571229-ทวย.งานว.บบบ.ครั้งที่ ๓ เรื่อง เปิดยุคบุญนิยม ตอนที่ ๓.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข26 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

571229- ทำวัตรเย็น งาน ว.บบบ. ครั้งที่ 3 เรื่อง เปิดยุคบุญนิยม ตอนที่ 3 พ่อครูว่า … วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก ต้องทำความเข้าใจเรื่อง บุญ บาป กุศล อกุศล ให้ชัดเจนแม่นคมชัด ไม่อย่างนั้น จะไม่ถึงคุณความดี ที่เป็นคุณวิเศษ ต้องให้รู้ทะลุถึงแก่นแท้ ถ้าพูดถึงบุญแล้ว ก็ต้องพูดถึงกุศล เพื่อให้กระจ่างลึก ถึงคำว่าบุญได้อย่างลึก พจนานุกรมฉบับปรับปรุงใหม่ของเจ้าคุณพระอุดรคณาธิการ ท่านให้คำแปล ปุญญะ ว่า คือ บุญ แล้วท่านก็ให้ความหมายอีกว่า ความผ่องแผ้วของดวงจิตก็ดี ความสะอาดก็ดี ความสุข ความดี มันก็ใช้ได้ แต่ไม่คมชัด แน่นอนว่าเป็นความดีชั้นพิเศษ เพราะว่าปุญญะนั้น มันถึงขั้นหมดสุขหมดทุกข์เลย ส่วนเป็นความดีนั้นเป็นแน่ การทำบุญสำเร็จ หมายความว่าอย่างไร ซึ่งที่เขาได้ยึดถือกันนั้น เป็นเพียงความหมายกว้างๆ เป็นเรื่องของความดีทั่วไป แม้จะแปลว่าความผ่องแผ้วแห่งดวงจิต ก็ยังหมายได้ไม่คมชัด ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ความดีกว้างๆกลางๆ ถ้าพูดถึงความดีในภาษาไทย ก็เป็นสิ่งกว้างๆ ความดีก็หมายถึงคำว่า กุศล ซึ่งถ้าบุญแปลได้แค่ความดีกว้างๆ ก็จะหลงทิศทางกัน หนักเข้าก็หมายบุญว่าคือ โลกียะ ได้รวยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นอามิสไปเลย ซึ่งตรงกันข้ามกับโลกุตระเลย ขัดแย้งเลย ก็ไม่มีคำชัด กุศลกับบุญก็เลยไม่ตัดรอบกัน บุญ เริ่มจากการออกจากกามภพ ที่เป็นอบายภูมิ ดับเหตุที่ทำให้วุ่น ให้ออกจากจิต เอากิเลสออกจากจิต จิตก็ตั้งมั่นแข็งแรงขึ้น จิตเป็นสมาธิ หลุดพ้นจากอบาย เป็นต้น ทำให้กิเลสตาย ก็หลุดพ้น กิเลสนั้นพาวน พอ กิเลสตายก็ไม่วน เป็นโลกนิโรธ จิตจะวนสูงขึ้น เป็นชั้นสูงขึ้น เป็นภูมิใหม่ ภพใหม่ สภาวะใหม่ เริ่มตั้งแต่อบายภูมิ เราต้องอ่านอาการจิตออก ว่ามันเด็ดขาด ไม่ไปไม่มาแล้ว อ่านให้ชัดในภาวะจริง ไม่

อ่านต่อ

ใช่ความจำ อ่านจิตออกว่าอาการโลกีย์ คืออย่างไร มันมีเหตุแห่งโลกีย์อย่างไร จับสักกายะ ได้ แล้วกำจัดให้หมดไป เราก็เลื่อนสูงขึ้นได้เรื่อยๆ ถ้าเราทำได้จิตวิญญาณ เราก็เกิดใหม่ เป็น โอปปาติกโยนิ จิตออกจากฌานออกจากสมาธิ ฌาน คือ การเพ่งรู้ เพ่งเผา แล้วจัดการเป็น อภิสังขาร เป็น ปุญญะ ให้ชำระกิเลส พอชำระกิเลสได้ ก็ออกจากฌาน พ้นจากฌาน ที่เป็นฌานนั่งสมาธิ กันแล้วพอหยุดนั่งเขาก็ว่าออกจากฌาน นั่นไม่ใช่โลกุตระ แต่โลกุตระนั้น ปฏิบัติลืมตา เพ่งทำลายเพ่งกำจัดชำระ ชำระได้ก็ออกจากภพภูมิเก่า ไปสู่ภูมิใหม่ ทำได้ก็ทำให้แข็งแรง จิตตั้งมั่น เป็น สมาธิ ออกจาก นิโรธ หลุดพ้น จุติสู่ภูมิใหม่ เป็น เทวดาแท้ เป็นเทพสูงสุด ออกแล้วออกเลย ไม่ต้องออกๆเข้าๆ เหมือนสมาธิหลับตา เขาทำกันได้เก่งนะ แต่ว่าไม่ได้เลื่อนภพภูมิ เขาก็แค่ทำได้เร็ว ได้นาน ได้แข็งแรง ในความสงบนิ่งเท่านั้น ไม่ใช่โลกุตระ แต่ฌาน สมาธิของพระพุทธเจ้าเป็นองค์รวม ปฏิบัติลืมตา มี สัมมัปธาน 4 มีการเปิดทวารรับวิถี ปฏิบัติถูกต้องก็เป็นฌาน ทำ สังกัปปะ 7 ได้ ชำระกิเลสได้ปหานกิเลสได้ จิตแข็งแรงตั้งมั่น ไปตามลำดับ เรียกว่ารักษาผล จนเป็น ตถตา เข้าสู่ภูมิใหม่ ออกจากภูมิเก่า จนสูงสุดเป็นอรหันต์จบ แม้ไม่ได้เรียนภาษามากมายแต่ปฏิบัติได้รู้ภาษาลูกทุ่งนี่แหละ แต่มีสภาวธรรม ก็นับว่าใช้ได้แล้ว พูดถึง วิชชา 8 เห็นชัดเลย พวกที่เป็นโลกียะ พูดถึง วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธญาณ เขาก็พูดไป ว่าเป็นแบบไหน เขาหมายวนกันอยู่กับอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ ไม่เข้าถึง อานุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ ที่ทำให้กิเลสลดได้ตามคำสอนพระพุทธเจ้า แม้ที่ว่า คนเดียวเป็นหลายคน หลายคนเป็นคนเดียว นั้นใน บาลีไม่มีคำว่า คน เลย เป็น เอโกปิ หุตวา พหิทา โหติ หรือ พหุทาปิ หุตาวา เอโก โหติ แต่เขาอธิบายเป็นปาฏิหาริย์ ว่าคนเดียวเนรมิตเป็นหลายคน นั่งเต็มลาน อาตมาก็อธิบายได้ มีชาวโลกุตระนั่งเต็มลานเลย แต่เขาอธิบายอย่างโลกีย์ ถ้าทำได้เราก็เนรมิตคนมาเต็มโรงงานเลย ใครแก่ตายก็เนรมิตใหม่ ฟังดูตลกนะ อย่าง ไสยบาบา เขาก็เนรมิตทองคำ วักทองคำมาแจกเลย วักของมีค่ามาแจก อาตมาก็ว่า ทำไมไม่เนรมิตให้รัฐบาลนะ เนรมิตทองคำสักหลายก ิโลฯ แต่ที่เนรมิตก็ไม่ให้ทุกคนด้วย ลำเอียง เขาเนรมิตนาฬิกาโรเล็กซ์ อาตมาว่า ผิดศีล ผิดธรรม ไม่ได้ซื้อมา แล้วเอามาจากไหน ถ้าสร้างมาเอง ก็ปลอมโรเล็กซ์เขานะ ไม่มีเลขประจำเครื่อง นอกจำนวนที่เขาสร้างก็ปลอม โกงเขามานะ หรือว่าเอาจากห้างเขามา ก็ขโมยนะ ก็หรือจะไปจ่ายเงินทีหลัง แต่เขาทำจริงอ่านตามข่าว มีชื่อยี่ห้อด้วย นาฬิกานี้ หรือยกตัวอย่าง พวกคงกระพัน ก็ไปช่วยรัฐบาลรบเลย ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้าเลย แจกของขลังให้อาจารย์นี้มาเสก ไม่ต้องเรียนวิชาทหารเลย จะไปยากอะไร เศรษฐกิจบ้านเมืองก็รุ่งเรืองเลย ถ้ามันจริงนะ แต่มันจริงที่ไหน ก็หลอกกันไป ให้คนมาหลง ถ้าจริงเราก็เอามาใช้กับมนุษย์ส่วนใหญ่ได้เลย แต่ที่ทำได้ในบางคนก็อาจเป็นบารมี หรือมีความสามารถพิเศษ ซึ่งทำได้น้อยคนมาก คนที่ทำไม่ได้มีเยอะ ยิ่งคนที่ บนบานศาลกล่าว นั้น คนที่จะได้ตามที่บนนั้น มีน้อย แต่คนที่ไม่ได้ มีมาก แต่คนที่บนแล้วได้ก็มาแก้บน คนที่บนแล้วไม่ได้ ก็ไม่มา คนมาทีไรก็เจอแต่คนบนได้ พระพรหมก็เลยขลัง เป็นตรรกะง่ายๆ คนมาทำกับนักไสยศาสตร์ ก็นัยเดียวกัน คนที่มาแล้วได้ผล ก็เชื่อ คนมาแล้วไม่ได้ผล ก็ไม่เชื่อ แต่คนที่เรียกแขกให้คือ คนที่ได้ที่มีน้อยนี่แหละ อาจารย์ได้โลกธรรมเพิ่ม ก็ยิ่งไปใหญ่เลย แต่เรามาทางโลกุตระ เราก็พามาจน เราก็ไม่จำเป็นต้องมีอาจารย์พามาจน ถ้าไม่รู้จิตดับจิตเกิดเป็นอย่างไร ก็ยิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่ อธิบาย วิชชา 8 นิโรธ นิพพาน ก็ไม่เข้าใจ ความเป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่ไม่เข้าใจความหมายความรู้ของรูป นาม เรื่องสรีระ และกาย ก็พูดกันเข้าใจกันยาก สื่อกันไม่รู้เรื่อง กาย นี้พระพุทธเจ้าหมายถึงความ สำคัญอยู่ที่ใจ และ นอกก็ไม่ทิ้ง ปัจจุบันใดกระทบสัมผัสเราก็อ่านจิตใจได้ ทำใจได้ รู้จักจิตเจตสิก รูป แยกออก อ่านสภาวธรรมจนดับกิเลสได้ อย่างไม่วนเวียนคืน เป็นสภาพที่ เป็นองค์รวมของนอกและใน ด้วย ตากระทบรูป แล้วเข้าไปหาภายในเป็นองค์ประชุมของจิต เป็นวิญญาณ แม้เราจะทำงานปรุงแต่งสังขาร ก็สังขารได้ โดยไม่มีเหตุที่ทำให้ทุกข์ เรารู้จักตัวมันชัดๆ ลักษณะนี้ ชอบรสนี้ กลิ่นนี้ เสียงนี้ สีอย่างนี้ อะไรก็แล้วแต่ ชัดเจนจำเพาะลงไปจากเหตุอันนี้เราก็ไม่มีแล้ว กระทบสัมผัสก็ยืนยันว่าไม่เกิด ยิ่งแต่ก่อนนี้เราเคยเกิดกิเลส แต่ตอนนี้มันลดละ จิตเป็นนิโรธ นอกจากกิเลสไม่เกิด ก็ยังมีปัญญาด้วย เหตุตามจริงไปตามลำดับๆ ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ไม่เป็นหุบเหว เราจะรู้กาย กาย ก็คือ จิต ก็คือ เวทนา คือ ธรรมะ จะไม่สงสัยเลยว่า กายหมายถึงจิตได้อย่า ง ไร กายหมายถึงเวทนาได้อย่างไร กายหมายถึงธรรมะอีก ทำไมหนึ่งเดียวเป็นสี่ได้อย่างไร แล้วสี่อันนี้แหละคือกาย หลายอันเป็นหนึ่งอันได้ เอโกปิ หุตวา พหิทา โหติ หรือ พหุทาปิ หุตาวา เอโก โหติ

6 . ปัญญาวิมุติ ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาเท่านั้น คือ ท่านที่ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย (น เหว อัฏฐ วิโมกเขฯ) แต่สิ้นอาสวะแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอรหันต์ผู้ได้ปัญญาวิมุตติ ก็สำเร็จเลยทีเดียว 7 . อุภโตภาควิมุต ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน คือ ท่านที่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายและสิ้นอาสวะแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา (หมายเอาพระอรหันต์ผู้ได้เจโตวิมุติ ขั้นอรูปสมาบัติมาก่อนที่จะได้ปัญญาวิมุตติ) พ ระไตรปิฎก เล่ม 36 ข้อ 41 ในปัญญาวิมุติ มีคำว่า ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คำว่าไม่ได้นี้ ท่านแปลมาจากคำว่า นเหวะ แท้จริงคือ ท่านมีอยู่แล้ว ท่านอาสวะสิ้นไปได้เหมือนอุภโตภาควิมุติ คำว่าอาสวะสิ้นไปนี้ เป็นเงื่อนไขเลยว่า ท่านคืออรหันต์แล้ว แต่ว่า ในกายสักขีนั้นท่านว่า... 5 . กายสักขี ผู้เป็นพยานด้วยนามกาย หรือผู้ประจักษ์กับตัว คือ ท่านที่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อาสวะบางส่วนก็สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มีสมาธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ อาสวะไม่สิ้นไปหมดก็ไม่ใช่อรหันต์ จะต้องมาสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงทำให้อาสวะสิ้นไปได้ ถ้าผู้มีสภาวะจะไม่สงสัย ยิ่งไปอ่านบุคคล 4 อีกก็ยิ่งชัดว่า 1 . บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ แต่ไม่ได้โลกุตระ 2 . บุคคลผู้ได้โลกุตระ แต่ไม่ได้เจโตสมถะ 3 . บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ และได้ทั้งโลกุตระ 4 . บุคคลผู้ไม่ได้เจโตสมถะ และไม่ได้ทั้งโลกุตระ พ ระไตรปิฎก เล่ม 36 ข้อ 10 , ข ้อ 137 , ข ้อ 525

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ยิ่งชัดเจน ว่า บุคคลที่ได้แต่ เจโตสมถะ แม้จะทำให้อาสวะบางอย่างสิ้น ก็ ไม่เป็นอรหันต์ ส่วนผู้สัมมาทิฏฐิ นั้นมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายตั้งแต่ต้น ทำให้อาสวะสิ้นได้ คนปฏิบัติธรรมที่ไม่สัมมาทิฏฐิ กับไม่สัมมาทิฏฐิเพียงพอ สายศรัทธา ปฏิบัติได้ยากที่จะสัมมาทิฏฐิ ผู้ที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคือ สายปัญญาจะรู้จักกาย ครบนอกและในก็จะได้ถึงอรหันต์ แต่ว่าพวก กายสักขี ถ้า ไม่บริบูรณ์ด้วยวิโมกข์ อย่างเก่งก็ได้แค่อาสวะบางอย่างสิ้น ไม่ใช่โลกุตระนะ เพราะได้แต่เจโตสมถะ คนนี้ไม่ได้หมายเอาโลกุตระ ในความเป็นกายที่สัมมาทิฏฐิบริบูรณ์ ไม่มีวิโมกข์ ได้แต่ เจโตสมถะ ได้แต่ภายใน ภายนอกไม่มี เขา เข้าใจกายว่าแค่ร่างกาย ไม่เข้าหาจิต ไม่เน้นหา มโน หรือ วิญญาณ สายปัญญา นั้นปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าเป็น ธัมมานุสารี ก็มีสัมมาทิฏฐิพอ ก็ มีวิโมกข์ 8 จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงวิโมกข์ ธัมมานุสารี จะสัมผัสวิโมกข์มาตามลำดับ กิเลสดับไปตามลำดับ จึงเป็นผู้ ทิฏฐิปัตตะ คือสัมมาทิฏฐิ พอมาเป็น ปัญญาวิมุติ อาสวะก็หมดสิ้น ไม่ต้องกล่าวถึงสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายเลย เป็นสายปัญญา ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเขาพอรู้เลาๆ หลักฐานยังครบ สายที่ไปนั่งหลับตาหรือออกป่าเขา พระพุทธเจ้าว่าอาสวะบางอย่างอาจสิ้นได้ แต่ไม่มีหลักยืนยันชัดเจนว่าถ้าไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายสำเร็จอิริยาบถอยู่ เห็นอาสวะสิ้น ด้วยสัมมัปปัญญา วิโมกข์ 8 เป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามีนอกและใน

วิโมกข์ 8 มี 1 . ผู้มีรูป(รูปฌาน) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) จิตจะต้องรู้จักรูป (รูปคือสิ่งที่ถูกรู้) 2 . ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ( 10 / 66 ) ย่อม เห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ) (พ่อครูแปลว่า มีสัญญาใส่ใจในอรูป คือ รู้ทั้งรูปภายนอก ไปจนถึงรูปภายใน ต้องเห็น ทุกเวลา แม้ขั้นอรูปก็ต้องใส่ใจกำหนด) 3 . ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงาม ที่ผู้นั้น โน้มไปเจริญ สู่การบรรลุ หลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) สุภันเตวะ แปลว่าสิ่งสูง สิ่งดีที่สุด เจริญที่สุด แต่ไปแปลเป็นว่างาม เป็นสิ่งที่น่าพึงได้ เป็นโชค ส่วน อธิมุตโต คือ จิตเป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เจริญสูงขึ้นๆ เป็นจิตที่เจริญโน้นหา ทิศทางหลุดพ้น นิพพาน เข้า สู่สิ่งน่าพึงได้ เป็นโชคว่า บุญนี่จะประสิทธิผลก็เพราะว่าชำระกิเลสในสันดานได้หมดจด เมื่อกิเลสหมดจด ก็เป็นความผ่องแผ้วของจิต วูปสโมสุข ก็เกิด อาศัยภาษาเรียกว่าสุข หรือเรียกว่า โลกตระสุข แต่ก็ไม่ชัดเพราะว่า ที่จริงคือ ไม่สุขไม่ทุกข์ จึงเป็นฐานนิพพาน เพราะอาการใจที่พอใจสมใจในกิเลส ก็ไม่เป็นโลกุตระ คำว่าอุเบกขาจึงยิ่งใหญ่ ที่เป็น โลกีย์ก็มีเฉย วางเฉยเป็นธรรมชาติ บางทีอารมณ์อิ่มไปไม่ต้องการ สัมผัสไปมันก็ไม่สุขไม่ทุกข์ เช่นว่าบางทีเรากินอาหารที่ว่าอาหารอร่อย แต่ตอนนี้เรามีเรื่องเยอะ ก็เลยกินไปคิดไป ก็เลยไม่รู้สึกสุข หรือบางทีเซ็งเบื่อ มีเรื่องกวนใจมาก คุณก็อุเบกขาได้เซ็งๆ สิ่งเคยพาสุขก็ไม่สุข เป็น อุเบกขาพักยก เป็น ธรรมชาติโลกีย์ เป็นลักษณะที่พระพุทธเจ้าแยกว่าเป็น เคหสิตอุเบกขา ในเวทนา โลกีย์ ท่านแยกเป็นมโนปวิจาร 18 เป็นพฤติของจิตที่เป็นโลกีย์ มีเคหสิตโสมนัส-โทมนัส-อุเบกขา ที่เกิดจากการกระทบทวาร 6 อายตนะ ก็เกิดรสสามอย่างนี้ ได้เป็น 18 ผู้สามารถแยกโลกียะโลกุตระออก มีญาณมีตาทิพย์ หูทิพย์ ถ้าผู้ปฏิบัติถึงขึ้นนี้ อ่านออก แยกออก จริงๆ ใน เนกขัมมะ กับ เคหสิตะ โดยเฉพาะอุเบกขานี่มันเฉยเหมือนกัน อทุกขมสุขเหมือนกัน มันยากที่จะแยกนะ แต่ถ้าเข้าใจว่า เราลดกิเลสได้ ก็ปีติ มีอุปกิเลส ก็โสมมนัส ส่วนที่ยังลำบากอยู่ยังกังวลอยู่ ยังทำได้ในระดับ เบื้องต้น เคร่งคุม ยังไม่เป็นเอง แบบมีวสี เพียงพอ เหมือนคนหัดขับจักรยาน ไม่แข็ง ขี่ ได้ ทำให้นิวรณ์ออกจากจิตได้ แต่ยังต้องลำบากในการควบคุม ไม่คล่องจนเป็นอัตโนมัติ เป็นเองอย่างกับตีลังกาบนจักรยานได้เลย ในลักษณะโสมนัสดีใจที่ได้ลดกิเลสได้ หรือว่า โทมนัส เพราะว่ายัง ต้องฝึกต่อ ไม่สมบูรณ์ก็ยังมีความไม่สมบูรณ์ ยิ่งอุเบกขานี่ มีคุณสมบัติลึกซึ้งละเอียด ทำให้ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุกัมมัญญา ประภัสรา ทำให้เก่ง จิตก็มีมุทุตา จิตแววไว มี ปฏิสัมภิทาญาณ มีความแข็งแรงของอัตถะพยัญชนะ มีเวทนาสัญญาสังขารแคล่วคล่อง เป็น กายปาคุญญตา ตามที่นามธรรมเจริญใน นาม 5 (เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ) มีเจโตที่ปรับได้ง่าย อนุโลมได้ง่าย จะไม่อนุโลม ก็แข็งแรง จิตหัวอ่อน เร็วไว ไหวพริบเร็ว จิตปรับได้เร็วขึ้น มีทั้งเจโตและปัญญา จิตบำรุงง่าย สุโปสะ นี่คือ ความพัฒนาเจริญของอุเบกขา ก็ทำ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ออกมามีกรรมกิริยา กัมมันตะ อาชีวะ ก็เป็นกรรมการงานที่ดี ไม่มีโทษ เก่งขึ้น สูงขึ้น ไร้อคติขึ้นเรื่อยๆ สมบูรณ์เจริญขึ้นเรื่อยๆ

คุณสมบัติ ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา คือความเจริญ ทำได้แล้ว เป็นสมุทเฉทแล้ว ก็ทำให้มาก รักษาผล อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำให้เยอะเข้า ทำกับสิ่งที่จริงตลอดเวลา ไม่หลบเลี่ยง แต่สัมผัสทุกปัจจุบัน เห็นอยู่โต้งๆ ทุกปัจจุบันให้เป็นกิเลสสูญ นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) จะกระทบสัมผัสอย่างไรกิเลสก็สูญ ทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีตที่สูญจนมั่นใจได้ว่า อนาคตก็สูญแน่ นี่คือหนึ่งเดียวขยายเป็นหลาย หรือขยายจากหลายเป็นหนึ่งเดียวก็ได้ ที่อธิบายมานี้ เป็นวิธีการของบุญ ลัทธิบุญ เป็นเช่นนี้ ถ้าไม่แม่นคมชัดเรื่องบุญ ก็พลาดเป้าของพุทธ ไม่สามารถปฏิบัติโลกตระธรรมได้แน่ แยกบุญกับกุศลไม่ออกแน่ ไปเรียนรู้เลยว่า กุศล คือ ความดีงามกว้างๆ แต่กุศลใดชำระกิเลสได้ ก็กุศลนั้นเป็นบุญ แต่ บุญ นั้นจะ เรียกว่ากุศล หรือไม่ ก็ได้ เพราะเป็นความดีงามระดับโลกุตระ แต่บุญทำสำเร็จได้เป็นผลแล้ว ไม่ได้อะไร มันได้สิ่งที่ไม่มี เป็นการชำระออก ฟังธรรมแล้วมีธรรมรส จะไม่เบื่อ แค่โลกีย์ยังไม่เบื่อง่ายเลย แต่ก็ต้องเบื่อ เช่นกินเข้าไปเต็มท้อง หรือกินบ่อยๆก็เบื่อ แต่ โลก ุ ตระไม่เบื่อ หรือคุณฟังเพลงก็ไม่เบื่อหากชอบชื่นใจ แต่ที่สุดก็ต้องเบื่อ แต่โลกุตระจะซาบซึ้งเข้าไปในใจไม่เบื่อ ผู้ที่เจ้าใจว่าบุญคือ กุศล แค่ความดีเป็น กามสุขขัลละ หรือ อัตตทัตถสุข ก็ยังไม่เข้าใจเรื่องบุญ อย่างถ่องแท้ไม่โยนิโสฯ การทำใจในใจ จึงเป็นมนสิการไม่ชัดเจนถูกต้อง คุณไปหลับตาสมาธิ ก็ทำใจในใจนะ แต่ด้วยเหตุ ด้วยองค์ประกอบต่างๆ ก็ได้ผลต่างไป เหตุมันต่างกัน ผลก็ต่างกัน มนสิการ คือ ตัวสำคัญมาก แต่ทุกวันนี้มนสิการก็แปลเป็นเรื่อง ปัญญา ทั้งที่มนสิการ คือ เจโต ส่วน โยนิโสคือ ปัญญา รู้มั่นแม่น ถูกต้อง ในสิ่งที่ตนเองทำ มนสิที่ใจ กระทำกับใจ เป็นเจโต โดยมีปัญญาคือโยนิโส เป็นตัวกำกับ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ องค์ประชุมทั้งหมดคือ กายวิญญาณ เวทนากับสัญญา ยังใช้อยู่ แต่ สังขาร แจกเป็น เจตนา ผัสสะ มนสิการ ในเจตนาต้องอาศัย วิภวตัณหา อยู่ที่แดนเกิดของภพ แล้วทำมนสิการที่ใจตรงนี้ แล้วต้องทำการกับมัน ถ้าไม่ปฏิบัติก็ปล่อยให้กิเลสทำ คุณกิเลสหนาขึ้นเรื่อยๆ แค่ถ้าควบคุมไม่ให้กิเลสควบคุม แล้ว จิตเราตั้งเป็นตัณหาล้างภพ เรามีกิเลสกามในภพอย่างไร อ่านให้เจอ กำจัดกิเลสได้ ในขณะมี ผัสสะ มีมนสิการ ปฏิบัติให้ครบ รูป 28 นี่แหละที่มี มหาภูตรูป และ อุปาทายรูป ชาวบุญนิยม ต้องทำการชำระกิเลสได้ ก็จบ จะมีกำลังปัญญา รู้จริงยิ่งๆ มีรายละเอียดของจริง ยืนยันได้ ดีไม่ดีเอามาอธิบายได้ด้วย เป็นนามธรรมไม่มีตัวตนนะ เมื่อเรามีของจริงเรา ได้วิมุติ นิพพาน คนอื่นจะว่าเราไม่ได้ ก็ไม่หวั่นไหว และก็ไม่โกรธ ไม่ถือสานะ เพราะจะรู้ว่าไม่ง่าย ใครจะรู้กับเรา เราจะรู้อย่างจริง ไม่งมงาย อย่างสัจฉิกตา จะไม่ป ระหลาด ไม่งง ไม่สงสัย ไม่เป๋ ใครจะว่ามีหรือไม่มีก็ได้ ใครจะด่าจะว่า ก็สงสารเขา ตอนนี้อาตมาพูดชัด เอาหลักฐานในพระไตร ปิฎก มาตอ บ คนที่ไม่มีสภาวะ ไม่มีปัญญา จะย ิ่ งถือสา แต่ผู้มีปัญญาจะชัดขึ้น เขาไม่มีสภาวะตอบโต้ อาตมาจึงเอาอันนี้เป็นเครื่องชี้วัด ว่าอาตมาพูดตรงแรง แข็งขึ้น ทุกวันนี้มีแต่หน้าเก่าๆสะท้อนมา แต่ที่เอาไปแย้งจริงจัง มีหลายคน เข้าคุกไปคนหนึ่งคือ สะอาด จันทร์ดี แต่คนที่smsมา ก็มีก็เห็นใจเขา …จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน