561208_ภาคค่ำมัฆวานฯ โดยพ่อครูเรื่องปฏิบัติการทวงคืนอำนาจ ถึงโค้งสุดท้ายวัดใจ ‘รบ.ปู’.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข13 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

561208_ ภาคค่ำ มัฆวานฯ โดยพ่อครู เรื่อง ปฏิบัติการทวงคืนอำนาจ ถึงโค้งสุดท้ายวัดใจ ‘ร ัฐบาล ปู’ พ่อครู… วันที่ 8 ธันวาคม พศ.2556 ที่ สะพานมัฆวานฯ มาออกรายการที่เวทีบนรถกระจายเสียง ที่เป็นเวทีเคลื่อนที่ สำหรับปฏิบัติการ “ เป่านกหวีดครั้งสุดท้าย ” ที่เป็นวันนัดหมายรวมพลมวลมหาประชาชน ในนาม กปปส. ในเวลา 09.39 น. วันที่ 9 ธ.ค. 2556 งานนี้เป็นการศึกษาที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับคนไทย เรียกว่า Phenomenology ( ปรากฏการณ์วิทยา ) เป็นการศึกษาที่มีปรากฏการณ์ชัดเจน ทั้งภายนอกและภายใน ภายนอกเห็น กายวิญญัติ เห็นการเคลื่อนไหว สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล ศาสนาพุทธละเอียดไปถึงสมุทัย การศึกษาในโลกนี้ยังไม่ถึงขั้น ปรากฏการณ์วิทยา แต่เกิดได้ยาก เพราะเขาหยั่งไม่ถึงจิตที่ลึกถึงจิตไร้สำนึกหรือใต้สำนึก จิตไร้สำนึกคืออนุสัย นอนเนื่อง คนเราไม่สามารถดึงจิตเหล่านี้มาใช้ได้ เมื่อเราสามารถเรียนรู้ด้วยปรากฏการณ์วิทยา ปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดนี้ เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ เช่น เราบอกว่า ความสงบสยบความเคลื่อนไหว คนเขาไม่เชื่อ อาตมาก็พยายามพาทำ คนเราหากสงบพอสมควร สองอย่างมีเหตุผลหลักฐานมัดไม้มัดมือ อย่างที่คนเราทุกวันนี้ที่ “ ง่านโด้ ” คือ คำว่าโง่ผนวกกับคำว่าด้าน ง่าน คือความโง่ยกกำลังด้าน ส่วน โด้ คือ ด้านยกกำลังโง่ พวกดื้อตาใส นี่ล่ะคือโง่ยกกำลังด้านคือง่าน เราต่อสู้ด้วยอุตสาห ะ อดทน ใจเย็น ขนาดนั้นก็มียั้งไม่อยู่บ้าง เป็นไปตามธรรมชาติ พอเราทำมาถึงทุกวันนี้ ก็มีผู้รู้เพิ่มขึ้น แต่ก่อนอาตมาก็เส นอ มาตรา 3 มาตรา 7 แต่มันเป็นความจริง จนเกิดปรากฏการณ์ทุกวันนี้ นักรัฐศาสตร์นิติศาสตร์ ก็เร ิ่ มรู้ว่าเป็นไปได้นะ เป็นปรากฏการณ์ใหม่ Neo politics เรื่องประชาชนปฏิวัติโดยไม่มีอาวุธ แต่ใช้ ปุญญาวุธ ใช้อาวุธที่ลึกซึ้ง

อ่านต่อ

คนก็จำนนต่อความจริง แม้เป็นนามธรรม จึงเกิดการพัฒนาการมาถึงบัดนี้ ฝ่ายที่เขาละเมิดหยาบ หยาม เพ ิ่ มขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้ครบองค์ประกอบเงื่อนไขเห็นชัดเจน เมื่อประชาชนมาทวงอำนาจคืน ในมาตรา 3 (อำนาจอธิปไตย) อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ดูข้อมูลจากสื่อสาร ที่เป็นนักคิดนักเขียนบทความต่างๆแล้ว แต่ละคนก็แสดงออก แพร่หลายไปเร็ว ขอยกตัวอย่าง ของไทยโพสต์... คอลัมน์: ทรรศนะ : เมื่อมีมืด...ย่อมมีสว่าง!!! โดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ (1) อาจด้วยเหตุที่ล้างมือจากวงการยุทธจักรมานานแล้ว ได้แต่สังเกตการณ์ทางการเมืองอยู่ห่างๆ เลยแทบไม่ได้สนใจว่าใครจะแพ้ ใครจะชนะ ในยกนั้น ยกนี้ หรือยกไหนๆ ระหว่างรัฐบาลดื้อตาใสกับมวลมหาประชาชนนับล้านๆ ที่ยื้อกันไปยื้อกันมาร่วมเดือนเข้าไปแล้ว … (2) แต่สิ่งที่กลายเป็นแรงดึงดูดให้ต้องจับจ้องด้วยความตื่นเต้ลล์ล์ล์ น่าทึ่ง น่าประทับใจ เอามากๆ เห็นจะเป็นปรากฏการณ์แปลกๆ ใหม่ๆ ที่อุบัติขึ้นมาท่ามกลางการเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชนนับเป็นล้านๆ ซึ่งพร้อมใจกันลุกฮือขึ้นมาในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าที่ถนนราชดำเนิน สะพานมัฆวาน กระทรวงการคลัง ถนนแจ้งวัฒนะ ตลอดไปจนศาลากลางจังหวัดทั่วทั้งประเทศ...ฯลฯ (3) เพราะไม่เพียงแต่จำนวน ปริมาณ ที่ไม่ว่าจะนับคำนวณกันโดยสายตาคร่าวๆ หรือกำหนดอัตราส่วนระหว่างพื้นที่กับจำนวนบุคคลในความจุนับกันเป็นตารางเมตรๆ ล้วนแล้วแต่เกินล้านไปด้วยกันทั้งนั้น ส่วนจะเป็น 1 ล้าน กับอีก 9 แสนกว่าคน หรือ 2 ล้านขึ้นไป ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ของการชุมนุมทางการเมือง ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ชาติไทยเอาเลยก็ว่าได้ และที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือว่า บรรดาผู้คนนับล้านๆ ที่เข้ามาร่วมสร้างประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้คนกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง พรรคใด พรรคหนึ่ง หรือฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง เท่านั้น แต่มันเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายชนิดแทบทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาวิชาชีพ จนอาจถือเป็นภาพสะท้อนของ ปวงชนชาวไทย ได้ไม่ยากนัก … (4) คือไม่ได้มีแต่เฉพาะสตรีและคนชรา หน้าเก่าๆ หน้าเดิมๆ เหมือนอย่างที่เคยถูกตำรวจไล่ทุบ ไล่กระทืบ มาโดยตลอด แต่เต็มไปด้วย นักเรียน นิสิต นักศึกษา ไล่มาตั้งแต่ชั้นอนุบาล ชั้นประถม มัธยม อาชีวะ ไปยันถึงครูบาอาจารย์แทบทุกสถาบันการศึกษา เต็มไปด้วยพ่อค้า นักธุรกิจ ข้าราชการทั้งที่เกษียณแล้วและยังไม่เกษียณ ไปจนถึงดารา นักร้อง นักแสดง ศิลปิน ตัวตลก แถมด้วยชาวนา กรรมกร ฯลฯ หลั่งไหลมาสมทบจนเนืองแน่นไปทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร ไม่สามารถแยกเพศ แยกวัย หรือแยกชนชั้นใดๆ ได้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเรียกว่าไพร่ ว่าอำมาตย์ ว่าไฮโซ ไฮซ้อ ชนชั้นกลางเก่า หรือกลางใหม่ คนเหนือ คนใต้ คนอีสาน ฯลฯ ต่างไหลมารวมกันเป็นมวลมหาประชาชนได้อย่างน่าทึ่ง น่าประทับใจ เอามากๆ … (5) แถมยังไม่ปรากฏภาพการแจกเงินกันสดๆ แบบที่เห็นในคลิปมวลชนผู้ซึ่งถูกระดม ถูกกะเกณฑ์ มาที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถานเอาเลยแม้แต่นิด เรียกว่า...มากันด้วยใจ ด้วยอารมณ์ความรู้สึกในแบบเดียวกันด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งในช่วงที่จะต้องฝ่าดงกระสุน แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำผสมสารเคมี ด้วยมือเปล่า เท้าเปล่า ถ้าหากไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ใจ ซะอย่าง ป่านนี้...ไม่ว่าใครก็ใคร คงหนีไม่พ้นต้องเก็บฉาก ยกระดับการชุมนุมไปสู่การกลับไปบ้านใคร-บ้านมันไปนานแล้ว และเมื่อมองให้ลึกลงไปอีก ว่าสิ่งที่เรียกว่า ใจ นั้นมันมีอะไรเป็นองค์ประกอบบ้าง ถ้าจะสรุปให้สั้นๆ ง่ายๆ ขึ้นมาหน่อย คงต้องตอบว่า แต่ละสิ่งแต่ละอย่างมันล้วนเกี่ยวข้องกับความดี ความงาม ความถูกต้อง ความเป็นธรรม ความมีคุณธรรม ความมีศีล มีธรรม ไปด้วยกันทั้งสิ้น … (6) ยิ่งเมื่อบรรดาใจที่ใฝ่หาสิ่งเหล่านี้...ต่างพร้อมที่จะไหลไปรวมกัน ณ ที่ถนนราชดำเนิน กระทรวงการคลัง และศูนย์ราชการถนนแจ้งวัฒนะ ในช่วงวาระการเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา ชนิดแน่นขนัดไปทุกๆ พื้นที่ ส่งผลให้พื้นที่สนามหลวง อันเป็นสถานที่ประกอบ พิธีกรรม ของรัฐบาล โหรงเหรง โล่งโจ้ง อย่างเห็นได้ชัดเจน ปรากฏการณ์การยื้อกันไป ยื้อกันมา ระหว่างมวลมหาประชาชนกับรัฐบาลดื้อตาใส จึงแทบไม่ต่างอะไรไปจากการเผชิญหน้าระหว่าง ฝ่ายธรรมะ กับ ฝ่ายอธรรม ยังไงยังงั้น … (7) ด้วยเหตุนี้...จึงแทบไม่ต้องเสียเวลาไปสนใจว่าใครจะแพ้ ใครจะชนะ กันในตอนไหน เมื่อไหร่ เพราะเพียงแค่ได้เห็นภาพผู้คนนับเป็นล้านๆ หันมาให้ความสนใจต่อความดี ความมีคุณธรรม ความถูกต้อง เป็นธรรม กันอย่างแน่นขนัด เนืองนอง เช่นนี้ ไม่ว่าใครแพ้ ใครชนะ คงต้องสรุปว่า...ประเทศไทยชนะแล้ว!!! ชนะกิเลส อวิชชา ชนะความโกหก หลอกลวง ปลิ้นปล้อน ชนะอำนาจเงิน อำนาจรัฐที่ไม่ถูกไม่ต้อง ไม่ต่างอะไรไปจากความสว่างที่กำลังเอาชนะความมืดลงไปทุกทีๆ นั่นเอง ส่วนรัฐบาล หรือใครก็ตามที่สนับสนุนรัฐบาลนั้น น่าจะ กระจอก เกินไปกว่าที่จะพูดถึง เพราะเมื่อไหร่ที่ความสว่างได้เข้ามาแทนที่ความมืดอย่างเบ็ดเสร็จ สมบูรณ์แล้ว มันคงแทบไม่ต้องเสียเวลาไปอธิบายว่าอะไรน่าเกลียด น่าชัง น่าอัปลักษณ์ น่าทุเรศ ทุรัง เพราะความสว่างมันจะสาดส่องให้เห็นว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรจริง อะไรเท็จ ได้ด้วยตัวของมันเอง...นั่นแล …

อีกคอลัมน์หนึ่งเรื่อง.. ปฏิบัติการทวงคืนอำนาจ ถึงโค้งสุดท้ายวัดใจ ‘รบ.ปู’ แม้จะสามารถรักษาอำนาจตัวเอง โดยอ้างความชอบธรรมที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเอาไว้ได้ แม้จะสามารถยืนหยัดด้วยกลไกในมือฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติที่มีอยู่อย่างล้นพ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลเอาไว้ได้ แม้จะใช้เครื่องมือและสรรพกำลังต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุม กลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) บุกเข้ายึดสถานที่ราชการ และหน่วยงานต่างๆ เอาไว้ได้ และแม้จะใช้ “ยุทธศาสตร์” และ “ยุทธวิธี” ทางการเมืองแก้เกมของฝั่งตรงข้ามเพื่อประคองตัวให้อยู่คานอำนาจให้นานที่สุดเอาไว้ได้ แต่ย่างก้าวของ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ต่อจากนี้จะเต็มไปด้วยขวากหนามสารพัดที่ทำให้การบริหารประเทศไม่สะดวกโยธิน ตามครรลองที่ควรจะเป็นอีกแล้ว เนื่องด้วยเพราะปรากฏการณ์ “มวลมหาประชาชน” วันนี้ ได้ขยายเป็นวงกว้างทุกหย่อมหญ้าและทุกภาคส่วน ความไม่พอใจในการบริหารประเทศของรัฐบาลเลิกกระจุกตัวอยู่เพียงแค่กลุ่มคนไม่กี่คน หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเท่านั้น แต่ลุกลามอยู่ในทั่วทุกแห่งของประเทศไทย ตามสภาพความเป็นจริงที่ออกมา นับตั้งแต่เกิดการรวมตัวคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย เรื่อยมาจนพัฒนาการไปตามลำดับมาเป็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. การทุจริตโครงการต่างๆ และการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ย่อมสะท้อนความเป็นไปบนสังคม ณ ขณะนี้ได้ชัดว่า มีประชาชนจำนวนมหาศาลที่ไม่พอใจ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ที่มักอ้างตนว่า เป็นรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย และกล้าที่จะลุกออกมาตะโกนถึงสิทธิ์ในความเป็นประชาชนคนไทย ปฏิกิริยา “มวลมหาประชาชน” บนความอัดอั้นต่อการบริหารประเทศ กำลังจะเป็นอาวุธให้ความชอบธรรมที่รัฐบาลแอบอ้าง หมดความชอบธรรมด้วยการปฏิวัติของสังคม ดังจะเห็นได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นนับจากมี “กปปส.” ภายใต้การนำของ “กำนันสุเทพ” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแนวร่วมก่อตัวขึ้นมา “ข้าราชการ” ที่เคยถูกมองว่า โดนฝ่ายการเมืองแทรกแซง และครอบงำอยู่ทุกอณู จนไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาของประชาชนได้อีกต่อไป กลับขยับเขยื้อนตัวออกมาให้เห็นว่า พวกเขาที่ไม่เอา “ระบอบทักษิณ” มีอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ถูกกลืนกิน เห็นได้จากภาพข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อยหลายคนที่พร้อมใจกันคล้องนกหวีด ชูธงชาติ อ้าแขนรับ “ม็อบ กปปส.” ทั้งที่กำลังจะยกพลไปยึดสถานที่ทำงานของตัวเอง เป็นการแสดงตัวที่ไม่เกรงกลัวว่า จะมีผลกระทบอะไรตามมา และทั้งที่ไม่รู้เลยว่า หากปฏิบัติการ “ปฏิวัติประชาชน” รอบนี้ไม่สำเร็จ ข้าราชการน้ำดีเหล่านี้จะต้องได้รับการตอบสนองอย่างไรจากฝ่ายผู้ถืออำนาจ แต่นั่นเป็นเรื่องของอนาคตภายภาคหน้าที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนแล้วจากปรากฏการณ์ข้าราชการอันเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบราชการออกมาต่อสู้ ย่อมจะส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลตามอำเภอใจไม่ง่ายอีกต่อไป แม้จะยังไปต่อได้ แต่จะทำเหมือนเดิมคงลำบาก ขณะที่สังคมโดยรวมวันนี้แจ่มชัดแล้วว่า “ไทยไม่เฉย” ได้กระจายตัวอยู่ทั่วไปในทุกๆ ที่ และพร้อมจะแสดงพลังให้รัฐบาลเห็นว่า พวกเขาเหล่านั้นไม่พึงประสงค์ฝ่ายบริหารที่หมดความชอบธรรม รวมทั้งพร้อมขัดขวางและแสดงออกในทุกครั้งที่มีโอกาส เหมือนกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา คนไทยจำนวนมากเลือกที่จะไปจุดเทียนชัยถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เวทีศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ และเวทีกระทรวงการคลังอย่างเนืองแน่น ต่างจากท้องสนามหลวงที่มีรัฐบาลเป็นเจ้าภาพนั้นดูบางตาไปเยอะหากเทียบกับทุกๆ ปี และเป็นการตอกย้ำภาพ “มวลมหาประชาชน” เรือนล้าน เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมาด้วยว่า ออกมาด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อแสดงพลังส่งถึงรัฐบาลโดยตรง มิได้ถูกจัดตั้งอย่างที่มีการตั้งข้อสังเกต เป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้เริ่มเห็นทิศทางต่อจากนี้ว่า รัฐบาลอาจไม่ได้รับความร่วมมือที่ดีอีกต่อไป เพราะต้องอย่าลืมว่า วันนี้แม้รัฐบาลจะสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ โดยอาจอ้างความชอบธรรมในการบริหารประเทศได้ในทาง “นิตินัย” เนื่องจากคดีความต่างๆ ยังไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะปมแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. ของ 312 ส.ส. และ ส.ว. ที่ถูกส่งต่อไปอยู่ในมือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ยังอยู่ระหว่างไต่สวน แต่กับในทาง “พฤตินัย” แล้ว ดูเหมือนจะไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนตั้งแต่วันที่องคาพยพของรัฐบาลประกาศไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเสาค้ำยันในอำนาจ 3 ฝ่ายตามระบอบประชาธิปไตย โดยตามหลักแล้วการปฏิเสธอำนาจดังกล่าว ถือเป็นการละเลยกติกาของประเทศที่แจ่มชัด ดังที่ “สภาทนายความ” ออกแถลงการณ์ระบุว่า “หลักการของระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทรงใช้พระราชอำนาจทั้งทางบริหารผ่านรัฐบาล ทางนิติบัญญัติผ่านรัฐสภา และทางตุลาการผ่านศาลนี้ เป็นความสมดุลที่สอดคล้องกัน การที่มีกลุ่มบุคคล สมาชิกพรรคการเมือง รัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภาทั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาปฏิเสธคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นการไม่ชอบของการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา หรือรัฐมนตรีที่ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม การแสดงออกต่อสาธารณะถึงการไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับเป็นการปฏิเสธพระราชอำนาจในทางตุลาการ ทั้งหากมีการกระทำดังกล่าวนี้ปรากฏอยู่โดยที่ผู้กระทำยังมิได้รู้สำนึก” และยังรวมถึงการนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว. ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ทั้งที่มีการท้วงติงและอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล นอกจากนี้ยังมีการผลักดันกฎหมายที่ทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรมอย่างร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับทะลุซอย จนสุดท้ายต้องถอยร่นออกไป แต่กลับไม่แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเลย จุดนี้เองที่จะส่งผลกระทบโดยตรงในการทำงาน เพราะเมื่อไม่ได้รับการตอบรับและความร่วมมือที่ดีจากประชาชน ย่อมนำมาสู่ปลายทางของ “รัฐที่ล้มเหลว” ในเวลาอันใกล้ เมื่อสัญญาณถูกถ่ายทอดออกมาในลักษณะนี้ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องดำเนินการทำอะไรสักอย่างเพื่อปลดชนวนความขัดแย้ง และทางออกของเรื่องนี้มีมากกว่าหนึ่งทางหากตั้งใจจะทำจริงๆ มากกว่าประวิงเวลา และประวิงอำนาจ ส่วนเรื่อง “นายกฯ ม.7” หรือ “สภาประชาชน” ที่รัฐบาลอ้างว่า เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้รัฐธรรมนูญไทย พร้อมด้วยสารพัดเหตุผล และแหล่งอ้างอิงนั้น เอาเข้าจริงสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัญหาเชิงเทคนิคทั้งสิ้น ปัญหาคือ รัฐบาลพร้อมจะให้ความร่วมมือและเต็มใจทำหรือไม่ต่างหาก โดยเฉพาะวันที่ 9 ธันวาคมนี้ที่ “กปปส.” ประกาศจะต่อสู้หมดหน้าตัก ให้รู้แพ้-ชนะ โดยขอให้ประชาชนออกมาเป็นล้านๆ เคลื่อนไหวทั่วประเทศ เพื่อแสดงพลังทวงคืนอำนาจจากรัฐบาล ซึ่งไม่ใช่การปฏิวัติโดยใช้กำลังทหาร จึงเป็นครั้งสำคัญที่รัฐบาลจำเป็นจะต้องสดับและควรจะต้องมีท่าทีอย่างใดอย่างหนึ่งต่อเสียงดังกล่าว เพราะเป็นเสมือนเจตจำนงของประชาชนที่ลุกขึ้นมาแล้ว แต่ในตรงกันข้าม หากรัฐบาลยังดันทุรังบริหารประเทศทั้งที่สภาพสังคมเป็นอย่างนี้ โดยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ก็รังแต่จะสร้างความเสียหาย และความสูญเสียต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ.

อีกอันหนึ่งคือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับคดี พรบ.ที่มาของ สส. สว. บางส่วนว่าไว้ว่า... อย่างไรก็ดี ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย แม้จะให้ถือเอามติฝ่ายเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ก็ตาม แต่หากละเลย หรือใช้อำนาจอำเภอใจ กดขี่ ข่มเหงฝ่ายเสียงข้างน้อย โดยไม่ฟังเหตุผล และขาดหลักประกัน จนทำให้ฝ่ายเสียงข้างน้อยไม่มีที่อยู่ที่ยืนตามสมควรแล้วไซร้ จะถือว่าเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร หากแต่จะกลับกลายเป็นระบอบเผด็จการฝ่ายข้างมาก ขัดแย้งต่อระบอบการปกครองของประเทศอย่างชัดแจ้ง ซึ่งหลักการพื้นฐานสำคัญนี้ ได้รับการยืนยันมาโดยตลอดว่า กรณีต้องมีมาตรการในการป้องกันการใช้อำนาจบิดเบือน หรืออำนาจอำเภอใจของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่เข้ามาใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน โดยให้ตั้งมั่นอยู่บนหลักการ แบ่งการ แยกการใช้อำนาจอธิปไตย อันเป็นอำนาจของปวงชนชาวไทย เพื่อให้แต่ละองค์กร หรือสถาบันการเมืองที่ใช้อำนาจดังกล่าวอยู่ อยู่ในสถานะที่จะตรวจสอบ และถ่วงดุล เพื่อทัดทาน และคานอำนาจซึ่งกันและกันได้อย่างเหมาะสม มิใช่แบ่งแยกให้เป็นพื้นที่อิสระของแต่ละฝ่าย ที่จะใช้อำนาจตามอำเภอใจอย่างไรก็ได้ เพราะหากปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยปราศจากการตรวจสอบและถ่วงดุลแล้ว ย่อมเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดความเสียหาย และนำพาประเทศชาติให้เกิดเสื่อมโทรมลง เพราะความผิดหลงและมัวเมาในอำนาจของผู้ถืออำนาจรัฐ ซึ่งในการนี้ อาจกล่าวได้ว่า องค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นประมุขของรัฐ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือศาล ล้วนถูกจัดตั้งขึ้น หรือได้รับมอบอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

ดังนั้น การใช้อำนาจขององค์กรเหล่านี้ จึงต้องถูกจำกัดการใช้อำนาจ ทั้งในด้านรูปแบบ และเนื้อหา จึงมีผลให้การใช้อำนาจขององค์กรทั้งหลายเหล่านี้ ไม่สามารถที่จะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ โดยเหตุนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.2550 จึงได้นำหลักนิติธรรมมากำกับการใช้อำนาจของทุกฝ่าย ทุกองค์กร และทุกหน่วยงานของรัฐบาล ภายใต้หลักการที่ว่า นอกจากการใช้อำนาจตามบทกฎหมายที่มีอยู่ทั่วไปแล้ว ยังจะต้องใช้อำนาจ และปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามหลักนิติธรรม กรณีนี้จึงใช้การปฏิบัติตามบทกฎหมาย ที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือหลักเสียงข้างมากแต่เพียงเท่านั้น หากจะต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมควบคู่กันไปด้วย

การอ้างหลักเสียงข้างมาก โดยที่มิได้คำนึงถึงเสียงข้างน้อย เพื่อหยิบยกมาใช้อำนาจอำเภอใจ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของผู้ใช้อำนาจท่ามกลางความซับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน หรือกลุ่มบุคคล กับผลประโยชน์ของประเทศชาติ และความสงบสุขของประชาชนโดยรวม และการใดก็ตามที่จะนำมาซึ่งนำไปสู่ความเสียหาย และความเสื่อมโทรมของประเทศชาติ หรือการวิวาทบาดหมาง แยกแตกสามัคคีกันอย่างรุนแรงระหว่างประชาชน การนั้นย่อมขัดต่อหลักนิติธรรมตามมาตรา 3 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่งหมายถึงรัฐธรรมนูญนี้ ตามนัยมาตรา 68 นั่นเอง การใช้กฎหมาย และการใช้อำนาจทุกกรณีต้องเป็นไปโดยสุจริต จะใช้โดยทุจริต ฉ้อฉล มีประโยชน์ทับซ้อน หรือวาระซ่อนเร้นมิได้ เพราะมิฉะนั้นจะทำให้บรรดาสุจริตชน คนส่วนใหญ่ของประเทศอาจสูญเสียประโยชน์อันพึงมีพึงได้ ให้ไปตกอยู่แก่บุคคล หรือคณะบุคคลผู้ใช้อำนาจ โดยปราศจากความชอบธรรม หลักนิติธรรม หรือเป็นแนวทางในการปกครองที่มาจากหลักความยุติธรรมตามธรรมชาติ อันเป็นความเป็นธรรมที่บริสุทธิ์ ปราศจากอคติ โดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้อง และแอบแฝง หลักนิติธรรมจึงเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญของกฎหมายที่อยู่เหนือบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งรัฐสภาก็ดี คณะรัฐมนตรีก็ดี ศาลก็ดี รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานต่างๆ ของรัฐก็ดี จะต้องยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติ

พ่อครูว่า … ถ้าไม่มีบัญญัติไว้ในร ัฐธรรมนูญ นี้ทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ ก็ย่อมทำได้ เช่น ต่อต้านโดยสันติวิธี ในมาตรา 69 (การต่อต้านโดยสันติวิธี) บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ อีกอันหนึ่งของ ศ.ธนินทร์ ไกรวิเชียร แสดงปาฐกถาพิเศษ ว่าจงยึดมั่นในความยุติธรรม โดยกล่าวถึงพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ตรัสไว้ว่า...ความยุติธรรมนี่คือ ทำอะไรที่ให้ถูกต้องตามธรรมะ คือยุติธรรม ถ้าฟังดูก็ยุติในธรรม ยุติในความดีความถูกต้องของผู้พิพากษ า โดยเฉพาะผู้พิพากษาสูงสุด ต้องรักษาความดีความถูกต้อง ถ้าท่านได้รักษาไว้ตามปฏิญาณตนนี้ ก็เชื่อว่าความสุขสงบก็จะเกิดขึ้น ถ้าผู้รักษาความยุติธรรม ไม่รักษาความยุติธรรม ประเทศชาติ ก็จะวุ่นวาย ความยุติธรรม คือมีเหตุผล มีความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นว่าเป็นส ิ่ งที่ถูกต้องในสังคม ทรงชี้แนะว่าในกรณีที่กฏหมายขัดแย้งกับความยุติธรรม นั้น ความยุติธรรมต้องมาก่อน กฏหมายเป็นเพียงเครื่องมือในการรักาษตความยุติธรรม จึงไม่มีความสำคัญไปย ิ่ ง ก ว่าความยุติธรรม จะถือว่าความยุติธรรมนั้นมาก่อนกฏหมายและอยู่เหนือกฏหมาย เรื่องนี้พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแก่ผู้มีหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม กฏหมายเป็นเพียงปัจจัยในการรักษาความยุติธรรม ซึ่งสอดคล้องกับหลักกฏหมายธรรมชาติ พ่อครูว่า...ประเทศไทยเราทุกวันนี้ เราใช้การตัดสินลึกถึง ยุติธรรม และ นิติธรรม ซึ่งคำว่าธรรมะไม่มีในภาษาอังกฤษ เขาก็ใช้คำทับศัพท์ว่า Dharma ธรรมะที่เป็น โลกุตรธรรม มีจิตสงบนั้นไม่ใช่แค่สงบนิ่งไม่คิดไม่ไหวติง แต่ว่าคือจิตหมดกิเลส และมีสมรรถนะรู้ทันโลก เพราะจิตตนสะอาดใส รู้ว่ามีกิเลสร่วมหรือไม่ จึงทำงานกับสังคมอย่างอนุโลมปฏิโลมได้ มี โลกุตระ โลกวิทู โลกานุกัมปายะ หรือว่า พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) โดยไม่เห็นแก่ตัว ลดละตัวตน ไม่มีกิเลสที่จะนำมาบำเรอตนเลย มีปัจจัย 4 และบริขารที่จะทำงาน ทำงานได้มาก ก็ไม่หอบหามหวงแหน ทำให้แก่ส่วนกลาง เพื่อให้สังคม ไม่ได้ทำเพื่อสะสมกอบโกยแก่ตนเอง เรามีสมรรถนะมา ก ก็ทำงานมาก มันดีกว่าทำน้อยนะ ทำดีมากก็ดีกว่าทำดีน้อย แล้วทำไปก็จะมีความสามารถเพ ิ่ มขึ้นอีก อย่างทำส้วมก็ทำไปแล้ว ก็ต้องมาเก็บขี้อีก การมาประท้วงนี่เรื่องกินไม่ค่อยลำบาก ช่วยกันได้ง่ายกว่าเรื่องขี้ เป็นเรื่องยากกว่า แต่คนของเราก็เก่งขึ้น ค่อยรู้วิธีแนบเนียนขึ้นเรื่อยๆ เป็นความเจริญ เราไม่ได้ทำเอาเงินทองด้วย อย่างเต๊นท์นี่ช่วยกันทำหนักหนา ก็ทำไป เราไม่มีตังค์ด้วย เราก็เลยต้องทำเอง ระบบของเราเป็นระบบคนจน อาตมาไม่สอนให้ไปรวย พระพุทธเจ้าก็สอนไม่ให้ไปรวย เราเอาความรู้สามารถ กับขยันสร้าง เรามีสมรรถนะกับความขยันไม่มีวันอดตาย ไม่เกี่ยง ไม่เห็นแก่ตัว การเสียสละคือคุณค่าของมนุษย์ คุณรังเกียจอะไรกับตนเอง ที่มีคุณค่าต่อมนุษยชาติ เป็นกุศล สั่งสมใส่อัตภาพไป ทุกศาสนามีอัตภาพ พุทธก็อยู่กับคุณงามความดี และสุดท้ายพุทธสลายอัตภาพได้ ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ หรือจะไม่ปรินิพพาน เป็นอรหันต์ โพธิสัตว์ก็ได้ น้ำนี่คือH2O แต่คนที่มีความสามารถแตกสลายธาตุน้ำ ก็จะกลายเป็น H กับ O คือ ไฮโดรเจนกับออกซิเจนไม่มีน้ำเลย นี่เปรียบกับจิตนะ ผู้เป็นอรหันต์แล้วสลายธาตุกิเลสได้ แต่จิตก็ยังอยู่ มีโลกุตรจิต (อยู่เหนือโลก) มีโลกวิทู(รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ(ช่วยเหลือโลก) คุณธรรมของมนุษย์ที่เรียกว่า อาริยธรรม พุทธสอนให้มีคุณธรรมแล้วอยู่กับโลก รู้จักโลก เลิกจากความติดยึดในโลกได้ สูงขึ้นไปตามลำดับ แต่ละระดับกินเวลานานมาก เพราะชีวิตของคนเรา 100 ปีนี้สั้นมาก สวรรค์ หรือความสุขนั้น เร็วมาก แวบเดียว แต่นรกนั้นยาวนานมาก หนึ่งนาทีของนรกนี้นานมาก เมื่อเทียบกับสวรรค์ คุณธรรมของเทวดา หรือ อาริยธรรม มี 7 ข้อคือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พหูสูตร จาคะ ปัญญา ในทศพิศราชธรรม ก็มีศีลด้วยในข้อที่ 2 ศีลเบื้องต้นคือศีล 5 เป็นฆราวาส มีผัวเมียได้ กิเลสก็ปฏิบัติไปตามภูมิ ศีลก็มีระดับจากต่ำไปสูงเรื่อยๆ คนที่ทำผิดแล้วไม่ละอายต่อความผิดบาป ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่สัตว์ประเสริฐ แต่เป็นคนชั่ว ศรัทธาในธรรมะศรัทธาในศีล ศีลเบื้องต้นของพุทธคือศีล 5 จิตวิญญาณไม่ฆ่าสัตว์ จิตวิญญาณไม่เอาของใคร ข้อ 3 ก็มีกามในกามคุณ มีผัวเดียวเมียเดียวไม่นอกใจ ข้อ 4 ไม่พูดปดอาจมีพูดแรงบ้าง หยาบบ้างแต่ไม่ปด ข้อ 5 ไม่เสพติดหยาบต่ำ เช่นอบายมุข กามจัดจ้าน ลาภใหญ่โตไม่เอาแล้ว โสดาบันมีศีล 5 บริสุทธิ์ ไม่มัวเมาในสุรา(เมาหยาบ) หิริ คือรู้ว่าอะไรผิดอะไรชั่ว จะเกรงต่อความผิดบาป ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นมีความจำเป็นจะต้องโลภ ต้องเอาส ิ่ งนี้มาให้แก่ตน บางทีก็ต้องจำเป็น แต่คนที่ไม่มีความจำเป็นแล้ว จิตมันเห็นว่าไปทำอย่างนั้นมันผิดมันบาป เขาก็จะไม่ทำ ส่วน โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อบาป จะไม่ทำจริงๆ เป็นคุณธรรมสูงกว่าหิริ อย่าง หิริ นี่ อาจทำชั่วลับหลังได้ เพราะอาย แต่ถ้าถึง โอตตัปปะนั้นลับหลังก็ไม่ทำ เพราะทำแล้วสั่งสมเป็นวิบาก กิเลสอ้วน ถ้ารู้สัจจะแล้ว ต่อหน้าลับหลังก็ไม่ทำ คนทำความจริงเหล่านี้ได้ ถึงเป็นพหูสูตร ไม่ใช่ว่าพหูสูตรคือ ผู้รู้มาก เรียนมาก แต่ไม่ได้มรรคผล ในศรัทธา 10 จะมี 1 . ศรัทธา (เชื่อถือเลื่อมใสในอริยสัจเป็นต้น) 2 . ศีล (ในบริบทที่สูงไปสู่สีลสัมปทา แห่ง จรณะ 15 ) 3 . พหูสูต / พาหุสัจจะ (รู้สัจจะบรรลุจริง จนรู้มากขึ้น) 4 . เป็นพระธรรมกถิกะ (อธิบายสัจธรรม สอนความจริง) 5 . เข้าสู่บริษัท (สู่หมู่กลุ่มอื่น) 6 .

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน