660825 ปัญญาต้องเกิดในปัจจุบัน จึงรู้เท่าทันเทวทัตยุคดิจิตอล พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์44 KB
วันที่แก้ไข3 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

660825 ปัญญาต้องเกิดในปัจจุบัน จึงรู้เท่าทันเทวทัตยุคดิจิตอล พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53225.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1oPzKCmKtGM_QyOZQxGvDpW4HOpqzu6tA/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1aHbBKs_Af3eWNdQASa3tYWziJhk8cNI2/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660825---_128-kbps-e28gv0q

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/9R2UXMe0c34 และ https://fb.watch/mEi-arPyXN/ (มีซับไตเติ้ล) https://www.youtube.com/watch?v=1dT46ETJu_I

สมณะฟ้าไท... วันนี้วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม 2566 ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้คนที่เคยอยู่กับคนดีๆ เคยช่วยงานเราดี มีคุณความดี เราก็ไม่ค่อยเห็นคุณค่า เหมือนลุงตู่ ขยันทำงานให้ประเทศมากมาย ตอนนี้คนก็รู้สึกจะขาดสิ่งที่ดีๆไป พ่อครูก็ทำสิ่งที่ดีให้พวกเรามากมาย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ รวมกันทำอะไรร่วมกัน อะไรก็สำเร็จได้ง่าย ช่วยให้เราปฏิบัติธรรมได้ง่ายด้วย

คนเจริญคือคนมีฌานมีปัญญา พาตัวเองสู่หมู่กลุ่มสาราณียะ พ่อครูว่า... เจริญธรรมทุกคน พวกเรานี่เป็นคนที่เจริญจริงๆ เจริญที่ว่านี้ก็คือ รู้จักว่าชีวิต มันควรจะได้อะไร เกิดมาเป็นชีวิตคนเป็นจิตนิยาม เป็นสัตว์โลกที่ได้ชื่อว่ามนุสโส ถือว่าเป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณที่จะทำความเจริญได้ถึงขั้น รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง รู้จบ ทุกสิ่งทุกอย่างในสรรพสิ่ง ผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง หรือเรียกว่ารู้ทุกสิ่ง ทุกอย่างในสรรพสิ่งก็หมายความว่า สามารถรู้ทั้งอุ

อ่านต่อ

ตุนิยาม รู้ทั้งพีชนิยาม รู้ทั้งจิตนิยาม รู้ทั้งกรรมนิยาม รู้ทั้งธรรมนิยาม แล้วก็สามารถปฏิบัติบรรลุธรรม บริบูรณ์สุด สัมบูรณ์สุด จบสิ้นสุดได้ ถึงขั้น.. 1. ถ้าจะเป็นคนอยู่ต่อไป จะเกิดแล้วเกิดอีก เกิดอีกเกิดแล้วกี่ชาติก็ตาม ก็จะเป็นคนหรือเป็นมนุสโส ที่ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา จะเกิดมาอีกกี่ชาติกี่ชาติ ถ้าบรรลุธรรมอรหันต์ขึ้นไปแล้ว จะเป็นคนที่ จิตนิยามไม่มีตกต่ำ จิตนิยามจะเที่ยงแท้ อวินิปาตธรรม ไม่ตกต่ำ จะนิยตะ จะเที่ยงแท้ต่อความเจริญ หรือ (2) ทำแต่ดี กุสลัสสูปสัมปทา ไม่ทำบาปอีกเลย จะเกิดอีกกี่ชาติ กี่ชาติ กี่ชาติ ก็ไม่ทำบาป จะวนเวียนเกิดยังไม่ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็เกิดโดยที่มีหลักประกันว่า จิตวิญญาณนี้ อัตภาพนี้ อรหันต์ผู้ที่ผ่านอรหันต์แล้ว จะเกิดเป็นโพธิสัตว์อีกกี่ชาติก็ตาม ก็ไม่มีไปทำชั่วอีกแล้ว กรรมมีแต่กุศล (3) เพราะได้ดับเหตุคือ สร้างพลังงานบุญ มีประสิทธิภาพสมบูรณ์แบบแล้ว มันได้ตัดกิเลส ฆ่ากิเลส บุญนี้มีปัญญา บุญนี้ต้องมีปัญญาตั้งแต่เป็นฌาน ฌาน1 2 3 4 คือปัญญา ที่รู้จักตัวกิเลส รู้จักวิธีละกิเลส แล้วก็กำจัดกิเลสไปได้อย่างแท้จริง จนหมดสิ้นกิเลส รู้จัก กตญาณ ญาณที่มันจบแล้ว สูงสุดแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ผู้มีบุญจึงจะรู้จัก ฌาน ซึ่ง ฌาน เป็นภาษาของศาสนาพุทธ แต่มันนานมาแล้ว จนกระทั่งเดียรถีย์ที่เป็นศาสนาอื่นเอาไปใช้เป็นของตัวเอง ที่จริงเอาไปใช้แบบพุทธนั่นแหละแต่มันเพี้ยนไปจนกระทั่งกลับกลายวนเวียนไปสู่อย่างเก่าคือความเสื่อมไปเป็นเดียรถีย์ เป็นพวกออกนอกพุทธไป จนกระทั่ง คำว่าฌาน ก็มีอยู่แต่กลายเป็นว่าฌาน คือการเพ่ง เมื่อผู้ใดได้เข้าใจว่า ฌานนี่คือการเพ่ง เพ่งจิตจดจ่อ จับจุด จับอะไรไว้นิ่ง เป็นการบังคับจิตให้หยุด ผู้นี้เป็นฌานที่ผิดเพี้ยน เป็นมิจฉาทิฏฐิ ฌานของพุทธไม่ได้ไปกำหนด ไม่ได้บังคับให้จดจ่ออะไรเลย ฌานคือปัญญา ฌานคือรู้หมดเลย ไม่ได้ไปจดจ่อ อิสรเสรีภาพ ไม่ได้บังคับอะไร เป็นธาตุรู้ที่รู้แจ้ง รู้จริง รู้สว่าง รู้ครบ รู้ความจริงตามความเป็นจริงหมด พอเข้าใจไหมตรงนี้ มันเก่งละเอียดลึกซึ้ง ซึ่งมันตรงกันข้ามกับเขา เพราะฉะนั้น ฌานวิสัย เป็นอจินไตย ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ว่าคนจะเข้าใจรู้ซึ้งถึงฌานที่สมบูรณ์แบบตามพระพุทธเจ้านั้น มันเป็น อจินไตย ผู้ที่ถึงขั้นเป็นจริง มีจิตเป็นฌานจริง ที่อาตมาพูดนี้เอาของตัวเองมาพูด แล้วอาตมาก็เห็นเขาหลงผิดฌานกัน น่าสงสารที่สุดเลย แล้วก็ไปหลงยึดติด ไปหลงครูบาอาจารย์ ไปหลงการเชื่อถือตามๆกันมา แล้วก็ผิดตามๆกันมา แล้วเราก็มาบอกใหม่ เขาก็ไม่มีปรโตโฆษะ ไม่มีการที่จะฟังเสียงสอง ฟังเสียงอื่นที่มันต่าง แล้วมันต่างแล้วมันไปยังไง มันน่าสนใจ มันน่าจะพิจารณา แล้วเขาทำแล้วมันได้ผลยังไง ถ้าติดตามดีๆจะเห็นว่า ชาวอโศกนี้ปฏิบัติตามที่อาตมานำมาสอนแบบทิฏฐิของอาตมา แบบความเห็น ความรู้ ความชัดเจน แบบอาตมา แล้วพามาเป็นแบบที่อาตมาพาเป็น พวกเราก็เกิดผล แล้วเอาไปตรวจสอบตามพระไตรปิฎกสิ ตรง สาราณียธรรม 6 ไหม ซึ่งในยุคนี้แล้วมันไม่น่าจะเกิดได้ ความเป็นผลถึงขั้นสาราณียธรรม 6 เป็นสังคมมนุษย์ที่อยู่กันอย่างมี สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม แล้วก็อยู่กันอย่างมีลาภ มีรายได้ มีผลประโยชน์ มีอะไรสร้างกันขึ้นมา ก็เอามารวมกันเป็นกองกลาง กินใช้ร่วมกัน ไม่ยึด ไม่แบ่ง ว่านี่เป็นของคนนั้นว่านี่เป็นของคนนี้ เป็นของส่วนกลาง แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ ลาภธัมมิกา โอ้โหอาตมายิ่งพูด ยิ่งภาคภูมิใจว่าธรรมะพุทธเจ้านี้ถึงวันนี้ยังนำโลกุตรธรรมสุดยอดเยี่ยมขนาดนี้ เอามาประกาศ เอามาอธิบาย เอามาสาธยายให้ฟังกันแล้วเข้าใจ แล้วเอามาปฏิบัติจนกระทั่งมันเกิดผล บรรลุได้ พวกคุณมาอยู่ที่นี่ไม่ใช่คนไม่บรรลุธรรม แต่เป็นคนบรรลุธรรมทั้งนั้นแหละ อาตมาพูดความจริงไม่ใช่ไปขี้ตู่ ไม่ใช่ไปหลงเลอะเทอะอะไร ไม่ใช่หลงงมงายอะไร ไม่ใช่ แต่เป็นสัจธรรมที่สุดยอดของมนุษย์ ซึ่งมันมีคุณธรรมที่ยืนยันเอามาอ้างอิง เอามาให้ตรวจสอบ สอบจิตใจตัวเอง สอบพฤติกรรมตัวเอง สอบชีวิตตัวเอง สอบสังคมกลุ่มหมู่ตัวเอง ว่ามันตรงตามพระอนุสาสนี ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าไหม ซึ่งมันก็ยังทำได้อยู่ ศาสนาพระพุทธเจ้า 2,500 กว่าปีแล้ว มันเสื่อมสุดๆ หมดเลย จนโลกุตรธรรมไม่มี ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นก็คือโลกุตรธรรม อันนี้แหละเป็นพิเศษกว่าศาสนาใดๆในโลก ศาสดาใดๆก็ไม่มีโลกุตรธรรม นอกจากศาสนาพุทธและต้องสัมมาทิฏฐิด้วย แม้เป็นพุทธก็ต้องสัมมาทิฏฐิ ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิก็ไม่มีโลกุตรธรรม ไม่มี อย่างที่เห็นๆกัน จะเป็นหมู่ใหญ่ขนาดไหน ก็ถ้าไม่เป็นก็ไม่ใช่พุทธแล้ว ขออภัยถ้าจะบอกว่าไม่ใช่พุทธก็ไม่เชิง ก็เป็นพุทธแต่เป็นพุทธเพี้ยน ไม่ใช่พุทธแท้ๆ นี่อาตมาก็ไม่ได้หมายความว่าได้ไปรังเกียจกัน แบ่งฝักแบ่งฝ่าย หรือว่าไปกดข่ม ดูถูกอะไรคนอื่นเขา ก็ไม่ใช่ เอาสัจธรรมมาวิจัย มาแจกวิภัช ให้ฟังว่าอันนี้เป็นอย่างนี้ๆ มันแตกต่างกัน แล้วก็มาดูความแตกต่างกัน อันไหนมันควร อันไหนมันไม่ควร แล้วเราควรเอาอันไหน อาตมาก็ยังภาคภูมิใจกับพวกเรา ยังมีดวงตา ยังมีความเฉลียวฉลาด อาตมาเห็นแล้วสบายใจและภาคภูมิใจตรงว่า อาตมาแสดงธรรมนี้ แสดงธรรมประเภทที่ไม่ได้ไปประเล้าประโลม เอาอะไรล่อมา เอาอะไรหลอกมา หรือบอกว่า คุณมานี่เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เราไม่ได้สัญญาหรือเราไม่ได้ไปบอกเธอว่ามาที่นี่แล้วเธอจะได้อันนั้นอันนี้ ไม่ได้ไปเซ็นสัญญาอะไรกับใคร เธอมาก็มาของเธอเอง มาด้วยปัญญา มาด้วยความเฉลียวฉลาดของเธอเอง

ความฉลาดที่เป็นฌาน มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้น ลองอธิบายคำว่า ความฉลาด ดูบ้าง ความฉลาดนี่มีอยู่ในศาสนาพุทธเท่านั้น ศาสนาอื่นยังไม่มีความฉลาด มีแต่ความรู้ที่เป็นโลกีย์เท่านั้น อยู่ในกรอบของโลกีย์ เป็น เฉโก เป็นหนึ่ง ฉ (ฉะ)คือ 6 ของเขาเอาไปเป็น 1 เป็นเอก เลยเอา 2 อย่างของเขา 6 เอาไปรู้แค่ 1 เอก หรือเอกะ เลยกลายเป็น เฉก หรือ เฉโก พยัญชนะก็คือ ฉ ที่แปลว่า 6 เขาไม่มี 6 เพราะคนจริงๆมี 6 มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 ใช่ไหม นี่เป็นสัจธรรมของคน มี 6 แต่ไปโง่ รู้อยู่อันเดียว หรือแม้มาลืมตา เปิดทวารทั้ง 6 ก็รู้มันอยู่แต่กรอบโลกีย์กรอบเดียว ไม่ออกไปสู่กรอบ 6 กรอบที่จะรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เขารู้แต่ใจ แล้วคำว่า กายนี่แหละ กายคือ จิต เจตสิก กาย คือ จิต วิญญาณ มโน พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ เราเคยอ้างอิงจากพระไตรปิฎก _ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง เล่ม 16 ข้อ 230 เขาก็น่าจะสะดุดใจนะในพระไตรปกฎกก็มีหลักฐานยืนยัน ผู้ที่ศึกษาจริงๆ อ่านเจอนี้แล้ว เอ๊ะ! พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องกายอย่างนี้ เพราะว่าชาวพุทธไทยเข้าใจว่ากายไม่ใช่จิตแล้ว กายไม่มีจิตร่วมด้วย กายคือสรีระกาย กายคือร่างข้างนอกเท่านั้น เขาเข้าใจว่ากายคือร่างข้างนอกเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจว่า กายคือร่างข้างนอกเท่านั้น คนนั้นก็ไม่พ้นสักกายทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิในคำว่ากายแล้ว ติดกระดุมเม็ดแรกของโลกุตรธรรมพระพุทธเจ้าผิดแล้ว เม็ดแรกเลย เพราะฉะนั้นเม็ดอื่นๆผิดหมด เม็ดอื่นๆก็ยิ่งผิดบานปลายออกไปใหญ่โตเลย ใช่ไหม เพราะฉะนั้นผู้ที่จะเข้าใจฌาน ฌานก็ต้องประกอบไปด้วยสภาพที่มันมีนามรูป มีปัญญา ทำงานร่วมกันเป็น 2 สภาพ เทวธัมมา มี 2 ทำงานร่วมกัน อันหนึ่งคือ ธาตุวิญญาณ ธาตุรู้ อีกอย่างหนึ่งคือทุกอย่าง ทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่วัตถุ ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป ไปจนกระทั่ง ภูตคาม พีชคาม จนกระทั่งถึงจิตนิยาม เจตภูต ไปถึงจิตนิยาม ไปถึง ปาณะ ไปถึงสัตตะ ไปถึงชีวะที่มันถึงขั้นจิตนิยาม แล้วก็รู้กรรมนิยาม การกระทำกับทุกสภาวะเลย โดยเฉพาะจิตนิยามนี้ ทำให้สุดท้ายศึกษาปฏิบัติจนรู้แจ้งว่า อ้อ จิตนิยามนี้คือธาตุปรุงแต่งกันอยู่ 2 เพราะฉะนั้นเราจะแยกธาตุนี้ได้อย่างไร มีปัญญารู้แจ้งรู้จริงว่าการเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ทำให้มันดับไป แล้วดับอย่างถาวร ดับอย่างแยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปเลยก็ทำได้ พอทำได้แล้ว เราก็จะชัดเจนว่า ธาตุจิตวิญญาณนี่มันเป็นธาตุคู่ แล้วมันหลงคำว่าสุขนี่แหละเป็นตัวโง่ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) หลงคำว่าสุขนี่แหละ ตัวโง่ ไอ้ตัวโง่นั่นแหละตัวไม่รู้ อวิชชา คือเป็นเหตุปัจจัย ตัวคู่กันกับธาตุจิต เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณที่มีตัวอวิชชาหรือตัวโง่ เป็นธาตุจิตคู่กันอยู่แยกไม่ออก ไม่รู้จักไอ้ตัวโง่มันเกาะอยู่กับตัวเรา มันเนียนอยู่ในตัวเราเลย ไม่ใช่เกาะเท่านั้น มันเนียนเลย ไม่มีธาตุปัญญาที่จะไปรู้ว่าไอ้นี่มันสุขหลอก ไอ้นี่มันเป็นผีหลอก สุขนี้เป็นผีหลอก มันไม่จริงอะไรเลย เพราะฉะนั้นผู้ใดเลิกสุขได้ เข้าใจสุขได้ มีปัญญา ไม่สนใจแก สุขไปเลยแก ที่แท้แกคือตัวทุกข์แท้ๆเลย ให้ข้าต้องมีธาตุ 2 นี้ยังวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร อยู่ในกาละ เพราะฉะนั้นผู้ที่ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน หมดธาตุวิญญาณที่เป็นอัตภาพของพระอรหันต์ กลายเป็นธาตุดินน้ำไฟลมไปเลย พวกเรา อาตมาอธิบายอย่างนี้เข้าใจไหม และคิดว่าทำได้หรือยัง (เสียงตอบ..ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง) บางคนบอกว่าได้ บางคนบอกว่าไม่ได้ มันค่อยๆ พิสูจน์เป็นวิทยาศาสตร์ ทำได้ เราแต่ก่อนนี้ยังเกี่ยวเกาะ มี อาลัย อาศัย เป็นนิสัย เป็นวิสัย เป็นอนุสัยอยู่นี่ นิสยะ สยะ อาลัย อาลยะ แล้วมีอาสยะ ต้องอาศัยมัน จนกระทั่งอยู่ที่ตัวเราเลยเป็นนิสัย ไม่ใช่นิสัยเท่านั้นแต่เป็นวิสัย วิสัยนี้ก็ชักจะเอาออกจากตัวเอง สย นี้ยากแล้ว ยิ่งไปหลงเป็นอนุสัยเลย ทีนี้หนัก เทวนิยมเป็นพวกอนุสัยที่เป็น สย ที่เป็นสุขนิยม เป็นทาสที่คุณไม่รู้ตัวหรอกว่าคุณอยู่กับผี หรือคุณเองก็เป็นผีอยู่นั้นแหละ หลอกตัวเอง ไม่ใช่หลอกใครหรอก หลอกว่าชีวิตนี้จะต้องมีสุข แล้วก็ไปดิ้นรนอยู่นั่นแหละ ไอ้ความดิ้นรนที่จะต้องไปแสวงหาสุข จะต้องเสพสุขให้ได้ หยาบที่สุดก็ทาง ลาภ ยศ สรรเสริญ แล้วก็ละเอียดไปก็ อัตตา สุข ตั้งแต่มีกาม มีรูป มีอรูป ก็ไม่รู้จักรายละเอียดพวกนี้เลย พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วก็สร้างพลังงานขึ้นมาเรียกว่า ฌาน เป็นพลังงานกองเพลิงใหญ่ หรือไฟเป็นเตโชธาตุ เพราะฉะนั้นพวกเดียรถีย์ไปเข้าใจผิด ไปนั่งเข้าฌาน ออกฌาน ฌาน ของศาสนาพุทธไม่เข้าไม่ออก เข้าๆออกๆนั้นเป็นพวก เดียรถีย์ เขานึกว่าฌาน จะต้องไปอยู่ในภพแล้วทำให้เย็น ซึ่งไม่ใช่ ฌานนี่คือ พลังงานชนิดหนึ่งที่สร้างจิตเป็นพลังงานชนิดนี้ แล้วมันหน้าที่อะไร มันทำหน้าที่ 2 อย่าง ทำหน้าที่ทั้งร้อนและอบอุ่น เย็นอย่างพอดีๆ อาศัยสุดท้าย ฌานอาศัย แต่ที่ใช้อย่างเต็มที่ก็คือใช้เผากิเลสเลย ถ้าไม่มีฌานหรือปัญญา ฌานอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั่น ถ้าไม่มีความรู้ระดับปัญญาระดับฌาน สลายกิเลสไม่ได้ เผากิเลสไม่ได้ ทำลายกำจัดกิเลสไม่ได้ ต้องพลังงานด้านที่มีธาตุรู้ รู้หน้ามันเลย จนกระทั่ง พระพุทธเจ้าไม่มีภาษาจะอธิบายแล้ว กิเลสมันรู้หน้าเห็นพระพุทธเจ้าแล้ว ร้อง เฮ้ย! ตถาคตเห็นเราแล้ว รู้เราแล้ว ไปๆๆ ไป มันหนีหูตูบเลย หนีไปไกลลิบเลย ไม่กล้ารอหน้า ไม่กล้าเข้าใกล้เลย มันมีธรรมฤทธิ์ถึงปานนั้น ก็ใช้ภาษาพูดได้อย่างนั้น ผู้ที่มีสภาวะจริงเป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติจึงจะพูดได้ แล้วบรรยายเป็นภาษา อาตมาอธิบายเป็นภาษาไทย สื่อเป็นภาษาไทยง่ายๆ ไม่ใช่บาลี ไม่ใช่ภาษาต่างประเทศใดๆเลย ภาษาไทยของเรานี่แหละ มาเตอร์ทัง (mother tongue) ภาษาของพ่อแม่ปู่ย่าตายายมาเลย ใช่ไหม แล้วรู้เรื่องดีทั้งนั้น เพราะฉะนั้นฌานคือพลังงานที่มันมีประสิทธิภาพรู้จักกิเลส เพราะมันมีปัญญารู้กิเลส เพราะฉะนั้นเทวนิยมไม่รู้จักกิเลส เขาไม่มีการจะมาเผากิเลสทำลายกิเลสอะไร เพราะเขาไม่มีความรู้อันนี้ ความรู้ของเทวนิยมไม่มี มันเป็นพลังปัญญาแท้ๆ เป็นความรู้พิเศษ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระพุทธเจ้าหรือศาสนาพุทธที่เป็นโลกุตระเท่านั้น มันพิเศษเท่านั้นจริงๆเลย ไม่ใช่ไปยกตนเองใหญ่ข่มเบ่งศาสดาอื่นๆใดๆหรอก มันเป็นจริงๆเช่นนั้น มันไม่ใช่ความรู้ของชาวเทวนิยมโลกียะที่จะมารู้ได้เลย โลกียะยังไม่มีสิทธิ์ที่จะมีความรู้ที่ชื่อเรียกเป็นภาษาไทยๆว่า ความฉลาด เทวนิยมโลกียะหรือชาวตะวันตก ศาสนาพระเจ้าทั้งหลายไม่มีความฉลาด มีแต่ความรู้โลกียะ ฉลาด เป็นภาษาไทยที่เพี้ยนมาจากคำภาษาบาลีว่า ฉฬายตนะ มันกร่อนมาจากคำว่า ฉฬายตนะ เป็นคำว่าฉลาด เป็น ด.เด็ก รู้ความรู้ครบทวาร 6 แล้วก็จัดการกับทวารทั้ง 6 ดับความสุข ดับความทุกข์ได้ด้วยเวทนา 108 เวทนาเป็นเจตสิก เป็นส่วนย่อยของความเป็นจิต แยกย่อยออกไป ธาตุรู้มันเป็นอย่างนี้ เก่งอย่างนี้ เอาไปใช้ทั้งเป็นสัญญา ทั้งเวทนา ทั้งสังขาร เจตสิก 3 แยกย่อยมา เรียนรู้จนกระทั่ง แยกเป็นเวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 เวทนา 36 เวทนา 108 พวกเราเรียน และอาตมาก็สาธยายแยกแยะให้ฟังชัดเจนด้วย เพื่อที่จะให้รู้ว่า อ๋อ..ความเป็นเวทนามันเป็นอย่างนี้ แล้วมันทำงานด้วยสัญญาเป็นตัวกำหนด สัญญาเป็นตัวแยกแยะออกมาจากสังขาร แล้วก็จัดการ จากสังขารมาเป็นเวทนา เวทนาเก๊ เวทนาแท้ จนกระทั่งเหลือเวทนาแท้ เวทนาเก๊ไม่มี พระอรหันต์หมดเวทนาเก๊ บุญหมด บาปหมด เป็นคนไม่มีบุญไม่มีบาป ปุญญปาปปริกขีโณ แล้ว แล้วคนก็เข้าใจไม่ได้ว่าบุญคืออะไร บุญคือเพชฌฆาต บุญคือ กิโยตินตัดคอคน คนก็คือทาสกิเลส กิโยตินตัดคอกิเลส หรือจะเรียกว่า เครื่องประหารหัวสุนัขของเปาบุ้นจิ้น ที่พูดนี้หมายความว่า ไม่ได้ไปทำร้ายอะไร จะไปทำร้ายสิ่งที่ชั่วที่ต่ำ ความหมายของกิโยตินก็ไปทำร้ายคนผิด ตัดคอคนผิด เครื่องมือฆ่า เพราะฉะนั้นคำว่าบุญนี้ ใครอย่าไปอยากได้ ไปอยากได้มาทำไม ให้มันทำบุญจนสำเร็จจนกระทั่งมันไม่มีในเราอีกแล้ว เป็นคนไม่มีบุญอีกแล้ว นี่เป็นคนสุดยอด เห็นไหมความผิดเพี้ยน ความเสื่อมของศาสนา เข้าใจคำว่าบุญไม่ได้แล้ว แล้วคุณก็ทำพลังงานให้เป็นฌานเป็นบุญ คุณทำไม่เป็น เพราะคุณเข้าใจผิดแล้วว่า ฌานเป็นอย่างไร บุญเป็นอย่างไร ฌาน คือตัวทำลาย แต่ฌานนี้เป็นสภาพ 2 ทำลายด้วย เป็นปัญญาด้วย เป็นปัญญา เมื่อทำลายกิเลสเสร็จ กิเลสหมดแล้วบาปหมด ก็กลายมาเป็นกุศลถาวร เป็นกุศลที่ไม่ตกต่ำแล้ว นิยตนะแล้ว มีแต่ดีท่าเดียว ไม่มีทำชั่วอีกเลย ไม่ทำบาปอีกเลย เป็นเครื่องอาศัยของมนุษยชาติ ธาตุจิตของเรานี่แหละและเราก็ทำได้ แล้วก็เป็นเครื่องอาศัยของเราไป ก็อยู่ในตัวเรา เราจะเกิดอีกกี่ชาติกี่ชาติ ธาตุจิตตัวนี้ก็ นิยตะถาวร มีแต่จะเจริญไปอีก บำเพ็ญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นโพธิสัตว์อย่างอาตมา บำเพ็ญสูงสุดก็เป็นพระพุทธเจ้า ปางนี้อาตมาก็ปาง 7 แล้วก็ไปเป็นปาง 8 ปาง 9 ต่อไป จึงเอาของจริงที่เราเองมีนี้ มาพูด มายืนยัน ไม่ได้อวด พูดของจริง ใครไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหาอะไร

อาตมาพูดความจริง มีสิทธิ์พูดความจริง ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหาอะไร อาตมาไม่ได้มาทำเพื่อที่จะให้คนเชื่อ อาตมาทำความจริง ไม่ได้มาทำเพื่อให้คนเชื่อ แล้วก็จะได้บริวาร จะได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่ ส่วนมากเขาก็ด่า

เทวทัตยุคดิจิตอลมีตัวอย่างจริงในสังคมไทย พวกคุณนี่ไม่ด่าอาตมาเพราะ พวกคุณมีดวงตารู้ว่าด่าได้ไง เป็นพ่อครูด่าได้อย่างไร ด่าท่านไม่ได้หรอก แต่คนที่เขาไม่รู้ พวกตาบอดไม่กลัวเสือ เขาไม่รู้ว่าอะไรเป็นเสือ ตาบอดไม่กลัวเสือ ก็เข้าไปให้เสือกิน แล้วก็ตาย แล้วก็เกิด แล้วก็มาให้เสือกินไป แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าเขาถูกเสือกัดกิน คือเขาถูกความโง่กัดกิน ขออภัย เช่น ทักษิณนี้ ไม่รู้ว่าความโง่คืออะไร ทุกวันนี้g-kก็ยังทำความโง่กันอยู่อีกตลอด ไม่รู้ตัว ไม่ลดละเลย หลงตน แล้วก็ยังพยายามเบ่ง อภิสิทธิ์ เอาอำนาจเบ่งใหญ่ ฉันจะต้องให้ได้ดั่งใจ ได้ดั่งใจอยู่ตลอดกาลนาน โอ้โห.. เป็นตัวอย่างที่อาตมาเห็นแล้ว น้อ คนที่มันสุดดันทุรัง ยึดอัตตา ยึดตัวกูของกู กูจะต้องได้ต้องมีต้องเป็น ทำทีเป็นว่ายอมมาให้จับ ความผิด แล้วก็จะกลับมาเบ่งอยู่นั้นแหละ เบ่งจนไม่มีขี้จะแตกแล้ว เบ่งจนไม่มีขี้จะแตก สมณะฟ้าไท... เขาเปรียบเทียบนักโทษการเมือง ต่างประเทศก็จะถูกจับ นักโทษการเมืองของประเทศไทยมา ตำรวจตะเบ๊ะ พ่อครูว่า... ซึ่งมันแสดงถึง จะบอกว่าเมืองไทยหรือคนไทยนี้ฉลาด มันฉลาดหรือมันโง่กันแน่วะ ไปเคารพทักษิณอยู่ได้นี่ อาตมาขออภัยทักษิณว่าอาตมาไม่ได้ลบหลู่หรอก แต่คุณเป็นอย่างนั้นจริงๆอาตมาก็จำเป็นต้องพูดความจริง ชี้ความจริงให้ทุกคนรู้ตัวว่า ไม่ควรไปเอาอย่างคุณเลย เกิดมาอีกกี่ชาติ อย่าไปเอาอย่าง อย่าทำอย่างทักษิณ อย่าไปหลงเงินทอง หลงในลาภยศ จมอยู่กับอำนาจบาตรใหญ่ เจ้าประคุณ มันตัวอย่างเกินกว่าที่เทวทัตทำนะนี่ นี้แหละเทวทัตสมัยใหม่ สมณะฟ้าไท... แบบนี้ทำให้เขาหลงตัวเองมากเพราะว่า ไม่สำนึกในความชั่ว พ่อครูว่า... ใช่ เป็น เทวทัตยุคดิจิตอล สุดยอดจริงๆเลย

ประเดี๋ยวเอา SMS มาพูดกันหน่อย

สังคมไทยหลังได้นายกฯคนที่ 30 อยู่ในภาพปรองดอง SMS วันที่ 21-23 ส.ค. 2566 _“คนเฝ้าบ้านราช” กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ เย็นวันนี้(24 ส.ค. 66) ท่านสมณะได้นําคลิปต่างๆ ของบรรยากาศการเมืองไทยในช่วงนี้มาให้ดู ทําให้ดิฉันนึกครึ้มอกครึ้มใจ คิดถึงเพลง 2 เพลง 1. เพลง คนร้อยเล่ห์ (อย่ามาสำออย คนร้อยเลห์ หัวใจโลเลล่อหลอกไว้) 2. เพลง เงินสั่งมา ของคุณชลธี ธารทอง(เงินใช่ไหมทำให้คนรวยผิดหวัง) ตอนนี้คนไทยก็ได้นายกคนใหม่แล้ว ฟังคําแถลงการณ์ก็ดูดี แต่พอทราบประวัติก็ยังไม่น่าไว้วางใจนัก ต้องดูไปอย่างที่พ่อครูบอก ดิฉันรู้สึกดีมากๆเลยค่ะ ที่มีพรรคต่างขั้วรวมกันอยู่ ( พ่อครูว่า... อันนี้ก็เป็นนิมิตรที่ดีนะ จะมองว่าเป็นความจริงใจหรือไม่ อย่างไรก็คงมีกุศลเจตนาอยู่ในนั้นด้วยแน่นอน) ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล คงจะคานอำนาจกันได้บ้าง นับว่าเป็นภาพของความปรองดองโดยแท้ (พ่อครูว่า ใช่ รูปธรรมชัดเจน) ทําให้ฉันระลึกถึง พระพุทธรูปปางสมานัตตตา(หลวงพ่อปรองดอง) ที่พ่อครูให้สร้างขึ้นเมื่อหลายปีก่อน พ่อครูว่า... อาตมาทำพระพุทธรูป 3 ปางแล้ว ปางแรกคือ ปาง ตรีลักษณ์ ปางที่ 2 คือ ปาง วิชิตอวิชชา องค์ยืน ปางที่ 3 คือ ปาง นั่งประสานมือที่หน้าตัก ไม่ใช่ปางสมาธินะ เป็นปางสมานัตตตา อาตมาสร้างพระพุทธรูป 3 ปางในชีวิตนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ เป็นสื่อใช้อธิบาย ใช้เป็นเครื่องหมายทางรูปธรรม อันเป็นศิลปะ สื่อความหมายให้เห็น ใช้ประโยชน์ มุ่งหมายอย่างไร มีเจตนา ศิลปะต้องมีเจตนา ต้องมีจุดมุ่งหมาย เพราะฉะนั้นคนทำศิลปะทำอะไรออกไป จะเป็นรูปเขียน รูปวาดอะไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่มีจุดมุ่งหมายเลย เจ้าตัวไม่เข้าใจเลยว่าเราเจตนาจะให้มี interest point ของมันคืออะไร ไม่รู้เรื่อง พวกนี้พวกสะเปะสะปะเรียกว่าศิลเปรอะ ไม่ใช่ศิลปะ ศิลปะต้องรู้จุดมุ่งหมาย แล้วจุดมุ่งหมายนั้นเป็นมงคลอันอุดมเป็นโลกุตระจึงถือเป็นศิลปะที่แท้ เป็นไปเพื่อลดละกิเลส ละหน่ายจางคลายจากกิเลส รู้เท่าทันกิเลส จิตวิญญาณก็เจริญพัฒนา ศิลปะทำให้คนลดกิเลส แล้วทำให้กิเลสตายจนเป็นอรหันต์ นั่นคือศิลปะที่เป็นพลังงาน ที่คนสามารถสร้างให้คนนี้ รู้แล้วก็จัดการกับตัวร้ายคือกิเลสได้ แล้วจิตใจก็เจริญ นี่คือศิลปะที่แท้ เป็นมงคลอันอุดมที่แท้ _และสมมุติว่าสงฆ์หมู่ใหญ่ของไทย หันมาปรองดองกับหมู่สงฆ์ ชาวอโศกบ้าง ก็คงจะดีไม่ใช่น้อยนะคะ อย่างน้อยๆ ก็แค่นำวัตรปฏิบัติของสงฆ์ชาวอโศก ไปประพฤติปฏิบัติบ้างก็ดีมากแล้ว สาธุ ขอให้เป็นเช่นนั้นเถอะค่ะ! ท้ายนี้ ขอความกรุณา พ่อครูอธิบายเหตุการณ์ต่างๆ ของไทยในช่วงนี้ด้วยค่ะ ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง “คนเฝ้าบ้านราช” พ่อครูว่า... เหตุการณ์ต่างๆของไทยช่วงนี้ก็คงหมายถึงเหตุการณ์ของสังคมไทย สังคมไทยช่วงนี้มันก็อยู่ในสภาพปรองดอง อย่างที่เรากำลังเห็น กำลังเกิดอยู่ เป็นสภาพที่เกิดในปัจจุบันเลย เป็น status quo เลยนะ ที่กำลังเกิดในขณะนี้ นี่แหละเป็นสภาพเหตุการณ์ในเมืองไทย อาตมามั่นใจนะว่า เจตนาเขาดี และอาตมาก็เชื่อมั่นว่า คุณเศรษฐานี่ ไม่ได้เข้าใจพลเอกประยุทธ์ แล้วก็ไม่ได้มาเสแสร้ง ทำการปรองดองญาติดีกับพลเอกประยุทธ์ เชื่อว่าคุณเศรษฐานี้ก็เห็นจุดดี ที่พลเอกประยุทธ์ได้ทำมา เป็นนายกผู้พี่ เขาเรียกด้วยสำนวนไทยว่าอาวุโส ที่จริงเรียกว่าเป็นภันเต พลเอกประยุทธ์เป็นนายกผู้พี่ แล้วก็ผ่านไปแล้ว ถ่ายทอดลงมาให้แก่เศรษฐา จะรับหน้าที่เป็นนายกต่อไป แล้วก็ดูมันดีไปหมดตอนนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ดูดี เพราะฉะนั้นดีนี้จะเป็นดีขมหรือดีหวานก็ดูๆกันไปก่อน ดีกินยากหรือหลอกให้กินว่ามันหวาน ที่แท้ซัดเข้าไป โอ้โห ขมปี๋เลย เพราะฉะนั้นจะไปดีหวานหรือดีขม ก็ดูกันไป ก็ดูเหตุการณ์ อธิบายเหตุการณ์ ก็เห็นว่า มันก็ดี นี่คือประชาธิปไตยเมืองไทย ขอสรุปตรงคำว่า ประชาธิปไตย ให้ฟังอีกที ในยุคพระพุทธเจ้าเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อธิบายประชาธิปไตยไม่รู้เรื่องหรอก เพราะเป็นยุคทาส แล้วก็เป็นยุคที่มนุษย์คนทั้งหลายในยุคนั้นก็ไม่รู้เรื่องว่าเขามีสิทธิ สิทธิมนุษยชนในตัวเอง อิสรเสรีภาพมันไม่มี มีไม่ได้ ยังไม่ได้มีความคิดพวกนี้เลย ถึงมีความคิดก็ไม่สามารถที่จะเอามาให้คนปฏิบัติเป็นอิสรเสรีภาพจริงๆ มีสิทธิเต็มที่ได้ ถึงทำได้ คุณได้คนเดียว มันก็เป็นไปไม่ได้อีก มันต้องทำได้เป็นหมู่ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงเป็นคนเดียว ที่เอาคนมาเข้ารีต เอาคนมาอยู่ในธรรมนูญของท่าน อยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในหลักศีล อยู่ในหลักธรรม อยู่ในธรรมวินัยของท่าน เอามาใช้ประกาศธรรมนูญ ประกาศธรรมวินัยของท่านเลย ในทวีปอินเดีย แคว้นใหญ่อย่างแคว้นโกศล แคว้นมคธ ยอม แคว้นใหญ่ 2 แคว้นในยุคนั้น ยอมเลย พระเจ้าแผ่นดิน 2 ท่าน พระเจ้าพิมพิสารกับพระเจ้าปเสนทิโกศลยอม ยอมพระพุทธเจ้า ให้อิสรเสรีภาพเลย โดยที่คนของแคว้น 2 แคว้นนี้จะมาเข้ารีตพระพุทธเจ้า เอาไปเลย สนับสนุนด้วย เพราะเอาคนไปทำดี ยอม ซึ่งมันไม่ได้ง่ายๆนะ ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินแคว้นใหญ่ด้วย แล้วท่านชัดเจนว่า นี้เป็นพระพุทธเจ้า ไม่ได้มีความด้อยอะไรเลย มีแต่ความดีความเด่นเต็มที่สุดยอด นี่เป็นความชนะที่บริบูรณ์สูงเต็มบริบูรณ์เต็มแบบเลย นี่คือสัจธรรมที่มีในโลก ในยุค 2,500 กว่าปีผ่านมา เป็นของจริง ไม่ใช่ตำนาน ไม่ใช่เรื่องคิดฝันเหมือนอย่างคาร์ลมาร์กซ์ ไม่ใช่ ของพระพุทธเจ้านี้สูงกว่าคาร์ลมาร์กซ์อีก อย่างสาธารณโภคีที่เราทำ คาร์ลมาร์กซ์เสียภาษี 100% ไม่ได้อย่างพวกเราทำ พวกเราเสียภาษีเกิน 100% สุดยอดกว่า เห็นไหม แล้วเสียภาษี 100% ก็ไม่เดือดร้อน เพราะเป็นสังคมสาธารณโภคี ซึ่งตำรายุโรป ตำรารัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ใดๆ ก็ทำไม่ได้ ต้องตำราพระพุทธเจ้า ต้องมาสร้างจิตวิญญาณ มาพัฒนาจิตวิญญาณ ให้จิตวิญญาณเกิดลดความเห็นแก่ตัว ลดตัวลดตน จนไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ส่วนรวมจริงๆ นี่แหละสุดยอดประชาธิปไตย ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ได้ใช้คำพวกนี้ พระพุทธเจ้าใช้คำว่า อธิปไตย 3 กับประโยชน์ 3 อธิปไตย 3 มีโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และ ธรรมาธิปไตย ประโยชน์ 3 มี พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) อายะ 3 กับ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน