ความเป็นโลกุตระของปัญญา 8 ประการ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.49 KB
วันที่แก้ไข10 มีนาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ความเป็นโลกุตระของปัญญา 8 ประการ _พ่อครูว่า... ความเป็นโลกุตระของปัญญา ปัญญา 8 อาตมาเอามาพูดซ้ำซาก คนก็อาจจะบอกว่าพูดซ้ำซากวนเวียนไม่ไปไหน ที่จริงแล้วเขาไปตั้งลึกซึ้งเท่าไหร่แล้ว คนที่ได้ความลึกซึ้งก็จะได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะฟังอันเก่านี้มันก็ลึกซึ้งขึ้นไปอีก มีอานิสงส์ในการฟังธรรม 5 ประการ ใครจำได้บ้าง 1 ได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง (อัสสุตัง สุณาติ) 2 เข้าใจยิ่งขึ้นในสิ่งที่เข้าใจได้แล้ว (สุตัง ปริโยทเปติ) 3 หมดความลังเลสงสัย (กังขัง วิหนติ) 4 ความรู้ความเห็น ความเข้าใจความรู้ถูกตรง คุณว่าคุณรู้ตรงแล้วคุณก็ตรง แต่ตรงเป๋อยู่ พอยิ่งฟังธรรมะที่เป็นโลกุตระ ผู้ที่เป็นปราชญ์จริงๆมาพูด ตรงเป๋ก็จะตรงเป๋งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ (ทิฏฐิง อุชุง กโรติ) 5 ที่ฟังก็ยิ่งชื่นใจ (จิตตมัสสะ ปสีทติ) (พตปฎ. เล่ม ๒๒ ข้อ ๒๐๒)

ในพระไตรปิฎกปัญญามี 8 ชั้น ปัญญาคือความรู้โลกุตระ ปัญญาคือความรู้ที่เป็นอื่นจากคนโลกเขารู้กันจากศาสนาเทวนิยมเขารู้กัน ปัญญานี้นอกเหนือจากความรู้ของศาสดาที่ประดามีของเทวนิยม เป็น อัญญธาตุ เป็นอันอื่นจากศาสดาทั้งหลายที่เขารู้ ฟังถึงความแตกต่างที่พิเศษไปจากที่สามัญปุถุชน พุทธชนโลกียะ หรือเทวนิยมเขารู้กันให้ได้ชัดๆ ปัญญาจึงไม่ใช่ความรู้อะไรที่เอามาใช้เป็นปัญญาไปหมด ความรู้โลกๆโลกีย์ก็เรียกว่าปัญญาไปหมด ที่จริงมันแค่ เฉโก บาลีกำกับตัวเดิมเป็นความรู้ความฉลาดพวกนี้ เฉโก มาจากทวารทั้ง 6 นี่แหละ ฉ แปลว่า 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัส เหมือนกัน แต่เขาก็ได้แค่นั้นอย่างเดียว เฉกะหรือเฉโก ได้อย่างนั้นแหละไม่มีอย่างอื่น พอมาเป็นปัญญามันไม่ใช่ที่คุณรู้จักเท่านั้นทั้งหมดที่คุณสัมผัสเหมือนอย่างมนุษย์ที่มีทวารทั้ง 6 แล้ว แต่ไม่เหมือน มีพิเศษจริงๆ ความรู

อ่านต่อ

้นี้เป็นความรู้ที่เป็นความรู้เดิมเป็นความรู้ที่จำนวนต่ออัตตา จำนนต่อจิตวิญญาณ จำนนต่อธาตุรู้หรือว่าความเป็นจิตนิยาม คุณก็จะต้องจำนนต่อความเป็นจิตนิยาม จำนนต่อความเป็นวิญญาณ จำนนต่อความเป็นอัตตา อยู่กับอัตตานั่นแหละนิรันดร ออกจากอัตตาไม่ได้ เน้นคำว่าไม่ได้ สู่แดนธรรม... ปัญญานี้จะต้องเป็นความฉลาดที่เห็นกิเลสเหลือน้อยลง น้อยลงจึงจะเรียกว่าปัญญา เพราะปัญญาคือเห็นความจริงตามความเป็นจริง เห็นกิเลสเหลือน้อยลง ซึ่งเป็นความจริงที่คนที่ปฏิบัติตนต้องการ ก็เห็นสิ่งที่โลกปรุงแต่งกันไม่ควรเรียกว่า ปัญญา เป็นมายาเป็นแค่ความฉลาดทั่วไปที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั่วไปปรุงแต่งแล้วก็เป็นสังขาร พ่อครูว่า... แล้วก็เป็นสังขาร ของพระพุทธเจ้าตรัสรู้สอนลงไปอีกว่าใช่มันเป็นสังขาร แต่สังขารมันเป็นเพียงองค์ประกอบปรุงแต่งเท่านั้น จริงๆมันเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนเลย มีไหม มี แต่ที่จริง เป็นไง ไม่มี แล้วที่คนพูดอยู่นี่มีไหม มี แล้วไม่มี อนัตตาแล้ว ทำไมยังไม่ตาย มาร จึงบอกให้ตาย ตรัสรู้แล้วตายเลย มารทั้งนั้นแหละ เพราะว่ากลัวจะขยายความจริง มารมันครองอยู่ แสดงว่า มารนี้คืออัตตา มารคือ ปรมาตมัน มารคือ พระเจ้า แต่เขาไม่รู้ตัวว่า เขาเป็นมาร เพราะเขาเป็นอัตตา เป็นปรมาตมัน เป็นอัตตาที่ยิ่งใหญ่นิรันดรไม่มีสูญด้วย ไม่มีอนัตตา เห็นไหม จริงๆแม้จะมี ศาสดาของเทวนิยมก็ตาม แม้จะมีอัตตา มีวิญญาณ ก็ต้องทำให้วิญญาณบริสุทธิ์ วิญญาณดีเป็นโลกียะ เอาแต่ความดีเป็นสมมติสัจจะ ใช่ ถ้าเป็นวิญญาณเป็นธาตุรู้เป็นอัตตาอยู่ก็ต้องทำวิญญาณเป็นธาตุรู้ที่เป็นอัตตาให้ดีสิ ดีตามสมมุติ ชาติโน้น ก็ยืนยันว่าเขาสมมุติอย่างนั้น พวกปาปัวนิวกินีก็สมมุติของเขา พวกแอฟริกันก็สมมุติของเขา มาฟากทางตะวันออกกลาง ก็สมมุติของเขา มาทางเอเชียก็เป็นสมมติของเขา มาทางอินเดียก็เป็นสมมติของอินเดียอะไรอย่างนี้เป็นต้น มันไม่ได้เหมือนกันทีเดียวเลย จริงทั้งนั้นแหละเป็นสมมติสัจจะทั้งนั้น จริงของแต่ละกลุ่มแต่ละหมู่ เราก็อาศัยสมมุติให้อยู่ด้วยกันไป เป็นหนึ่งเดียวมันก็สอดคล้องกันก็อยู่กันอย่างสงบ ตายจากกันไปแล้วแล้วเราก็เป็นวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของแต่ละเผ่า ไม่มีปัญหาเลย แต่ของพระพุทธเจ้ารู้ จบ รู้ต้นรู้กลางปลาย รู้เกิดดับตามปัญญาข้อที่ 8 นั่นแหละสรุปจบเป็นปัญญาข้อที่ 8 รู้จักความเกิด รู้จักความตั้งอยู่ รู้จักความดับไป ของรูป เกิดขึ้นเป็นรูปตั้งอยู่แล้วก็ดับไป เวทนาเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป สัญญาสังขารวิญญาณเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป รู้ความจริงของการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แล้วปฏิบัติให้ดับไปได้อย่างนิรันดร ศาสนาพุทธทำได้ แยกธาตุจิตธาตุวิญญาณออก ปรินิพพานเป็นปริโยสานเลิกเลย ไม่มีธาตุจิตแล้วกลายเป็นดินน้ำไฟลมเด็ดขาดเลย อันนี้ ในยุคนี้ที่อาตมาพูดถึง ดีที่มีหลักฐานอยู่ในมูลสูตรข้อที่ 10 ปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ถ้าไม่มีหลักฐานนี้อาตมาคงไม่มีพยัญชนะไปพูด ก็คงได้แต่อธิบายสภาวะไปพยัญชนะไม่มีสภาวะ คนก็จะรู้ยาก ทีนี้ อาศัยพยัญชนะแล้วมีสภาวะให้คนรู้ ปรินิพพานเป็นปริโยสานให้รอบถ้วน และเป็นที่สุดท้ายเลยสุดท้ายอย่างไร ก็มันไม่มีแล้ว ทีนี้ ไม่มีอัตตา ไม่มีปรมาตมันไม่มีพระเจ้า ไม่มีธาตุรู้ ไม่มีวิญญาณ ไม่มีอะไรเหลือแล้ว เป็นดินน้ำไฟลมไปเสร็จ หายไปเลยหมดแล้ว อยู่ในวัฏสงสารนี้อยู่ในเอกภพมหาจักรวาลนี้ไม่มีแล้ว อัตตาผู้นี้ วิญญาณผู้นี้ ปรมาตมันยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ไม่มีนิรันดร ไม่มีหักล้างนิรันดร ที่มีอยู่นิรันดรเป็นไม่มีนิรันดรคนละขั้วเลย หักล้าง ความมีอัตตาอยู่นิรันดร อันนี้ไม่มีเลยนิรันดร ไม่ต้องตายไปแล้วอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าตรัสสั่งให้ลงนรกจะให้อยู่สวรรค์ด้วยกันก็เป็นเรื่องของพระเจ้า คุณก็มีนรกสวรรค์ แต่ของพระพุทธเจ้าไม่มีนรกไม่มีสวรรค์ ไม่มี นรกสวรรค์เป็นของเก๊ของปลอมอยู่ทั้งนั้นแหละ สวรรค์ 6 ชั้นก็เป็นสวรรค์เก๊ หลงกันอยู่นั่นแหละ 650309 ปัญญา 8 ประการ 3 ข้อแรก โดยพิสดาร พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน