560707_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและส.เดินดิน เรื่อง ความย่ิงใหญ่ของกายในพุทธศาสนา.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560707 รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและส.เดินดิน ที่ชเลขวัญ เรื่อง ความยิ่งใหญ่ของกายในพุทธศาสนา ส มณะ เดินดินว่า …วันนี้วันอาทิตย์ ที่ 7 กรกฎาคม 2556 เปิดรายการออกอากาศสดที่ชเลขวัญ จ.พัทลุง...วันนี้วันพระ ถ้าเราติดตามเหตุการณ์บ้านเมือง ก็จะพบว่ามีแต่ความมืดครึ้ม เราอยู่กันที่ ชเลขวัญ ต.ท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ฝนตกทั้งกลางวันและกลางคืน ทุกครั้งที่มืดครึ้มแล้วฝนหยุดตก ก็จะมีความสว่างอยู่เช่นกัน ในเหตุการณ์บ้านเมือง ก็มีแต่ความมืดครึ้มทั้งอาณาจักรและศาสนจักร แต่ท่ามกลางความมืดครึ้ม ใครมีตาปัญญา ก็จะได้เห็นความจริงปรากฏขึ้นเรื่อยๆ ขนาดเณรคำที่ไม่จบดร. ยังหลอกคนได้เป็นหมื่นล้านเลย แล้วคนที่เรียนจบสูงๆในสังคมจะหลอกคนได้มากสักเท่าใด คนในสังคมอยู่กันอย่างทุกข์ทรมานไม่รู้ว่าเรื่องใดจริงเรื่องใดหลอก พ่อครูมาที่ภาคใต้ครั้งนี้ก็ได้มาเปิดความจริงอีกหลายอย่าง การเทศนาครั้งนี้ก็เป็นกัณฑ์สุดท้ายในงานนี้ พ่อครูว่า...วันนี้เป็นวิถีอาริยธรรม เป็นรายการที่ตั้งใจพูดเนื้อหาธรรมะมากกว่าอื่นๆ แต่ในธรรมะนี่เมื่อขยายความแล้วก็รวมทั้งหมด ธรรมะแปลว่าทุกสิ่งทุกอย่าง นักวิทยาศาสตร์เอกของจักรวาล คือพระพุทธเจ้า ค้นพบสิ่งละเอียดลออ เป็นพลังงานทางจิตที่ลึกซึ้งละเอียดกว่าวัตถุมาก ขนาด อาตมา ไม่ใช่พระพุทธเจ้าเป็นโพธิสัตว์ยังไม่อันดับสูงเท่าไหรเลย แต่ระดับเจ็ด อาตมา ยังพอรู้ว่า จิต มีพลังงานในระดับไหน ในความรู้ของไอสไตน์ได้ทฤษฏีเอกที่นักวิทย์เขาใช้กันทั่วโลกคือ อี เท่ากับ เอ็ม ซี กำลังสอง (E=mc2) เป็นพลังงานเล็กละเอียดในนิวเคลียส อาตมา ก็มารู้เรื่องสูตรของไอสไตน์นี้เมื่อมาบวชแล้ว อาตมา ก็เข้าใจตามประสา ก็ต่อสูตรว่า (E=mc2 + A) อาตมา เอาสูตรนี้ไปพูดที่มหาวิทยาลัย แพทย์จุฬาฯ อาตมา เทศน์เรื่อง “แ
อ่านต่อ
พทยศาสตร์เป็นเดรัจฉานวิชชา” โอ้โห นักศึกษาแพทย์และอื่นๆ มากันเพียบเลย แล้ว อาตมา ก็เทศน์เรื่องนี้ คือ (E=mc2 + A) A คือ Abstract คือ อรูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ได้แม้มันจะละเอียดมาก อย่างแก๊สต่างๆ แสง เป็นอรูปได้ แต่นักวิทย์ก็มีเครื่องมือตรวจจับได้ แต่ในนามธรรม นอกจากจะเป็นอรูปแล้ว ยังเป็นธาตุรู้ของสัตว์โลก ยังเป็นชีวะระดับจิตนิยาม ที่สูงกว่าพีชะนิยาม ซึ่งพีชะนี้ยังเป็นพลังงานที่ยังไม่มีวิญญาณ พระพุทธเจ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สูงกว่าไอสไตน์ ไอสไตน์รู้เรื่องวัตถุได้มาก แต่ อาตมา ก็พอรู้แต่ไม่ละเอียดเท่าไอสไตน์ ควักมาไม่ออก แต่ว่า อาตมา มาเน้นเรื่องนามธรรม ไม่ได้เน้นเรื่องรูปธรรมเท่าไหร่ คนจะเข้าใจยาก เพราะเป็นอรูป และเป็นนามธรรมด้วย มีสภาพของวิญญาณ คือมีสัญญา เวทนา สังขาร เป็น 3 เจตสิกของวิญญาณ อาตมา พอเริ่มต้นก็บอกความจริงว่า ตนเองบรรลุธรรม แล้วก็เขียนหนังสือเล่มแรกออกมาคือ “คนคืออะไร ทำไมสำคัญนัก” เขียนอย่างซื่อๆเลย เป็นการแจกความหมายของเวทนา สัญญา สังขาร เป็นภาษาลูกทุ่ง ไม่เป็นภาษาวิชาการ แต่ก็มั่นใจว่าได้สื่อให้รู้นามธรรม ในระดับจิตนิยาม ตอนนั้นยังไม่มีภาษาหรือนิรุตติเท่าไหร่ เป็นหนังสือเล่ม เล่มแรกในชีวิตของ อาตมา อาตมา เขียนหนังสือนวนิยาย แจกเพื่อนอ่าน ออกเป็นนิตยสารก็ทำ ตั้งแต่อยู่ต่างจังหวัด มี Talent ในตัวเองเรื่องนี้ เขียนมาจนกระทั่ง โตมาทำงานในกทม. มารู้จักนักเขียนคนนั้นคนนี้ก็เขียนหนังสือลงนิตยสารมาเรื่อย จนมาเขียนหนังสือจบเล่มแรกนี้ คือ คนคืออะไรทำไมสำคัญนัก พิมพ์มาหลายครั้งแล้ว ไม่ใช่เล่มบางๆด้วย อาตมา เขียนด้วยความมั่นใจ ไม่ได้เขียนด้วยคะนอง A คือ Abstract เป็นเรื่องสูงสุด คือเรื่องปรมัตถธรรม คนเข้าใจก็หยิบค่าของนามธรรม จิตเจตสิกต่างๆ ออกมาใช้ได้ มันมีน้ำหนัก มีดีกรีของมัน มีเนื้อหาของมัน คนที่สามารถหยั่งถึงสภาพนามธรรมก็เอามาใช้ได้ตามฐานะ เป็นอรูปที่คนรู้ได้น้อย ยังไม่มีคนมาตั้งบัญญัติภาษา จึงยาก แต่ยากอย่างไร มนุษย์ในยุคนี้ฉลาดในวัตถุธรรมมาก มีปาฏิหาริย์ทางวัตถุไปไกล แต่นามธรรมก็มีพลังงานที่ยิ่งใหญ่กว่าวัตถุธรรมมาก ในมหาจักรวาลมีสสารและพลังงาน เมื่อจับกันเข้าประชุมกันเข้าก็เป็น “กาโย” ซึ่งคำว่า “กาย” นี้มีความหมายจริงคืออะไร อาตมา ก็พยายามไปตามพยัญชนะที่มีคนแปลไว้ ก็ได้ความที่เขาแปลว่า กายของสังคมไทยเป็น กายสัคคะหรือ อปายกายะ หรือนิรยกายะ สัคคกายะ ท่านแปลว่า องค์ประชุมที่อยู่บนสวรรค์ อันนี้แปลไม่ถูกต้อง อาตมา แปลว่า องค์ประชุมของความเป็นสวรรค์ “กาย” ท่านแปลว่า กลุ่ม หรือกอง หรือ จำนวนที่รวมกัน หรือ การรวมเข้าด้วยกัน หรือองค์ประชุม หรือ หมวดหมู่ภายในตัวตน คือการรวมเข้ากันของธาตุต่างๆ มากมายหลากหลาย แม้แต่หมายถึงหมวดแห่งเจตสิกธรรม คือเวทนา สัญญา สังขาร ซึ่งคำว่ากายนี้หมายเอารวมทั้งรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งอาจตัดรูปธรรมได้ แต่ตัดนามธรรมไม่ได้ เพราะต้องศึกษาที่นามธรรม แต่คนไปตัดลัดเอาแค่นามธรรม ก็ทำให้ปฏิบัติผิดๆ กาย ต้อง มีมหาภูตรูปแล้วต่อเนื่องไปสู่อุปาทายรูป ซึ่งอภิธรรมแจกเป็น รูป 28 เป็น มหาภูตรูป 4 เป็นอุปาทายรูป 28 อย่าเผลอตัดรูปนอกทิ้ง จะเป็นการปฏิบัติที่ไปนั่งเข้าภวังค์ ไม่เอาใจใส่ข้างนอกเลย ถ้าจะเรียนจิต เจตสิก รูป นิพพานต้องไม่เอาข้างนอกเลย นี่คือความเข้าใจผิดที่เต็มรูปเลย น่าสงสารมากเลย เมื่อไปหลงเข้าไปอยู่ข้างใน ก็ไม่เอาภาระข้างนอกเลย ว่าผู้บรรลุสูงสุดแล้วไม่เกี่ยวข้องกับใคร นี่คือความเข้าใจผิดของธรรมะ ที่จริงธรรมะคือความสัมพันธ์กัน ไม่ขาดกันอย่างสมบูรณ์แบบของรูปและนาม พระพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งที่เหนือกว่าไอสไตน์ แต่ไอสไตน์ก็มีความรู้ด้านนามธรรมด้วย ไม่ใช่จะรู้แต่วัตถุธรรม อาตมา เคยบอกว่าไอสไตน์เป็นโพธิสัตว์ ซึ่งเขาก็รู้จักพุทธศาสนา เขาก็บอกว่าเขานับถือพุทธ แต่ไม่ได้ไปเข้ากลุ่มพุทธ แต่เขาใช้พุทธเป็นตัวอาศัยในชีวิต ไอสไตน์แสดงอะไรออกมาก็มีภูมิธรรมขนาดนี้ อาตมา จึงกล้าพูดเช่นนี้ ในนัยเดียวกันที่ว่า ในหลวงเป็นโพธิสัตว์ อาตมา ไม่ใหญ่เท่าไหร่ ก็ต้องรับผิดชอบคำพูดต่อสาธารณชน แต่คนที่ใหญ่กว่า อาตมา ไม่รับผิดชอบคำพูดของตนก็บาปมากนะ คนที่โกหกทั้งๆ ที่รู้ว่าโกหกนี่ไม่มีชั่วใดที่ทำไม่ได้ อาตมา ใช้คำว่าชั่วก็คือบาป เป็นกิเลสหนักที่เขาโกหกคนทั้งประเทศเลย คำว่า “กาย” หมายถึง ประเทศชาติด้วย หมายถึง จักรวาลด้วย ถ้าคุณมีบารมีจะเอามาเกี่ยวกับบริบทของคุณได้ด้วย ถ้าคุณสามารถทำงานได้อย่างนั้น ของ อาตมา เอาแค่ในไทย ไม่เอาระดับต่างชาติด้วย มีบริบทแค่นี้ อาตมา ได้ขยายพฤติกรรม เป็นเจตนาดีที่จะช่วยรับผิดชอบดูแล ว่าเศรษฐกิจเราจะดำเนินขนาดไหน ในกลุ่มคนที่ อาตมา ดูแล แต่ในคนที่เป็นอโศกนอกคอก อาตมา ก็ดูแลไม่ได้ แต่อโศกในคอก อาตมา ก็ยินดีดูแล จะขยายเป็นเศรฐกิจบุญนิยม และทำสาธารณโภคี ก็ทำได้ มีวิถีดำเนินชีวิตดำเนินตามจรณะในสังคมมนุษย์ มีอยู่หลายชุมชน อย่างที่มานี่ก็ชเลขวัญ เป็นวิธีการหนึ่งของรัฐศาสตร์เป็นการบริหารในระดับชุมชน ซึ่งสามารถมีสังคมที่โตพอจะได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้าน ก็มีแล้ว มี เจ้าหน้าที่ ทางรัฐเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นอบต. ของหมู่บ้านเป็นต้น เช่นราชธานีอโศก ศีรษะอโศก ก็มีวิถีดำเนิน มีกาโยของการเมืองบุญนิยม พาณิชย์บุญิยม เศรษฐกิจบุญนิยม กสิกรรมบุญนิยม สื่อสารบุญนิยม การเงินบุญนิยม ทุกวันนี้เราก็ทำพอได้ อาตมา ว่ายังไม่มีนักวิชาการมาจัดเรียบเรียงเป็นวิทยานิพนธ์ให้ใช้สอยศึกษา อาตมา มั่นใจว่า ทฤษฏีนี้ไม่ใช่หลักการลอยลมเหมือน โทมัส มอร์ ที่เขียนเรื่อง ยูโทเปีย แต่ของเรานี่เป็นได้ละเอียดกว่ายูโทเปีย ลึกกว่าโทมัส มอร์ อย่างสาธารณโภคีแล้ว ทำได้จริง ไม่ใช่แค่จินตนาการ สมณะ เดินดินว่า...ลองมาเช็คดูความเข้าใจเรื่องกาย ของคนใต้ มีตัวให้เลือกสามข้อคือ กายคือ ก. ร่างกาย ข. กายคือจิตใจและร่างกาย ค.กายคือจิตใจล้วนๆ ใครคิดว่าเป็นข้อไหน?... พ่อครูว่ า… กายขาดจากร่างกายไม่ได้ แต่ว่ากายนี้หมายเอานามธรรมเป็นหลัก ถ้าเข้าใจ “กาย” ไม่ได้ก็เข้าใจวิโมกข์ 8 ไม่ได้
วิโมกข์ 8 1 . ผู้มีรูป (รูปฌาน) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) จิตจะต้องรู้จักรูป (รูปคือสิ่งที่ถูกรู้) (อัฏฐ วิโมกฺเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปัญญาย จัสส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ) 2 . ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ( 10/66 ) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ). ( อาตมา แปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป คือรู้ทั้งรูปภายนอก ไปจนถึงรูปภายใน ต้องเห็นทุกเวลา แม้ขั้นอรูปก็ต้องใส่ใจกำหนด) คำว่า เอโก คือส่วนตน อย่าไปเสือกหรือแส่ของคนอื่น และท่านแปลว่าผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน นี่คือแปลไม่รู้เรื่องออกทะเลเยือกเย็นเลยนี่ อาตมา ว่าท่านว่าไว้ชัดเลยว่า อรูปสัญญี คือกำหนดรู้ลึกถึงอรูปในส่วนตน รูปทั้งหลายภายนอกก็ไม่ได้ทิ้ง แล้วสามารถหยั่งรู้เข้้าไปภายในถึงอรูปได้ และต้องเห็นคือปัสสติ คือภายนอกก็ต้องเห็นถ้าตาไม่บอด และยังเห็นในภายใน เห็นรูปและอรูปด้วย ถึงขั้นนามธรรม เป็นชีวะ เป็นวิญญาณ แจกวิญญาณออกเป็น จิต เจตสิก รูป นิพพาน คุณต้องรู้ให้หมด 3 . ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ) ( อาตมา แปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พตปฎ. ล. 10 ข. 66 / ล. 23 ข. 163 ในข้อนี่รู้ถึงผลด้วย ภาษามันสั้นๆ คือ อธิศีลเจริญ อธิจิตเจริญ อธิปัญญาเจริญ เกิดอธิโมกข์ คือความรู้ยิ่งพาไปนิพพานได้ เป็นการโน้ ม จิตไปในทิศทางนี้หรือ Trend ไปในทางสูง เป็นสุภันเตวะ คือสัมโพธิปรายนะ คือตรัสรู้สู่ที่สูงจนถึงที่สุด คือสุภันเตวะ ส่วนโหติ คือการเกิดได้แล้วมีแล้วเป็นแล้ว ซึ่งคุณจะได้อะไร ก็คือได้ อธิมุต หรืออธิโมกข์ มาเข้าสู่ข้อสี่ของ วิญญาณฐีติ 7 ข้อที่สี่ คือ “กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน” หรือคือ สัตตาวาสคือยังครองความเป็นสัตว์นี้อยู่ คือคุณยังเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณอยู่ ถ้าใครเข้าใจคำว่า “กาย” ไม่ได้ก็รู้ไม่หมด ยิ่งเข้าใจว่า กายคือรูปร่างโครงร่างภายนอก อันนี้คือจบเห่เลย ไปเข้าใจสัตว์ทางจิตวิญญาณว่าคือสัตว์เป็นตัวๆภายนอก แต่ที่จริงหมายถึงสัตว์ทางจิตวิญญาณ คือ สัตว์นรก ผี เทวดา มาร พรหม เป็นต้น พระพุทธเจ้าท่านยกตัวอย่างในข้อสี่นี้ คือสุภกิณหพรหม ซึ่ง 4 . สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) เขาเข้าใจผิดมิจฉาทิฏฐิว่า นิโรธคือความดับไปทั้งหมด ถ้าลืมตามันดับไม่ได้ มันรู้อยู่ ก็ต้องไปนั่งหลับดับตา ดับทั้งสัญญา และเวทนา แต่ของพระพุทธเจ้าดับเหมือนกันแต่ดับกิเลส ดังนั้นสัญญาว่าดับคือนิโรธเหมือนกันในสมมุติสัจจะ ทั้งพุทธและนอกพุทธก็ได้สมมุติสัจจะนิโรธดับได้เหมือนกันแต่ของพุทธมีนิโรธที่เป็นปรมัตถสัจจะ ดับได้ตั้งแต่สักกายะ ที่ตามเห็นอนุปัสสี 4 ตามเห็นความจางคลาย ของกิเลส ตามเห็นความดับของกิเลส อย่างรู้แจ้งไม่ใช่ดับอย่างเดียรถีย์ กำหนดว่านิโรธเช่นกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันในรายละเอียด เรียกว่า กายคือความดับเหมือนกัน แต่ดับอย่างปรมัตถ์กับสมมุติ ไม่เหมือนกัน จึงเรียกว่า กายและสัญญา ว่านิโรธเหมือนกัน แต่ต่างกันในปรมัตถสัจจะ ถ้าเข้าไม่ถึงปรมัตถ์ก็ไม่เข้าใจ สัมผัสไม่ติด หรือเขาก็ทำไม่ได้ด้วย เพราะเขาจับสักกายะไม่ได้ สักกะแปลว่าตนเอง สักกายะคือองค์ประชุมทั้งรูปและนาม ทั้งนอกและในที่รวมเป็นของตนเอง การปฏิบัติต้องทำที่ผัสสะ 3 เช่นเห็นของแล้วเราอยากได้ ถ้าแรงก็จะทำชั่วเอาของเขาได้ นี่คือสัตว์ผีที่เป็น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉา ต้องแยกสัตว์โอปปาติกะออก แล้วคุณจะละความเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณได้ แล้วเราจะตัดรอบได้ว่าเราพ้นความเป็นสัตว์ไปสู่อาริยะขั้นไหน? โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ซึ่งองค์ประชุมของ สัคคกายะ คือรสสุขที่เราเคยมีตอนนี้สัมผัสแล้วมันไม่มีรสสุข มันเฉย เป็นอุเบกขา อัสสาทะมันดับ ไม่ได้อยากเสพอยากมี อย่างรู้อยู่ แต่ก่อนเราเป็นทาส ตอนนี้เราเป็นไทมัน เป็นนิโรธที่รู้ว่าเราอยู่เหนือมัน มีนิโรธอย่างปรมัตถธรรม ไม่ใช่แค่สมมุตินิโรธ ผู้มีปรมัตถ์จะรู้ว่าคนที่ยังวนอยู่ในสมมุติในโลกีย์ ก็อ่านออกได้ อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่
_ เมื่อวานนี้ 8705 smsมาว่า … แค่เสียงลำโพงดัง อรหันต์ซี 7 ตกอกตกใจหรือ? พ่อครูว่า… ซึ่งเรื่องนี้ลึกซึ้ง อาตมา ก็ไม่อยากพูดให้ เดี๋ยวจะหาว่าแก้ตัว แต่จะบอกว่าอันนั้นเป็นสภาพของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นเรื่องลึก อย่าพูดเลย สีควายให้ซอฟัง เดี๋ยวควายขวิด อย่าอุตร ิ ซอมันไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว หรือเข็นเขาขึ้นครก เข็นไม่ไหวหรอก ส มณะ เดินดินว่า … พ่อครูจะพูดถึงกายของประเทศไทย พ่อครู ว่า … ทำงานแล้วพยายามขยายกายไปตามการประมาณ แต่ก่อนเราเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างได้ไม่มาก แต่ก็บังอาจไปสัมพันธ์กับสังคม เศรษฐกิจในสังคม แต่ก่อน อาตมา จัดกรอบแคบๆ ต่อมาก็ไปเชื่อมต่อ จนบางคนว่า อาตมา ขยายเกินไปแล้ว ผิดทางแล้ว อาตมา ก็ว่าทำอย่างประมาณ ไม่ทำอย่างเขียนด้วยมือลบด้วยเท้าหรอก สร้างมาอย่างยากเย็น คือทำอย่างให้เขาเกิดศรัทธาเชื่อถือ แต่คนไม่นับถือศรัทธา อาตมา ก็ไม่มีใจที่จะไปทำงานด้วยหรอก ขนาดศรัทธาก็ยังยากเลย อาตมา จะทำงานกับคนที่ศรัทธานี่แหละ ใครไม่ศรัทธาก็ไม่โง่ที่จะทำงานด้วย แต่ก็ไม่ตัดสัมพันธ์ ก็สงสารเขาด้วย ที่ไม่ให้เราทำงานด้วย เราไม่บังอาจละลาบละล้วง พระพุทธเจ้าสอนว่าให้ทำกับคนที่มีฉันทะ มีศรัทธา ก็วัดกระแสสังคมว่าเขาจะนับถือเราเท่าไรหนอก็ประมาณอยู่ ไม่หลงตนว่าเขาศรัทธาเราแล้ว ถ้าสังคมเขาศรัทธามา 100 % อาตมา ก็จะรับแต่ 80 % จะได้ไม่ผิดพลาด อาตมา ทำงานโดยสัปปุริสธรรม 7 ซึ่งถ้าเสี่ยงแล้วไม่มีผลมั่นใจ 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปก็ไม่ทำ อาตมา ก็ทำงานขยายกาย สัมพันธ์กับสังคม ค่อยๆ เอื้อมเอื้อเกื้อกว้างออกไป ตอนนี้ก็ออกไปพอสมควร พอถึงขีดก็ต้อง Low Profile ต้องลดท่าทีลงหน่อย ในองค์ประกอบเหล่านี้ มีทั้งรูปธรรมและนามธรรมซึ่งยาก ก็ได้ตามที่เห็นเหมาะควร ก็ได้ประมาณนี้ แต่ก่อนนี้ออกไปประมาณหนึ่ง ก็ได้พอสมควร แต่ก็ต้องคำนวณองค์ประกอบเสมอ เราต้องปรับเปลี่ยนจากการประมาณสังคมเป็น และต้องรู้กายของสังคมและของตนด้วย มีปริสัญญุตา (กรอบขอบเขตของบริษัทหรือชุมชน) ถ้ามีมากก็ขยายมีน้อยอย่าทำ เราต้องรู้ อัตตัญญุตา (รู้ตน) คนมีสัปปุริสธรรมจะเจียมตน ท่านไม่ต้องการโลกธรรมแล้ว ท่านไม่มากท่านจะน้อยๆว่า อัปปิจฉะ แต่ผู้มีกิเลสก็จะมากไปเรื่อยๆ ซักวันก็พัง ฟ่ามไป แต่ผู้ไม่ฟ่ามเอาแต่เนื้อๆ ก็จะเป็นไปได้ ใช้สัปปุริสธรรม 7 จริง โลกียะเขาที่เขาทำสัมพันธ์ขยายผลเพราะเขาต้องการเอามาให้มากขยายให้มาก แต่โลกุตระหรือบุญนิยมจะขยายเพื่อให้เขา ควักให้เขาตามควร แต่ต้องประมาณว่าเราเหลือพอควักให้คนอื่นเขาได้ จึงจะไปทำงานร่วมกับคนอื่นเขา การขยายกายที่เราจะสัมผัสกับสังคมต้องทำอย่างนี้ มันคนละทิศระหว่างโลกียะกับโลกุตระ ทุกวันนี้ไทยเราไม่เสียแค่เครดิต แม้แต่ discipline ก็ไม่เหลือ การรู้แล้วเราก็ทำอย่างประมาณ สัปปุริสธรรม 7 ถ้าไม่เช่นนั้นไปไม่ไกล บรรลัยจริงๆ ซึ่งวิชาการของพระพุทธเจ้านี้ ท่านสอนให้เอามาใช้ได้จริงอย่างสัปปุริสธรรม นี่ อาตมา ก็ใช้จริงๆ จะทำงานกับสังคม เราทำคุณอันสมควรก่อนแล้วช่วยผู้อื่นจึงไม่มัวหมองหรือสูญเสีย แต่ถ้าเราไม่ทำคุณอันสมควรก่อน เราไม่มีจริงแล้วเราก็ทำหลอกทำฟ่ามก็บรรลัยไปมากแล้ว ตอนนี้ประเทศไทย นี้ กายของประเทศไทย ยับเยินมากเหลือเกิน ถูกคนเลวคนชั่วคนไม่มีปัญญาทำร้ายขนาดหนัก ทั้งตับไตไส้พุง และเรือนร่าง (คือแผ่นดิน อาณาเขตของไทย) ก็กำลังจะเสีย (จริงๆเขาบอกว่าเสียแล้ว) พฤตินัยเขาครอบครองไปแล้ว ส่วนนามธรรม คือทรัพยากรก็ถูกปล้นแล้ว มีมือดีของคนชั่ว มาปล้นทำลายหนักหนาสาหัส ก็นึกถึงคำพังเพยที่ว่า “พูดไปสองไพเบี้ยนิ่งเสียตำลึงทอง” มันใช้ไม่ได้แล้ว ต้อง “พูดไปจะได้มากกว่าสองไพเบี้ย แต่นิ่งเสีย นี่จะเสียประเทศไทยเลย” ไม่ใช่ได้สี่ไพ แต่เสียหมดเลย คำว่า ตำลึงนี้คือสี่ ที่จริง อาตมา ไม่ใช่คนต้นคิดคำนี้หรอก คนต้นคิดคือ คุรุ คือ “ไม้ร่ม” ได้รับอนุญาตให้นำมาเผยแพร่ได้ พูดไปเพราะอยากให้ออกจากอาณาจักรของความกลัว ที่คนเขาไม่กล้วพูดความจริงออกมา เราต้องผนึกร่วมต่อสู้ พูดไปใช่จ่ายเบี้ย สองไพ หาก "นิ่ง"ได้ตำลึงไทย ไม่แล้ว ยิ่ง "นิ่ง"ยิ่งไทยไถล ถลำต่ำ แน่เอย ไทยดับแน่ไป่แคล้ว อยู่เท้าเผด็จการ ถ้าเข้าใจคำว่า “กาย” จะใช้ถูก ถ้าเข้าใจกายก็จะเข้าใจวิญญาณฐีติ 7 สัตตาวาส 9 แล้วต้องล้างความเป็นสัตว์แม้สัตว์อรุป เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ ก็ต้องพ้นเพื่อสู่ สัญญาเวทยิตนิโรธ ส มณะ เดินดินสรุปว่า … พระพุทธเจ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิต แต่ไอสไตน์เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางวัตถุ เอาวัตถุมาแตกเป็นสิ่งที่เล็กที่สุด ยิ่งเล็กยิ่งมีพลังงานมหาศาล พ่อครูว่าพุทธเราเอา พลังงานทางจิตมาแตกให้เล็กกว่าปรมาณู คือสูญญนู คือมาสลายความยึดถือให้พลังงานจิตเราแตกตัวให้เล็กที่สุดเป็นพลังงานมหาศาลที่มาช่วยโลก คือเราได้ แรงงาน ทุนรอนแรงงานกลับคืนมา สิ่งที่พ่อครูทำเป็นเรื่องจิตวิญญาณยากเห็นแต่ทำแล้วเห็นผล มาลดความยึดถือ เช่นเราเคยเห็นควายแล้วอร่อยพอลดความยึดถือก็จะมีพลังเมตตาเกิด ทำเป็นบุคคลแล้วรวมเป็นชุมชน มีสาธารณโภคี อย่างโทมัส มอร์ก็มีความคิดจินตนาการยูโทเปีย คนก็ว่าสุดยอดแล้ว แต่วันนี้พ่อครูพาเราทำจนเป็นชุมชนเลย เป็นลักษณะทางจิตที่เข้าใจยาก แต่มีสิ่งปรากฏสัมผัสแตะต้องได้ ซึ่งวิทยาศาสตร์ทางจิตจับต้องยาก แต่พ่อครูให้เรียนรู้กายจึงจะพิสูจน์วิทยาศาสตร์ทางจิต อย่างไม่หลับตาทำอย่างเขา ที่เป็นการสูญเสียอย่างมาก แต่เราต้องมาทำการรู้ที่ตัวเราให้ชัด และรู้ความสัมพันธ์กับภายนอกเพื่อช่วยเขา ส่วนศัพท์นั้นอาจยาก เช่นสัตตาวาส วิญญาณฐิติ แต่เราถ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตก็ต้องมาเรียนรู้ อย่างพ่อครูนี่อายุจ ะ 80 แล้วแต่ก็มีพลังงานวิมุติมาเทศน์ให้เราฟังจนคนฟังเมื่อยก่อน เป็นพลังงานสันติภาพ เป็นดาวสันติภาพที่จะมาช่วยโลกให้สว่างไสว พลังงานทางจิตมีความยิ่งใหญ่กว่าทางวัตถุ ไอสไตน์บอกว่าถ้ารู้ว่าทำออกมาแล้วจะเป็นอย่างนี้ไปเป็นช่างซ่อมนาฬิกาดีกว่า เรามาเรียนรู้เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตเพื่อให้เป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านต่อไป...เอวัง