251018-592 อภิณหปัจจเวกขณ์-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ033.txt

โฟลเดอร์สมณะโพธิรักษ์ - 2525 อภิณหปัจจเวกขณ์ (86 ตอน) MP3 ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข11 มิถุนายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

อาการปฏิบัติธรรมเนียมมันมีความเข้าใจที่ยังไม่รอบทวนยังแปลความกระจ่างไม่ออกอยู่อันหนึ่งก็คือว่าเราต้องเอาตนดูตนมองตนกระทำการขัดเกลาที่ตนการเน้นปฏิบัติธรรมนั้นจุดนี้ถูกต้องที่นี้คนเข้าใจความหมายนี้ไม่รอบส่วนก็เลยเข้าใจไปว่าจงเอาแต่ตัวแต่ตนเห็นแต่แก่ตัวแก่ตนเอาตัวรอดเป็นยอดเดียวดูแต่ นอนอยู่คนอื่นยังไม่ต้องแลคนอื่นไม่ต้องเกี่ยวคนอื่นไม่ต้องสัมพันธ์เนี่ยความหมายมันมันก็ออกไปอย่างนั้นซึ่งเป็นความหมายผิดเป็นความหมายเพี้ยนคำว่าดูตนนั้นจะอยู่ที่ใดเราก็ดูตนอยู่คนเดียวก็ดูตนและศาสนานั้นพระพุทธเจ้ายืนยันว่ามิตรดีสหายดีเพื่อนดีเป็นทั้งหมดของศาสนาเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ต้องอยู่กับบัณฑิตอยู่กับมิตรสหายยิ่งเราปฏิบัติธรรมใหม่ๆเราต้องอยู่กับหมู่คนอยู่แวดล้อมไปด้วยพี่เลี้ยงอันครบพร้อมมีมิตรดีสหายดีเพื่อนดีไม่ใช่ยิ่งจะปลีกตนอยู่เพราะการปฏิบัติธรรมที่มีแนวโน้มเป็นฤาษีไปอ่านพระธรรมของพระพุทธเจ้าบอกว่าเมื่อคราวที่ท่านบอกให้บอกว่าเอา เดี๋ยวไปอยู่ในขณะที่จะปัจจะเวกในขณะที่จะทบทวนบุพเพนิวาสานุสติญาณเพื่อที่จะให้มีจิตไม่ต้องมีอะไรกวนมากเพื่อนั่งคิดทบทวนย้อนเรื่องตรวจตราอะไรต่ออะไรก็เข้าใจไม่ได้เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมต้องอยู่คนเดียวอยู่คนเดียวด้วยเอาแต่คิดคิดคิดคิดคิดคิดคิดเฉยๆซึ่งตรงกันข้ามกับหลักการมัดองค์ 8 อย่างสิ้นเชิงมันเป็นการต่างกำลังมรรคองค์ 8 อย่างสิ้นเชิงทีเดียวความเห็นที่มันมีความรู้สึกว่าเราจะแยกออกไปเป็นแบบฤาษีเก่าๆมันเป็นความรู้พื้นฐานเป็นความรู้ดื่นดาดตลาดใครก็ ใจใครก็รู้เพราะฉะนั้นก็จึงไปเอาความรู้เก่าๆอันนั้นน่ะมาผนวกหรือมารวมกับความรู้ของพระพุทธองค์จึงทำความเข้าใจที่ลึกซึ้งของพระองค์ไม่ได้เพราะมันก็ไม่เคยง่ายนักงั้นก็ปฏิบัติที่มองตนดูตนเอาที่ตัวที่ตนนั้นน่ะคำกล่าวนี้ถูกแต่เอาที่ตัวที

อ่านต่อ

่ตนหรือว่ามองตัวมองตนดูที่ตนเนี่ยดูได้แม้อยู่ในท่ามกลางเพื่อนฝูงอยู่ในขณะการงานเราก็ดูตนเสมอมีสติปัฏฐานมีการรู้ตัวทั่วพร้อมสังวรสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 อยู่จริงๆเราจะต้องหัดตั้งแต่อยู่ในที่ที่มันไม่มีอะไรจุ้นจ้านนักเช่นอยู่ในวัดอยู่ในสถานที่ที่กำหนดก็ฝูงที่ห้อมล้อมไม่มี รถติดเชื้อสัมผัสอบายมุขรู้เรื่องอะไรยุ่งยากมากมายเข้ามากระทบกระแทกให้เราเองจิตแปรปรวนหรือเกิดกิเลสขึ้นมาเราก็หัดฝึกไปเพื่อที่จะรู้ว่าเราปฏิบัติแล้วถูกกระทบแล้วเราก็จะรู้เท่าทันการจิตอ่านใจอ่อนออกอ่านมโนปวริศร 18 ออกคือรู้เวทนาทั้งหมด 18 มาเข้าทวารต่างหูจมูกลิ้นกายใจก็จับไล่ทันทีเพราะมีธรรมะวิจัยมีสติมีธรรมะวิจัยมีวิริยะรู้ชัดแล้วก็มีวิธีการที่จะลดละจางคลายลงได้จริงๆแล้วเราก็จะทำไปเรื่อยๆเราจึงจะปฏิบัติธรรมดูตนเอาที่ตนนั้นเป็นหลักแรกจริงแต่ไม่ได้หมายความว่า แม่เราทำที่ตนแล้วเราก็คือไปทำคนเดียวยิ่งเข้าใจเลยเถิดไปว่าผู้บรรลุยิ่งต้องไปคนเดียวเลยยิ่งบรรลุเท่าไหร่ยิ่งหมายความว่าอิสระเสรีแล้วไม่ต้องคลุกคลีกับใครเลยหยุดความเกี่ยวเกี่ยวข้องหยุดความคลุกคลีแล้วนั่นคือความบรรลุนั่นยิ่งเข้าใจเลยเถิดออกนอกศาสนาพุทธไปสุดโต่งไม่มีคำสั่งไม่มีคำยืนยันของพระพุทธเจ้ายืนยันว่าศาสนานี้มหาบุรุษหรือเป็นยิ่งเป็นผู้บรรลุแล้วยิ่งต้องเป็นพหูชนะอีกตายะเพราะฉะนั้นสุดท้ายยะโลกันตร์อนุกรรมปายะทั้งรูปรอยแบบอย่างในตำนานพระพุทธเจ้าทรงพระอริยเจ้าพระอรหันต์เจ้าเข้าไปในเมืองเข้าไปช่วยเหลือเฟือควายแม้ท่านเองก็กระทำพระมหาสาวกก็กระทำยิ่งเป็นการคลุก เกี่ยวข้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นศาสนาแห่งประโยชน์เป็นศาสนาแห่งความเกื้อกูลเป็นศาสนาแห่งสิ่งที่จะต้องสมานสามัคคีสังคมสรุปได้ว่าเป็นศาสนาแห่งสังคมด้วยซ้ำและความเข้าใจไม่ถูกต้องทำปัญญาให้รู้ว่าต้องดูที่ตนตรวจอ่านที่ตนสังวรที่ตนระวังที่ตนเอาที่ตนเป็นฐานสำคัญอันนี้แหละเข้าใจว่าบทแรกก็ตามบทตามตามไปจนต่อไปจนจบก็ตามก็ต้องเข้าใจให้ชัดเจนละเอียดละออแล้วเราจะปฏิบัติธรรมโดยไม่ผิดเพี้ยนโดยไม่ออกนอกลู่นอกทางจนกลายเป็นระบบเก่าศาสนาเก่าๆ เห็นแก่ตัวแก่ตนตัดช่องน้อยแต่พอตัวแล้วไม่มีคุณค่าไม่มีประโยชน์แก่หมู่ฝูงมนุษยชาติอะไรเลยซึ่งเป็นที่น่ารังเกียจแล้วก็ปราชญ์หรือว่านักรู้หรือว่าผู้มีปัญญาธรรมดาเขาเข้าใจแล้วว่าศาสนาอย่างนี้มันใช้ไม่ได้ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วล่ะก็มันไม่เกิดคุณค่าอะไรในสังคมมนุษย์เป็นแต่เพียงเอาตัวรอดเป็นยอดเดียวเท่านั้นอย่างนี้ไม่ใช่ศาสนาโดยเฉพาะอย่าเอามาสู่ศาสนาพุทธเป็นอันขาดอันในสภาพกรรมวิธีที่จะต้องปลีกตนไปบ้างที่จะต้องห่างเว้นบ้างในสิ่งที่กระทบกระแทกกระเทือนเราอินทรีย์พละอ่อนเรายังไม่สามารถเกี่ยวข้องได้มันก็มีอยู่เป็นขั้น ตอนถ้าเรามีสิ่งแวดล้อมเพียงพอเสนาสนะมันก็ดีพอมิตรสหายเป็นบุคคลสัปปายะก็ดีพอแล้วเราเองเราก็ได้อะไรที่พอเป็นไปได้ทั้งอาหารทางกายได้ทั้งอาหารทางจิตที่พ่อเป็นพ่อไปเจริญงอกงามอยู่เราก็เกิดธรรมะเป็นธรรมะสัปปายะได้อย่างแท้จริงไม่ใช่ว่าจะต้องปลีกออกจากหมู่ไม่ทำการทำงานไม่เอาจิตเอากรรมอะไรเลยไม่ใช่ขอให้เข้าใจอันนี้ให้ชัดแจ้งให้ลึกซึ้งแล้วเราจะเป็นผู้ที่ทำประโยชน์ตนประโยชน์ท่านไปพร้อมๆกันดังคำถามเมื่อวานนี้ก็มีว่าประโยชน์ตนคืออย่างไรประโยชน์ท่านคืออย่างไรมันไปพร้อมกันประโยชน์ตนก็ได้ด้วยเราได้ตัดกิเลสและประโยชน์ท่านก็ได้ ก็ได้รับประโยชน์แม้ทางวัตถุและยิ่งทางนามธรรมด้วยหรือท่าทางทำด้วยคนอื่นก็ได้รับธรรมะด้วยได้จริงๆสอดคล้องกันอยู่พร้อมๆกันไม่ใช่แบ่งกันเป็นเสี่ยงไม่ใช่แบ่งกันเป็นส่วนแบ่งกันเป็นคนละเรื่องคนละราวๆอันไม่ใช่เป็นธรรมะที่เป็นสมังคีเป็นธรรมะที่เกิดพร้อมๆกันอยู่ด้วยกันต่อเนื่องกันเกี่ยวกันอยู่สัมพันธ์กันอยู่ไม่ใช่เรื่องติดตัดขาดตัดวิ่งส่วนการตัดขาดหลุดขาดนี่คือจิตใจจิตใจตัดขาดจิตใจนี้หลุดพ้นจิตใจนั้นดับสนิทจิตใจมีอำนาจจริงๆเป็นความเป็นได้ที่ลึกซึ้งแม้อย่างนั้นเราก็ยิ่งสัมพันธ์กับคนอื่น แล้วเราเองเราก็ขาดสนิทเราก็หยุดได้เสด็จเราก็เหมือนก็ไม่เกี่ยวไม่ข้องกับใครไม่คลุกคลีกับอะไรที่เป็นกิเลสเพราะฉะนั้นอะไรเป็นกิเลสแล้วดับสนิทได้ไม่ทุกข์ไม่ดีไม่เกี่ยวไม่คล่องจริงๆแต่มันก็สำคัญโดยลูกสัมพันธ์โดยสภาวะที่มองเห็นได้รู้ได้ด้วยซ้ำแต่จิตใจนั้นสะอาดปลอดโปร่งแตกไม่ติดเหมือนน้ำกับใบบอนดังที่เคยยกตัวอย่างมีลักษณะนี้ไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายๆผู้มีเองเป็นเองจึงจะรู้เป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหีเพราะฉะนั้นหลักการในการปฏิบัติมีมรรคองค์ 8 มีการประพฤติปฏิบัติต้องมีทักษะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน