660828 เจาะลึกเทวทัตยุคดิจิตอลที่หาความเลวเพิ่มไม่ได้อีก รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #38 ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
660828 เจาะลึกเทวทัตยุคดิจิตอลที่หาความเลวเพิ่มไม่ได้อีก รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #38 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53224.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1N8PIZC6b1I0OTnWv4woYUy_O8sqTcGwJ/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/14yy3FUuN8LqCoyqUlxbSFlLUo4OKSlwi/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660828---38-e28kae5
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/UggswWbd4Gw https://fb.watch/mIfU10pJkU/ และ มีซับ https://youtu.be/hSFbZzu7U0I
พ่อครูว่า... เจริญธรรมทุก ๆ คน วันนี้วันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม 2566 ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 9 ปีเถาะ เรามาเริ่มกันที่ แต่ละคนเป็นคนที่พูดแสดงอะไรออกมาเป็นเหตุปัจจัยให้อาตมาได้นำมาแสดงธรรม เพราะจริงๆแล้วอาตมานี่ คุณพูด ก.ไก่ ข.ไข่อะไรออกมา อาตมาก็แสดงเป็นธรรมะได้หมด เพราะฉะนั้นเป็นเหตุปัจจัยที่พวกคุณเกี่ยวข้อง มีความเข้าใจ มีความรู้สึก มีความเห็นอย่างนี้ว่า มันเป็นอย่างนี้หรือมันควรเป็นอย่างนี้ เลยแสดงออกมา ก็นำอันนั้นมาเป็นเหตุเป็นปัจจัย มันก็เกี่ยวเนื่องกัน ไม่ใช่อยู่คนเดียว เราก็พูด มีคนอื่นเกี่ยวข้องกันด้วยนะ
SMS วันที่ 25 ส.ค. 2566
จิตที่เป็นอุตุธาตุกับจิตที่เป็นพีชธาตุต่างกันอย่างไร _สินสมนึก · กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุด มีความสงสัยจึงถามมาเพื่อแก้ไขสัญญา จากปัญญา 8 เล่ม 2 หน้า 339 ข้อ 290 ข้อ 1 การเกิดผลเป็นอุตุธาตุ หน้า 340 บรรทัดที่ 13 อุตุธาตุนั้นมีแต่สัญญากับสังขารเท่านั้น จากการศึกษาที่ผ่านมาตามความเข้าใจของลูก ลูกเข้าใจดังนี้ • อุตุธาตุ เป็นเพียงรู
อ่านต่อ
ปร่าง แท่งก้อนวัตถุดินน้ำไฟลม ไม่มีสัญญา มีสังขาร • พีชธาตุ นั้นมีรูป สัญญา สังขารเท่านั้น เพราะพีชไม่มีความอาฆาตพยาบาทแล้วจึงไม่มีเวทนาและวิญญาณ • จิตธาตุมีครบขันธ์ 5 ลูกจึงเกิดความสงสัยเมื่ออ่านมาถึงบรรทัดที่ 13 ทุกครั้งว่าช่วงกาละใดที่อุตุธาตุ มีแต่สัญญากับสังขารเท่านั้นเช่นเดียวกับพีชธาตุ ก็เชื่อมต่อกับจิตธาตุเหมือนกัน ก็มีแต่รูปสัญญาสังขารเหมือนกัน .. พ่อครูช่วยขยายความ จิตที่เป็นอุตุธาตุกับจิตที่เป็นพีชธาตุ มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ขออภัยต้องการแก้ไขสัญญาเก่าสร้างสัญญาใหม่ครับ กราบขอบพระคุณด้วยพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุด ..สินสมนึก 20 ส.ค. 66 พ่อครูว่า...คุณซักตรงนี้มาก็ดี แต่อาตมาก็ได้เปรยได้พูดไปแล้วบ้าง ถึงเรื่องของ 1. มหาภูต 2. ภูตคาม 3. เจตภูต เพราะฉะนั้นในภาวะที่ทุกอย่างมันจะเหลื่อมกัน มันจะค่อยๆเชื่อมกันเข้าไป ก็เหลื่อมกันอยู่ ของพลังงานที่เป็นวัตถุ แล้วค่อยๆกลายมาเป็นพืช กลายๆมาเป็นจิต พัฒนาขึ้นมาเป็นพืช พัฒนาขึ้นมาเป็นจิต นี้มันมีสภาวะของมันจริงๆ ที่บอกว่าอุตุธาตุมีแต่สัญญากับสังขารเท่านั้น ถ้าจับความแต่ตรงนี้ อุตุนิยามไม่ใช่ชีวะ ไม่มีชีวะเลยใช่ไหม ทีนี้ สัญญานี่ มันเป็นชีวะเริ่มแล้ว อุตุเป็นสังขารเท่านั้น เป็นพลังงานบวกลบ ปรุงแต่งกันอยู่ มันไม่มีชีวะ ไม่มีธาตุสัญญา ไม่มีธาตุชีวะเลย แต่อาตมาไปเขียนว่า อุตุนิยาม มีแต่สัญญากับสังขารเท่านั้น มันก็ไม่ผิด ถูกต้องที่คุณท้วงมาว่า อุตุนิยามมีสัญญาด้วยหรือ? มันเป็นสังขารนั้น..ใช่ มันปรุงแต่งกันอยู่ด้วยพลังงานบวกลบ เป็นพลังงานสสาร แต่มันไม่ใช่สัญญา ไม่ได้มีตัวกำหนดตัวมันเอง ถ้าพีชธาตุนั้น มีรูป สัญญา สังขาร ที่จริงจะว่าไปแล้ว อุตุก็มีรูป ยังไม่ได้พูดถึง ละไว้ในฐานที่เข้าใจเป็นธรรมดาของรูป เป็นมหาภูตรูป ทุกอย่างต้องมีรูปทั้งนั้น แม้แต่ อรูป ก็เป็นรูป ทั้งๆที่มันบอกว่า อรูป ไม่ใช่รูปแต่มันก็เป็นรูป อย่ามาเถียง! มันไม่มีพยัญชนะจะพูดแล้ว อรูป ไม่ใช่รูป แต่มันก็เป็นรูป อย่ามาเถียง ไม่มีตัวจะพูดแล้วนะ เพราะฉะนั้น พอบอกว่าอุตุธาตุไม่มีสัญญา มีแต่สังขาร ตามที่คุณสินสำนึกเข้าใจและเขียนมาถาม ก็พืชธาตุเท่านั้นถึงจะมีสัญญา สังขาร เพราะพืชไม่มีความอาฆาตพยาบาทแล้ว จึงยังไม่ได้ชื่อว่าเป็นจิตนิยาม หรือยังไม่มีเวทนา ยังไม่มีวิญญาณ มันยังไม่ครบขันธ์ 5 (พ่อครูอ่านทวนจากที่เขียนมาถาม) _ ลูกจึงเกิดความสงสัยเมื่ออ่านมาถึงบรรทัดที่ 13 ทุกครั้งว่าช่วงกาละใดที่อุตุธาตุ มีแต่สัญญากับสังขารเท่านั้นเช่นเดียวกับพีชธาตุ ก็เชื่อมต่อกับจิตธาตุเหมือนกัน ก็มีแต่รูปสัญญาสังขารเหมือนกัน .. อันนี้จริงๆแล้ว มันก็น่าจะกล่าวว่า อุตุนี่มีแต่สังขาร ไม่มีสัญญา มันก็น่าจะกล่าวเช่นนั้น แต่ทีนี้อาตมาก็คงจะพอมาพูดถึงมหาภูต แล้วก็ภูตคาม แล้วก็เจตภูต มหาภูตนั้นแน่นอน มันเป็นอุตุ 100% พอเป็นภูตคาม เริ่มมาเป็นชีวะแล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นชีวะอย่างสมบูรณ์ ยังมีภูตคาม มีพีชคาม ภูตคาม ยังไม่ขยับตัวออกไปเป็นตัวตนที่สมบูรณ์แบบของมันเท่าไหร่ มันยังเป็นรากเป็นเหง้า ยังเป็นก้อน เป็นตัว ยังไม่มีปัญจสาขา หรือยังไม่มีส่วนอะไรที่ออกไป จากภูตคามพอเป็นพีชคาม ก็ออกลักษณะที่เป็นพืชแล้ว อย่างนี้เป็นต้น มันละเอียดขึ้น เพราะฉะนั้นมหาภูต ภูตคาม และเจตภูต นั้น เจตภูต ก็เริ่มมีลักษณะของจิต เจต (อ่านเจตะ) นี้เริ่มมีลักษณะของธาตุวิญญาณ ธาตุจิตขึ้นมา เพราะฉะนั้นในความหมายที่อาตมาได้พูดแล้ว อาตมาไม่ได้พูดเองหรอก มีอยู่ในพระไตรปิฎก มีพยัญชนะพวกนี้ อาตมาเจอพยัญชนะพวกนี้ถึงเอามาพูด ซึ่งเป็น สัตตะ เป็น ปาณะ แล้วก็เป็นภูตะ เป็นชีวะ เพราะฉะนั้น ภูตะนี่แหละ ที่มันจะ จากลักษณะละเอียดของวัตถุขึ้นมาหาพืชขึ้น ขึ้นมาหาจิต มหาภูตะ คือ วัตถุแท้ๆ สสาร พลังงาน พอเริ่มมาเป็นภูตคาม มันจะเข้ามาหาชีวะแล้ว เมื่อกี้แถมพีชคามด้วย แต่อาตมาตอนนั้นไม่ได้พูดถึงพีชคาม ดูเหมือนสู่แดนธรรมจะท้วงหน่อยหนึ่ง มหาภูตแล้วก็เป็นภูตคาม แล้วก็มาเจตภูต เจตภูตเหลื่อมมาหาจิต ก็เป็น 3 เส้าที่มันอยู่ระหว่าง 3 อย่าง อุตุ พีชและจิต เหลื่อมมาหาจิต ส่วนย่อยที่มันเริ่มพัฒนาพลังงานต่างๆ ที่จะ breed ตัวเองขึ้นมา มันก็เป็นไปตามลำดับ ทีนี้มาแยกเป็นมหาภูต ภูตคาม เจตภูต 3 อย่างก็จะง่ายขึ้น 1. สสารวัตถุแท้คือมหาภูต 2.ภูตคาม เริ่มจะไปพีชคม หรือเป็นพืชขึ้นมา แล้วจึงมาหา 3.เจตภูต เริ่มมามีอาการลักษณะธาตุของจิตเข้าไปร่วมหน่อยๆแล้วนะ เป็นต้น ฉะนั้นการพัฒนาของชีวะต่างๆมันจึงเป็นไปละเอียดละอออย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราก็จะค่อยๆเข้าใจไป ใช้พยัญชนะสื่อสภาวะ บางทีมันก็ไม่มีพยัญชนะจะสื่อ เขาก็เอามาซับซ้อนวนกัน มันก็เลยทำให้เราวนไปตามพยัญชนะที่สื่อเหล่านั้นบ้าง อาตมายิ่งอธิบายไปนี้ยิ่งงงไหม ยิ่งวนยิ่งสับสนไหม กระจ่างขึ้นก็แล้วกัน เอาเท่านี้เดี๋ยวจะวนไปอีก
พ่อครูมีปกติไม่มีความโกรธ _คนบ้านราช …ระยะนี้มี SMS เข้ามาในรายการมาก มีทั้งชมทั้งติ บางคนก็ตำหนิอย่างหยาบคาย แต่พ่อครูก็มีอาการสงบและไม่โกรธ พ่อครูว่า... ที่จริงอาตมาไม่ได้โกรธจริงๆ ใครจะด่าจะว่า อาตมาไม่เคยโกรธที่คนด่า ไม่เคยโกรธ คนจะด่าคนจะว่า มันเป็นสัจธรรมมันเป็นสัญชาตญาณของอาตมาแล้ว คนด่าเขาก็ด่าสิ เป็นคำด่าของเขา เราก็คือเรา แต่ก่อนอาตมาไม่รู้ละเอียด พอมาฟังคำตรัสสอนพระพุทธเจ้าก็เจอคำตรัสคำสอนว่า คนเขาจะด่าเรา ก็เหมือนเขาเอาสำรับอาหารนี้มาถวายเรา แล้วเราก็ไม่ได้รับสำรับอาหารนั้น มันก็ตั้งอยู่ของมัน มันก็เป็นของเขา เขาจะเอาไปหรือเขาไม่เอาไป เอากลับไปหรือไม่เอากลับไป สำรับอาหารนั้นเราไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง หรือเราไม่ได้กิน ไม่ได้ไปเป็น ไม่ได้ไปร่วมกับอันนี้เลย มันก็ตั้งของมันอยู่ของมัน เขาจะมาเอาของเขาคืนไปหรือไม่คืนไป มันก็เป็นอันนั้น ชัดเจนนะ คือมันรู้เขารู้เราอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นแต่เพียงว่า ถ้าเขาด่าเรามา เขาว่าเรามา เราทำเป็นทิ้งเฉยๆ จริง เวทนาเราไม่มีปัญหา แต่ความจริงล่ะ เราเป็นตามที่เขาด่าไหม เราต้องเอาอันนี้แหละมาใช้ตรวจสอบตนเอง เออเว้ย..เขาด่ามาถูก เราเป็นอย่างที่เขาเป็น ถ้าไม่มีอคติเข้าข้างตัวเอง เราได้ประโยชน์ แต่ถ้าเรามีอคติเข้าข้างตัวเอง ทั้งๆที่เขาพูดถูกและคุณก็ผิดจริง คุณก็เข้าใจผิด คุณก็ไม่ได้แก้ตัว หรือคุณเองคุณทำเฉยเมย ไม่สน จะด่าก็ด่าไป เราไม่ฟัง เราไม่เอามาคิดมาปรุงมาแต่งมาตรวจสอบอะไรแล้ว คุณก็ไม่มีประโยชน์อะไรต่อกันและกันในอะไรอื่นๆ เขา คุณก็อยู่โลกของคุณคนเดียว ก็ไม่ได้เรื่องอะไร เพราะฉะนั้นคำด่า พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่า คำตำหนิกับคำชม ท่านตรัสถึง 2 อย่าง เขาด่าหยาบ ด่าแรงก็อีกเรื่องหนึ่ง คำชมไม่มีคุณค่าเลยแม้แต่ทำให้เกิดความละหน่ายจางคลายจากกิเลส ใดๆ มีแต่จะทำให้เกิดกิเลส ท่านถึงเรียกว่าคำชมหรือคำสรรเสริญว่าคือคำต่ำทราม คำสรรเสริญยกย่องชมเชยก็คือคำต่ำ โอ้โห..ลึกซึ้งไหม ฟังแล้วเราก็ยิ่งเข้าใจว่า จริงนะ คนเรามันหลงระเริงไปกับคำสรรเสริญยกย่อง แล้วมันไม่ได้ดีได้ดิบอะไรเลย เอาล่ะ เราดีจริงตามคำชมก็แล้วไป ถ้าเราไม่ได้ดีจริงตามคำชมเราก็บ้าไป ไม่ได้เรื่องอะไร คำชมเท่ากับเขาเองช่วยตรวจสอบให้เรา เขาบอกอันนี้มา เราก็ตรวจสอบจริงๆ ว่าจริงไหม เขาชมมากเกิน อย่างอาตมา พวกคุณชม อะไร (เช่น) กราบคารวะอย่างสูงส่งยิ่งยอดอะไรว่ามา บูชาอย่างยิ่งอะไรมา เคารพอย่างสูงส่งยิ่ง อะไรอย่างนี้นะ เราฟังแล้วเป็นคำชมยอดเยี่ยมเลยนะ แล้วอาตมาก็มาตรวจดูความจริง ว่าเราควรจะต้องปล่อยให้เขาพูดอย่างนี้ไหม อาตมาเคยพูดเคยอธิบายไปแล้ว ก็มาเห็นว่ามันเป็นความจริงนะ อาตมาไม่ได้มีตัวตน ไม่ได้เห็นแก่ตัวตนอะไร ไม่ได้หลงตัวตนอะไร เขาชมจริงอย่างนี้ จริงอย่างไร อาตมาก็ดูออกว่ามันจริงตาม กาละ เทศะ ฐานะ กาละนี้ อาตมาก็ว่าอาตมาเป็นคนที่ไม่มีใครสูงเท่า ฟังดีๆ นะ ยิ่งพูดยิ่งยกตัวเองนะ กาละนี้ไม่มีใครจะรู้เรื่องธรรมะพระพุทธเจ้า โลกุตรธรรมสูงเท่าอาตมา อาตมาก็สูงยิ่งจริงในยุคนี้ ตาม กาละ เทศะ ฐานะ อาตมาก็อยู่ในฐานะที่สูงยิ่งตามกาละนี้ แน่นอน มันมีความแตกต่าง เทศะต่างๆ หรือมันเคลื่อนย้ายไปที่มันไม่เที่ยงแล้ว มาถึงวันนี้ตาม กาละ เทศะ ฐานะ นี้ อาตมาก็ว่าเป็นความจริง อันนี้ก็ต้องให้เขายืนยันความจริง เพื่อที่จะประกาศความจริงลงไปว่า ไอ้ที่คุณเข้าใจนั้น มันไม่เหมือนกับที่อาตมาเป็น มันแตกต่างกัน มาเรียนรู้ความแตกต่างว่า ที่คุณยึดนั้น อาตมาก็คน คุณก็คน อาตมาเป็นอย่างนี้ เป็นได้อย่างนี้ ทำอย่างนี้ คุณก็ทำอย่างคุณทำ ที นี้อาตมาโชคดีมากที่ยังมีพระไตรปิฎก อาตมาก็ยืนยันพระไตรปิฎกสาธยาย อธิบาย จริง..คุณก็อธิบาย คุณก็สาธยายพระไตรปิฎก คำเดียวกันคุณก็อธิบายอย่างของคุณ อาตมาก็อธิบายอย่างของอาตมาอีกซะด้วย แล้วก็ยังแตกต่างกันอีก แล้วทีนี้ก็ต้องเจาะลงไปถึงเนื้อแท้เลยว่า แล้วจริงๆของคุณน่ะ คุณเป็นได้หรือเป็นไม่ได้ด้วย 1. 2. ที่อาตมาพูดนี้ว่าเป็นได้หรือเป็นไม่ได้อีกด้วยเหมือนกัน โลกุตระของเรา เรามาเป็นคนจน อย่างนี้เป็นต้น มาเป็นคนเสียสละ มาเป็นผู้ที่มีความสุข มาเป็นคนมีสาราณียธรรม 6 มามีวรรณะ 9 เหล่านี้เป็นต้น มาเป็นสังคมคนมีศีลอย่างนี้เป็นต้น มันตรงตามพระไตรปิฎกไหม อาตมาก็จบตรงนี้ คุณก็ยึดถือพระไตรปิฎกเล่มเดียวกันอยู่ เหมือนกันอยู่ พยัญชนะตัวเดียวกัน อาตมาก็นำมาขยายความทุกอย่างว่าพระพุทธเจ้าสอน คุณก็มองพระพุทธเจ้าสอนให้ไปรวย ให้มีลาภยศ แบกลาภยศกันอยู่ เป็นสงฆ์คณะใหญ เราก็บอกว่าสงฆ์คณะเราไม่เห็นอย่างนั้นหรอก เราทิ้ง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แล้วเราก็มาเป็นของเรา เราก็จบ เราว่าเราตรงกับพระพุทธเจ้านะ เขาว่าของเขาตรงกับของพระพุทธเจ้าก็เรื่องของเขาแล้วละ ตอนนี้เราไม่มีปัญหา ส่วนเขาจะมีปัญหาหรือไม่มีปัญหาก็เรื่องของเขา เราก็จบอยู่ที่ตรงที่ว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่าทุกอย่าง ความเข้าใจของคุณก็เป็นอย่างหนึ่ง ความเข้าใจของเราก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ต่างคนต่างเชื่อธรรมวาทีของตนเอง คุณก็มีธรรมวาทีของคุณ คุณก็ดำเนินไป ศึกษาไป ปฏิบัติประพฤติไป คุณก็ได้ตามของคุณ เราก็ได้ตามของเรา มันก็จบอยู่ที่ตรงนี้..นานาสังวาส นี่คือสัจจะที่อาตมาได้พยายามอธิบาย พยายามที่จะสอน _อีกทั้งยังคงมีความเบิกบาน พ่อครูก็ยังมีความสงบ บางคนมาด่าหยาบๆคายๆ แต่พ่อครูก็ยังมีอาการสงบไม่โกรธ อีกทั้งยังมีความเบิกบาน ไม่ย่อท้อต่องานเผยแพร่ศาสนาอีกด้วย พ่อครูว่า... อันนี้เป็นเรื่องที่อาตมาอยากให้พวกคุณสังเกต หรือคนข้างนอกเขาสังเกตไม่ได้หรอกเขาไม่รู้ละเอียดพอ อาตมาไม่เคยมีความเครียด ไม่เคยมีความที่มันจะไปในทางลบ ในทางอาการเศร้า อาการโศก อาการหมอง อาการอะไร มีแต่เบิกบานร่าเริง สังเกตไหม อาตมาไม่มีความเศร้าความหมอง อาตมาอโศกะจริงๆ อโศกะแท้ๆ ไม่มี โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ ทั้งขบวน อาตมาไม่มี ทั้งขบวนนี้ไม่มี หมด นี่เป็นการแสดงสัจธรรมความจริงและอาตมาก็บอกความจริงกับพวกคุณ ถ้าอาตมาไม่เป็นจริง ก็เป็นปาราชิกของอาตมา แต่อาตมาเป็นจริง มีความเบิกบาน ไม่ย่อท้อต่องานเผยแพร่ศาสนาอีกด้วย เรื่องเผยแพร่ศาสนานี้ มันย่อท้อได้ยังไง ยุคนี้มันยากหรือง่าย? สุดแสนยากเลย มันเข็นเขาขึ้นครก คงรู้นะเข็นเขาขึ้นครก มันยากกว่าเข็นครกขึ้นเขาขนาดไหน มันเข็นเขาขึ้นครกจริงๆเลย แต่อาตมาก็ต้องทำเพราะว่ามันไม่มีทางเลี่ยง ก็ต้องทำ _ไม่ย่อท้อต่องานเผยแพร่ศาสนาอีกด้วย พ่อครูว่า... ทั้งๆที่เขาจะเอาตาย แต่อาตมาเป็นแมว 9 ชีวิต ไม่ยอมตาย เขาจะไม่ให้แสดงธรรมเลย แต่สุดท้าย..หมดแล้วทางโน้นไม่มีสิทธิ์อะไรจะมาทำให้อาตมาไม่แสดงธรรม เขาเองเขาทำของเขาเอง จนกระทั่งมีการตัดสินทุกอย่างทั้งทางโลกและทางธรรม มันพิพากษาเรียบร้อยหมดเลย แล้วอาตมามาทำงานนี้ _ด้วยความไม่โกรธ พ่อครูว่า... ดี อาตมาก็ยืนยันว่าอาตมาไม่โกรธด้วย _เป็นคุณสมบัติข้อ 1 ของพระอรหันต์ ก่อนออกบวชพ่อครูมีรายได้เดือนละ 20,000 บาทมากกว่าเงินเดือนของนายกรัฐมนตรีอีก พ่อครูก็ทิ้ง ลาภ นั้นๆมาอย่างไม่แย่แส แสดงความไม่โลภของพ่อครู มีคำตำหนิหรือพ่อครูก็ไม่ได้ดีใจหรือทุกข์ร้อนอะไร แสดงว่าพ่อครูอยู่เหนือโลกธรรมอย่างแท้จริง พ่อครูสามารถสอนให้ชาวอโศกถือศีล 5 ละอบายมุข มากินอาหารมังสวิรัติได้ทั้งชุมชน พ่อครูว่า... นี่ก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์ มากินมังสวิรัติได้ทั้งหมู่บ้าน ชุมชนชาวอโศกทุกชุมชนกินมังสวิรัติหมดทุกหมู่บ้าน _แสดงว่าคำสอนของพ่อครูถูกตรง จึงทำให้คนละลดกิเลสได้จริง หัวข้อธรรมบางอย่าง เช่น เวทนา 108 หรือเรื่องศีล พ่อครูก็สามารถอธิบายได้ชัดเจน แต่ดิฉันยังไม่ได้ยินครูบาอาจารย์สำนักไหนที่อธิบายเรื่องนี้ พ่อครูว่า... อันนี้จริงที่สุด จริง _แม้แต่ศิษย์สายหลวงปู่มั่นก็ตาม พ่อครูว่า... แน่นอนสายหลวงปู่มั่นไม่มีปัญญาจะอธิบายหรอก เพราะว่าไม่เอาเรื่องบัญญัติ เรื่องตำรา เรื่องการศึกษาทางพยัญชนะพวกนี้เลย เอาแต่นั่งหลับตาอย่างง่ายๆตื้นๆหลับไป หลับไป อย่าให้จิตออกจากตัว แล้วก็จะบรรลุทุกอย่าง เหมาเข่งไว้ในนั้นหมดเลย ส่วนพวกสายที่เขาศึกษาบัญญัติ ศึกษาพยัญชนะ ศึกษาภาษาหลักการอะไรต่างๆ นานาพวกนี้สิ เขาก็อธิบาย แต่เขาไม่ได้อธิบายอย่างอาตมา อย่างเวทนา 108 นี้ก็มีในพระไตรปิฎก มีหลักฐาน ก็ตรัสไว้พระพุทธเจ้าแบ่งแยกไว้บ้าง ตรัสไว้แต่ไม่ได้ขยายละเอียดนะเอามาแจกแจงกับพวกเรา เวทนา 2 เป็นอย่างนี้ เวทนา 3 เป็นอย่างนี้ ท่านตรัสเอาไว้สั้นๆ เวทนา 5 เป็นอย่างนี้ เวทนา 18 เป็นอย่างนี้ เคหสิตะ เป็นอย่างนี้ เนกขัมสิตะ เป็นอย่างนี้ เวทนา 36 อันรวมทั้ง เนกขัมสิตะ เคหสิตะ ปัจจุบันเป็นอย่างนี้นะ อดีตเป็นอย่างนี้ อนาคตเป็นอย่างนี้นะ รวมหมดเลยขยายให้เห็น ว่า อวิชชา 8 อวิชชา 8 ก็มี 1 2 3 4 คือ อริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค 5. ส่วนอดีต 6. ส่วนอนาคต 7. ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต 8. ปฏิจจสมุปบาท นี่คืออวิชชา 8 อาตมาก็อธิบายขยายความหมดทุกอย่าง แม้แต่ว่า เอาทำไม 5 คือส่วนอดีต อนาคตคือส่วนที่ 6 แล้วทำไมมาย้ำซ้ำอีก ทั้งอดีตและอนาคตอีกเป็นอันที่ 7 ก็พูดมาแล้ว แล้วมันต่างกันอย่างไรถึงมาอยู่ที่นี่ ก็มันต่างกันที่ มันมีทั้ง 2 อย่างอยู่ในนี้ แล้ว 2 อย่างเป็นยังไง 2 อย่าง ก็คือส่วนอดีต มันก็คือส่วนอดีต มันไม่เท่ากัน มันไม่ใช่ 0 ส่วนอนาคตมันก็ไม่เท่ากัน มันไม่ใช่ 0 ส่วนอนาคตก็จะเป็นไม่ 0 ได้ ส่วนอดีตก็เป็นไม่ 0 ได้ ผ่านปัจจุบันมาก็มีอดีตแถมเข้าไปเรื่อยใช่ไหม อนาคตยังไม่มาแต่มันก็ต้องมีอนาคต มันยังไม่ถึงปัจจุบัน มันก็เป็นอนาคต พอถึงส่วนอนาคตมันก็ยังไม่เที่ยง มันไม่ใช่ของสูญ มันยังมีอนาคตอยู่ เอาอนาคตมาสู่ปัจจุบันมันก็เป็นปัจจุบันแล้วก็จะเปลี่ยนแปลงไป แต่ทั้งส่วนทั้งอดีตและอนาคตมัน 0 แล้วทั้งคู่ มันไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว อดีตก็เป็นสูญ อนาคตมันก็เป็นสูญ เพราะฉะนั้นทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคตนี้ ท่านไม่ได้ขยายความไว้ แต่อาตมาขยายความว่ามันต่างกันอย่างไร เมื่อมันสูญทั้งคู่ก็ไม่เหมือนทั้งส่วนอดีตและไม่เหมือนทั้งส่วนอนาคตสิ ท่านถึงกล่าวว่าเป็นอีกอันหนึ่งอย่างนี้เป็นต้น ชัดเจนไหม แล้วจากนั้นก็เป็นปฏิจจสมุปบาท อาตมาก็อธิบายไว้ชัดเจนหมดแล้ว แล้วการอธิบายนัยยะต่างๆที่ละเอียดละออ พวกนี้ไม่มีอยู่ในตำราที่ขยายความ ที่เขาอ่านกันในอรรถกถาจารย์ อาตมาไม่เคยอ่านอรรถกถาจารย์เลย และไม่สนใจด้วย อย่างของพระพุทธโฆษาจารย์ คัมภีร์วิสุทธิมรรคที่เขาถือกัน เขานับถือเป็นตำราหลักเลยนะ อาตมาก็ไม่ได้เคยอ่าน มีแต่เขายกมาก็อ่านตามที่เขายกมาว่าท่านพุทธโฆษาจารย์ว่าไว้อย่างนี้เหรอ ก็จึงได้เห็นว่าพุทธโฆษาจารย์ยังไม่บริบูรณ์ ไม่สมบูรณ์ ยังมีมิจฉาทิฏฐิ ยังมีเทวนิยม ยังมีอะไรต่ออะไรอีกตั้งเยอะแยะ อาตมาก็เข้าใจก็เห็นเป็นไปตามภูมิของท่าน แล้วอาตมาก็อธิบายของอาตมา แม้แต่แค่เรื่องศีล อาตมาก็อธิบายอย่างของอาตมา _พ่อครูอธิบายได้ชัดเจน ดิฉันยังไม่ได้เคยฟังสำนักอื่นอธิบายอย่างนี้ แต่สายอาจารย์มั่น พ่อครูว่า... ขออภัย เขาไม่มีภูมิอย่างอาตมาจะอธิบายได้อย่างไร อย่าว่าแต่สายอาจารย์มั่นเลย แม้แต่สายท่านมหาประยุทธ์ก็ยังไม่ได้อธิบายอย่างอาตมา _แม้แต่พ่อครูก็สะอาดบริสุทธิ์เรื่องผู้หญิง เรื่องเงินๆทองๆอีกด้วย พ่อครูว่า... อันนี้เรื่องตื้นๆหยาบๆ เรื่องผู้หญิงก็ตาม เรื่องเงินๆทองๆอะไรก็ตาม เป็นเรื่องตื้นๆหยาบๆ และก็เป็นเรื่องหลักที่จะเป็นเรื่องง่าย เป็นเรื่องที่ตรวจสอบแล้ว เรื่องเงินกับเรื่องผู้หญิงนี่นะ ต้องใช้ระยะเวลาด้วย ก็เอามาใช้เป็นเครื่องตรวจสอบได้ _แค่นี้ก็น่าเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าพ่อครูเป็นพระอรหันต์ได้แล้วค่ะ พระเทวทัตไม่ได้มีความเคารพศรัทธาพระพุทธเจ้าเลย แต่พ่อครูเทิดทูนบูชาพระพุทธเจ้ายิ่งนัก แล้วพ่อครูจะเป็นเทวทัตได้อย่างไรล่ะคะ พ่อครูว่า... แค่นี้ก็ชัดเจนเนาะ อาตมาเคารพพระพุทธเจ้ามากมาย บูชายกย่องพระพุทธเจ้า อาตมาจะไปเป็นพระเทวทัตได้อย่างไร แค่นี้ก็ถือว่าโง่เนาะ มาหาว่าอาตมาเป็นเพระเทวทัต พระเทวทัตไม่ได้เคารพพระพุทธเจ้าสักนิดเลย ทำไมคุณไปขี้ตู่ไปว่าคน ทั้งๆที่ประเด็นเล็กๆแค่นั้นก็ชัดๆอยู่แล้ว คนหนึ่งตำหนิลบหลู่พระพุทธเจ้า อีกคนหนึ่งเทิดทูนพระพุทธเจ้า แล้วมันจะเป็นคนเดียวกันได้ยังไง เขาหาว่าอาตมาเป็นพระเทวทัต คนที่ตู่อาตมานี้เขาผิดหรือถูก โง่หรือฉลาด _พวกเราไม่ได้ศรัทธาพ่อครูอย่างงมงายไร้เหตุผล แต่มีปัญญาพอที่จะรู้ว่าใครกล่าวคำที่เป็นธรรมวาทีแท้หรือเทียม คิดไปคิดมาพ่อครูก็เทศน์โปรดศิษย์ท่านหลวงตามหาบัวมานานแล้ว แต่ไม่มีใครเกิดปัญญาหลุดมาได้สักคน ทำไมพ่อครูจึงยังไม่หยุดค่ะ พ่อครูว่า... ก็อาตมาก็ทำตามพระพุทธเจ้าไง แทงด้วยหอก 100 เล่มเช้า กลางวันอีก 100 เล่ม เย็นอีก 100 เล่ม มันก็ไม่ตาย ไม่แทงมันก็ยิ่งไม่ตาย ไม่สะดุดอะไรเลย ไม่มีใครช่วยเลย ช่วยเขาหน่อยเถอะ มันไม่ตายก็รู้ว่ามันแทงไม่ตาย แต่ก็อย่าใจดำเลย หอกอาตมาทุกวันนี้ 100 เล่มเหลืออยู่ไม่กี่เล่มแล้ว ทำไม่ทัน ทำหอกใหม่ขึ้นมาแทงไม่ค่อยทัน เพราะท่านหนังเหนียวกว่าการแทงของอาตมา หนังเหนียวเกินกว่าอาตมาจะทำหอกได้เร็วทันความเหนียวของคุณ ความเหนียวของคุณเร็วกว่าอาตมาเหลือเกิน นี่อธิบายสภาวะเข้าใจไหม ความเหนียวของคุณมันหนาเหนียวกว่าการกระทำหอกของอาตมาที่แทงคุณยังไม่ทันเลย นี่ก็พูดความจริงนะ
ปางนี้พ่อครูมากอบกู้ศาสนาคือมาเก็บกวาดศาสนา _นานมาแล้วได้อ่านหนังสือเป็นหนังสือรายเดือนที่พวกเราเขียนจำไม่ได้ว่าชื่อคอลัมน์อะไร แต่จำเนื้อหาได้ไม่ลืมเลย คือมีพระรูปหนึ่ง เป็นพระภิกษุสมัยพุทธกาลหรือนิกายเซน พระองค์นี้ท่านได้ทำความเพียรด้วยการกวาดใบไม้ไป พิจารณาไป จนท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ กลับเข้ามายุคนี้มีพระนิยตโพธิสัตว์รูปหนึ่ง ซึ่งท่านก็ยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็ได้แสดงกายธรรมนี้ให้ลูกๆได้เห็น มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ท่านเขียนมานานแล้ว ชื่อหนังสือแสงสูญ ชื่อเล่มว่า ปุ้งเต้าเส้าสิ้ว มีภาพปกนักศึกษาใส่เสื้อครุยปริญญา จับไม้กวาดทางมะพร้าวทำความสะอาด และลูกๆจะได้เห็นภาพของท่านหลายๆท่า เห็นกันจนคุ้นตา มีอยู่ในหนังสือบ้าง ในปฏิทินบ้าง หรือแม้แต่หุ่นขี้ผึ้งก็ปั้นรูปลักษณะจับไม้กวาด พ่อจับไม้กวาดใช้ไม้กวาด พ่อแสดงกายกรรมนี้เพื่อจะสื่อสอนให้ลูกๆเข้าใจอะไรหรือคะ พ่อครูว่า... ก็ จะขยายความเยอะก็ได้นะ แต่เอาล่ะขยายความนิดหน่อย 1.สื่อความให้เห็นว่าอาตมาเองนี้ เกิดมาชาตินี้ต้องมากวาดทำความสะอาด นี่ก็ง่ายๆ เพราะมันสกปรกจริงๆ ศาสนาพุทธทุกวันนี้มันสกปรก ก็ต้องกวาด นี่คือความหมายง่ายๆตื้นๆ 2. อาตมาไม่ได้เป็นคนสูงคนส่งอะไร อาตมาก็คือคนกวาด ปัดกวาดธรรมดานี่เอง ก็มาทำความสะอาดเท่านั้น ไม่ได้เป็นคนสูงคนส่งอะไร และก็มาเป็นงาน คำว่าอาตมามาเป็นผู้กอบกู้ธรรมะ ฟังแล้วเป็นคำสูงมากเลย แต่ก็คืออาตมาเป็นผู้มากวาดทำความสะอาด ฟังชัดไหม อาตมามาทำงานสูงเหลือเกิน มากอบกู้ศาสนา มากอบกู้ธรรมะโลกุตรธรรม ก็พูดไปมากแล้ว ก็นัยยะเดียวกันกับอาตมามาทำความสะอาด เพราะเขาเอาของสกปรกเลอะเทอะใส่เข้าไปในศาสนา อาตมาก็ต้องมาทำความสะอาด แม้แต่ในบัญญัติภาษา ที่ทุกวันนี้เขาก็ยังไม่กระเตื้อง ไม่น่าจะกระเตื้อง เช่น คำว่า บุญ อาตมาก็อธิบายว่าเขาเข้าใจยังไม่ได้ บุญ เขาเข้าใจเป็น กุศล คำว่า กาย คำว่ากายนี้เป็นเบื้องต้นเลย ง่ายกว่าบุญอีก เขาก็ยังเข้าใจผิดอยู่ เพราะฉะนั้นเริ่มต้นยิ่งคำว่า “กาย” เป็นคำต้นจะต้องรู้ก่อนเลย ถ้าไม่รู้คำว่า “กาย”ก่อนเลยนี่นะ เขาปฏิบัติธรรมศาสนาพุทธยังไม่สัมมาทิฏฐิ “กาย”คำแรกยังไม่สัมมาทิฏฐิ เขาไม่ได้เลย ไปไม่ได้เลย ศาสนาพระพุทธเจ้า เพราะกายนั้นมันเป็นลักษณะ 2 กายไม่มีลักษณะ 1 กายมี 2 เสมอถ้ามีกาย ถ้าไม่มีกายก็เป็น 0 ถ้ามีกายก็ต้องเป็น 2 ถ้าไม่มีกายก็เป็น 0 เพราะฉะนั้น พืชมันไม่มีกาย กายมันต้องมีจิต ต้องมีเวทนา มีมโน แต่พืชมันไม่มี จึงไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ถ้าสัจธรรมเท่านี้เขาเข้าใจไม่ได้ ไม่สัมมาทิฏฐิแล้ว เขาจะไปปฏิบัติได้ยังไง จะทำจิตของตัวเองให้มันเป็นกาย แล้วก็ไม่มีกาย แล้วการทำได้นี้ไม่ใช่หมายความว่าคุณเองยังต้องไม่มีกาย คุณทำได้แล้วคุณยังต้องอาศัยกาย จนกระทั่งสุดท้าย กายสเภทา กายนั้นยังต้องแตกเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม..เลย ปรัมมรณา สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน มันจึงจะไม่มีกายอีกเลย นิรันดร ไม่มีสภาพ 2 อีกเลย ฟังชัดเจนขึ้นไหม ลึกซึ้งไหม เขาเข้าใจอย่างนี้ได้ที่ไหน เมื่อเขาเข้าใจไม่ได้ ศาสนาพุทธก็คือเสื่อมแน่นอนจากความเข้าใจผิด ความเข้าใจพยัญชนะสำคัญๆ ไม่ต้องไปพูดถึงคำว่า บุญ ไม่ต้องไปพูดถึงคำว่า สมาธิ ไม่ต้องไปพูดถึงคำว่า ฌาน วันนี้ตั้งใจจะอธิบายเรื่องของฌานต่ออีก
กรรมฐานของศาสนาพุทธคือเวทนา _สว่างแสง ขวัญดาว · กราบนมัสการพ่อครู สมณะฟ้าไท สมณะด่วนดี สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกได้ฟังท่านฟ้าไทท่านกล่าวได้ชัดเจนว่า หากเราเห็นกิเลสในตัวเรานี้เหมือนโรคร้าย เราก็จะเพียรพยายามเอากิเลสออกให้ได้ แต่หลายครั้งที่ลูกยังเป็นเพื่อนรักกับกิเลสอยู่ ลูกขออนุญาตถามในส่วนที่พ่อครูว่า ในศาสนาพุทธมีเวทนาเป็นกรรมฐาน ลูกฟังมาหลายครั้งแล้วยังไม่เข้าใจค่ะ แล้วทำไม สัญญา สังขาร ตัณหาฯลฯ ไม่เป็นกรรมฐานบ้างคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า...กรรมฐานแปลว่าอะไร กรรมฐานแปลว่า ที่ตั้งของการปฏิบัติ ของกระทำ ของการประพฤติ เพราะฉะนั้น ที่ตั้งของการประพฤตินี้อาตมาบอกว่าเวทนานี้เป็นที่ตั้งของการประพฤติ ไม่ใช่อาตมาเป็นคนกล่าว แต่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ถ้าไม่มีเวทนา ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาไม่มี ก็ไม่มีที่ตั้งหรือไม่มีที่..ท่านใช้ศัพท์คำว่าฐาน ไม่มีฐานะที่จะพึงปฏิบัติได้ เพราะฉะนั้นฐานที่ตั้งแห่งการประพฤติ หรือเรียกเต็มคำว่ากรรมฐาน มันก็ต้องคือเวทนา ทีนี้เวทนานี่มันเป็นนามธรรม มันไม่ใช่รู
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive