ปัญญา 8 ประการ 3 ข้อแรก โดยพิสดาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปัญญา 8 ประการ 3 ข้อแรก โดยพิสดาร _ปัญญาสูตร ล 23 ข 92 [92] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุ 8 ประการ ปัจจัย 8 ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์ แห่งปัญญาที่ได้แล้ว 8 ประการเป็นไฉน พ่อครูว่า... ลัทธิของศาสนาเทวนิยมต่างๆ เช่นพระเยซูพระบาไฮ เป็นความรู้ของท่านเองทั้งนั้นแหละ ท่านไม่รู้กรรมวิบาก ท่านไม่รู้สัมภาระวิบากของท่านที่สั่งสมมา ของท่านเอง พอมาได้รู้ขึ้นมา ก็เลยนึกว่า โอ้โฮ! เรารู้ได้ขนาดนี้เชียวหรือไม่เชื่อตัวเอง ก็เลยฝากไว้ว่าเป็นความรู้ของพระเจ้า เพราะว่าไม่เชื่อว่าเป็นความรู้ของตัวเอง เพราะมันเป็นความรู้ยิ่งเหมือนกัน ของพระพุทธเจ้านั้นรู้ทั้งหมดจบด้วย รู้ทั้งความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เลิกล้มเลยได้ด้วย ความตั้งอยู่นิรันดรก็รู้ รู้อย่างสว่างนะ ไม่ใช่รู้อย่างเป็นความหลงด้วย จะอยู่นิรันดรเหมือนพระอวโลกิเตศวรก็อยู่ได้ จะช่วยคนให้หมดโลก ให้คนทั้งโลกรู้หมดเป็นพระอรหันต์ก่อน ตัวเองจะปรินิพพานปริโยสานเป็นคนสุดท้าย ก็ได้ แต่ว่าอาตมาไม่เอาอย่างพระอวโลกิเตศวร จะมาหาว่าอาตมาเจาะช่องน้อยแต่พอตัวก็ว่า ไม่ไหว อยู่ขนาดนั้นมันนิรันดรเกินไป เพราะฉะนั้น อาศัยพระศาสดา… ไม่มีสิทธิ์ที่ใครจะรู้เอง รู้ได้โดยบอกว่ารับบัญญัติจากพระเจ้า พระเจ้าก็คือตัวเอง แต่ความไม่รู้อันนี้เลยลึกลับ ของพระพุทธเจ้าไม่ลึกลับ เราเป็นธรรมะสามี (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... ศาสนาพุทธรู้ทั้งหมด พ่อครูว่า... จะให้มีก็อยู่ได้ตลอดมี จะให้ไม่มีก็ทำได้นี่มันจบเลย เป็น อนุปคัมมะ เราก็ไม่ปฏิเสธว่าเรายังมี เราจะเป็นอะไรก็ได้ เราก็ไม่ได้ข้างในเพราะมันต้องมี 2 อย่างอยู่ในโลกของ เทวะ มีกับไม่มี เราก็รู้หมดครบทั้งมีและไม่มี เพราะฉะนั้นเราก็ไม
อ่านต่อ
่ปฏิเสธว่า เรามี แต่เราไม่มี เป็นแต่เพียงว่าเรายังไม่ทำความไม่มีเป็นที่สุด ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นสุดยอดปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นคนพิสูจน์เลยว่าพระเจ้าอย่ามาทำเป็นเจ้าของจิตวิญญาณเลย เราต่างหากสามารถแยกธาตุวิญญาณของตัวเองได้เลย เป็นดินน้ำไฟลมไปได้เลย พระเจ้าที่เคยมีทะเบียนคนนั้นคนนี้อยู่ ตรวจสอบแล้วก็บอกว่าทำไมมันหายไปไหน ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปแล้ว ทำไมมันไม่ไปหาพระเจ้า ตายแล้วทำไมไม่มาหาพระเจ้า หรือเขาจะรับสิทธิพิเศษจากใคร ไม่ใช่พระเจ้าแน่ พระเจ้าที่ยืนยันเป็นเจ้าของอัตตาทุกอัตตา สิ่งนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่เอามาไขความอยู่ทุกวันนี้ ยังไม่มีใคร มาไขความ อาตมาเขียนขยายความอยู่ทุกวันนี้ ทำให้เห็นว่าศาสดาของเทวดานิยมทุกองค์ยังรู้ไม่จบ ยังรู้ไม่ครบ ยังรู้ไม่ถ้วน ศาสดาของพระพุทธเจ้า หรือแม้แต่ยังไม่ใช่พระพุทธเจ้าแต่เป็นผู้ที่บรรลุอรหันต์ทุกองค์ก็รู้ความจบว่า จิตวิญญาณคืออะไร จิตนิยามคืออะไร สุดท้ายปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ทุกองค์ เพราะฉะนั้นจริงๆแล้วอรหันต์ทุกองค์ รู้ที่จบยิ่งกว่าศาสดาของศาสนาเทวนิยม รู้ที่จบของจิตวิญญาณ รู้ที่จบของอัตตา รู้จักอนัตตา พูดไปแล้วดูเหมือนยิ่งใหญ่แต่ไม่ใช่หรอก มันเป็นความจริง เป็นเรื่องสามัญเป็นความจริง ไม่มีใครไปใหญ่กว่าใครหรอก เป็นความจริงที่เป็นจริงที่ทำได้สำเร็จ เพราะฉะนั้นภิกษุที่จะรู้เรื่องนี้ รู้โลกุตรธรรม รู้จิตวิญญาณเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา ผู้รู้นั้น รู้เองไม่ได้ เกิดเป็นจิตวิญญาณเป็นจิตนิยามแล้ว จะรู้เองไม่ได้เด็ดขาด เหมือนกับศาสดาเขายืนยันของเขาว่า ศาสดาไม่ใช่เจ้าของความรู้ ความรู้คือของพระบิดาของพระเจ้า พระเจ้าอยู่ไหนก็ไม่รู้ อาตมาก็พิสูจน์แล้วว่าตัวศาสดานั่นแหละเป็นพระเจ้า เป็นพระบิดา เป็นพระบุตร ตัวเองนั่นแหละสั่งสมกรรมวิบากมาก็มีความรู้ ของศาสดาองค์นี้ก็มี ศาสนาอเทวนิยมอีกศาสนาหนึ่งก็เป็นอีกองค์หนึ่งก็ขัดแย้งกัน ก็แข่งกันใหญ่ ก็มีศาสดาหลายองค์ แต่ของพระพุทธเจ้าองค์เดียวไม่ขัดแย้งกันเลย ไม่มีพระพุทธเจ้า 2 องค์ ไม่มี แต่เป็นผู้รู้ระดับศาสดา จริงๆยิ่งกว่าศาสดาเพราะพระอรหันต์ทุกองค์นั้น สลายจิตนิยามได้ ศาสดาสลายจิตนิยามไม่ได้ ศาสดาเทวนิยมทุกองค์สลายจิตนิยามตัวเองไม่ได้ แต่อรหันต์ทุกองค์นี่แหละเป็นศาสดาที่สลายจิตวิญญาณได้ ไม่มีใหญ่ไม่มีเล็กหรอก แต่รู้จักจิตนิยาม รู้จักจิตวิญญาณ รู้จักอัตตา รู้จักปรมาตมัน คุณอยากจะเป็นปรมาตมันระดับพระพุทธเจ้าก็เชิญสิ มันมีนัยยะสำคัญที่ให้คุณสั่งสมภูมิธรรมเป็นพุทธภูมิไปจนกระทั่งสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครเทียบเท่าได้จริงๆเลย คุณก็ได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ความรู้สูงสุดของศาสนาพุทธไม่สงวนลิขสิทธิ์ ไม่เหมือนพระเจ้าที่สงวนลิขสิทธิ์ แต่ว่าศาสดาของเทวนิยมจะบอกว่าอย่ามาแตะต้อง พระเจ้าแต่ละองค์ก็ยิ่งใหญ่มีชื่อแต่ละชื่อไป พระศาสดาก็นับถือเป็นพระบิดา แล้วพระบิดาอย่างไร ก็ลึกลับ คนไม่สามารถสัมผัสได้แตะต้องได้ แต่แท้จริงความรู้ของพระเจ้ากับศาสดาเท่ากัน ของพระศาสดาศาสนาเทวนิยมก็มีความรู้เท่ากับพระเจ้ามี แต่ไม่รู้จักพระเจ้า แต่ของศาสนาพุทธ ศาสดาของศาสนาพุทธก็ความรู้เท่าพระเจ้าแต่สัมผัสได้ พระเจ้าคือพระพุทธเจ้า ยืนยันความจริงได้กว่า แล้วตัวตนคนจริงนี่แหละเป็นเจ้าของจิตนิยาม เป็นเจ้าของยิ่งกว่าตรงที่ว่า ให้มีก็ได้ให้หายไปก็ได้ เรียกว่ากบฏต่อพระเจ้าในจิตวิญญาณเรา ไม่ใช่พระเจ้าเป็นเจ้าของ เราเป็นเจ้าของจิตวิญญาณตัวเองเราจะสูญไปได้เลย เลิก ตายแล้วไม่ต้องไปอยู่กับพระเจ้า
_1.ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 1 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว พ่อครูว่า... ต้องให้รู้ว่าเป็นครูที่สัมมาทิฏฐิ ถ้าใครพบสัตบุรุษจริง ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิจริง แล้วเราก็ได้กบฏ เราก็ได้ปฏิเสธว่า ผู้ที่เป็นสัตบุรุษจริงเราปฏิเสธว่าไม่ใช่ คิดว่าฉันรู้ว่า เอ็งไม่ใช่สัตบุรุษ ยืนยัน คนที่เขายืนยันอย่างนี้จริงๆ พอนานเข้า เฮ้ย! เขารู้ว่าตัวเองผิด ที่เคยยืนยันว่าเป็นสัตบุรุษเก๊ ว่าไม่ใช่ แต่ที่จริงเขาถูก เมื่อนั้นเมื่อใดคนนี้ก็จะละอายทันทีเลย ซึ่งมันเป็นสัจจะนะ เห็นไหม พูดถึงบุคคลเลยก็ได้ ถ้าท่านประยุทธ์ปยุตโต รู้ว่า โพธิรักษ์นี่ สัตบุรุษจริง เรายังไม่ใช่ ก็จะรู้สึกละอายอย่างแน่นอน เพราะได้ทำมาแล้ว ได้ซัดโพธิรักษ์จนน่วม ต้องละอายแน่นอน แต่คุณว่าท่านจะเกิดสภาวะนี้ไหม ชาตินี้ท่านจะเกิดมั้ย I Hope So หวังว่า ท่านคงจะได้สักวาระใดวาระหนึ่งก่อนจะสิ้นชีวิต ขออภัย พูดแล้วเหมือนข่มท่าน แต่น่าสงสารจริงๆ ท่านก็ยังยืนหยัดยืนยันกับความรู้ที่ท่านหลงไป มากมายจริงๆเลย ยิ่งกว่า ปทปรมบุคคล ไม่บรรลุธรรมในชาตินี้เลย จะพ้น สักกายทิฏฐิ หรือไม่ก็ไม่รู้เลย บุญท่านทำไม่ถูกแน่เลย เพราะท่านแปล อปุญญะว่าเป็นบาปอยู่เลย วนกลับไป ทั้งที่บุญ เป็น one way Traffic มีหน้าที่ฆ่ากิเลสอย่างเดียว ฆ่าแล้วหายไปเลย ไม่มีการสั่งสมเป็นสมบัติไม่มีการเป็นอยู่เลย ซึ่งมันเป็นเรื่องลึกซึ้งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เดาไม่ได้ พวกคุณเข้าใจได้กันไหม อาตมาอธิบายไปละเอียดลออแล้ว บุญ ไม่ใช่สมบัติ บุญ เป็นวิบัติอย่างเดียวถ่ายเดียวเป็น one way Traffic ท่าเดียว เอกังเสนะอย่างเดียว บุญนี่ บุญ มีหน้าที่ฆ่า ฆ่าแล้วก็จบ ฆ่าแล้วก็หยุดหมดหายไป ไม่สะสมไม่เป็นสมบัติ ถ้าเสร็จแล้วหมดหน้าที่ก็หายไปเลย ปริกขีโณ สิ้นไป นี่ อาตมาก็ใช้พยัญชนะใช้สภาวะอธิบายพวกนี้ เดาไม่ได้หรอก ต้องอาศัย อาตมาเป็นสัตบุรุษเป็นผู้รู้ในฐานะครู ผู้ที่ได้มาปฏิบัติค้านแย้งกับที่อาตมาอธิบายไปแล้วต่อต้านหาว่าไม่ใช่สัตบุรุษ เขาก็จะละอาย แต่พวกคุณไม่ได้เป็น พวกคุณก็ไม่ได้เกิดจะต้องมีอาการนี้ ที่จะต้องมีอาการละอาย ก็คุณไม่ได้เป็น ใครเคยเป็นบ้าง ดูถูกอาตมาเลย ปฏิเสธเลยแล้วมารู้ทีหลัง ไอ๊หยา! คุณจะก่อเกิดความละอายนั้นจริงๆเลยมีไหมใครเคยเป็นบ้าง ....มีคนยกมือไม่กี่คน ทำไมต้องตั้งความละอายต้องตั้งความเกรงกลัว เพราะมีความสำนึก สำนึกเลยมีความรู้ที่ลึกซึ้งเลยว่าเรานี้ผิดจริงๆ ท่านเป็นสัตบุรุษเรา อสัตบุรุษ คนที่รู้ตัวอย่างนี้มีหวังเจริญ แต่คนที่ไม่มีอาการอย่างนี้เกิดขึ้นก็ไม่เจริญอย่างด้านๆ เพราะฉะนั้นจะต้องละอายจะต้องเกรงกลัว นอกจากละอายเกรงกลัวแล้วจะเกิดความรัก นี่แหละสุดยอดสุดความรักเลยแสวงหาอันนี้ ผู้ที่มีโลกุตรธรรมแท้ พระพุทธเจ้าไม่มี แต่องค์นี้เป็นตัวแทนมาสุดยอด สุดรักสุดเคารพ ตั้งความรักความเคารพไว้อย่างแรงกล้า นี้เป็นปัญญาข้อที่ 1 _ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 1 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว พ่อครูว่า...อาตมาขยายความปัญญาข้อที่ 1 มีอะไรลึกซึ้งเกิดขึ้นไหม เกิดอานิสงส์ของการฟังธรรม 5 ประการ จะอธิบายลึกซึ้งกว่านี้อีกแต่วันนี้ได้เท่านี้ก่อน ไม่ใช่ว่าได้ลึกซึ้งแล้วจะไม่มาฟังธรรมอีกเลยไม่ใช่ _2.เธออาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้านั้นแล้ว เธอเข้าไปหาอีกแล้วไต่ถาม สอบถามเป็นครั้งคราวว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผย ทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง และบรรเทาความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายประการแก่เธอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 2 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ พ่อครูว่า...ไม่ใช่ว่าคุณจะรู้จบรู้ครบเลยทันที ยังจะมีอีกมาก เข้าไปถามปัญหาเหล่านั้นท่านก็จะเปิดเผย บางทีอาตมาต้องอาศัยพวกคุณถาม ถ้าไม่ถามก็นึกถึงไม่ออก แต่ถ้าถามแล้วตอบด้วยนะ แม้ขนาดนี้ทุกวันนี้พวกคุณถามมาอาตมาก็ไม่เห็นขัดข้องก็ตอบไปทั้งนั้น แล้วก็ยังเชื่อว่าตอบได้หมด คุณเองไม่มีภูมิเท่าอาตมา คุณไม่มีคำถามที่อาตมาไม่มีปัญญาตอบ คำถามของคุณยังด้อยกว่าปัญญาที่อาตมาจะตอบได้ เชื่อไหม ...เชื่อ แล้วนี่มันเรื่องจริงนะ ที่อาตมาพูดได้ เพราะว่าในยุคนี้อาตมา เป็นไก่ตัวพี่ จริงๆ อาตมาเป็นความจริงอันนี้ถึงยืนยันและกล้าพูด พูดไปนี้ไม่ได้ไปอยากใหญ่โตอะไรหรอกไม่ได้เบ่ง ไม่ได้ข่มใคร แต่เป็นเรื่องสัจจะอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเปิดเผยความจริง ที่ยังไม่ได้เปิดเผยก็เปิดเผยทำให้แจ้ง ถึงแม้คุณจะได้ศึกษาแล้ว ได้รู้แล้วแต่มันไม่ได้จบง่ายๆ ยังมีนัยยะมิติต่างๆประเด็นต่างๆอีกเยอะ ฟังแล้วก็ดูวิจิตรพิสดารละเอียดลออไปเรื่อยๆ สู่แดนธรรม... ตราบใดไม่สิ้นอาสวะก็ต้องถามผู้รู้ไปเรื่อยๆ พ่อครูว่า... ผู้รู้ที่มีปัญญาก็จะตอบได้ ผู้ที่มีปัญญาเป็นไก่ตัวพี่จะมีมากกว่าจริงๆ อย่างเช่นพระพุทธเจ้าท่านจะบอกว่าท่านเป็นไก่ตัวพี่ ทุกคนต้องไปถามท่าน พอมายุคนี้ 2,500 กว่าปี อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ ต้องมาถามอาตมา เพราะฉะนั้นผู้ที่ชัดเจนแล้วว่า เรายังไม่รู้ก็ไปถามท่านเถอะ ท่านที่เป็นตัวพี่จริงๆก็จะบอกให้ได้ ผู้ที่มีปัญญามากกว่ามีอยู่จริง ถ้าไม่มีเราก็ไม่รู้จะไปถามใคร ผู้ที่ไม่มีอคติเห็นความจริงและเป็นผู้ที่มีปัญญาจริงก็เป็นจริง ก็ได้เกิดถ่ายทอดกันไปเกิดการสืบทอดธรรมะ สืบทอดศาสนาพระพุทธเจ้าไปได้เรื่อยๆ พวกคุณก็เกิด ปรับปวาทะ ก็เกิดได้มีความรู้จากวาทะเป็นสภาพอื่นที่สื่อสภาวะทำไปให้รู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะสาธยายบอกจะจำแนกจะทำให้แจ้งให้แก่ผู้อื่นต่อ พระพุทธเจ้าตอบมารอย่างนั้น เราถึงจะปรินิพพาน มารเอ๋ย ถ้าสาวกผู้สืบทอดยังไม่สามารถ ปรับปวาทะ ขยายความ สามารถจำแนกแจ้งบอกให้แก่ผู้อื่นได้ เราก็ยังไม่ปรินิพพานนะ มาร
_3.เธอฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมยังความสงบ 2 อย่าง คือ ความสงบกายและความสงบจิต ให้ถึงพร้อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 3 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ พ่อครูว่า...สงบกายก็อย่างหนึ่ง สงบจิตก็อย่างหนึ่ง สงบทั้งกายและจิตถึงพร้อม คนที่เข้าใจว่า กาย โดยบัญญัติ โดยเข้าใจอย่างมิจฉาทิฏฐิ ว่า กาย คือร่างข้างนอกเท่านั้น อาการสงบก็เป็นแบบโลกียะ คือไปเข้าใจว่าความสงบนั้นคือ การเคลื่อนไหวเรียกว่า วิญญัติ เขาไปนึกว่าการสงบเคลื่อนไหวน้อยลงจนไม่เคลื่อนไหวเลยนั่นแหละคือสงบ เพราะเคยติดไปนั่งหลับตานั้นก็นึกว่า กายสงบ คือ ร่างกายไม่เคลื่อนไหวเมื่อไหร่คือสงบ ยิ่งลมหายใจเข้าออกน้อยเท่าไหร่ นึกคิดอะไรก็ไม่นึกคิดเลย นั่นแหละคือ สงบ ขอยืนยันว่าผิดถนัดเลย กาย สงบของพระพุทธเจ้า กายยิ่งเป็น กายปาคุญญตา แต่เป็นความสงบที่ กิเลสมันตายไปจากจิตหมดเลย จิตก็ยิ่ง ปาคุญญตา กายก็ยิ่ง ปาคุญญตา กายก็ยิ่งแคล่วคล่อง จิตก็ยิ่งแคล่วคล่อง แต่กิเลสมันตาย กิเลสมันหายมันตายจ้อย ไปจากจิต จิตก็สงบแคล่วคล่อง กิเลสสงบคือกิเลสตาย ไม่ใช่กิเลสสงบคือหยุดเคลื่อนที่ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ เขาเข้าใจว่ากายและวจีไม่เคลื่อน บอกว่านี่แหละคือวิญญาณสงบนั้นผิดถนัดเลย เพราะฉะนั้นในอานาปานสติ ปัสสัมภยัง กายสังขารัง คุณไปนั่งหลับตาปฏิบัติเอาแต่ลมหายใจทำให้ลมหายใจมันสงบ แล้วมันสงบอย่างไร อย่างเก่งก็คงอธิบายว่ามันไม่ฟุ้งซ่าน ลมหายใจมันไม่ฟุ้งซ่านอย่างไร ฟุ้งซ่านหรือไม่ฟุ้งซ่านก็คือจิต จิตไม่ฟุ้งซ่านแล้ว แล้วลมหายใจไม่ฟุ้งซ่านเป็นอย่างไร ยิ่งความสงบกาย สงบจิต นี้ยากมหาศาล ถ้าไม่เข้าใจความจริงต้องจับอาการตัวกิเลสใดๆ หยาบ คุณจะต้องรู้ทางนอกเลย โอฬาริกอัตตาหรือกายหยาบภายนอก เกี่ยวข้องกับสิ่งภายนอกแล้วมันยังเกิดกิเลสตัวนี้ คุณก็ต้องรู้ด้วยปัญญาอันแจ้งอันจริง จนกิเลสมันไม่รอหน้า กิเลสมันหนีเลย ตาย จากภายนอกกิเลสตายแล้วก็เหลือข้างใน ถ้าคุณทำกิเลสภายนอกนี้ตายไม่ได้ คุณก็ไม่มีสิทธิ์ทำกิเลสข้างในต่อไป ลัดไม่ได้ตัดไม่ได้ แต่พวกหลับตาทำเป็นเก่ง ไปหลับตา ตัดลัดภายนอก จึงไม่มีความรู้ทางภายนอกเลยเหมือนมหาบัว กิเลสกามคุณ 5 เต็มเลย เคี้ยวกิเลสสิ่งเสพติดก็ไม่รู้ ว่าตัวเองติดรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอยู่ขนาดไหนอย่างไร ไม่รู้เลย มีแต่หลับตา ปึ๊ง กิเลสตายเกลี้ยง แล้วกิเลสเป็นตัวอย่างไร อธิบายอาการมันไม่ได้แล้วแตกต่างกันยังไงในจิต แยกออกเป็น 2 อย่างในจิต อย่างหนึ่งเป็นธาตุรู้สึกธรรมดา อีกอย่างหนึ่งเป็นธาตุของกิเลส เช่น ดอกกุหลาบนี้สวย คุณสมมุติว่าสวย จริงๆดอกกุหลาบมันไม่มีสวย ไม่มีไม่สวยหรอก มันก็คือของมันอย่างนี้ ใครเห็นอย่างนี้ก็เหมือนกันหมด ฝรั่ง เจ๊ก แขก ไทย เทวนิยม อเทวนิยม ก็เห็นเหมือนกันหมดนั่นคือ ตัวแท้ จะบอกว่าสวยจะบอกว่าแปลกไม่เหมือนของเรา สู้ของเราไม่ได้อะไรพวกนี้ไปใหญ่เลยทีนี้ พวกนั้นต่างหากคือพวกปลอม แล้วก็ต้องดูความปลอมนี้ให้ได้ ตัวเองเอาของปลอมมา กลบความจริง อยากให้เป็น 2 ที่จริงแล้วสัจจะเป็นหนึ่งเดียว หอม เพราะที่จริงมันก็มีกลิ่นของมันอย่างนี้อันอื่นก็มีกลิ่นของมัน เอาดอกอุตพิดมาแล้วบอกว่าหอม ก็คุณไปเรียกหอม ก็กลิ่น มันก็ต่างจากที่อื่นๆ อุตพิดคุณบอกว่ามันเหม็น ที่จริงแล้วมันเป็นความแตกต่างกันมันมี อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อุเทสคือคำอธิบายที่อาตมากำลังพูดนี่แหละคือ อุเทส เพราะฉะนั้นก็จะต้องรู้อาการ ลิงค นิมิต นี่แหละยิ่งใหญ่ที่สุด อาการเป็นอย่างไร คุณต้องจับอาการนั้น ทำนิมิตมีเครื่องหมายของอาการนั้น มันจะแตกต่างกันเสมอถ้ามี 2 อาการ ถ้ามี 2 อาการจะต้องมี อิตถีภาวะ กับ ปุริสภาวะ เสมอ ต่างกัน ธาตุ 2 ตัวที่เกิดอยู่ สังขารกันอยู่ มีความต่างกันทั้งนั้น ลิงค นิมิต รู้ความต่างกันให้ได้ เพราะฉะนั้น ความต่างใดที่เราจะใช้ 2 ความต่างนั่นแหละ สมกับ กาละเทศะฐานะ จะบอกว่าดี ก็ใช้คำว่า ดี เป็นคำกำกับเท่านั้น แต่ละยุคแต่ละสมัยไม่เท่ากันไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นไปยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ยุคนี้ ต้องใช้ความดำ ยุคนี้ ไม่ใช้ความดำแล้วใช้ความขาว หรือจะใช้ความเป็นเฉดสีอื่นก็ว่าไป อย่างนี้เป็นต้น แล้วมันก็ต้องเหมาะสมกับยุคกาล เหมาะสมกับกาละเทศะฐานะต่างๆ เพราะฉะนั้น ความมีปัญญาที่จะรู้อาการ ลิงค นิมิต ตามที่อาตมาอธิบาย อุเทส จะเป็นคนที่รู้ภาวะ 2 สิ่งที่เกิดนี้จะมีภาวะ 2 ให้คุณเรียนรู้สิ่งใหม่ แล้วเลือกเอาสิ่งที่ต้องถูกต้อง ตามกาละเทศะฐานะได้ ในกาละนี้หมู่นี้ใช้อันนี้ ตรงกับหมู่ก็อบอุ่นสบาย ถ้าคุณเป็นหมาหัวเน่าแยกกันอยู่ คุณก็ไม่สบาย สัจจะก็คือยอมรับกันเป็นหมู่ เขาใช้ประโยชน์ได้พอสมควรแต่ละคนมีความเฉลียวฉลาดมีปัญญาที่จะรู้ว่า อันนี้คืออันนี้ มันต้องเป็นอย่างนี้อันนี้ เพราะฉะนั้นสัจจะเป็นหนึ่งเดียวก็ตรงกันหมด คนที่แยกแปลกไปก็จะประหลาดๆ ทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นตัวไม่ยึดมั่นถือมั่นได้ เพราะฉะนั้นชาวอโศก แตกต่างกันจากชาวพุทธอื่น ยิ่งเขายึดของเขา ชาวอโศกจะว่ายึดอันนี้ก็ยึดถือโดยสมมุติ ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอะไร คนอื่นเขายึดมั่นถือมั่นเลย ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเลยก็เรื่องของเขา แต่อโศกเราเปลี่ยนแปลงได้ถ้ามันถูกต้อง เป็นสัจจะที่ไม่เที่ยงแท้ เปลี่ยนแปลงได้ตาม กาละเทศะฐานะ เห็นไหมว่าไม่ได้เที่ยง ที่ไม่เที่ยงเพราะเราไม่ได้ยึดตัวตนเป็นความเที่ยง เพราะเรามีอนัตตา เพราะเรามีที่จบแล้ว คุณไปยึดความเที่ยงอยู่คุณไม่มีอนัตตาหรอกไม่มีวันเป็นอนัตตาได้ เมื่อคุณไม่ยึดแล้วคุณจึงเป็นอนัตตา 650309 ปัญญา 8 ประการ 3 ข้อแรก โดยพิสดาร พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ