ละกิเลสจริงในปัจจุบันต้องทำอนุปัสสี 4.docx
เนื้อหาในไฟล์
ละกิเลสจริงในปัจจุบันต้องทำอนุปัสสี 4 _สู่แดนธรรม... อวิวาทะ พวกเราไม่ได้ทะเลาะวิวาทกัน พ่อครูว่า... ไม่มีเรื่องราวถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลต้องมีตำรวจมาจัดการ พูดใช้หอกปากก็ไม่มีมากมายอะไร ไม่มีอวิวาทะจริงๆ หอกปากก็หอกทื่อๆ ไม่แหลมไม่คม ไม่แข็งแรงด้วย แตะๆแทงๆกันเบาๆ อวิวาทะ อยู่กันอย่างสามัคคียะ อยู่กันอย่างพรั่งพร้อม พร้อมเพรียง ว่าง่าย อยู่กันอย่าง สุภระ สุโปสะ ทุกคนก็ตั้งใจศึกษา ศึกษาพัฒนาตนเองให้เจริญงอกงามไพบูลย์ อย่างแท้จริง มีวรรณะ อย่างแท้จริง เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ซึ่งหลักธรรมของพระพุทธเจ้าพวกนี้พวกเรานำมาศึกษา แล้วปฏิบัติฝึกฝนอบรมตนได้ทำสำเร็จ จนกระทั่งอยู่ได้โดยไม่ยากเลยไม่ลำบาก เป็นชีวิตที่เป็น ฌาน เป็นฌานวิสัย คำว่าฌานคำนี้ ที่เป็นสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้า เขาเข้าใจไม่ได้เลย เป็นอจินไตย ฌานวิสัย เขาเข้าใจไม่ได้หรอก นี่แหละพวกคนนี้ ฌาน นั้นจะต้องไปนั่งหลับตาเข้าฌาน ไม่ใช่ นี่แหละฌานของฤาษี ฌาน คือปัญญา ปัญญาคือฌาน ปัญญาคือความรู้ แล้วความรู้นี้เผากิเลสได้ พอเผากิเลสได้ ขั้น ฌาน 1 กิเลสก็เริ่มรู้จัก ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ แล้วลดกิเลสได้ เป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ทำอภิสังขารแยกแยกแยะ ตักกะ วิตักกะ มีปัญญาแยกกิเลสออกจากจิตแล้วทำกิเลสลดได้ โดยปัญญามันจะเข้าใจอย่างแรกเลยว่า ทุกอย่างมันไม่เที่ยง ซึ่งปัญญาที่เฉลียวฉลาดแบบโลกุตระ เห็นความไม่เที่ยง อนิจจานุปัสสี ปัญญาตามเห็นคว
อ่านต่อ
ามไม่เที่ยง สภาวะ 2 ทุกอย่าง ไม่มีอะไรเที่ยง ทีนี้มันไม่เที่ยง ที่ไม่มีปัญญา เขาก็รู้ได้เดาได้ มีปฏิภาณก็พอรู้ทั้งนั้นว่ามันไม่เที่ยง แต่ไม่เที่ยง ผู้รู้จะเห็นความไม่เที่ยง ตามรู้ อนิจจานุปัสสี ตามเห็นความไม่เที่ยง ของ เจาะลงไปที่กิเลสเลย จิตก็ตาม กิเลสก็ตาม ก็คือส่วนหนึ่งของจิต ปลอมตัวเป็นจิต ไม่เที่ยงและไม่แท้ เป็นอาคันตุกะ เป็นพวกจรเข้ามาอยู่ในจิตเรา เขาเรียกว่า แขกจร ไม่เที่ยงไม่แท้ ปัญญา ธาตุปัญญา มันมีพลังงานอำนาจรู้จักความไม่เที่ยงนี้แหละ รู้โดยเฉพาะ ยิ่งตัวไม่แท้คือกิเลส เฮ้ย! เอ็งอย่าปลอม เอ็งอย่ามาเสนอหน้า ปัญญามันจะรู้จริง อธิบายไปแล้ว เท่านั้นแหละ กิเลสมันหายกิเลสมันลด หรือหากว่ายังไม่มีอำนาจประสิทธิภาพพอ กิเลสมันก็จะค่อยๆ จางคลายลง วิราคานุปัสสี ไม่ใช่ว่าไปนั่งกดข่ม แล้วก็ตามเห็นใน อานาปานสติสูตร อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี พวกนี้ มันเป็นลำดับที่แท้จริงเลย มันเป็นลำดับของสัจธรรม คุณจะตามเห็นเรียกว่า อนุปัสสี เห็นโดยปัญญาญาณ แล้ว เข้าไปรู้ตั้งแต่อนิจจัง มันไม่เที่ยง โดยเฉพาะกิเลสนี่แหละไม่เที่ยงเพราะมันไม่แท้ กิเลสมันไม่ใช่ตัวจิต กิเลสมันเป็นอะไรไม่รู้ แอบแฝงเข้ามาอยู่ในจิตเรามานานแล้ว พอปัญญามันเกิดจริง มันเห็น มันก็อยู่ไม่รอหน้า ยังไม่มีอำนาจมากก็แค่ วิราคา ลดลงจางคลายลง จนกระทั่งมันดับได้ด้วย นิโรธานุปัสสี ดับได้ด้วยจริงๆ ไม่มีกิเลสตัวนี้ในจิตได้ ก็เข้าใจเลย ที่นี้ก็เลยทำตามอย่างที่ว่าด้วย ปฏินิสสัคคานุปัสสี ทำตามนิโรธานี่แหละ ก็ทำกลับไปกลับมา ทวนไปทวนมา จนสำเร็จเรียบร้อยเป็นอัตโนมัติ อนุปัสสี 4 ในอนุปัสสี 4 ในอานาปานสติ ตัวอนุปัสสี 4 เป็นยอดในการปฏิบัติ คนไปนั่งหลับตาปฏิบัติเขาก็ทำเขาก็เห็นเขาก็รู้แต่มันเป็นสมถะ มันไม่ได้เป็นวิปัสสนามันไม่ตื่นเต็ม อนุปัสสี เห็นตามทาง ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสและเห็นกิเลส มันเกิดจริง หลับตาปฏิบัตินั้นไม่เห็นกิเลสจริง มีแต่ความจำ หลับตาปฏิบัตินั้นไม่มีกิเลสจริง มีแต่กิเลสปลอม มีแต่ความจำ 1. จำได้ว่าเป็นกิเลสก็เอาความจำมานึกถึงเท่านั้น 2. กิเลสตัวเองในอุปาทานแล้วก็เป็นสัมภเวสีคิดไปเองว่าเป็นกิเลส ปั้นมาใหม่ แล้วกิเลสเป็นกิเลสลมๆแล้งๆ เพราะคุณคิดเอง กิเลสจริงๆมันต้องเป็น ทิฏฐธรรม เป็นปัจจุบันชาติ สัมผัสต่างๆเห็นอยู่หลัดๆ สัมผัสทางหู เห็นกิเลสอยู่หลัดๆ ได้ยินเสียงกิเลสเกิด จมูกได้กลิ่นกิเลสเกิด ลิ้นแตะรส เกิดกิเลส นั่นแหละคือกิเลสจริง นอกนั้นเป็นความจำ เป็นการสร้างขึ้นมาเอง เป็นนิรมาณกาย เป็นกาย ที่สร้างขึ้นมาเองมันไม่ใช่ของจริงเลย ความจริงมันจะมีอยู่ในปัจจุบันชาติเท่านั้น อยู่ในทิฏฐิธรรม หรือทิฏฐกาละ ปัจจุบันนี้แหละคือความจริง เป็นปัจจุบันชาติ แตะ สัมผัสภายนอกภายในครบ 650314 พ่อครูมาสถาปนาโลกุตระได้นั่นเป็นเรื่องยาก รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 31