660818 ตอบปัญหาผ่าอวิชชาหลับตาโง่ๆ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
660818 ตอบปัญหาผ่าอวิชชาหลับตาโง่ๆ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53227.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1gF-6L6e2GXe2--5BpwWLStcT_9XlVPEm/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1AKT-XaeOjf8tNzLBXBwQqwxNUi-GglYj/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660818-e288g91
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/qM422O85DPI และ https://fb.watch/mv9ZgPm2sr/ วิดีโอ. (มีซับ) https://youtu.be/oKH695KXIkc
สมณะฟ้าไท... วันนี้วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม 2566 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้จะให้ดูคลิปนำเรื่องก่อน เกี่ยวกับวัยรุ่นที่สนใจธรรมะ คลิป 'วนิอินพุทธ' เมื่อวัยรุ่นอายุ 25 อินศาสนา https://youtu.be/ZfukhCKOoMo พ่อครูว่า... ดี ก็น่าดีใจมีเด็กๆใครที่จะเริ่มสนใจธรรมะ ก็ค่อยๆศึกษาตามกันมา ขอเริ่มต้นที่ SMS
ลำดับการพ้นมิจฉาอาชีวะ 5 SMS วันที่ 14-17 ส.ค. 2566 _กิ่งธรรม... น้อมกราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพและศรัทธายิ่งค่ะ...วันก่อนฟังธรรมว่า ชาวบ้านราชไม่ค่อยถามปัญหา วันนี้จึงมีปัญหาอยากเรียนถามพ่อท่านบ้างค่ะ.....ดูเหมือนจะเป็นปัญหาแบบโลกๆที่โยงเข้ามาหาธรรมได้อยู่นะคะ...ลูกสงสัยว่าเรื่องการได้เงินมาแบบไหนที่ชอบธรรมกว่ากันค่ะ 1.เงินที่ได้จากการทำประกันชีวิตของคนในครอบครัว เช่นพ่อแม่สามี หรือลูก ที่เรารู้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ไม่นานด้วยโรคร้าย เราก็ไปทำประกันไว้แบบสูงๆแล้วเราก็ได้เงินนั้นมาจำนวนมาก... 2.เงินที่ได้จากบำนาญที่เราอุตส่าห์ทำงานรับราชการด้วยเงินเดือนน้อยๆเมื่อเทียบกับเอกชนเพื่อหวังบำนาญตอนเกษียณอายุ
อ่านต่อ
คือสมัยก่อนเพื่อนๆไปทำงานเอกชน ได้เงินเดือนสูงกว่าลูกมากแต่ลูกคิดว่าทำของรัฐนี่แหละดี เพราะแก่แล้วก็มีบำนาญแม้งานจะหนักมากก็สู้ทำมาจนได้บำนาญ 3.เงินที่ได้จากการเล่นหุ้น 4.เงินรางวัลจากการซื้อสลากออมสินของรัฐบาล 5.เงินจากกองมรดกของบิดามารดา เงินแบบไหนที่ได้มาโดยชอบธรรมกว่ากันคะ.กราบขออภัยนะคะที่ถามเรื่องอสรพิษ(เงิน)เพราะยังไงๆ ลูกก็ยังจำเป็นต้องใช้เงินอยู่บ้าง นิดๆหน่อยๆ ไม่ค่อยมากหรอกค่ะ และลูกก็คิดว่าส่วนใหญ่พวกเราก็ยังต้องใช้เงินกันอยู่หลีกเลี่ยงไม่ได้ค่ะเพราะฐานยังไม่ถึง..ค่ะ กราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า… คนที่ฐานไม่ถึง แล้วรู้ตัวว่ายังฐานไม่ถึง ก็ยังดี แต่จะมีคนเข้าใจว่า เป็นคนนี่ไม่ใช้เงินไม่ได้ แม้แต่เขาบวชเป็นพระกันแล้ว เขาบอกบวชเป็นพระทุกวันนี้ไม่ใช้เงินไม่ได้ อยู่ไม่ได้ ใครที่ไหนอยู่ได้ แต่ว่าความจริงแล้วพระที่ไม่ใช่เงินอย่างพวกเรา สมณะชาวอโศกอยู่ได้ แม้แต่ สิกขมาตุ อยู่ได้ หรือแม้แต่ฆราวาสของพวกเรา คำว่าใช้เงินก็มีความหมายของมันหลายระดับ ใช้เงินตามสมควร ที่เราออกไปข้างนอก เราก็จะต้องใช้ค่าส่วนที่มันจำเป็นที่เราต้องใช้จริงๆ เราก็จำเป็น แต่ผู้ที่ออกไปข้างนอกไม่ได้ใช้เงิน ไปข้างนอกก็ไปทำงานก็ทำแต่ไม่ได้ใช้เงินก็ได้ อย่างนั้นอย่างนี้ก็ทำเอาเองที่เราเองทำได้ ไม่ต้องใช้เงินเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องละเอียด เป็นเรื่องที่..อยู่ที่คน ที่บุคคล กิจที่เราจะต้องใช้เงิน แล้วเราก็ไม่พยายามที่ทำกิจที่จะต้องใช้เงิน มันสำเร็จนะ กิจที่จะต้องใช้เงิน เราไม่ต้องเกี่ยวข้อง เราทำแต่กิจที่ไม่ใช้เงิน เยอะไป เราอยู่ในสังคม โดยเฉพาะสังคมอโศกเรานี่ คนที่ไม่ต้องใช้เงินเลย กิจที่จะต้องใช้เงิน เราไม่ให้ทำ เราก็ทำกิจที่อยู่กับหมู่ แม้แต่กิจที่ทำข้างนอก ทำกับสังคมข้างนอก เราก็ไม่ต้องใช้เงิน งานที่เราทำกันอยู่นี้ เราก็ทำได้ อย่างนี้เป็นต้น มันเป็นเรื่องละเอียด ไปศึกษาดีๆ แล้วจะเห็นได้ว่า อย่างชาวอโศกเรานี่เห็นได้ว่า ไม่ต้องใช้เงินอยู่ในนี้ ถ้าใช้เงินก็ให้คนอื่นที่เขาใช้อยู่ เขาถนัดใช้ เราไม่ถนัดใช้ เรื่องที่ใช้เงินให้คนอื่นเขาแทน ทำได้ เพราะฉะนั้นพวกภิกษุ หรือสมณะชาวอโศกหรือ สิกขมาตุ ก็ไม่ต้องใช้ จะซื้อ จะขาย จะโน่นจะนี่ก็บอกฆราวาสที่เขามีหน้าที่ให้ไปทำ ไม่ต้องใช้ ตัวเองไม่ต้องไปซื้อไปขายไปทำอะไรเองเลยในเรื่องจะต้องพกเงินแล้วก็จ่ายเงิน ไม่ต้องเลย แม้แต่ฆราวาสหลายคนพวกเราก็จะรู้ได้ว่า ที่มันจำเป็นจริงๆ มีน้อยมาก อยู่ในสังคมพวกเรานี้ยิ่งอุดมสมบูรณ์ ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน บุญ รู้ก็ทำให้มันได้ รู้มิจฉาทิฏฐิ บุญที่รู้มิจฉาทิฏฐิก็ทำไม่ได้ ไม่มีผลของบุญ นะ ก็ว่ากันไป มันเป็นเครื่องอาศัย ในยุคพระพุทธเจ้าก็มี แต่ท่านไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับมันมากมาย มันไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ แต่เดี๋ยวนี้เขาก็เห็นว่ามันจำเป็น กิเลสมันมากนะ ไม่เหมือนสมัยพระพุทธเจ้า เพราะเครื่องล่อมันก็มาก เอ้า..ก็ผ่านไป พิสูจน์เรื่องที่ไม่ใช้เงินได้ คือผู้ที่ทำเศรษฐกิจได้ดี เป็นเรื่องของการจบกิจ เรื่องเศรษฐกิจที่ดี
กิเลสมันกลัวปัญญาอย่างไร _หลิน หลิน....กราบเรียนถามพ่อครูว่า กิเลสกลัวปัญญา แล้วทำอย่างไร ถึงจะมีปัญญา เช่น เรื่องอาหาร ชอบกินของหวาน เป็นต้นค่ะ พ่อครูว่า... กิเลสกลัวปัญญา ศัพท์คำนี้จำไว้นะ แล้วยืนยันพยายามปฏิบัติและพิสูจน์เลยว่า ปัญญาเรามา กิเลสมันไป พอจะเกิดกิเลส พอปัญญา เข้าใจมัน กิเลสมันก็ไม่มีบทบาทเลย กิเลสมันก็ลดไป ไม่มีภาษาจะบอก จะพูดมากกว่านี้ แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสอย่างที่เคยอธิบายไป ว่า มารหรือกิเลส ตถาคตรู้เราแล้ว มันหายไปเลย พระพุทธเจ้าก็ตรัสอย่างนั้น เพราะมันเป็นนามธรรมที่มันไม่ได้ไป ฤทธิ์แรงของปัญญามันแรงจนกระทั่งไอ้กิเลสนี่รอหน้า อาตมาเคยพูดมาแล้วว่ามันรอหน้าไม่ติดเลยกับคนที่มีปัญญา เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ กิเลสจะไม่กล้าเข้าใกล้ แต่ไม่ได้หมายความว่า คำว่ากิเลส หมายความว่าคนที่มีนะ พระอรหันต์ท่านไม่มีแล้ว กิเลส เพราะฉะนั้นก็เหมือนกับโลกนี้มันไม่มีกิเลส แต่กิเลสมันก็แสดงตนอยู่กับคนที่เขามีกิเลสที่ไม่มีปัญญา ไม่มีปัญญาก็สู้กิเลสนั้นไม่ได้ พระอรหันต์ท่านมีปัญญาสมบูรณ์แบบแล้ว กิเลสมันไม่กล้ารอหน้า แต่ไม่ใช่ว่าโลกนี้มันไม่มีกิเลส มันก็มีอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็เป็นกิเลสสำหรับคนที่เขามี คนมีกิเลส มันก็มี ก็ต้องสู้ด้วยปัญญา เพราะฉะนั้นพลังปัญญาจึงเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง แล้วก็ต้องรู้ว่ากิเลสมันคืออาการอย่างไร อาการของพลังปัญญาเป็นอย่างไร มันเป็นนามธรรมมากที่ยากที่จะรู้ แล้วทำอย่างไรจะมีปัญญา เช่น เรื่องอาหาร นั่นแหละตัวดีเลย เรื่องอาหาร พระพุทธเจ้าถึงตรัสสรุปลงไปที่ให้ทำเรื่องอาหาร โภชเนมัตตัญญุตา เราสามารถเรียนรู้กิเลสและมีพลังปัญญาจากการกินอาหารนี่แหละ ได้ จนพลังปัญญามันสูง กิเลสไม่มีเลย เป็นอรหันต์ได้ด้วย โภชเนมัตตัญญุตา คือเรื่องอาหารอย่างเดียว เป็นพระอรหันต์ได้เลยขอยืนยัน ชอบกินของหวาน คุณก็ต้องพิจารณาเรื่องของหวาน กินไปมากๆ ได้เป็นเบาหวานนะ หรือเป็นโรคอื่นๆอีก กินน้ำตาล โรคอ้วน ... ก็ให้ลดลง และพิจารณาให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องโง่ของเราเองที่ไปติดอย่างโน้นอย่างนี้
บอกว่าตัวเองบรรลุอรหันต์ มันไม่ใช่เรื่องน่าอาย ถ้าเป็นจริง _แดง สารคาม · ดิฉันเข้าใจว่าพ่อครูคนเดียวเท่านั้นเป็นพระอรหันต์ค่ะ มีลูกของลุงคนหนึ่งเขาศรัทธาหลวงตามหาบัวมาก เขาเข้าใจว่าหลวงตาบรรลุอรหันต์แล้วค่ะ พ่อครูว่า... แล้วคนเชื่อ เยอะด้วย คนจะเชื่อว่า ขณะนี้มหาบัว แม้จะสิ้นชีวิตไปแล้วก็เถอะ เขาก็เคยอาจจะพบ อาจจะเคยเป็นลูกศิษย์ลูกหามหาบัวด้วย แล้วเขาก็ได้พบได้สัมผัส ได้เห็นได้รู้ว่ามีอีกคนคือโพธิรักษ์ รู้ 2 คน รู้ทั้งมหาบัวและโพธิรักษ์ มหาบัวก็พูดว่าตัวเองเป็นอรหันต์ แต่ไม่กล้าพูด พูดเป็นนัยๆ ไม่พูดตรงๆ แข็งๆ แรงๆ ชัดๆ อย่างไม่มี มังกุ อย่างอาจหาญแกล้วกล้าเหมือนอย่างโพธิรักษ์หรอก ว่าตัวเองเป็นอรหันต์ มหาบัวก็ไม่กล้าพูดอย่างนั้น มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะมันไม่ใช่ ไม่ใช่อรหันต์ มันไม่กล้าหรอก ก็พูดเป็นนัยๆ ให้คนอื่นเขาเข้าใจว่า เกิดเป็นชาติสุดท้าย ใช้สำนวนนี้เป็นสำคัญ ไม่เกิดอีกแล้ว ชาตินี้ไม่เกิดอีกแล้ว แล้วก็อธิบายพลความแวดล้อมต่างๆ สารพัดเพื่อให้คนเข้าใจว่า เป็นคนหมดสิ้นกิเลสอะไรอย่างนี้ ซึ่งจะไม่กล้าที่จะบอก จริงๆแล้วมันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผู้ที่เป็นจริง พูดความจริง มันไม่ใช่เรื่องยาก มันไม่ใช่เรื่องน่าอายด้วย ที่จะบอกว่าตัวเองบรรลุอรหันต์ มันไม่ใช่เรื่องน่าอาย และก็ไม่ใช่เรื่องอยากอวด อรหันต์ไม่มีทั้งเรื่องน่าอายและไม่มีทั้งจิตอยากอวด อรหันต์จริงนะ เพราะฉะนั้นก็พูดเป็นปกติสามัญ แล้วก็รู้ความควรหรือความไม่ควร เท่านั้น อย่างอาตมานี้ไม่ได้พูดง่ายๆ ซึ่งก็พูดมาหลายทีแล้วอธิบายไปแล้ว อาตมาพูดว่าตัวเองเป็นโพธิสัตว์ก่อน แต่โพธิสัตว์นี่แหละสำคัญ และก็ไม่ได้บอกว่าโพธิสัตว์ระดับ 1 ระดับ 2 ระดับ 3 ไม่ใช่ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 โพธิสัตว์ระดับ 4 เป็นอรหันต์ โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมานิยตโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ระดับ 7 ซึ่งอาตมารู้ความเป็นอรหันต์มาตั้งแต่ระดับ 1, 2, 3, 4, 5, 6 อรหันต์จริงๆนั้นมี 6 ขั้น ขั้นที่ 1 โสดาฯ สกิทาฯ อนาคามี และอรหันต์ นั้นอรหันต์ขั้นที่ 1 อรหันต์ขั้นที่ 2.อนุโพธิสัตว์, ขั้นที่ 3.อนิยตโพธิสัตว์, ขั้นที่ 4.นิยตโพธิสัตว์, ขั้นที่ 5.มหาโพธิสัตว์ และขั้นที่ 6.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมา อรหันต์ขั้นที่ 4 พระพุทธเจ้าท่านอรหันต์ขั้นที่ 6 ความเป็นอรหันต์ที่พูดนั้น มันไม่ใช่ขั้นเดียว แต่เขาไม่พูดกันหรอก แล้วอาตมาก็มีภูมิธรรมจริงๆ ไม่ใช่เอาความเพ้อเจ้อมาพูด ไม่เอาความเพ้อเจ้อมาพูด ไม่ได้หรอกเรื่องพวกนี้ มันเป็นเรื่องสัจจะ แล้วอาตมาก็ไม่ได้ไปหลงใหล เพราะเป็นอรหันต์แล้ว ไม่ไปหลงผิดอะไร อรหันต์รู้จักโพธิสัตว์ระดับ 4 ระดับ 5 ระดับ 6 ระดับ 7 มันไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ และไม่ใช่เรื่องผิดพลาด ไม่ใช่เรื่องเดาสุ่ม มันเป็นเรื่องบอกความจริง จึงไล่ระดับได้ มันเป็นสัจจะ จึงเอามาพูดสู่ฟังทั้งนั้น แล้วอาตมาก็ยืนยันไม่ได้เกลียดชังมหาบัว สงสาร โดยเฉพาะสงสารคนที่ไปหลงมหาบัวผิด ไปหลงผิดว่าเป็นอรหันต์ เป็นอาริยะ ซึ่งมันไม่ใช่ ยังหยาบๆ แค่เสพติดหมากพลูเป็นเรื่องหยาบต้นๆเลยเป็นสิ่งเสพติดของพื้นๆชาวบ้าน มนุษย์ง่ายๆ สิ่งเสพติดสามัญ ติดหมากพลู บุหรี่ สิ่งเสพติดอะไรต่ออะไรนี่ หยาบกว่า อาหารการกิน คุณติดน้ำหวาน คุณติดของหวาน มันยังลึกซึ้งกว่าไปติดหมากพลู ติดสิ่งเสพติด ติดยาเสพติด มันต่ำมันหยาบกว่า แค่นี้ยังไม่มีปัญญารู้แล้วจะเป็นอรหันต์อรแหนอะไร มหาบัวนั้น ขออภัยอาตมาพูดเหมือนดูถูก เหมือนเหยียบย่ำ แต่อาตมาก็ต้องข่มความผิด ความเข้าใจผิด ความไม่ถูกต้อง ยกสิ่งที่ถูกต้อง มันเป็นธรรมดาธรรมชาติของสัจธรรม พูดสัจธรรม มันต้องเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นก็ต้องฟังดีๆ และยุคนี้เป็นยุคที่อาตมานำเอาโลกุตรธรรมหรือธรรมะที่สัมมาทิฏฐิ ธรรมะที่ถูกต้องเข้ามาสถาปนาลงไป เพราะศาสนามันเสื่อมตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้ว ว่ามันจะเสื่อม ชื่อว่าพุทธนั่นแหละ แต่มันเสื่อมไปเป็นโลกียะ ซึ่งมันไม่ใช่ ศาสนาพุทธนั้นเป็นโลกุตระ เนื้อแท้คือโลกุตระ แต่โลกียะมัน เป็นศาสนาเทวนิยมทั้งหลายแหล่ ใครๆเขาก็สอนโลกียะ คือการละชั่ว ประพฤติดี ใครๆก็สอน แม้จะมีลึกซึ้งอยู่บ้างว่า ให้ละ ลาภยศสรรเสริญบ้าง เขาก็ไม่ได้เข้าถึงจิตวิญญาณ จิต เจตสิก รูป นิพพานที่จะละลดจริง แต่มันไม่จริง เขากดข่มกัน อย่างพวกเชน กดข่ม จนกระทั่งเหมือนไม่มีอะไรเลย และเขาไม่อยากได้อะไรเลย มักน้อยสันโดษจริงๆ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันไม่เป็นจิตที่สมบูรณ์แบบ อย่างพวกเชน เขาตายแล้วเวียนวนมาเกิดอีกนะ แล้วเวียนวนมาเสพ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อีก หรือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) เขาก็ติด เพราะมันไม่ได้รู้จักจิตเจตสิก ไม่ได้รู้จักอย่างเวทนา 108 แล้วต้องเห็นชัดเจนใน มโนปวิจาร 18 ของอย่างโลกีย์เขาเป็น เคหะสิตะ 18 แล้วก็รู้ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจนี้ มันไปหลงสุขหลงทุกข์ จนกระทั่งหมดสุขหมดทุกข์แบบโลกุตระเนกขัมมสิตะ อีก 18 แล้วต้องทำจนละเอียดจนกระทั่งครบ ทั้งแน่ใจว่า อดีตเป็นฐานเต็ม 36 ปัจจุบันมาทุกตัว มีพลัง กิเลสทำอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นจนแน่ใจว่า อนาคตอีก 36 และ 36 นี่ก็คือ มโนปวิจาร 18 นี้แหละ มี 2 อันก็เป็น 36 ทั้ง เคหสิตะ ทั้ง เนกขัมสิตะ ก็เป็น 36 รู้ดีในเรื่องของพฤติกรรมมโน มโนปวิจาร นี้ วิจาระ คือพฤติกรรมของมโนแบบโลกียะกับแบบโลกุตระ อาการของมันรู้ดีหมด มันเกิดอาการทางจิตแบบไหนแบบไหน จนกระทั่งผ่านเราไปแล้วเป็นอดีต ปัจจุบันนี้มันมา ก็รู้มันหมดทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มโนปวิจาร 18 แล้วมันเป็นโลกียะก็รู้มันได้ ทำให้มันเป็นโลกุตระได้ อย่างชัดเจนหมดทุกอย่างเลย อาตมาว่าอาตมาอธิบายรายละเอียดของธรรมะ มันละเอียดจนกระทั่งเป็นภาษาง่ายๆนะ แม้จะมีภาษาวิชาการภาษาบาลีประกอบ อาตมาก็ขยายความเป็นภาษาไทยให้ละเอียดลงไป ไม่ได้พูดบาลีโก้ๆ แต่พูดบาลีเพื่อยืนยันอ้างอิงเท่านั้นเอง ค่อยๆเรียนไปนะ อาตมาก็ต้องพูดความจริง ว่าสายนั่งหลับตา มันผิดหมด มันไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ขนาดมี อปัณณกปฏิปทา 3 ผู้ปฏิบัติอยู่ แล้วมันจะไปลดได้ง่ายๆ ที่ไหน ผู้ปฏิบัติจริงแล้วจะรู้เลยว่าไม่ใช่ละกิเลสได้ง่ายๆ แต่ไปนั่งหลับตาอย่างนั้น ไม่รู้กี่ชาติ แล้วไปหลงแบบ อาฬารดาบส อุทกดาบส เสียเวลา อาตมาก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ผ่านไปก็แล้วกัน มันน่าสงสาร เสีย เวล่ำเวลา
_สวน กระจอกจัง · ครอบครัวผมปฏิบัติธรรม แบบชาว อโศก แล้วทำให้ สมาชิกในครอบครัวปลอด อบายมุข เกือบ100%เลยครับ ผมมาถูกทางแล้วครับ พ่อครูว่า... ดี รู้ตัวชัดเจน
น้ำตกให้เที่ยวฟรีทำได้ที่บ้านราช _สว่างแสง ขวัญดาว · กราบนมัสการพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ สมณะเดินดิน สมณะดินไท สมณะแสนดิน พ่อครูคะลูกได้ฟังท่านแสนดินว่าบ้านราชใช้ไฟฟ้า เพื่อสูบน้ำแล้วเปิดน้ำตกให้คนทั่วไปมาเที่ยวฟรี ลูกว่าบ้านราชคงต้องจ่ายค่าไฟฟ้าต่อวันด้วยเงินจำนวนมาก ลูกมีข้อสงสัยว่าในทางเศรษฐศาสตร์คนเห็นผักงามแล้ว มาซื้อปุ๋ยอย่างนี้ลูกสามารถคิดได้ แต่จ่ายค่าไฟฟ้าด้วยเงินจำนวนมากเพื่อผลิตน้ำตกให้คนมาอาบน้ำ ลูกขอกราบเรียนถามพ่อครูว่า บ้านราชได้อะไรคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... ก็ได้คนมาอาบน้ำไง มันอธิบายยาก อธิบายละเอียดไม่ได้ ว่ามันเป็นเรื่องของเหตุปัจจัยหลายอย่าง 1. ทำธรรมชาติ 2. เพื่อแสดงให้คนเห็นว่าธรรมชาติสำคัญ 3. เมื่อได้มาแล้วหรือเมื่อทำขึ้นมีสิ่งนี้ เราก็ได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ในตัว มีน้ำตกนี่ บรรยากาศของพวกที่เราอยู่มันจะไม่เหมือนป่าทึบที่มีน้ำตก แล้วก็เย็นยะเยือก แต่มันจะเย็น แต่ไม่ถึงยะเยือก จะเย็นอย่างโปร่ง เย็นอย่างได้สัดส่วน มีไอน้ำ น้ำตกเคลื่อนลมพัดนะ มันไปกระทบทำให้เกิดลมเคลื่อนอะไรพวกนี้ต่างๆนานา โดยเฉพาะด้านจิตวิญญาณ คุณพูดถูกว่าเราทำฟรี เราทำให้คนมาสัมผัส ไม่กี่วันนี้ก็มีเด็กมาหลายทัวร์ มี นร.มัธยมมาเป็น 100 ชั้นประถมก็มี คือให้มันเรียบร้อยดี เขาจะได้รับประโยชน์ ที่ในจังหวัดอุบลราชธานีมันก็ไม่มีที่จะเป็นอย่างนี้ ไอ้ที่เขาทำแบบค้าขาย เขาก็ทำไปสิ นั่นแหละอีกอันหนึ่งก็บอกว่าที่อื่นเขาทำแล้วเขาทำหาเงิน ต้องเสียเงินไปเล่น แต่ของเราไม่ได้ให้เสียเงินเสียทองอะไรเลย นี่ก็เป็นสัจจะอันหนึ่ง ไม่ใช่อวดอ้างนะ แค่ให้เห็นว่าพวกเราเกื้อกูลกันได้ มนุษยชาติน่ะ สมณะฟ้าไท... ตอนฤดูร้อนเดือนเมษายน ผมถามว่าทำไมเขาอุ้มลูก 2 เดือนมาด้วย เขาบอกว่าที่บ้านอยู่ไม่ได้ มันร้อน เขาบอกว่าอยู่กันไม่ได้เลย มาที่นี่ตั้งแต่เช้าเลย พ่อครูว่า... นั่นแหละมันเป็นที่พักผ่อน มันเป็นสถานที่ที่ แดนเพลินเชิญพัก Pleasant Land please rest อย่างแท้จริง เรื่องนี้เป็นเรื่องจิตวิญญาณที่เกื้อกูล อันเป็นอัชฌาสัยของโพธิสัตว์ จบด้วยอันนี้ก็แล้วกัน
_Aeamaua Lee เอื้อมเอื้อ ลี · ชื่นชมท่านแสนดินนะคะ น้อมนมัสการทุกท่าน รายการดีๆเช่นนี้มีที่ช่องนี้ช่องเดียว พ่อครูว่า... แน่นอนขอยืนยัน
_Songyut Akkakoson ทรงยุทธ อัคคโกศล · กราบนมัสการท่านสมณะและท่านสิขมาตุ พอจะอนุมานได้ไหมครับว่า ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมสายอโศก ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่เคยมีกิเลสโทสะแรง (สายโทสะ) เพราะเท่าที่ผมได้มีโอกาสคบคุ้นสหายดีมิตรดีและดูใจตนเองก็พบว่า ตนเองก็เป็นสายโทสะ ส่วนเพื่อนทางโลกคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่สายโทสะมักจะไปสนใจธรรมะสายหลับตากันครับ พ่อครูว่า... อาตมาว่ามันไม่ใช่เครื่องชี้บ่งนะ มาสายเรานี่จะเป็นสายโทสะ ไปนั่งหลับตาเป็นสายปัญญา อาตมาว่ามันกลับกัน สายเราเป็นสายปัญญา สายไปนั่งหลับตาเป็นสายโทสะ ก็ขนาดมหาบัวยังเขวี้ยงถาดใส่พระลูกศิษย์เลย เขาว่าอรหันต์ สายโน้นเป็นโทสะแรง ถ้ารู้ตัวไม่ทำหรอก มันขายขี้หน้า แต่ไม่รู้ตัวหรอกที่ทำนั้น กิเลสมันเข้า สมณะฟ้าไท... แล้วแถมมีหลักฐานถ่ายไว้ ตายแล้วก็ยังมาเปิดเผยได้อีก พ่อครูว่า... เอา นั้นก็เป็นเรื่องจริงก็เป็นธรรมดา มันไม่ใช่เครื่องชี้บ่ง อาตมาว่าสายอโศกนี่แหละเป็นพวกสายปัญญา ไม่ใช่สายโทสะ ถ้าสายโทสะจะเป็นทางมหาบัว ทางสายหลับตาด้วยซ้ำ มันก็อยู่ที่จริตของแต่ละคน อะไรก็แล้วแต่เป็นเรื่องของส่วนตัวของแต่ละคน
สภาวะมีแต่ในพุทธที่เป็นโลกุตระเท่านั้น เทวนิยมไม่รู้สภาวะจิต _Aik Lim สายพิน กทม. · กราบนมัสการและกราบขอบพระคุณท่านสมณะเจ้าค่ะ โยมได้ฟังความหมายของคำว่าสภาวะ(คือ อารมณ์อาการต่างไปของจิตใจ)ดังนั้น สภาวะจึงคือเวทนา ใช่ไหมเจ้าคะ หรือสภาวะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเวทนาเจ้าคะ น้อมกราบนมัสการและกราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ พ่อครูว่า... คำว่า สภาวะ แปลว่า สิ่งที่ปรากฏขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อมันปรากฏทางนามธรรม โดยเฉพาะจิตเจตสิกของเรา เราอ่านอาการของจิตเจตสิกได้ อาการของจิตเจตสิกก็เป็นสภาวธรรม ที่เราสัมผัสได้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ก็เป็นสภาวะ ดิน น้ำ ไฟ ลม ก็เป็นสภาวะ เป็นสิ่งปรากฏที่เราสัมผัสได้ พระเจ้าไม่ใช่สภาวธรรม เพราะพระเจ้าไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้ใครสัมผัสได้เลย เป็นสิ่งลึกลับ เพราะฉะนั้นธรรมะของเทวนิยมไม่มีสภาวธรรม มีแต่ความคิด ห้วงความคิดจินตนาการ ไม่มีสภาวธรรมที่สัมผัสได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย เพราะฉะนั้นสภาวะที่ปรากฏ แม้จะเป็นนามธรรมอยู่ในแต่ละบุคคล คนนั้นต้องมี จิตเจตสิก คนที่ตายไปแล้ว ตัวเขาเองเป็นสภาวะที่ให้คนอื่นที่มีนามธรรมที่มีจิตยังไม่ตายรู้ว่าอันนี้เป็นซากศพซากตาย ตัวเองคนที่ตายหมดสภาวะ หมดการทรงไว้ซึ่งธรรม หมดการรู้ คนที่ตาย แต่เป็นสภาวะให้คนอื่นรู้ เป็นตัวที่ถูกรู้เป็นรูปเป็นศพ เพราะฉะนั้นสภาวธรรมจึงประกอบไปด้วย 2 อย่าง พูดกันกับใครต่อใครก็แล้วแต่ คนที่พูดกันรู้เรื่องว่ามีสภาวะธรรม ก็ต้องมีสภาวะ 2 คือสิ่งที่ถูกรู้กับผู้รู้ ถ้าสิ่งที่ถูกรู้ แม้จะเป็นนามธรรมที่แต่ละคนพูดกันสองคน ก็พยายามตามรู้กันไป อย่างประมาณเท่านั้นเอง ส่วนเรารู้ของเรา เราก็มีการกำหนดรู้ สิ่งที่เป็นสภาวะที่เรากำหนดขึ้นในจิต มันอยู่ในห้วงจิตของเรา มีจริงหรือไม่จริง ได้ อย่างพระเจ้านี่ มีจริงหรือไม่มีจริงก็ได้ แต่ส่วนมากของเทวนิยมนั้นเขาไม่มีจริงหรอกพระเจ้า พระเจ้าของเขาจริงๆนั่นคือความรู้ของศาสดา ศาสดาของศาสนาไหน เขาก็คือพระเจ้านั่นแหละ แต่เขาไม่รู้จักจิตเจตสิก เขาไม่รู้จักสภาวธรรม ศาสดาสายพระเจ้า ศาสนาเทวนิยม ทุกองค์เขาไม่รู้จักสภาวธรรม จิตเจตสิกรูปต่างๆ นิพพานนั้นยิ่งไม่ต้องพูดเลย เขาไม่รู้จัก เพราะฉะนั้นเขาจึงมีแต่ความรู้หนึ่งเดียว ครึ่งเดียว ความรู้มันไม่เต็มความรู้ มันไม่มีรูปกับนาม มันไม่มีกายกับจิต พระเจ้าไม่มีกาย แม้แต่รูปนั้นไม่ต้องพูดเลย รูปของพระเจ้าที่จะถูกรู้นั้นไม่มี ไม่ต้องพูดเลย เป็นรูปที่จะต้องสัมผัสด้วยตา แม้แต่สัมผัสด้วยตาแล้วก็เป็นนามธรรม กายก็คือนามธรรม ที่ประกอบไปด้วยรูปข้างนอกที่เราสัมผัสด้วย กายคือนาม แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเข้าใจกายเป็นรูปธรรมอย่างเดียว (ต้องอย่างเดียวด้วยนะ ไม่มีนามร่วม) เข้าใจผิด กายเป็นรูปธรรมอย่างเดียว ผิดโมฆะเลย นี่คือมิจฉาทิฏฐิข้อแรกของ สักกายทิฏฐิ ต้องทำความเข้าใจในเรื่องของ กาย ให้ได้ ให้ถูก เมื่อเข้าใจคำว่ากายให้ได้แล้ว ต้องรู้จัก สักกายะของตนด้วย จึงจะเป็นผู้สัมมาทิฏฐิในเรื่องของ สักกายะ แค่นี่ก็ยากแล้ว เดี๋ยวนี้เสื่อมกันไม่ค่อยเข้าใจแล้ว ทำไม่เป็น จึงหาอรหันต์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นพวกเรานี้ อาตมานำโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิมาประกาศ จึงเกิดอารยะบุคคล จึงเกิด โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ในชาวอโศก ขออภัยที่ต้องพูดความจริงว่า ในเถรสมาคมหรือในชาวที่นั่งหลับตาไม่มีหรอกอรหันต์ มีแต่หลงผิด มีแต่อรหันต์เก๊ ขออภัยที่พูดความจริงก็ต้องขออภัยทุกที เกรงใจจริงๆนะ แต่มันจำเป็นมันจะต้องพูด มันต้องบอกความจริงกัน เกรงใจจริงๆ อาตมาไม่อยากพูดเหมือนลบหลู่เขา เหมือนไปข่มเบ่ง แต่มันเลี่ยงไม่ได้ ความจริงมันเป็นจริงอย่างนั้น อาตมาก็ไม่รู้จะทำยังไง อาตมาพูดไปพวกคุณก็คงเห็นใจอาตมานะ จะพูดอย่างนี้ต้องขออภัยทุกทีเกรงใจ มันเป็นเรื่องจริง ไม่รู้จะทำยังไง มันเลี่ยงไม่ออก
_ตาเชียร ค้าบ · พ่อครูผ่านมาทุกอย่างทั้งร้ายๆและดีจนเป็นผู้นำของชาวอโศกในขณะนี้ครับ
_1945 : เป็นกำลังใจให้ทีมงานเผยแผ่ศาสนาและสาธารณะโภคีของหลวงพ่อตลอดไปสาธุชอบฟังธรรมแนวใหม่ของหลวงพ่อ คือสอนแรงๆ ให้กิเลสหลุดออกเข้าใจง่ายทุกชนช้ันสาธุ ชอบฟังเพลงดีๆ เอ็มวีสวยๆ ของช่องบุญนิยมฯ พ่อครูว่า... ผู้ทำ MV ก็ได้กำลังใจหน่อย มีผู้นิยมชื่นชม _@saowaneeburarak9038 เสาวนีย์ บุรารักษ์ : กราบนมัสการ พ่อครูค่ะ ทำงานไปฟังไป แม้แค่ตอบคำถามจากทางบ้าน ยังฟังแล้วเหมือนได้อาหารทางจิต 😊🙏🏼
บุคคล 4 แบบไหนที่มีมากในยุคนี้ _แก้วตะวัน พวงบุบผา · ประเทศไทยเป็นชมพูทวีปมีพุทธแท้มีโลกุตระธรรม พ่อครูนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาสอนจนได้กลุ่มคนที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบคือชาวอโศก แต่พระในเถรสมาคมกลับนำหลักปฏิบัติของฤาษีมาสอนชาวพุทธให้นั่งหลับตาสะกดจิต ทำให้ย้อนไปสมัยพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ท่ามกลางฤๅษี เดียรถีย์ ที่มีแนวปฏิบัติตรงกันข้าม พอมาถึงสมัยนี้พ่อครูรับธรรมะจากพระพุทธเจ้ามาสอน ก็เหมือนอยู่ท่ามกลางฤๅษี เดียรถีย์เช่นเดียวกัน พ่อครูเลยโดนถล่มมาตลอด แต่พ่อครูเป็นพระโพธิสัตว์ก็ยืนหยัดมาจนถึงปัจจุบันได้อย่างดีค่ะ พ่อครูว่า... ใช่คุณเข้าใจถูก แต่ผู้ที่เข้าใจไม่ได้น่ะน่าสงสารเพราะเขาไม่มีบารมีพอ นี่พูดง่ายๆชัดๆ เขาก็ได้ยินเขาก็สนใจธรรมะเขาก็อยากได้ แต่เขาไม่มีบารมีพอ ภูมิของเขาเป็น เนยยบุคคล ขนาดนั้นจริงๆ เนยยบุคคล เป็นคนที่พากเพียรอยู่ และยังมีเป็นพวกปทปรมบุคคล อีกเยอะ รายบุคคล 4 มี เนยยบุคคล อยู่บ้าง พอฟัง พอได้รับรู้อยู่บ้าง มีมาบ้าง ( บุคคล 4 /ดอกบัว 4 ดูภาคผนวก ) แต่พวกเรานี้เป็นพวกที่ เนยยะดีแล้ว แล้วก็มันไม่ถึงกับมี อุคติตัญญู อันนี้มันไม่มีแน่ อุคฆฏิตัญญู ผู้ฟังหัวข้อธรรม ก็บรรลุมรรคผลเป็นอรหันต์เลย ส่วน วิปจิตัญญู นี้ก็ฟังไป ต้องอธิบายไปพอสมควร ก็ยังยากเลย ก็เป็นเนยยะดีๆหน่อย ว่างั้นเถอะ มีมาก เป็นผู้ที่พากเพียรสะสม อย่างสมัยพระพุทธเจ้านี้ อุคติตัญญู วิปัญจิตัญญู มีเยอะ ฟังเทศน์ธรรม 4 คำ อย่างเช่นพระพาหิยทารุจริยะได้รับฟังเทศนา 4 ประโยคก็บรรลุธรรมเป็นอรหันต์เลย อุคติตัญญู แท้เลย พระยสะ ก็ถือว่าเป็นอุคติตัญญู ฟังธรรมะ 2 กัณฑ์ก็บรรลุอรหันต์ นอกนั้นก็มีเยอะแยะเป็น วิปัญจิตัญญู ฟังธรรมแล้วเป็นอรหันต์ สมัยนี้เราก็สอนแทบตาย มันก็ต่างกันแน่นอน มันจะเหมือนกันไม่ได้ อธิบายธรรมะพระพุทธเจ้าไปก็จะเห็นเข้าใจ ยิ่งพวกเราเป็นนักปฏิบัติธรรมมีสภาวะในตัว มันชัดเจนแล้วก็พอรู้ได้ว่า ของเรานี้มันเป็น เนยยะ เนยเน่าๆหรือเนยสดๆบ้าง ก็ยังพอรู้ตัวเอง
อนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ของชาวอโศก _วาส ทองจันทร์ · สายพระป่าส่วนมากจะมีความเชื่อในเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ จึงยืดมั่นถือมั่นฝังแน่นจนยากที่จะแก้ไขครับ พ่อครูว่า... อันนี้ก็จริง เพราะว่าทางสายหลับตาจะไม่สัมมาทิฏฐิได้ง่ายๆ มันจะไปหลงอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชต่างๆนานา เป็นเรื่อง magical เป็นเรื่องลึกลับ เป็นเรื่องทิพย์ เป็นเรื่องแปลกๆประหลาด ต่างๆนานา อย่างหมอปลา ทำมาหากินรุ่งเรือง น่าสงสาร ไม่ค่อยเข้าใจ เพราะฉะนั้นเรื่องอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive