสภายนอก ยังเหลือกิเลสภายใน ในจุลศีล 26 ข้อนี้ปฏิบัติบรรลุอรหันต์ได้เลยนะ อ.กฤษฎาว่า...ถ้าเข้าใจกายในกาย คืออะไร พ่อครูว่า...กาย คือจิต มโน วิญญาณ กายในกายคือ จิต มโน วิญญาณ กายนอกกายก็เน้นไปหานอก แต่กายต้องมีทั้งนอกและใน กายเป็นธรรมะสอง เทวธัมมา เวลาปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไปอยู่ไม่มีกายภายนอก ไม่รู้ทางทวารนอกไม่ได้ ในวิโมกข์ 8 ให้เรียนรู้ อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ คือ ต้องมีภายนอกด้วยในรูปทั้งหลาย ตามข้อ 1 คือ รูปี รูปานิ ปัสสติ ต้องเห็น ทั้งข้างนอกและข้างใน ไปกำหนดรู้ไปถึงอรูปได้เลย ในอานาปานสติ ท่านว่าผู้นั่งหลับตาเข้าไป ให้กำหนดรู้ความรู้สึก แต่ความรู้สึกภายนอกจะเหลือแต่ ลมหายใจเข้าออก เท่านั้น อะไรมากระทบผิวหนังก็สัมผัสภายนอก แต่หลับตา ไม่มีลิ้นกระทบ หูก็พยายามตัดไม่รับรู้ แต่เขาสอนอานาปานสติ ให้สะกดจิตให้รับรู้แค่ลมหายใจ ก็ไปตัดความรับรู้อย่างอื่นหมด กาย หู ลิ้น ตา หรือ สัมผัสต่างๆ แต่ต้องมีการรับรู้ลมหายใจเข้าออก ไม่รับรู้ไม่ได้ เพราะต้องทำ พหิทธา รูปานิ ปัสสติ ตามวิโมกข์ 8 ลมหายใจเข้าออกคือส่วนของกาย แต่ถ้าจะดับภายนอกหมดไม่ได้ จะไม่มีกายเลย คุณต้องตามอ่านอาการที่เกิดในจิต มันกำลังทุกข์ต้องรู้เลย ตัวที่มันอยากได้นี้ เป็นจิตในจิต คือสราคะ อยากได้มาเสพ ในเจโตปริยญาณ 16 ตัวแรกเลยคือเหตุที่นำมาซึ่งความไม่เจริญ แต่ถ้าคุณสามารถเรียนรู้สัมมาทิฏฐิก็ต้องเรียนรู้ลดความอยาก แม้อยากต้องไม่อยากจะได้มาเสพรสชาติสมใจ คือเทวดาดาวดึงส์เลย แต่ถ้าเห็นแล้วอยากได้มาเพื่อได้ธาตุอาหาร ไม่ได้เอามาเสพสมใจ ต้องการมาเพื่อให้ธาตุอาหารเท่านั้น ไม่มีโลกียรสมาเป็นองค์ประกอบ ถ้าพิจารณาละเอียดจะรู้ตรงนี้ ถ้าต้องการเพราะเหมาะควรว่าเป็นอาหาร ลูกตาลเป็นอาหาร เนื้อตาลเป็นอาหารกินได้ มันก็จะมีธาตุอาหารที่ไปเลี้ยงชีวิต ไม่ได้ไปหลงรสอร่อยชื่นใจเป็นอิฏฐารมณ์ จึงไม่เป็นเหตุแห่งอกุศล อ.กฤษฎาว่า...มีคำว่า ฝึกสะพัดออก กับ ตัวธรรมาวุธ หากเรามองกระบวนการมันออก อะไรคือศิลปะ อะไรคืออนาจาร ข้าศึกแก่กุศล ถ้าเราฝึกสะพัดออก มันก็จะไม่เอาเข้า พ่อครูว่า... ศิลปะ คือมงคลที่นำมาสู่ความเจริญ ความเจริญแบบโลกียะคือนำมาซึ่งลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขเป็นมงคลแต่ไม่ใช่อุตตมะ มงคล คือสิ่งหรือเหตุนำพาสู่ความเจริญ แต่ความเจริญนี้ ไม่ใช่การเจริญสู่โลกุตระ เป็นการเจริญสู่โลกีย์ ถ้าคนจะมีวิธีการที่เรียกว่าองค์ประกอบศิลป์ มีวัตถุธรรมและนามธรรม สัมผัสอันนี้แล้วจะพาไปสู่ความเจริญ ถ้าคุณมีการสัมผัสแล้วเกิดความรู้สึกอยากได้ ถ้าได้มาคงจะอร่อยดี ได้มาก็บำเรอกิเลส กิเลสก็โต แต่ได้มาโดยสุจริต ซื้อเขามา หรือขอเขาเขาก็ให้ ไม่ได้ไปแย่งหรือขโมย ได้มาก็เป็นสุขโลกีย์ เป็นสมมุติเทพ เป็นความเจริญเทวดาโลกีย์ ไม่ได้ลดกิเลสเลย ศิลปะคือสุจริตแล้วพาสู่โลกธรรม อยากได้ลาภ อยากได้ธนบัตรปึกนี้ ก็ทำอย่างสุจริต ก็ได้เป็นสมมุติเทพถ้าได้มา ไม่เป็นปรมัตถธรรมที่จะพาลดกิเลสเป็นอุตตมะ หรืออุดมอะไรเลย เป็นสามัญโลก เป็นแต่เพียงหากไม่สุจริตก็ถือว่าชั่ว คือนรกสามัญ คุณไม่ทุจริตก็ไม่มีนรกสามัญ แต่ถ้าคุณรู้จักกิเลสเป็นอุตตมะ มงคลอันอุดม ที่ท่านบอกว่า ศิลปะ คือมงคลอันอุดม เอตัมมังคลมุตตมัง ศิลปะคือมงคลอันอุดมของพระพุทธเจ้าคือเหตุที่นำพาสู่ความเจริญถึงขั้นปรมัตถธรรม ขั้นของการลดกิเลส ไม่ใช่แค่สมมุติเทพ แต่เป็นอุบัติเทพ เป็นการเกิดของจิต จิตเกิดลดกิเลสได้ เป็นไปเพื่อความละหน่ายคลาย
สื่อธรรมะพ่อครู (โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน สติปัฏฐาน 4 แบบพุทธ พ่อครูว่า… การจะเรียนรู้ธรรมะถึงขั้นนิพพาน ต้องอ่านจิต ต้องอ่ านทิศทางของจิตที่จะลดกิเลสได้ ต้องเริ่มต้นรู้จักกายะ องค์ประชุมรูปนาม แล้วตามไปถึงองค์ประชุมของเวทนา ซึ่งเป็นธรรมะสองอีกเหมือนกัน รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ จากกายในกาย เนื่องมาเป็นเวทนาในเวทนา อารมณ์สุขทุกข์นั้นย่อมมีเหตุ อาการอยากได้สมใจนั้นคือตัณหา อ่านเจโตปริยญาณ 16 ได้ พิจารณาถึง มันไม่แท้ ไม่เที่ยง ไม่จริง บางครั้งมันเบื่อแล้วก็ไม่อยาก มันอิ่มแล้ว มันคือ เหตุแห่งทุกข์ หากคุณทำให้มันลดได้ จะเข้าใจเลย อ่านอนิจจังว่ามันไม่เที่ยง เช่น คุณไม่ให้มัน มันก็ไม่มีแรงเดี๋ยวมันก็หายไป เอาอะไรไปทดแทนได้ ถ้าไม่เอาอะไรแทนมันก็หยุด มันไม่อยู่นิรันดรหรอก คุณไม่ให้มันเลยมันอยากได้จะตาย แต่ไม่ให้มันก็ไม่ตาย หรือหาอะไรทดแทน อนุโลม เช่น อยากกินลูกตาล ก็ไม่กิน กินกล้วยก็ได้ แต่ถ้าคุณติดลูกตาลก็อยากกินกว่า ก็ไม่ปล่อยวางเมถุนไม่ปล่อยวางคู่นี้สักที นั่นคืออุปาทานที่คุณยึด จะไปสมมุติว่าต้องได้อย่างนี้อย่างนั้น จะไปสมมุติว่าต้องได้เสื้อตัวนี้ หรือบางทีเด็กติดตุ๊กตา ตัวเก่าๆ เอาตัวใหม่ให้ก็ไม่เอาอีก เอาไปซักก็ไม่ได้อีก ฉันเดียวกันเลย คุณว่าผู้หญิงคนนี้ต้องใช่ คนอื่นไม่ใช่ เป็นต้น แต่เสร็จแล้ว คนนี้ใช่ อยู่ไปนานๆก็ไม่ใช่ คนอื่นน่าจะดีกว่า ก็ไปแล้ว ที่บอกว่าใช่ไปจนตายหายาก หรือรสชาติกระสันดูดดึงตลอดไม่เปลี่ยนตลอดตายหายาก แต่มีนะ เป็นอุปาทานยึดถือ ชาติไหนๆ ก็ติดไปนานเท่านานก็มี อย่างอาจารย์มั่นบอกว่า ติดคู่นี้ห้าร้อยชาติ เป็นสังขยาห้าร้อยนี้คือมากมาย ศาสนาอื่นไม่รู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน โดยมีสัญญากำหนดรู้ จนบรรลุสัญญาเป็นปัญญาหมด คือเรียนรู้ เวทนา สังขาร การปรุงแต่งสังขารก็มาเป็นเวทนาสุขทุกข์ อุบายเครื่องออกของพระพุทธเจ้าคืออย่าให้มัน ต่อไปนี้ข้าพเจ้าไม่กินลูกตาล เมื่อเราสัมผัสเมื่อไหร่ก็เป็นสุข เราต้องเห็นอาการอยากเป็นทุกข์ คืออุบายเครื่องออก เพื่อให้เรียนรู้ตัวจริงของกิเลสตัณหา ที่มันจะดิ้นเมื่อเราไม่ให้มัน เมื่อเราเว้นขาด เวรมณี ปฏิวีรติ อารติ เมื่อไม่ให้ก็จะต้องอ่านจิตในจิต อ่านองค์ประชุมของกายที่มันอยาก ยิ่งถ้ามันชอบมากติดมาก มันยิ่งอยากมาก ก็ยิ่งรู้ง่าย ตัวไหนที่ติดมากก็เอามาเป็นกรรมฐานที่จะเรียนรู้กิเลสตัณหา เป็นเหตุปัจจัย ที่จะเรียนรู้ของจริงอย่างไม่ต้องหนี อย่างไม่ต้องไปสะกดจิตคิดลืมมันไป วิธีการของพระพุทธเจ้าต้องมี ผัสสะเป็นปัจจัย ต้องงดเว้นให้ได้ จะได้ใช้เป็นวิธีการอ่านกิเลส เมื่อเรารู้อาการของกิเลสว่ามันมีตัวตนนะ แม้จะไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส แต่กิเลสมันคือผีนรก คือสัตว์โอปปาติกะ เป็นกิเลสตัณหา เป็นเปรต คุณอยากไม่ทำชั่วก็เป็นกิเลส ยิ่งไปกำหนดไม่ทำชั่ว แต่ไม่ใช่ปรมัตถ์ ไม่ได้ทำชั่วโดยกาย วจี แต่ก็ดีใจ ใจไม่ได้เปลี่ยนปรมัตถ์อะไร จิตคุณดีใจว่าได้ทำสิ่งเจริญ ก็มีกิเลสเจริญอ้วนขึ้น แต่จริงๆ แล้วกายกับวาจาไม่ใช่ปรมัตถ์ ไม่ได้ทำให้กิเลสลดเลย การปฏิบัติธรรมแบบนี้กลายเป็นว่า ฉันได้ความดีทางโลกีย์เท่านั้น เช่น ยกตัวอย่างไปทำทาน ไปบริจาคให้ ทำทานนี้เป็นสังคมศาสตร์ ได้ให้ เป็นความดีใครก็รู้ แต่ทานของจิตศาตร์หรือพุทธศาสตร์คือการลดกิเลสโลภ ทานคือการให้ อ่านใจว่าให้แล้ว ตัดปล่อยไม่อยากได้อะไรตอบแทน ให้คือให้ ไม่ใช่ว่าจะต้องได้อะไรตอบแทน อย่างที่เขาสอนกันว่าทานแล้วจะได้รวยกว่าเก่า อย่างที่หลายสำนักสอนกัน รวยมาก อย่างธรรมกาย ทำทานกับเราที่เป็นอาริยะใหญ่ จะยิ่งได้บุญ คุณก็ไปทำทานแต่จิตไม่ได้ลดโลภ กลับยิ่งได้ความโลภเพิ่มเข้าไปอีก จะได้ในอนาคต ไม่ได้ปล่อยอดีต ไม่ได้ปล่อยอนาคต เพราะไม่รู้จักปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ให้ตัดกิเลสเลย ไม่ต้องไปต่อจะมีอดีตหรืออนาคตอีก ตัดปัจจุบันนี้ก็ไม่มีอนาคตที่จะต้องได้ไปรออีก เพราะได้ให้ไปแล้ว กายก็ให้ วาจาก็ให้ ใจก็ต้องให้ด้วย แต่กลับไปตั้งจิตไว้ผิดยิ่งกว่าโจรฆ่าโจร จิตก็ตกนรกมากกว่า แล้วร้ายกว่าโจรฆ่าโจร ศัตรูฆ่าศัตรู ด้วยความโง่ที่ไปตั้งจิตไว้โลภมากกว่าเก่า ยิ่งธรรมกายหลอกโป้งรวยๆ เป็นภพชาติที่หลอกกัน ไม่ได้ล้างกิเลสเลย มีแต่กิเลสมากขึ้นอีกกว่าเก่า อ.กฤษฎาว่า...เราจะรู้เท่าทันในผัสสะได้อย่างไร เพราะมันไวเหลือเกิน มาฟังวันนี้เริ่มเข้าใจว่า ต้องรู้กายในกายก่อน ไม่เช่นนั้นจะอ่านสักกายทิฏฐิได้อย่างไร พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าให้อ่านปัจจุบัน ผ่านไปแล้วไม่ใช่ฐานแห่งการปฏิบัติเลย ผู้ใดจมในอดีตอนาคตไม่สามารถบรรลุได้ ถ้าไปนั่งเจโตหลับตาทำสมาธิ ตัดทวาร 5 เลย พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้ในพรหมชาลสูตร ข้อ 51 เลย ว่าคนไม่รู้ไม่เห็นคือ อชาโน อปัสสโต ฐานะของผู้ถือทิฏฐิ [51] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น [52] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็นเป็นความแส่หาเป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน [53] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุด และ หาที่สุดมิได้ย่อมบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ 4 ประการ แม้ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน [54] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว ด้วยเหตุ 4 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน [77] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ สูตรแรกที่พระพุทธเจ้าสอนก็บอกเลยว่า ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย แต่ศาสนาพุทธในเมืองไทย แค่ 2,500 ปีเสื่อมไปเกือบหมดแล้ว ถ้าอาตมาไม่มาคว้าไว้ หมดจริงๆ ไปนั่งสมาธิหลับตาหมด จะไปทำมรรค 7องค์ แล้ว ได้สัมมาสมาธิไม่มีแล้ว โชคดีที่มี มหาจัตตารีสกสูตร และมีสูตรอื่นๆ อีกที่มีผัสสะเป็นปัจจัย ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติออกป่าหรือไม่ก็ตาม ก็ทำเช่นนี้ ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย พระพุทธเจ้าว่าไม่มีผัสสะไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ปฏิบัติธรรมพ้นกรรม 4 คืออาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ คือกรรม 4 ถ้าพ้นจากกรรมสี่นี้ไม่มีฐานที่จะปฏิบัติ หากไปนั่งหลับตาก็มีแต่สังกัปปะ เหลือแต่ ในใจภายใน ไม่มีกาย วาจา หรืออาชีพใดเลย
สื่อธรรมะพ่อครู (พิธีกรรม) ตอน ศาสนาเสื่อมเพราะค่านิยมบวชเล่นบวชหัว พ่อครูว่า… การบวชนี่ ทางผู้ที่เกณฑ์คนหนุ่มแน่นมาบวชเป็นล้านรูปนี่ บวชแล้วสังฆาทิเสส ผู้สำเร็จความใคร่ด้วยตนเองไม่รู้เท่าไหร่ ผู้มาบวชต้องมีภูมิจริง เป็นอนาคามีนี่ไม่สำเร็จความใคร่ด้วยตนเองแล้ว แต่นี่ชวนมาบวชเล่น ทำนรกกัน สังฆาทิเสสนี่รองปาราชิกนะ อย่าเล่นเลย บวชต้องมาเพื่อนิพพาน ในสำนักเราไม่มาบวชเล่นบวชหัว ต้องมาศึกษาจริง อาตมาแต่ก่อนเป็นอุปัชฌาย์เอง บอกว่ามาบวชนี้มาตายนะ ไม่ได้มาเล่นๆ ทุกวันนี้อาตมาพักแล้ว มีหลายรูปช่วยกันเป็นอุปัชฌาย์ แต่ทุกวันนี้เลอะเทอะหมักหมมเน่าใน ใครไม่รู้เห็นว่า คนหนุ่มแน่น ก็มีอารมณ์รุนแรงก็บอกว่าจับมาบวชๆ นี่เป็นการทำลายศาสนา มันไม่ถูกต้องหรอก จับเณรมาบวชนี่ยิ่งจับลิงมาบวช ไปเกณฑ์เอาปริมาณมาข่ม เพราะยุคประชาธิปไตยนับหัวคนมามากก็ว่าชนะ ไม่มีรายละเอียดเลยก็เละเทะไปหมด
มีคำถามจากเด็ก _หลวงปู่ครับทำไมรร.ที่นี่ไม่ให้อ่านหนังสือการ์ตูนหรือนิยายบ้างครับ พ่อครูว่า …ตอนนี้เรายังไม่มีภูมิพอ ไม่มีความรู้พอ สิ่งที่เป็นนิยาย การ์ตูนทุกวันนี้แฝงด้วยกิเลสเยอะมาก เราไม่มีภูมิคุ้มกันพอ ที่นี่ไม่ให้ใช้เงิน ไม่ให้มีโทรศัพท์ส่วนตัว จะใช้ก็ไปบอกพี่ป้าน้าอา ให้ใช้อย่างจำเป็น ไม่ให้ใช้เงินหรือโทรศัพท์ส่วนตัว เหมือนกันกับไม่ให้อ่านการ์ตูนนวนิยาย ก็เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันพอ จนกว่าจะอ่านวรรณกรรมได้ถ้ามีภูมิคุ้มกันพอ มีผู้ใหญ่แนะนำ ตอนนี้อย่าเพิ่งเลย
_รร.สัมมาสิกขาทุกที่ปรัชญาการศึกษาคือ ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา แต่ รร.ปฐมอโศก มี ศีลเด่น ชาญวิชา เป็นงาน ผมดูว่า ดูจะเอาวิชาการเป็นหลัก จะเหมือนรร.ข้างนอกแล้วนะครับ พ่อครูว่า ...ที่จริงสันติอโศกนี้ ไพรเมือง (สุรเดช) เขาดูแล นร.สันติอโศก เก่งงานมากเลย แล้วเขาไม่ได้ด้อยวิชาการหรือศีล แต่ปฐมอโศกคงเป็นอย่างที่ว่า ไปเน้นศีลกับชาญวิชา ไม่เน้นงาน ของเรานี้เน้นงานมาก เพราะกำลัง บูรณาการ ศีลอยู่ในการทำงาน วิชาการอยู่ในการทำงาน อันนี้ดีแล้ว ให้เด็กมาเตือน ก็พิจารณาให้ดี ที่นี่ ไปตัดงานให้ผู้ใหญ่หมด สันติอโศก ราชธานีอโศก หรือศีรษะอโศก เขาพาเด็กทำงาน เรียนบูรณาการเป็น บวร ถ้าบูรณาการไม่ดีก็บวรไม่ถูกต้อง
จบ