660830 เป๊งพรึ่บ ถนนปันสุข ปลุกจิตโพธิสัตว์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์38 KB
วันที่แก้ไข4 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

660830 เป๊งพรึ่บ ถนนปันสุข ปลุกจิตโพธิสัตว์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53223.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1RPO0-Fskv4urefpgtI-3ea3qWUF4G0uy/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1GdzfH4PWltScmD7HL_C15Sstsoz_mIOo/view?usp=sharing

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660830-108-1-e28n6fb

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/A6bPAm_OuIQ https://www.facebook.com/100078722032092/videos/1783881702047012/ และ มีซับ https://youtu.be/K4wkRbQS1p8

สมณะเดินดิน... วันนี้วันพุธที่ 30 สิงหาคม 2566 ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 9 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้มีเหตุขัดข้องเรื่องเทคนิคเสียง ต้องขออภัยผู้ชมด้วย วันที่ 9 กันยายน 2566 จะมีการจัดมินิคอนเสิร์ต เพื่อประชาสัมพันธ์งาน คอนเสิร์ต 90 ปี บูชาครูรัก รักพงษ์ จะจัดมินิคอนเสิร์ตที่สันติอโศก เป็นความตั้งใจที่จะผลักดันเพลงของพ่อครูที่เคยแต่งเอาไว้ให้ร่วมสมัยกับสังคมยุคนี้ Timeline ของชาวอโศกก็จะมีงานต่อเนื่องไป วันที่ 13 ตุลาคม ก็เข้าเทศกาลกินเจ ชาวบ้านราชเตรียมตัวฟิตซ้อมร่างกายให้แข็งแรง ปลายเดือนจะมีวันออกพรรษา 30 ตุลาคม ต้นเดือนพฤศจิกายนเข้าสู่งานมหาปวารณา ปลายเดือนธันวาคมเข้าสู่งานเพื่อฟ้าดิน อยู่บ้านราชฯก็มีกุศลให้พวกเราทำอย่างสมบูรณ์เลย ข่าวล่าสุดทางนายกเทศมนตรีไปปรึกษาทางอำเภอวารินฯ มีโครงการจะทำถนนไปบ้านคำกลางมาจัดให้เป็นถนนปันสุข เป็นถนนตัวอย่างของอำเภอ พร้อมเมื่อไรทางนายกเทศมนตรีก็จะประสานกับเราอีกทีหนึ่ง เป็นกิจกรรมที่มีส่วนร่วมกับทางราชการ เป็นข่าวดีๆที่จะเก

อ่านต่อ

ิดขึ้นกับหมู่บ้านของเรา เป็นความเมตตาของพ่อครู ที่จะมาเทศน์ จากเดิม 2 วันต่อสัปดาห์ ทาง FC บอกว่าห่างมากไป เลยต่อรองให้เป็น 3 วันต่อสัปดาห์และให้วันละชั่วโมงครึ่ง แต่เบรคพ่อครูจะอยู่หรือเปล่าก็คอยดูกัน

การฝืนขันธ์อยู่ต่อไปของพ่อครูเพื่ออะไร พ่อครูว่า... ไปได้ก็ไป ไปไม่ได้ก็จอด ไม่มีปัญหาอะไร อาตมาก็เคยพูดเปรยๆไปบ่อยๆหลายทีแล้วว่า อาตมาตอนนี้มันฝืนขันธ์จริงๆ 1. กินอาหารก็ไม่ได้อยากกินเลย ไม่มีความอยาก ไม่อยากจริงๆ มันหายไปเลยความอยาก กินอาหารก็กิน เพราะว่ามันจะต้องเอาอาหารมาใส่ร่างกายเท่านั้น ไอ้เรื่องอร่อยไม่ต้องไปพูดหรอก มันหายไปนานแล้ว เดี๋ยวนี้มันเกินกว่าที่จะไม่อร่อยเท่านั้น มันกลายเป็นโอ้โห กินอาหารนี้ มันเห็นทุกข์ในการที่จะต้องกิน แล้วก็ทุกข์ในเวลากิน มันเป็นสัจจะ เห็นทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป อย่างแท้จริง นั่นก็เรื่องที่จะต้องเติมน้ำมัน เติมอาหาร เติมธาตุให้มัน 2. อายุขัยของอาตมามันหมด แล้วก็พยายามจะลากอายุขัยไป เจตนาก็เพื่อ 1.ทำงาน 2.เพื่อพิสูจน์สัจธรรมของพระพุทธเจ้าว่ามันจะลากไปได้ หยั่งดูว่ามันเป็นประโยชน์อยู่ไหม ลากไปแล้วไม่ใช่ว่ามันติดเตียง หายใจพะงาบๆ ไม่ทำประโยชน์อะไรได้ หรือเป็นภาระคนอื่น มันไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่อยู่แล้ว นี่อยู่ไปก็ยังพอทำได้ กำลังวังชาก็ไม่ใช่ว่าจนกระทั่งมันลำบากลำบนเกินไป อาตมานี่เทศน์นี่น่ะ มันมี อภิปโมทยังจิตตัง กว่าการกินเยอะ ให้มาเทศน์ เออ มันมี Appreciate กว่า ยังชื่นใจ พอใจ ยินดีกว่า กว่าจะให้กิน แต่ก็อาตมาก็พูดตลอดเวลาว่าอายุขัยของอาตมามันประมาณ 72 ปี นี่ก็ต่ออายุขัยมาเกินไปได้ถึงขั้นหลายนักษัตร 1 นักษัตรมี 12 ปี 72 + 12 ปีเป็น 84 ปี และก็เกิน 84 มาแล้ว จนตอนนี้ถึง 90 แล้ว ถ้าไปอีก 1 นักษัตรก็เป็น 96 ปี ก็ได้อีกนักษัตรหนึ่ง กว่าจะถึง 96 ก็รู้สึกว่า ลากขันธ์จริงๆเลย จะถึงหรือไม่ถึงก็ยังไม่รู้เลย ตั้งใจว่าจะอยู่ให้ถึง100 ตั้งใจอยู่ให้ถึง 100 ก็เพื่อพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้านั่นแหละ ว่า ธรรมะพระพุทธเจ้ามีอิทธิบาทที่จะสามารถที่จะต่ออายุเกินกว่า กัปป์ ได้ คำว่า กัปป์ มันคือรอบของแต่ละอย่าง แต่ละกำหนด ชั่วโมงหนึ่งก็รอบของ 60 นาที วันหนึ่งก็รอบของ 24 ชั่วโมงอะไรอย่างนี้ เป็น กัปป์ๆ 100 ปี แล้วแต่จะกำหนด กำหนดอันนี้รอบของอันนี้ เช่น ชั่วโมงหนึ่งก็รอบของ 60 นาที วันหนึ่งก็รอบของ 24 ชั่วโมง ของอะไรอย่างนี้ที่กำหนดเป็น กัปป์ แล้วแต่จะกำหนด พุทธกัปป์ของพุทธศาสนาอย่างศาสนาของพระสมณโคดม พุทธกัปป์ของท่าน 5,000 ปี อย่างนี้เป็นต้น ที่กำหนดเรียกว่า กัปป์ ก็ต่ออายุขัย อายุกัปป์กันไป ก็เป็นการพิสูจน์สัจธรรม เกิดมาเป็นคนแล้วเราบริหารจิต แล้วจิตนี่แหละสามารถจะทำให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้ จนกระทั่งถึงขั้น อมตบุคคล คือ พระอรหันต์ที่วิมุติแล้ว ก็สามารถที่จะกำหนดการเกิดการตายของเราอีกได้ กำหนดการเกิดการตาย นี่ก็..ที่ยังไม่เก่งจริงๆก็คือ เป็นพระอรหันต์ที่ยังไม่เก่ง ก็กำหนดว่าเราตาย กายแตกตาย หลังตายเราไม่เกิดอีก เราแยกธาตุของเราเป็นดินน้ำไฟลมไปได้ หรือจะเกิดอีก ตายแล้วยังไม่ ยังมีนิมิต ยังตั้งจิตต่อ ไม่สุญญตนิพพาน ก็สามารถที่จะตั้งจิตเกิดต่อไปได้อีก อันนี้แหละเถรวาทหรือว่าศาสนาพุทธในเมืองไทย เข้าใจว่าเป็นพระอรหันต์ตายแล้วต้องสูญทั้งนั้น ทุกรูป ไม่มีเกิดอีก นั่นก็คือเป็นพวกอุจเฉททิฏฐิ เป็นความเห็นอุจเฉททิฏฐิที่ทำให้ศาสนาพุทธด้วนไป ลองคิดดู ถ้าผู้ใดจบอรหันต์ทุกองค์แล้วตายกายแตกต้องสูญไปทั้งนั้น ศาสนาพระพุทธเจ้าจะสั้นลงครึ่งหนึ่งเลย ไม่มีใครมาสืบทอด ไม่มีใครต่อ เพราะว่าถ้าจบอรหันต์แล้วก็ตาย สูญ จบ พุทธกัปของศาสนาแต่ละองค์ แต่ละพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ ก็ ถูกตัดลงไปครึ่งหนึ่ง ครึ่งหนึ่ง หมดเลย อย่างนี้เป็นต้น ที่จริงความคิดเช่นนี้จะว่าจริงๆแล้ว เป็นบาปมหันต์เลย เท่ากับไปทำลาย ไปหั่นศาสนาพระพุทธเจ้าลงไป อย่าไปคิดเชียว อย่าไปคิดเช่นนั้น คนเข้าใจยังไม่ถูกต้อง ยังมิจฉาทิฏฐิซับซ้อน อาตมาก็นำมาขยายความมาเปิดเผยบอกว่าอย่าไปคิดผิด คิดผิดแล้วมันก็พาเสื่อม ที่อาตมารู้ความจริงพวกนี้เพราะอาตมาเป็นโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่ต่ออายุขัย เป็นผู้ที่รู้จักการเกิดการตายพวกนี้ เป็นอมตะมาจนกระทั่งเข้าใจอมตะว่ามันเป็นเช่นนี้เอง จะเกิดก็ได้ จะตายก็ได้ และก็หมายถึงอะไรเกิด อะไรตาย เกิดอย่างไร ตายอย่างไร พระอรหันต์ที่เก่งจริงๆถึงขนาดขั้น ตายอย่างกำหนดเลย จะตายวันนั้นวันนี้ บางองค์บอกจะเดินไปก้าวที่ 7 ตายตรงนั้น มีนะ อย่างนี้เป็นต้น อย่างอาตมายังไม่สามารถจะกำหนดได้ถึงขนาดนั้นแน่นอน นี่เป็นเรื่องของจิต เป็นเรื่องของความสามารถ ความวิเศษของจิต

เข้าสู่ SMS จะเป็นไกด์ในการขยายธรรมะอธิบายธรรมะไปเรื่อยๆ ด้วยความเห็นหลากหลายของแต่ละคนที่ SMS มา

สวดสัพพีหลังใส่บาตรนี้เป็นเรื่องเนื้องอกของศาสนาพุทธ _โยมที่สันติ ...กราบนมัสการค่ะ เมื่อวาน ตอนทานข้าว หม่องแซ่บ คุยกับพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง เค้าบอก พระที่นี่แปลก ตอนเราใส่บาตรแล้ว ก็รับบาตรเฉยๆ ไม่เห็นสวดสัพพีฯ ให้เลย.... อิ๊มเลยยิ้มเฉยๆ ขอเรียนถาม ถ้าได้เจออีก ควรตอบไงดีค่ะ เพื่อให้คนข้างนอกเข้าใจมากขึ้น พ่อครูว่า… ก็ค่อยๆตอบ ในการตอบผิดแปลกไม่เหมือนเขานี่ คนจะเข้าใจยาก และก็จะยึดถือกัน เดี๋ยวก็จะทะเลาะกัน เถียงกัน ก็ค่อยๆบอกเขาว่า จริงๆที่นี่ก็พยายามเรียนรู้ตามพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นประเพณีจารีตที่ว่า พระไปบิณฑบาตแล้ว เขาใส่บาตรแล้วต้องสวดสัพพีให้นั้น มันไม่มีหรอก ในสมัยพระพุทธเจ้ามันไม่มี ในระบบจารีตประเพณีของศาสนาพุทธก็ไม่มี แต่คนไทย ที่จริงที่อื่นเขาก็ไม่มี มีแต่ในเมืองไทยนี่แหละ การสวดสัพพีติโย นี่คล้ายๆกับการพูดปะเหลาะเอาใจเขา แล้วก็เรียกคำนี้ว่าเป็นการให้พร เอาของให้ไปทำทานแล้ว ก็ให้พรตอบว่ารวยๆนะอยู่เย็นเป็นสุขนะอะไรอย่างนี้ บางทีก็รู้ว่ามันไม่ใช่ ก็เลยไปหาคำพระพุทธเจ้า ก็เลยได้ประโยคแรก วรรคแรก ยถา วริวหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สมิชฌะตุ สัพเพ ปูเรนติ สังกัปปา… จนจบวรรคนี้ พอขึ้นสัพพีติโย มันไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าแล้วเป็นของแต่งขึ้นใหม่เอามาต่อท้าย เป็นการแต่งขึ้นมา เป็นคำแต่งต่อท้าย เป็นการพูดปะเหลาะเอาใจโยม ซึ่งทางเราเห็นว่ามันเป็นเรื่องน่าอาย คนที่จะมาทำทาน เขามีจิตยินดีทำทาน นึกว่าต้องเลี้ยงหรือว่าพยายามให้อาหารแก่พระ เพราะว่าพระท่านไม่มีเงินมีทองซื้อไม่ได้ขายไม่ได้ จะต้องทำงานคือปฏิบัติธรรมแล้ว สอนธรรมะพระพุทธเจ้ามันคนละหน้าที่ โยมก็ต้องดูแลเลี้ยงพระไว้ ให้อาหารต่างๆ นานา พระก็สะสมไม่ได้ อาหารนี่ บิณฑบาตมาได้ ฉันเสร็จแล้วต้องคว่ำบาตรล้างทิ้ง สะสมเก็บไม่ได้นะ เก็บเป็นอาบัติ สะสมอาหารการกิน ข้าวสารอาหารแห้งนี่เป็นการนอกรีตหมดเลย ผิดพระธรรมวินัยพระพุทธเจ้าทั้งนั้น นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธ สรุปก็คือสวดสัพพีนี้เป็นเรื่องเนื้องอกของศาสนาพุทธ สรุปอย่างนั้น

ทำทานไม่ปรารถนาอะไรเลยนี่ถูกต้อง _ติ๋ม ยินดี ...ขอถามค่ะ ถ้าเราทำทาน 1 บาท แล้วเราปรารถนาขอให้ได้นิพพาน กับการทำทาน 1 บาทแล้วเราไม่ปรารถนาอะไรเลย อะไรคือความถูกต้องคะ คือเวลาเราทำกุศล ทำอะไรเนี่ย ขอให้นิพพานสักชาติหนึ่ง แล้วก็ไม่ปรารถนาอะไรเลย ทำแล้วก็ทิ้งไป แล้วอันไหนมันได้คะ พ่อครูว่า…ไม่ปรารถนาอะไรเลยเป็นความถูกต้อง หากปรารถนานิพพาน เอาใหญ่เลยนะ เอาละจิตคุณมีเจตนาอยากจะได้นิพพานก็ดีแล้ว คุณต้องเข้าใจว่า ปฏิบัติเหตุอย่างไรถึงจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้เกิดผล ทำให้เกิดผลที่จะไปสู่นิพพาน คุณต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องไปปรารถนา คุณทำเหตุให้เต็ม ผลเกิดเอง เรียนเหตุนั้นให้สำคัญ เรื่องผลจะเกิดตามเหตุที่มันเต็มถูกต้อง แล้วก็เต็มเหตุที่ถูกต้องเต็ม ผลก็ไม่ต้องพูดถึง มันเกิด ผลคือสิ่งที่ทำเหตุไปแล้วอย่างถูกต้องและเต็ม ไม่เต็มก็ไปเรื่อยๆ ไง เหตุก็เกิดไป เติมเหตุไปตามลำดับ คุณทำทิ้งไปนั่นดีแล้ว ไม่ปรารถนาอะไรนั่นดีแล้ว ทำให้ถูกก็แล้วกัน ทำให้ถูกต้อง ตามคำสอนพระพุทธเจ้า ทำให้ถูกต้อง ทำให้เต็มได้ ก็ได้ผลโดยไม่ต้องห่วงอะไร

_อุ๋ม รอยใบไม้... เมื่อสัปดาห์ที่แล้วอุ๋มได้ฟังท่านด่วนดีเล่าเรื่องที่ได้ทำใจกับผัสสะค่ะ และรู้สึกชื่นชมว่าท่านทำใจปล่อยวางได้ดีมากค่ะ เรื่องที่มีโยมถวายรถมอเตอร์ไซค์ใหม่เอี่ยมให้ท่านได้เอาไว้ใช้งาน แล้วมีคนยืมไปใช้ และเอารถไปให้คนอื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตท่านด่วนดีเลยค่ะ พ่อครูคิดว่ากรณีนี้เป็นการถือวิสาสะ “ศีลด่างพร้อย”หรือเป็นการ “ผิดศีลข้อ2” คะ จะตัดสินจากการกระทำ หรือเจตนาคะ ท่านด่วนดีทำใจได้แล้ว แต่ผู้ฟังยังทำใจไม่ได้ค่ะ ขอให้นำรถมาคืนท่านด้วยนะคะ พ่อครูว่า…มีเจตนาแต่ไม่ได้ทำ ก็ผิดครึ่งหนึ่ง ไม่ได้เจตนาเลยนี่ ทำนี่ผิดเต็มไปเลยด้วย ถ้าทั้งเจตนาทั้งทำตามเจตนาด้วยก็ผิดเต็มทั้งคู่เลย ยังทำใจไม่ได้ ไม่ใช่ของตัวเองได้รับสักหน่อย ฟังแล้วคิดไปตาม เลยหวงแหนแทน เสียดายแทนท่านด่วนดี ก็เลยขอร้องแทนเลย ใครเอาไป รู้แล้วว่าท่านด่วนดีไม่ได้ถือสา แต่ยิ่งไม่ได้ถือสา ไม่ได้คิด มันยิ่งบาปสูง บาปราคาแพงขึ้นนะ ก็ดู แต่ โอ้โห.. ใจถึงขนาดมาขโมยมอเตอร์ไซค์พระได้ด้วย

สรภัญญะคือออกเสียงไม่มีทำนอง และศีลนำไปสู่นิพพานอย่างไร _ซึ้งซื่อ วิเชียร น้อมกราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรสุดเกล้าครับ แม้แต่คำว่าสุดเศียรสุดเกล้า ทำไมจะยกให้พ่อท่านไม่ได้ อย่างคำยกย่องว่าพ่อท่านสองประโยคนี้ ผมก็ยกให้พ่อท่านได้ครับ เพราะว่าพ่อท่านได้กรุณาสอนให้ผมได้ปฏิบัติศีลได้อย่างเข้าใจถึงจิต โดยสีเลนะสุคะติงยันติ สีเลนะโภคะสัมปะทา สีเลนะนิพพุติงยันติ ตัสมาสีลังวิโสทะเย แค่นี้ก็เลิศยอดแล้วและยังทำให้เกิดใหม่ทางจิตวิญญาณ ทางโอปปาติกโยนิ ตัวอย่างแค่สองสิ่งนี้ก็สุดยอดแล้วสมควรยิ่งที่จะยกให้พ่อท่านเป็นได้แล้วครับ ขอน้อมกราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า…หากอ่านด้วยเสียงอันยาวและใส่ทำนองด้วยเป็นอาบัตินะ คำว่า สรภัญญะ เขาไปตีความว่า ใส่ทำนองได้นิดหน่อย ก็พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเราไม่ได้อนุญาตทั้งการลากเสียงอันยาวและการใส่ทำนอง นั่นคือวินัยข้อที่ 20 ส่วนข้อที่ 21 บอกว่าเราอนุญาตให้ สรภัญญะ สรภัญญะ สร คือ สระ ส่วน ภัญญะคือคำกล่าว คือเสียงกับคำกล่าว ตามเสียงพยัญชนะ พยัญชนะเสียงสั้น รัสสระ เช่น อะ อิ อุ เสียงสั้น อย่างนี้เป็นต้น ส่วนโอ นี่เสียงยาว อา อี อู เอ โอ นี่เสียงยาว ฑีฆะสระ ตรงตามเสียงสั้นยาว รัสสะ และฑีฆะ และตรงตามคำกล่าว คำกล่าวอย่างไร นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต ก็ตรงตามคำอย่างนั้น แล้วท่าน ไม่ต้องไปดัดจริตใส่เสียงอย่างนั้นอย่างนี้ให้มันเหมือนบาลี ไม่ ให้ใส่เสียงตามชาติไหนก็ตามเสียงพื้นของชาตินั้นออกไป อย่างชาติไทยออกเสียงภาษาอังกฤษว่า where are you going ชาติลาวกับไทยก็ออกเสียงต่างกัน what is your name ก็ใส่เสียงตามพื้นถิ่น ซึ้งซื่อ วิเชียร เขาก็บอกว่า สอนเรื่องศีล ศีลพาไปจนถึงนิพพานได้ ประโยคที่พูดบาลีเมื่อกี้คือหมายความว่า ศีลทำให้ไปสู่ดี สุคติ ไม่ใช่แปลว่าสู่สุข นะ ไปแปลว่าเพื่อความสุขนี้มันไม่ใช่ สุคติงยันติ คือ ศีลพาไปสู่ทางเจริญ ทางดี สีเลนโภสัมปทา ศีลเป็นเครื่องอาศัยเพื่อให้เกิดความเจริญ โภคะความเจริญ สีเลนะ นิพพุติงยันตะ ศีลนำไปสู่นิพพาน เดี๋ยวนี้ก็ไปนั่งหลับตาทำสมาธิ แล้วบอกว่า เอาแต่ศีลจะไปสู่นิพพานอย่างไร มันก็ค้านแย่งจากคำสอนพระพุทธเจ้า พวกเพี้ยนแล้วก็มาว่าคนที่ทำถูก ศีลนี่แหละจะพาไปสู่นิพพาน ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสมาธิ อันนั้นนอกรีตด้วย นั่งหลับตาให้ตาบอดไปเลยก็ไม่มีทางบรรลุนิพพาน ถ้าไปนั่งอย่างที่นั่งๆ กันอยู่นั้น ก็ขอย้ำเรื่องนั่งหลับตานี้ เลิกได้เลย มันปิดประตูทุกอย่างเลย มันไม่มีกาย มันไม่ถูกต้อง มันเป็นเรื่องลัทธินอกรีตจริงๆเลยเรื่องหลับตา แล้วเขาเชื่อกันจริงๆว่านี่เป็นสัจจะ เป็นนิพพาน อรหันต์นี่พวกนั่งหลับตาทั้งนั้น มันเสื่อมหนักจริงๆศาสนาพระพุทธเจ้า ไม่รู้จะพูดยังไง พูดไปจนกระทั่งหมด แล้วก็พูดทวนพูดย้ำอยู่นี่ น่ารำคาญด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องพูด เพราะว่าเป็นสัจจะ ต้องเตือนกันบอกกัน การเกิดใหม่ทางจิตวิญญาณเป็น โอปปาติกโยนิ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 2 เหตุปัจจัยนี้ก็เป็นสุดยอดแห่งสิ่งประเสริฐ คนเข้าใจอย่างคุณซึ้งซื่อ วิเชียร เข้าใจก็เข้าใจ คนที่ยังไม่เข้าใจก็ค่อยๆศึกษากันไปก็จะค่อยๆเข้าใจกันไป มันก็บังคับความเข้าใจกันไม่ได้ คนไม่เข้าใจบังคับกันยังไงก็ไม่ได้ ดีไม่ดีจะเข้าใจผิดด้วย พยายามให้เข้าใจถูกกันก็ไม่ใช่ง่ายๆอยู่แล้ว

_เรื่องรางวัล Moral Award ในระยะหลายเดือนผ่านมานี้ มีชาวอโศกหลายท่าน ได้รับการติดต่อให้รับรางวัล Moral award ซึ่งมีภาพถ่ายในการรับรางวัลในโลกออนไลน์กัน จึงเกิดข้อสงสัยว่า องค์กรที่ให้รางวัลมีที่มาที่ไปเช่นไร ทีมงานบุญนิยมทีวี ได้ตรวจสอบพบว่า Moral Award อันนี้เป็นรางวัลจากมหาวิทยาลัย“INTERNATIONAL UNIVERSITY OF MORALITY” หรือ “IUM” ซึ่งเคยมีข่าวใน นสพ.ผู้จัดการออนไลน์เมื่อ 16 ส.ค. 2560 ว่า .....สุดคุ้ม!!จ่ายแค่ 17,500 บาท ได้ “ปริญญาโท-เอก” พร้อมลายเซ็นต์ “2 เจ้าคุณธงชัย” มาประดับฝาบ้านโปรโมชั่นพิเศษ IUM มหา’ลัยห้องแถว สำหรับผู้เรียนหลักสูตรภาษาไทย พบโยง“นพดล ก้อนคำ” แห่ง ม.สันติภาพโลก รางวัล Moral Award นี้ แม้ชาวอโศกที่ได้ไปรับรางวัล จะไม่ได้เสียค่ารางวัลเหมือนการรับปริญญา แต่หากไปรับรางวัลก็จะเป็นการส่งเสริม หรือเอาชื่อของชาวอโศกที่ได้ทำความดีเพื่อสังคม ไปเป็นเครดิตแก่มหาวิทยาลัยเพื่อล่อให้ประชาชนที่อยากได้ปริญญาโดยไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยไปเสียเงินให้แก่องค์กรนี้ ความไม่ชอบมาพากลของ “INTERNATIONAL UNIVERSITY OF MORALITY” หรือ “IUM” ที่ระบุพิกัดอยู่ในมลรัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา เปิดทำการสอนแบบออนไลน์ ในหลักสูตร “พุทธพาณิชย์” ทั้ง “บริหารธุรกิจและสาธารณะคุณธรรม - การบริหารการศึกษาคุณธรรม” เรื่อยไปถึงหลักสูตร “การบริหารวัดและศาสนสถานคุณธรรม” .. ตรวจสอบเบื้องต้น IUM ที่ว่า มีการจดทะเบียนทำ “ธุรกิจสถาบันการศึกษา” อย่างถูกต้อง โดยคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งมลรัฐฟลอริด้า แม้จะมีสำนักงานเป็น “ห้องเเบ่งเช่า” ในตึกสำนักงานให้เช่าเล็กๆ ก็ตาม .. แต่ที่แน่นอนก็คือ ไม่มีหลักฐานว่าได้รับการรับรองคุณวุฒิจากหน่วยงานรับรองมาตรฐานการศึกษา ซึ่งของประเทศไทย ก็เป็น สำนักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา (สกอ.) .. เมื่อหลักสูตรไม่ผ่านการรับรองคุณวุฒิ ปริญญาจะเอก จะโท จะตรี ก็เอาไปยืนยันใช้สมัครงานไม่ได้ เอาไว้โชว์แบบโก้ๆ เท่านั้น จนถูกมองว่าเป็น “ปริญญาเถื่อน” และยังพบชื่อ ดร.นพดล ก้อนคำ เป็นตัวเเทน IUM เเห่งประเทศไทย .. นพดล ก้อนคำ แห่งมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ที่เคยตกเป็นข่าวว่าถูก กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) บุกทลายพิธีมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ของ ม.สันติภาพโลก ที่โรงแรมดังย่านนนทบุรี เมื่อไม่กี่ปีก่อน .. มีการระบุไว้ในเวบไซต์ สำหรับราคา “ปริญญาบัตรกิติมศักดิ์” .. ปริญญาโท หรือปริญญาเอก เรียนเพียง 10 วิชาๆ ละ 100 ดอลล่าร์ยูเอส หรือ 35,000 บาทเท่านั้น ทราบว่ามีญาติธรรมชาวอโศกไปรับปริญญามาแล้วแม้จะต้องเสียเงินก็ตาม และญาติธรรมยังได้ไปเป็นทีมงานของมหาวิทยาลัยนี้เพื่อทำการเฟ้นหาชาวอโศกที่มีชื่อเสียงมารับรางวัล Moral Award นี้ จึงเป็นเหตุที่มาของในช่วงนี้มีชาวอโศกไปรับรางวัลนี้กันหลายคนด้วยกัน พ่อครูว่า…อาตมาอาย ปัดโธ่เอ๋ย! นี่แหละความอยากได้อยากมีอยากเป็นอยากได้สักอยากได้ยศอย่างนี้ ก็เป็นเหยื่อของคนขี้หลอกแล้วก็หลอกไป คนที่ยังไม่ทันเขา ถูกเขาหลอกไม่ทันเขาก็เสียท่า กราบนิมนต์พ่อครูให้ปัญญาแก่ลูกๆชาวอโศกในเรื่องควรหรือไม่ที่จะไปรับรางวัลจากมหาวิทยาลัยนี้ พ่อครูว่า…ใครว่าควรไหม? ทุกคนเห็นว่าไม่ควร เป็นเรื่องของหมู่ชาวอโศก ความเห็นของหมู่ ไม่ใช่ความเห็นของอาตมาไปตัดสินเท่านั้น อาตมาก็เห็นด้วยกับหมู่เหมือนกันว่ามันไม่ควร พวกเราจะให้ความรู้อย่างไรก็พูดไปแล้วบอกไปแล้ว พูดไปจนถึงประโยคสุดท้ายนี้แล้วใครจะเข้าใจอย่างไร เข้าใจว่าควรหรือไม่ควร รับไปแล้วทำไปแล้ว มันก็ขายขี้หน้าไปแล้ว ก็ทำไปแล้ว ก็เอายางลบๆซะ หรือใช้ Liquid ก็ได้ ลบไป ........................................................................ และอีกเรื่องที่จะรบกวนพ่อครูช่วยประกาศเตือนลูกๆชาวอโศกคือ เมื่อไม่กี่วันผ่านมา เพจกองทัพธรรม FP ของชาวอโศกได้ถูกแฮกไปแล้ว แฮกเกอร์ได้เอาไปลงคลิปและภาพอนาจาร โดยที่ Admin ของเพจไม่สามารถเข้าไปจัดการได้ และมิจฉาชีพอาจเอาข้อมูลของชาวอโศกไปหลอกชาวอโศกให้เสียเงินให้เขาได้ จึงต้องระมัดระวังการใช้สื่อโซเชียลให้มากขึ้นด้วย พ่อครูว่า…พวกที่นักใช้สื่อฟังไว้

_ช่วงนี้มีการชื่นชมลุงตู่กันมากขึ้น ขอยกตัวอย่างเช่น (ไม่ได้ระบุชื่อ)กล่าวว่า "..เป็นนายกรัฐมนตรี คนสุดท้ายในรัชกาลที่ 9 และเป็นนายกรัฐมนตรี คนแรกในรัชกาลที่ 10.." ช่วงผลัดแผ่นดิน เปลี่ยนรัชสมัยเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด โชคดีของแผ่นดินที่ ณ.ขณะนั้นพล.อ ประยุทธ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทหารเอกองค์ราชา ทหารเสือราชินี ผู้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุด เป็นผู้นำที่พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดที่จะนำพาประเทศชาติและประชาชนผ่านวิกฤติ ให้อยู่รอดและปลอดภัย ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดหลายอย่าง ต้องแก้ปัญหา และเผชิญความกดดันจากวิกฤติต่างๆ มากมาย ขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยการพัฒนาในทุกด้าน เพื่อเตรียมพร้อมไว้ในอนาคต ไม่มีใครสมบูรณ์แบบทุกด้าน ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์พร้อมไปทุกอย่าง ตลอดระยะเวลา 9 ปีในการทำหน้าที่ผู้นำประเทศไทย "นายกลุงตู่"ทุ่มเทมุ่งมั่นตั้งใจโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทำให้ประเทศด้วยความจริงใจอย่างดีที่สุดแล้ว พ่อครูว่า... เอาคำว่าลุงไปเรียกนายกนี่น่าจะเป็นคนแรกนะ คนแรกและคนเดียว เรียกแบบเป็นญาติ เป็นมิตร เป็นเพื่อนกันเลย ซึ่งมันเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากเลยเป็นเรื่องความจริง เดี๋ยวจะได้ขยายความจริง _โชคดีของแผ่นดินไทยที่"คนดี"ได้ปกครองบ้านเมือง ผ่านมาถึงวันนี้..ถึงวาระต้องเปลี่ยนผ่านผู้บริหารประเทศตามระบอบการเมือง ลองคิดย้อนไป..ก็คิดไม่ออกว่า ถ้าไม่ใช่ "นายกลุงตู่" ประเทศเราจะเป็นอย่างไร จะผ่านมาได้อย่างทุกวันนี้หรือไม่ คงไม่มีคำพูดใดที่จะแทนความรู้สึกในใจได้ทั้งหมด "..ขอบพระคุณนายกลุงตู่จากใจจริง และจะระลึกถึงคุณความดีที่ลุงตู่ทุ่มเทเพื่อชาติ สถาบันและพวกเราคนไทยทุกคนค่ะ.."🙏 นายกที่ดีที่สุดและสง่างามที่สุด สมเกียรติยศและศักดิ์ศรีชายชาติทหาร_นายกสองแผ่นดิน🇹🇭

เรียนรู้ลักษณะโพธิสัตว์จากนายกฯลุงตู่ พ่อครูว่า... อาตมาได้เคยเปรยเหมือนกับรับรองไปแล้ว นายกลุงตู่นี้เป็นโพธิสัตว์ ไม่ใช่อาตมาพูดพล่อยหรือพูดเล่นๆ พูดเพ้อเจ้อไป เล่นๆ..ไม่ใช่ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ มีความรู้ทางด้านโลกุตรธรรม เป็นอาริยธรรมที่สูง ที่ลึกซึ้ง มันไม่มีคำอธิบายง่ายๆหรอกในเรื่องของโลกุตระ เพราะในโลกนี้มีศาสนาอยู่หลายศาสนา มีศาสนาเดียวคือศาสนาพุทธเท่านั้นที่มีโลกุตรธรรม โลกุตรธรรมมีความหมายที่สำคัญ เป็นความหมายที่อาตมาได้อธิบายบอกไว้หลายทีแล้ว โลกุตรธรรมคือ ธรรมะที่สามารถรู้เรื่องจิต เจตสิก รูป นิพพาน เป็นธรรมะที่รู้จิตชัด รู้กิเลส รู้จักความเป็นจริงแห่งความเป็นจริง ของการเกิดมาเป็นจิตนิยาม แล้วก็ทำให้จิตนิยามดีที่สุด เจริญที่สุด ถ้าจะยังอยู่ คุณก็เป็นคนที่ดีที่จะพัฒนาช่วยโลก อุ้มชูโลก โลกานุกัมปายะ ถ้าไม่อยู่ก็สามารถเลิกจิตนิยามตัวเอง แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย เป็นศาสนาที่ถึงความสมบูรณ์แบบในการที่จะรู้จักจิตนิยาม หรือจิตเจตสิกรูปนิพพาน ซึ่งเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ทางจิตที่เทวนิยมจะจบ Post Doctor 100 ใบ ก็ไม่มีทางรู้เรื่องนี้ ทางตะวันตก ทางศาสนาพระเจ้า ศาสนาทางเทวนิยม ไม่มีทางที่จะเกิดความรู้ที่จะข้ามเขต นอกจากจะมาตั้งใจศึกษาแล้วก็จะต้องยินดี จุดแรกต้องมีฉันทะ ยินดีในศาสนาพุทธจริงๆ ไม่ใช่มาหวังว่าจะมาล้วงความลับแต่แท้จริงยินดีในศาสนาเทวนิยม จะเห็นเลยว่าอันนี้เป็นความพิเศษกว่าจิตจะเกิด อัญญธาตุ เป็นธาตุตัวจิตใหม่ เป็นความรู้เรื่องธรรมะของพุทธหรือโลกุตรธรรมนี้ โลกียะ เทวนิยม ศาสนาพระเจ้า เขาจะเป็นยอดศาสดาขนาดไหนก็ตาม ถ้าเขามีความเข้าใจว่าอันนี้พิเศษกว่าเทวนิยมทั้งหลายศาสนากี่ศาสนาเขาเรียนรู้หมด จนเขาเชื่อมั่นว่าศาสนาที่เป็นเทวนิยมของเขาสูงกว่าศาสนาใดๆแล้ว แล้วเขาก็จะมีปฏิภาณรู้ว่าอันนี้มันเหนือชั้นกว่าเทวนิยมทุกเทวนิยมเลย คนที่เกิดจิตจริงอย่างนี้แหละ จึงจะเกิดภาวะคำว่า มี ฉันทะเป็นมูลกา มีจิตยินดี เป็นรากแรกเลย รากเหง้าแรก แล้วจะมาศึกษา จึงจะปฏิบัติทำใจในใจ มนสิการเป็น แล้วก็จะเรียนรู้ไปตามลำดับ โดยการมีผัสสะเป็นเหตุเกิด เป็นสมุทัย แล้วจะเกิดเวทนา แล้วก็จัดการเรียนรู้ทำให้เวทนานี้เป็นที่ประชุมลง จะจบด้วยการรู้ทุกข์รู้สุข แล้วดับทุกข์ดับสุข แล้วก็ถึงนิพพาน ก็จบทุกอย่าง ผู้ที่จบอรหันต์จะอยู่ต่อบำเพ็ญเป็นโพธิสัตว์ ก็คือเป็น Post Doctor ยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น เที่ยง ที่จริงยิ่งกว่าดอกเตอร์ เพิ่มขึ้นไปอีกเป็นโพธิสัตว์อีกหลายระดับคือเป็นอรหันต์ชั้น 2 ชั้น 3 ชั้น 4 ชั้น 5 ชั้น 6 ซึ่งอาตมาก็แยกให้ฟังแล้วว่าอรหันต์มีกี่ชั้นกี่ขั้น อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งสุดยอด ศาสนาพุทธโลกุตรธรรมนี้สุดยอด รู้แจ้งรู้ครบรู้สมบูรณ์แบบจริงๆ มีศาสนาเดียวในโลก เกิดมาก็มีศาสนาพุทธจะไม่มีคู่แข่ง จะไม่มีคู่แยกศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นจะมีศาสดาองค์เดียวของศาสนาพุทธ ไม่ว่ายุคไหนๆ ของพุทธศาสนาก็มีพระพุทธเจ้าองค์เดียว หมดพุทธกัปป์ของท่าน ก็มีองค์ใหม่ แล้วเหมือนกัน ไม่มีอื่น เป็นหนึ่งเดียวกันเป็นโลกุตระที่รู้จบสุด เพราะสัจจะมีหนึ่งเดียว สัจจะมันไม่มี 2 เป็น 1 เท่านั้น แต่โลกียะหรือเทวนิยม ศาสดาเทวนิยม มันมีได้หลากหลายต่างกันเยอะ มันยังไม่สรุปลงเป็นที่สุดแห่งที่สุด ที่สุดแห่งที่สุดก็มีหนึ่งเดียว จริงที่สุด ถูกที่สุด สูงที่สุด สุดๆๆๆ มีหนึ่งเดียว สุดๆๆ ไม่มี 2 หรอก เพราะฉะนั้นเรื่องโพธิสัตว์นี้จึงเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งสุดยอด ไม่ใช่พูดเล่น อาตมาถ้าไม่ใช่เป็นโพธิสัตว์จริง อาตมาจะไม่สามารถที่จะประคองการอธิบายธรรมะ แยกแยะธรรมะ แล้วก็สาธยายธรรมะให้พวกเราฟังจนเข้าใจ เอามาปฏิบัติตามได้ มีผลจนกระทั่งถึงขั้นเกิดชุมชนสาราณียธรรม 6 อย่างที่พวกเราเป็นนี้ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ในยุคพระพุทธเจ้ายังทำ สาราณียธรรม 6 ให้เกิดถึงขั้นมีสาธารณโภคีในฆราวาสไม่ได้ ก็พูดกันไปหลายทีแล้วเพราะเป็นยุคที่มันมีข้อจำกัด เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคทาส เป็นยุคที่คนยังไม่เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน