590330_พ่อครูพบนร.ม.๖และอาชีวะที่จะจบการศึกษาในปี ๒๕๕๙.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์339 KB
วันที่แก้ไข18 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590330_พ่อครูพบนักเรียน ม.6 และอาชีวะที่จะจบการศึกษาใน ปี 2559

ชั้น 3 เฮือนศูนย์สูญ ห้องสื่อบุญนิยม บ้านราชฯ

สื่อธรรมะพ่อครู (การศึกษาบุญนิยม) ตอน รุ่นพลังสร้างเมือง พ่อครูว่า...พวกเรามีทั้งหมดกี่คน...รวมทั้งหมด 51 คน รวมอาชีวะด้วย ปีๆ หนึ่งจบไปกัน 51 คน จบก็หมายความว่า พวกเราก็จะบินออกจากชุมชนอโศก ออกไปอยู่กับโลกเขาส่วนใหญ่ บางปีจบแล้วออกไปหมด ที่อยู่จริงๆ คือผู้ที่จิตถึง เข้าใจจริงๆ เพราะสามัญชาวบ้านชาวช่องเขาเข้าใจ เราเรียนจบอายุ 20 ก็ต้องท่องโลก รู้สังคมโลกกว้าง เราเรียนหนังสือเหมือนเราถูกจำกัดอยู่ในกรอบ พอได้โอกาสก็สามารถใช้ความสามารถส่วนตัว จบม.6 ก็ถือว่าผู้ใหญ่แล้วก็จะออกไป ต้องรู้จักเข้าใจโลก โลกคือการได้รูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส เสียดสีทางกามทางอัตตา โลกก็มีรสโลกียสุข ผู้ที่เห็นว่าออกไปก็เท่านั้นเอง เราไม่อยากออกไปยื้อแย่ง มีลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข เสพกามเสพบำเรออัตตาเหมือนคนทั้งหลายเขา และมองเห็นคุณค่าของชาวชุมชนชาวอโศก ว่าอยู่ที่นี่ได้ประโยชน์ชีวิตมีคุณค่า มีความเจริญยิ่งกว่า คนมีปัญญาจะเข้าใจจะเห็นก็จะอยู่ ที่นี้คนมีปัญญามีน้อย ส่วนมากไม่เข้าใจ อย่าว่าแต่ผู้ใหญ่เลย แม้แต่เด็กก็ไม่ค่อยกระดิกหูเท่าไหร่ ยาก หลวงปู่ก็ต้องพยายามอบรมสั่งสอน อย่างน้อยหลวงปู่เชื่อว่าพวกเราจะได้รับความเข้าใจ และรับฟัง ได้ยิน ได้รับรู้ จำได้บ้างไม่ได้บ้างก็เถอะ บางทีก็ถูกต้อง บางทีไม่ถูกบ้างก็แล้วแต่ แต่ก็รู้ว่าอย่างน้อยมันเป็นธรรมะ ธรรมะของพุทธ เป็นธรรมะโลกุตระก็ได้ไปบ้างสิ่งเหล่านี้ก็แล้วแต่ว่าใครจะบุญใครบุญมัน กุศลใครกุศลมัน สังคมทุกวันนี้โดยรวมส่วนใหญ่ทั้งโลกเลยมันเป็นทาสโลกีย์ เป็นทาสลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เสพกามอัตตากันหนักจัดจ้านมาก แล้วก็เป็นแบบนั้น กันทั้งนั้น

อ่านต่อ

พวกเรามาอยู่ที่นี่ถึงเป็นคนแปลก ไม่เหมือนกับโลกเขา อันนี้ก็จริงเพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าโลกุตระไม่เหมือนโลกียะ มันทวนกระแส มันคนละเรื่องกันแต่พวกเราอยู่มา 5-6 ปี ก็จะรู้ อยู่แบบโลกุตระกัน มักน้อย สันโดษ ช่วยกันเหมือนครอบครัวใหญ่เป็นสาธารณโภคี กินใช้อะไรก็อยู่ในนี้ พวกเรากินใช้อยู่ในนี้ตลอด 5-6 ปี เหมือนลูกหลาน ก็เลี้ยงกันไปอย่างนี้ แต่ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่สุรุ่ยสุร่ายเหมือนครอบครัวข้างนอกเขา คนมีปัญญาก็จะอยู่ได้ สิ่งเหล่านี้อย่างไรก็ได้ฝึกฝนอบรมได้มากได้น้อยก็ได้ประโยชน์ ความรู้ความเข้าใจมันบังคับไม่ได้ มันมีความซับซ้อน ที่ว่าข้างนอกเหมือนอิสระมากกว่าข้างใน แต่ข้างนอกถูกโลกีย์กดหัวไว้ แต่ละคนแต่ละคนแย่งกัน แต่ละคนต่างก็พยายามแย่ง ก็ไม่มีใครจะให้ใคร แต่ในนี้ไม่มีการแย่ง มีเท่าไหร่ก็แจกจ่ายแบ่งปันกัน จะมีจับพลัดจับผลูของข้างนอกมีขนมหรือมีอะไรที่ข้างในไม่ส่งเสริมเข้ามา ส่วนสาระแท้นั้นที่นี้มีให้อยู่แล้ว ข้างนอกเขามีโรคเยอะนะ ที่นี่เราป้องกัน นอกจากคนข้างในบางคนออกไปลักลอบเสพ แม้กระทั่งเสพเกม ข้างนอกเขาไม่ป้องกัน เขาก็สุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือยเสพติดกันไปมากมาย เป็นโรคนะ เป็นโรคการเสพติดการกดนี่นะเป็นสังคมก้มหน้า เป็นโรคกันทั่วโลก เป็นโรคชนิดหนึ่ง เป็นโรคทางจิตเป็นโรคเสพติดชนิดหนึ่ง ซึ่งในอนาคตเป็นภัยร้าย แต่เขาไม่รู้ทัน ถ้าทำงานอยู่ในนี้ จะเรียนแบบทางโลกก็อยู่ได้ จะเรียนปริญญาตรี โท เอก เราก็ส่งเสริมให้เรียนได้ และมีทุนรอนของเราให้เรียนได้ แต่ก่อนนี้ไม่มีทุนรอนส่งเสียให้เรียนได้ เราก็ลำบาก แต่เดี๋ยวนี้ทุกวันนี้ก็พอมีฐานะของอโศกได้ ใครตั้งใจศึกษาดีๆ ข้อสำคัญคือเรียนแล้วเราก็เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ ที่นี่ไม่ใช่เอาใบรับรองไปทำงานไปหากิน ไปทำงานรับใช้นายทุน ไปสะสมลาภยศอะไรทางโลกอย่างนี้ไม่ส่งเสริม แต่ถ้าเรียนเพิ่มความรู้ความสามารถสมรรถนะในชีวิต ทำงานได้มาก ทำงานมีประโยชน์คุณค่าเยอะขึ้น ไม่มีปัญหา แต่เราก็ไม่ต้องการให้เป็นเครื่องมือที่ล่าลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุขใส่ตนเอง โดยธรรมะหลวงปู่ก็สอนแล้วมันเป็นเรื่องขาดทุน ในหลวงก็เคยตรัสว่าเป็นเรื่องขาดทุน เป็นเรื่องไม่มีกำไรอะไร จะอยู่ทางนี้นั้นเป็นกำไร เพราะเรามีความรู้ความสามารถมากขึ้น ได้สร้างสรรมากขึ้น แล้วเราไม่ได้แลกเปลี่ยนกลับมา ก็เป็นส่วนเกินส่วนเหลือเรียกว่ากุศล เรียกว่าบุญของเราเอง ซึ่งมันเป็นนามธรรม ที่เขาใช้เป็นวิมานหลอกกันว่ามี แต่แท้จริงมันเป็นเรื่องหลอก ไม่มีความจริงอะไร ไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไหร่ ได้จริงหรือเปล่า เท่าที่เขาพูดมันไม่มีของจริงที่จะยืนยันได้ เขาไม่ได้เสียสละอะไรด้วยซ้ำ แต่ของเราอยู่ที่นี่แล้วได้ขาดทุนอยู่ตลอดเวลา พวกเรานี้ยังอายุน้อย อีกหน่อยหลวงปู่เชื่อว่าความจริงของสัจธรรมเศรษฐกิจแบบนี้โลกจะรับรู้ ตอนนี้โลกยังเข้าไม่ถึง เป็นเศรษฐกิจบทนี้ของพระพุทธเจ้า หรือในหลวงเราเป็นพระโพธิสัตว์ก็บอกมาตลอด แต่คนยังไม่กระดิกทั่วโลก ยังไม่กล้าเถียงเท่านั้นเอง เพราะท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ไม่รู้จะเถียงอย่างไร ไม่กล้าลบหลู่ ไม่กล้าเถียง ไม่กล้าแย้ง แต่ยังไม่เชื่อ เขายังไม่เข้าใจยังไม่เห็นดีจริงๆ เขาก็ไม่ทำตาม เขาก็ยังจะแย่งลาภยศ เอาเปรียบกัน แต่อันนี้เป็นเรื่องการเสียสละ ใจของเรานี้มันพอ มันไม่ต้องเอามากกว่านี้ เราไม่ต้องมีมากมาย เรามีน้อยลง แต่เราอยู่ได้ ส่วนตัวเรานี้มีมาให้แก่ตัวเองสะสมไว้กับตัวน้อย เป็นส่วนตัวน้อย แต่เราก็มีพอกินพอใช้ จิตที่ได้ศึกษาฝึกฝนลดละยิ่งเหลือกินเหลือใช้ และข้อสำคัญเราเหลือกินเหลือใช้ แต่เราจะขยันมากขึ้น เราจะมีความรู้ความสามารถมากขึ้น เราจะได้ทำงานมากขึ้น ผลผลิตค่าแรงงานเราจะเพิ่มขึ้น แต่เรายิ่งศึกษาเราจะยิ่งมักน้อยลง ส่วนสิ่งที่สร้างสรรเราก็สร้างให้เพิ่มขึ้นๆ มีแต่ยิ่งจะกำไรเพิ่มขึ้น กำไรเพราะเราได้เสียสละมากขึ้น ฟังทันไหม มันเป็นสัจจะ ตั้งใจฟังให้ดี ที่อื่นไม่สอนอย่างนี้หรอก เขาตั้งใจเอาเปรียบมาเอาให้ได้หมด ฉลองที่ได้เปรียบเอามาได้มากๆ แต่การฉลองที่จะขาดทุนเราก็ไม่ฉลอง แต่เรารู้ว่าเป็นกำไรอย่างไร สัจจะพวกนี้เป็นเรื่องที่ไม่รู้กันได้ง่ายๆ หลวงปู่ก็กำชับไว้ให้ เอาไปนึกไปคิด ถ้าออกไปข้างนอกจะมีโจทย์ มีสิ่งที่มันทำให้เราคิดทำให้เราเข้าใจ ทำให้เรารู้สึก ถ้าออกไปแล้ว คิดได้อย่างไรก็กลับมาช่วยกัน เพราะสังคมต้องการระบบวิธีสาธารณโภคี จะอยู่ในนี้ต้องทำงานฟรี เสียภาษี100% ทำงานแล้วเราก็ไม่ได้ส่วนแบ่งอะไร อยู่ในนี้กินใช้ร่วมกัน อาศัยอยู่ไปอยู่ในนี้เราจะหนีออกไปเมื่อไหร่ได้ แต่เอาอะไรไปนี้ไปไม่ได้ เท่านั้นเอง เรามาเมื่อไหร่ก็ได้ ออกไปเมื่อไหร่ก็ได้แต่มาทำในนี้แล้วก็อยู่ในนี้ จะอยู่ไปจนตายก็ได้ ก็อิสรเสรี อย่ามีพฤติกรรมต่ำกว่าเกณฑ์ให้เขาไล่ออกก็แล้วกัน ทำมานาน 30 กว่าปีและมีแต่จะแข็งแรงขึ้น ไม่มีล้มละลาย ทางโลกเขาแข่งเอาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุุขให้ได้มากๆๆๆ เขาแข่งกับเราไม่ได้หรอก เพราะเรามาแข่งน้อยลงๆๆ แต่เขามากขึ้นมากขึ้นๆ มันจะตัดสินอย่างไร คนหนึ่งเอาน้อยลง คนหนึ่งเอามากขึ้น อันนี้น้อยลงและชนะน้อยลงและชนะกลับมากขึ้นและชนะมากขึ้นและชนะ จะเอาอะไรไปตัดสินกัน จะตัดสินกันไม่ได้หรอก มันไม่ได้ค้านแย้งอะไรกัน ต่างคนต่างคิด นี่คิดจะได้มากๆๆ แต่ที่นี่กลับมาลดตัวตนน้อยลงๆ ของเราน้อยลงๆ ตัวเราน้อยลงๆ มันคนละทิศทาง ไม่ชนกันไม่แย่งกันแล้ว เลิกๆ นึกแล้วทางโน้นเอามากขึ้น แต่ทางนี้เราน้อยลงแล้วไม่หยุดสร้างสรร ที่นี่ช่วยข้างนอก ข้างนอกเอาไม่รู้จักพอ ของเรานี้มีแต่พอแล้วก็น้อยลงให้ได้อีก แต่ไม่ได้ห้ามสมรรถภาพ ไม่ได้ห้ามความขยัน แต่จะทำงานมากขึ้น ความรู้ความขยันมากขึ้น พวกเราก็ดูแลกันอย่าให้เสียสุขภาพ เพราะทำงานเกินไป เราไม่ได้โหดร้ายมาเอาเปรียบไม่ดูแลกัน แต่เราก็ดูแลกันอยู่ ที่สำคัญคือที่นี่ลองมองออกไหมว่าที่นี่มันรักกัน เป็นพี่เป็นน้องเป็นภราดรภาพจริงๆ ดูแลช่วยเหลือกัน เป็นลูกหลาน เป็นพี่เป็นน้อง เป็นพี่ป้าน้าอา เป็นญาติกันจริงๆ มีจิตใจเช่นนั้นจริงๆ ข้างนอกเขาไม่ได้คิดเช่นนี้ นอกจากจะมีบ้างบางครอบครัวที่เขาสนิทสนมรักชอบกัน ก็เลยเหมือนสนิทกันเป็นญาติก็มีอยู่ไม่กี่บ้านหรอกที่เป็นเช่นนี้ แต่ที่นี่เราพยายามแล้วก็พยายามให้เป็นจริง ให้เป็นพี่เป็นน้อง เป็นตระกูลเดียวกันด้วยใจจริง จะไม่เหมือนข้างนอกเขาเลย ความไว้ใจความซื่อสัตย์ของ ที่นี่ต่างกับข้างนอกมากเลย ถ้าใครคิดได้เห็นจริงให้อยู่ในนี้ เราก็ทำงานสร้างสรรอะไรไป อยากจะเจริญเติบโตแบบข้างนอกก็เจริญได้ เป็นแต่เพียงไม่ได้รับยศตำแหน่งหน้าที่ของข้างนอก ไม่ได้เหรียญตราตามที่ข้างนอกเขาใช้ประโลมกัน แต่ที่นี่ไม่มีเหรียญตราอะไรให้ได้ แต่เราก็เจริญ มีความรอบรู้ความสามารถเจริญ แม้แต่จะไปเรียนบ้างไปสอบตามเกณฑ์ข้างนอกเขา ไปวัดข้อสอบเอาก็ได้ ทำได้ที่นี่ส่งเสียให้เรียนได้เรียนมาแล้วก็มาช่วยกันทำงานให้ดียิ่งขึ้น ก็เป็นความเจริญสามัญสังคม อโศกเรา ข้าวของเราออกจะสุรุ่ยสุร่ายด้วยซ้ำ ทิ้งไปตามที่ต่างๆ คนเขาก็ไม่ค่อยมาขโมยเอา แต่ของข้างนอกทิ้งไว้ไม่ได้นะ เขาลักขโมยกันจริงๆ งัดบ้านกันเลย แต่ของเราไม่ต้องงัดหรอก ที่จริงมาก็เก็บไปสบาย มีเยอะเลย แต่เขาก็ไม่ค่อยมา เป็นกุศลเป็นอจินไตย เรื่องลึกซึ้ง โดยพฤติกรรมสังคมพวกเรา เรามีการแบ่งแจกเจือจานคนอื่น ไม่ได้ขี้เหนียว ยกตัวอย่าง คนข้างนอกเข้ามาทำงานในนี้ คนงานก็ได้กินได้อยู่ด้วย ยกตัวอย่าง คนเกี่ยวหญ้า ติดลูกฟักทอง แตงโมไปบ้าง เราก็รู้ว่าเขาเอาไป แต่ก็ไม่ได้เครียดที่จะไปจัดการอะไรกับเขา เขาก็รู้ว่าเรารู้ว่าเขาเอาไป แต่เราก็ไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรกับเขา เขาก็จะรู้สึกสำนึกอยู่ข้างใน เป็นสัจธรรมอันลึกซึ้ง ที่มันเป็น ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจาริง ธ รรมรักษาผู้ประพฤติธรรม ที่มันไม่ต้องใส่กุญแจแล้วก็โดนงัดโดนย่องเบาเหมือนกับข้างนอกเขา นี่คือรายละเอียดของอจินไตยของสัจธรรม ก็ย้ำเนื้อหาสาระสำคัญที่หลวงปู่ให้ไว้ก่อนจะไปต่อสู้กับภายนอกเขา

ที่นี่สมบัติของที่นี่เป็นของพวกเรานะ เราจะมาอยู่ที่นี่ จะมาอยู่อาศัยกินอาศัยใช้ไปจนตายได้ไหม ได้ เป็นแต่เพียงว่าเราเองเราอย่าไปตกต่ำ จนทำผิดกฎเกณฑ์เขาให้ออกไปเท่านั้นเอง กฎเกณฑ์ก็ไม่ได้ยาก ไม่ได้รุนแรงอะไร ไม่ได้ยากเกินอะไร ศีล 5 บริสุทธิ์ดีๆ กินมังสวิรัติ ไม่ต้องเอาอบายมุขอะไรมากมาย อยู่ในนี้สบาย ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเกินการณ์ ตอนนี้ทางการศึกษาต่อเราก็พยายาม จากม.6 เราจะมีการศึกษาที่จะเป็นทางการเป็นนิตินัย ก็ทำกับสังคมกับประเทศเขา มีโรงเรียน มีวิทยาลัย มีมหาวิทยาลัย เราก็พากเพียรทำอยู่ แต่มันยังไม่สำเร็จ ก็ได้มา ได้อาชีวะ ปวส. ก็พยายามจะให้เป็นปริญญาตรี ไปตามโลกเขานั่นแหละ แต่ที่จริงแล้วอยู่ที่นี่ไม่ต้องไปศึกษาเล่าเรียนได้ใบประกาศนียบัตร ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้ศึกษา ไม่ได้ฝึกฝนไม่ต้องกลัวหรอก ที่นี่ขยันเรียน ขยันฝึกฝนเอา พยายามสอนแนะนำ พยายามให้โอกาสที่จะเก่ง ทำงานได้เต็มที่เลย ทำงานแล้วไม่ขาดทุนด้วยกำไรอยู่เสมอเลย เพราะขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ทำงานที่นี่ไม่ได้รับรายได้ตอบแทน มันกำไรเต็มนะ ทำ 100 ได้ 100 แรงงานตีราคา 100 ไม่ได้คืนมาซักบาท เราได้เท่าไหร่ ตกลงเราได้เท่าไหร่ … ทำไมตอบไม่ได้หรือ ถ้าเราทำงานแล้วผลงานก็ราคาประมาณ 100 แต่เราไม่ได้ 100 บาทมาที่เราเลย ตกลงเราได้เท่าไหร่ ...คิดช้าจังเลย เราก็ได้ร้อยเต็มเลย เพราะเราไม่ได้เอาคืนมา คนเขาคิดไม่ออกหรอก เขาเข้าใจไม่ได้หรอก เรามีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อสังคม 100 เต็ม เราไม่ได้เอามาเป็นประโยชน์ตน มาหักค่าแรงงานหรือความสามารถที่เราทำออกไปแล้วไม่ได้หักเอาเลย เราไม่ได้เอาคืนมาสักบาท ถ้าราคามัน 100 เราก็ได้เต็มๆ ก็มีค่า 100 มีประโยชน์แก่สังคมมนุษยชาติ 100 นี่คือสัจจะ ไม่ได้เป็นเรื่องพูดโวหารตีคารมตีฝีปากเล่น แต่นี้เป็นเรื่องสัจจะจริงๆในหลวงเราที่ตรัส ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา นักเศรษฐศาสตร์ได้ยินแล้วเขาก็ว่าพูดอย่างนี้ได้อย่างไร เขาก็ว่าพูดอย่างนี้พูดไม่ถูก ท่านก็ว่ามันก็เป็นอย่างนี้แหละ ท่านก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา นี่เป็นสัจจะที่ผู้ที่มีภูมิธรรมลึกซึ้งอย่างในหลวง หรือหลวงปู่ หรือพระพุทธเจ้า เข้าใจแนวเดียวกันชัดเจน เพราะเป็นสัจธรรมที่สุดยอด แต่คนที่เป็นโลกียะมีอุปาทานยึดติดแบบโลกๆ เข้าใจไม่ได้มันงงไปหมด มันเป็นอย่างนั้นได้ยังไง เขาคิดไม่ออกหรอก ใครมีอะไรสงสัยก็ถามไถ่ได้ รู้หมดแล้ว อะไรก็รู้หมดแล้ว ตัดสินใจแล้วด้วยไม่อยากจะพูดให้กระทบการตัดสินใจ เดี๋ยวจะแกว่ง พ่อครูว่า...ใครคิดจะอยู่บ้าง ก็มีหลายคน อย่างนี้หลวงปู่ปลื้มใจ แต่ถ้าไม่ใช่แค่คิดแล้วอยู่จริงด้วยอย่างนี้ก็ปลื้มใจกว่า แต่หลวงปู่ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้สมหวัง หลวงปู่หวังอย่างไรพวกเราก็รู้ คิดอย่างไรพวกเราก็รู้ แต่ก็ไม่ได้คิดจะต้องสมหวัง พร้อมเสมอที่จะอกหัก ไม่มีปัญหา เพราะรู้อยู่แล้วว่ามันไม่ง่าย ถ้าอยู่ได้ก็ดี ไม่ได้ก็แล้วไป เราก็ต้องวางใจปลงใจ

_เด็กถามว่า...ชื่อรุ่นนี้รุ่นอะไร พ่อครูว่า…หลวงปู่จะตั้งให้เวลารับกลด มีปวส. 8 คน มีปวช.จบมี 10 กว่าคน ม.6 จบมีเยอะเลย ปวช.จะต่อปวส.1 คน ก็ไม่มีปัญหา ใครอยู่ก็ช่วยกันสร้างสรรพัฒนาประเสริฐ จะเอาชื่อรุ่นอะไรดี…. ศาสตร์มีแต่ความรู้ ไม่มีศิลป์ แต่ถ้าจะเริ่มมีศิลป์จะต้องมีจิตวิญญาณ ที่เข้าใจแล้วเป็นประโยชน์ต่อเขา แต่ถ้าอาศัยคนอื่นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อตนเองอย่างนี้คืออนาจาร เอาง่ายๆ พวกเตะฟุตบอลนี้มีสาระอะไรบ้าง มันเอาค่าตัวแพง พวกเต้นด็อกแด๊กนี่ค่าตัวแพงไหม มีแต่เอากิเลสกามใส่คน แต่เขาก็เรียกว่าศิลปินหรือศิลปะ ขี้หมาอะไร หรือแม้แต่คนเขียนภาพก็ตาม ก็ไม่ได้ทำให้คนเกิดแนวพัฒนาอะไรเลย หลวงปู่พูดภาษาบรรยายไปนี่ ไม่ต้องไปตีความว่าจะเจริญอย่างไร แต่พูดกรอกหูให้เข้าใจ ก็ยังไม่ค่อยได้เลย หลวงปู่เหน็ดเหนื่อยเพื่อให้คนได้ประโยชน์แท้ ได้ลดกิเลส ก็ยังไม่ค่อยฟัง แต่นั้นเขาหลอกกันตีราคาแพง เอาไปบำเรอตนมีแต่กิเลสหนาขึ้น ทั้งตัวคนทำเองและคนเสพก็ไม่รู้ว่าติดว่าหลงซับซ้อน พ่อครูว่า…เอารุ่นอะไรดี?.... จะเอารุ่นศิลปะโลกุตระนั้นยังไม่ถึงหรอก เพราะต้องเป็นเรื่องที่สุจริตแล้วช่วยคนอื่น แต่ยิ่งทุจริตก็ยิ่งไกลห่างศิลปะ เอาชื่อ รุ่น พลังสร้างเมือง ก็แล้วกัน แล้วไม่ใช่สร้างทีเดียวแล้วหนีไปนะ ก็ช่วยกันสร้างต่อ….สาธุ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน