พ่อครูตอบปัญหาเปิดตาพญานาคลงสู่การเมืองไทย.docx
เนื้อหาในไฟล์
พ่อครูตอบปัญหาเปิดตาพญานาคลงสู่การเมืองไทย _พ่อครูว่า... อาตมาได้ไล่พญานาคไปยังไม่จบดีก็อยากให้จบดี ไล่ไปถึงระดับที่ 7 แล้วก็ทวน ตำนานต่างๆของ“พญานาค”เท่าที่อาตมาพอรู้ มาพูดถึง“ตำนานพญานาค”กันเท่าที่อาตมาพอรู้นะ 1. นาค คือ งู ที่มีภาวะ สื่อแสดงท่านอน-ท่าหลับ เป็นลักษณะสำคัญ ดังนั้น ลัทธิยึดท่า“หลับ”คือ “หลับตา”ปฏิบัติจึง“มีจริง” ซึ่งเป็นลัทธิหลับตา ก็คือ ศาสนาหรือลัทธิเดียรถีย์ ที่เป็นลัทธินอกพุทธนั่นแหละ ยังมีมาก ครองโลกอยู่ด้วยซ้ำ 2. นาค มาปลอมบวช ในศาสนาพุทธหมายความว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่มีการ“หลับตา”ปฏิบัติ ผู้นำการ “หลับตา”ปฏิบัติมาใส่ลงไปในศาสนาพุทธ จึงเป็นคนผิด คนปลอม ที่เอา“ของปลอม”เข้ามาในศาสนาพุทธ ก็ได้บาปแน่ เพราะพุทธที่“สัมมาทิฏฐิ”นั้นจะมีหลักปฏิบัติแท้ๆคือจรณะ ๑๕ วิชชา ๘ ซึ่งมี“อปัณณกปฏิปทา ๓”ยืนยันการเป็นศาสนาพุทธที่แท้จริงถูกต้อง มีหลักธรรมชัดเจนอยู่โต้งๆ ถ้าการปฏิบัติใดไม่มี“อปัณณกปฏิปทา ๓”การปฏิบัตินั้นก็“ผิด”ไปจากศาสานพุทธ ก็ชัดแจ้งแดงแจ๋อย่างนี้ หรือถ้าผู้ใดยืนยันยึดมั่นถือมั่น ว่า “การหลับตาปฏิบัติ”นี่แหละเป็น“ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด (อปัณณกปฏิปทา)”ของศาสนาพุทธ ผู้นั้นก็คือ “มิจฉาทิฏฐิ”ตัวแท้ ซึ่งมีความคิดปฏิปักษ์ต่อศาสนาพุทธอยู่โทนโท่ แท้ๆ ชัดๆ “อปัณณกปฏิปทา ๓ (ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดของพุทธ)”ก็คือ การปฏิบัติที่มี“ศีล”เป็นหัวข้อแต่ละข้อ ให้ปฏิบัติ แล้วจะต้อง “สำรวมอินทรีย์ ๖-โภชเนมัตตัญญุตา-ชาคริยานุโยคะ” อันเป็น“ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดของพุทธ ๓ ข้อ”ที่มียืนยันอยู่อ้างอิงได้ใน“พุทธคุณ ๙”ของพระพุทธเจ้า”แท้ๆชัดๆ ใครจะบังอาจปฏิเสธ อปัณณกปฏิปทาข้อ[๑] “สำรวมอินทรีย์ ๖” ที่มีตา, หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ“สัมผัส”เห็นรูปทางตา,ได้ยินเสียงทางหู,ได้กลิ่นทางจ
อ่านต่อ
มูก,ได้รสทางลิ้น,ได้กระทบกายภายนอก-ภายใน,ได้สัมผัสกันเองของใจกับในใจขั้นรูป-ขั้นอรูป ซึ่งมี “ภาวะ ๒”คือ“มี“ภายนอก”ด้วย มีภายใน”ด้วยอยู่ตลอดการปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทาข้อ[๒] “โภชเนมัตตัญญุตา” ผู้ปฏิบัติต้องเรียนรู้ขณะกินขณะใช้นั้นๆ อย่าให้มีกิเลสมันเกิดในจิต ถ้ากิเลสเกิดก็กำจัดกิเลสนั้นๆ อปัณณกปฏิปทาข้อ[๓] “ชาคริยานุโยคะ” ผู้ปฏิบัติต้องทำความมีสติตื่นรู้อยู่กับการปฏิบัติทั้งภายนอก-ภายในนั้นๆอยู่เสมอ และมี“ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์”ไปตลอด แต่ผู้หลงผิดก็มืดบอดจริงๆ ไป“หลับตา”ปฏิบัติกัน การหลับตาปฏิบัติ มันก็ตรงกันข้ามกับ“อปัณณกปฏิปทา ๓”มันผิด“วิธีปฏบิติของพุทธ” แม้ภาษา“อปัณณปปฏิปทา” ก็ยืนยันอยู่โต้งๆ ชัดๆอีกปานฉะนี้ ก็ยังไม่ยอมรับความผิดนี้
3. ผู้นำวิธี“หลับตา”มาใช้ในศาสนาพุทธจึงเป็น“นาค” หรือ“งู”ปลอมเข้ามาเผยแผ่ลัทธิวิชาของเดียรถีย์ ในพุทธ เมื่อ“ปลอมตัว”เข้ามาอยู่ในศาสนาพุทธแล้วก็พยายามที่จะไม่ทำตนเป็น“งู” ก็ยังพยายามไม่ให้แสดงหลับ ไม่ให้แสดงนอน เดี๋ยวจะจับได้ว่า เป็นเดียรถีย์คือ“งู” จนที่สุดนาคที่ปลอมเข้ามาบวชในศาสนาพุทธก็ต้องเผย“ธาตุแท้”ออกมาจนได้ คือ ตอนมาขอบวชนั้นปลอมตัวเป็นคน แต่เผลอนอน เผลอหลับให้จับได้ นั่นคือ ร่างที่ปลอมเป็นคนมานั้นมันกลับคืนไปเป็นงู ตอนเผลอนอนหลับอยู่ในกุฏิ หางโผล่ออกมานอกประตู มีผู้พบเห็นก็จับได้ว่าเป็น“นาค”ปลอมตัวเข้ามาบวช จึงจับสึก ไล่ออกไป แต่นาคก็อ้อนวอนขอให้เห็นใจ คนผู้รักศาสนาพุทธ ศรัทธาศาสนาพุทธ อยากเป็นพุทธ จึงขอให้เรียกผู้ที่จะได้บวชเป็น“ภิกษุ”ในศาสนาพุทธ โดยใช้คำว่า “นาค”เป็นอนุสรณ์ จึงมีคำว่า “นาค”เรียกผู้เตรียมบวชก่อนเป็นภิกษุ จริงๆแล้วลัทธิ“หลับตา”ปฏิบัติเป็นลัทธิ“เดียรถีย์” ดังนั้น ผู้ปลอมตัวเข้ามาบวช แต่เป็น“เดียรถีย์”ผู้นั้น“จิตยังไม่มี“ความยินดี”ถึง“รากเหง้า”ของจิต ยังไม่มี“ฉันทะเป็น “มูลกา”(ข้อที่ ๑ ของ“มูลสูตร ๑๐” พระไตรปิฎก เล่ม ๒๔ ข้อ ๕๘)จริงๆ “จิตจริงลึกๆ”ยังติดยึดอยู่กับ“ลัทธิเดียรถีย์เดิม”อยู่แท้ ก็ยากที่จะ“ทำใจในใจ(มนสิการ)”ให้เป็น“โลกุตระ”ได้สำเร็จผล ผู้ที่ยัง“ไม่มีฉันทะ”ถึงรากถึงเหง้าของจิต(มูลกา)จริง จึงไม่มีหวังที่จะปฏิบัติธรรมของพุทธบรรรลุ“โลกุตระ” ประเด็นต้องมี“ฉันทะเป็นรากเหง้าของจิต”นี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่เรื่องสามัญ แต่สำคัญลึกล้ำใหญ่ยิ่งแท้ทีเดียว ก็ขนาดผู้มี“ฉันทะ”ในพุทธโลกุตระชนิดเต็มใจแท้ๆก็ยังยากเลย ที่จะ“สัมมาทิฏฐิ” จึงจะปฏิบัติบรรลุ“โลกุตรธรรม” พ่อครูว่า...อุปาทานว่ามี เป็น psychosis เป็นได้จริงๆ หนังเหนียวอยู่ยงคงกระพันนะเขามีฤทธิ์เดชเดินลุยไฟได้ เป็นได้จริงๆ ทำได้จริงๆด้วย อาตมาก็เล่นมาทางจิตวิทยา ทางนี้ทางวิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ก็เล่น วิทยาศาสตร์อาตมาก็ทำสะกดจิต อย่างนี้เป็นต้น ยืนยันพิสูจน์มาแล้ว ทางตาสิ่งที่ไม่มีก็ทำให้เห็นได้ กลิ่นมันไม่มีก็ทำให้มีกลิ่นได้ หนังไม่เหนียวก็ทำให้เหนียวได้ ฟันไม่เข้ายิงไม่ออก อุปาทานทั้งนั้น ก็ได้ชั่วคราวที่จิตมันยึดมั่นถือมั่น ประเดี๋ยวก็เสื่อม บางคนเสื่อมง่าย อย่าไปเดินลอดผ้าถุงนะ เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่จิตทั้งนั้นเลย psycho เป็นจิตวิทยา ถ้าไม่เข้าใจมันก็จะยึดมั่นถือมั่นจริงๆ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าพวกนี้มันไม่แน่นอนไม่เที่ยงหรอก ได้ชั่วครั้งชั่วคราว ไม่มีอะไรดี มีแต่หลงใหลกันว่าเก่ง ว่ายอดว่าวิเศษวิเสโสไป จะไปทางอิทธิปาฏิหาริย์หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์ เดินน้ำดำดินอยู่ยงคงกระพัน ถ้าหากทางนามธรรมเรียกว่าอาเทสนาปาฏิหาริย์ ระลึกได้ ของหายก็ทายได้ หยั่งรู้ฟ้าดิน เรียกว่า อาเทสนาปาฏิหาริย์ ก็พอเป็นไปได้ อาตมาไม่ได้เล่นนานหรอก เล่นไสยศาสตร์ตอนเป็นฆราวาสอยู่ 8 ปี ก็ยืนยัน อาตมากลางวันไปเล่นกับพวกวิทยาศาสตร์สะกดจิต กลางคืนไปทางไสยศาสตร์ กลางวันอยู่ที่วัดมะเกลือ หมอเชียร หมอจรูญ หมอประพันธ์ อาตมาก็ไปคลุกคลีกับเขาอันนี้ทางวิทยาศาสตร์ แม้แต่เรื่องการระลึกชาติ เขาก็ตามศึกษา บางคนระลึกไปไกลเลย วิญญาณโน่นนี่ต่างๆนานา อาตมาก็เป็นอาจารย์ จริงๆแล้ว ที่อาตมาเอามาพูดมายืนยันอธิบายต่างๆนี้ แม้แต่นั่งหลับตาสะกดจิต เป็นสมถะ อาตมาก็ไม่ได้หมายความว่าอาตมาไม่รู้จัก อาตมาก็ทำมาหนัก รู้จัก อย่างสายหลับตา เขาจะมีอะไรเหล่านี้ อาตมาก็ไม่ได้ด้อยกว่าเขา มีฤทธิ์มีเดชก็มีจริงๆ สายวิทยาศาสตร์แถมอีก อาตมาก็ได้ ศึกษาฝึกฝนไปด้วย ไม่ใช่ว่าไม่รู้ พูดอะไรไปแล้วไม่เคยรู้เรื่องรู้ราวเหมือนหมาเห็นองุ่นเปรี้ยว ไม่ใช่อย่างนั้นอาตมาเป็นอาตมาทำได้ สู่แดนธรรม... มีคนเคยบอกว่า สมัยที่พ่อท่านทำ มันไม่ใช่ลักษณะที่พระป่าเขาทำ อย่างนั้นไม่ใช่แบบหลุดพ้น พ่อครูว่า... พระป่าทำอะไร อาตมาทำเกินกว่าพระป่าด้วยซ้ำไป สู่แดนธรรม... เช่นพระป่าจะรู้อะไรที่มีฤทธิ์เหนือธรรมชาติได้ รู้ใจคนเป็นต้น พ่อครูว่า... อย่างเช่นอยู่ยงคงกระพัน ไม่ใช่เหนือธรรมชาติหรือ อาตมาเสกกระดูกโปนๆนี่ยุบลงไปคาตาเลย อาตมาทำ คนไปมีสามีเป็นพระพรหม อาตมาก็ซัดให้ด้วยอรูปพรหม เลยนะ พระพรหมก็หายไปเลย ซึ่งจริงๆแล้วก็คือพูดให้เขาเข้าใจว่ามันไม่จริงมันจะไปใหญ่อะไร จิตเรามันใหญ่ ไม่ใช่ไปถูกครอบงำทางจิตค่อยๆพูดจา
(167) ความเป็น“กาย”จึงอธิบายความเป็น“พญานาค” เพราะ“โลกุตรธรรม”นั้นวิเศษ พิเศษเหนือไปจาก“โลกียธรรม”จริงๆ ที่ต้องเริ่มต้นด้วย“ทิฏฐิ”คือ“ความเข้าใจ” ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงนับตั้งแต่ความเข้าใจ“กาย” ซึ่งเรียนรู้ได้จาก ที่มี“ของตน”ที่บาลีว่า “สัก” นั่นคือ ต้อง“พ้นสักกายทิฏฐิ” หากเข้าใจความเป็น“กาย”จากภาษาว่า“กาย”นี้แล ไม่ได้อย่างเป็น“สัมมาทิฏฐิ”ละก็ ต่อให้พากเพียรอุตสาหะหนักหนาอุกฤษฏ์ปฏิบัติปานใด ก็ไม่มีสิทธิ์บรรลุพุทธโลกุตระ เช่น หลงผิดเอาวิธี“หลับตา”เข้ามาใส่ในศาสนาพุทธ หรือเข้ใจว่า “กาย”คือ “ร่างภายนอก”ที่หมายเอาเฉพาะแต่ “สรีระ”อย่างเดียว ไม่มี“จิต”ร่วมอยู่ด้วยก็คือ “มิจฉาทิฏฐิ”แท้ ผู้นำวิธี“หลับตา”มาใช้ในศาสนาพุทธจึงเป็น“นาค” หรือ“งู”ปลอมเข้ามาเผยแผ่ลัทธิวิชาของ“เดียรถีย์”ในพุทธ ชื่อว่า “โจรร้าย”ของศาสนาพุทธ เป็นผู้ทำลายพุทธแท้
4. เมื่อ“นาค”พยายามซึมแทรกเข้ามาบวชในศาสนาพุทธได้ ก็พยายามจะไม่ให้“ความเป็นนาค”บังเกิดออกมาอย่างยิ่ง อย่างใหญ่อย่างมหายิ่งมหาใหญ่ จนต้องเรียกว่า “พญา”ผู้ยิ่งใหญ่ ที่รักศรัทธาศาสนาพุทธ ก็พากเพียรที่จะ“ไม่ให้ตนเป็นนาค” ก็เท่ากับผู้เฝ้ารักษาความเป็นพุทธอย่างยิ่งใหญ่ จึงมีสัญลักษณ์เป็น“นาคปรก 7 เศียร” นั่นหมายถึงผู้รู้ว่า ตัวเป็น“นาค”ผู้มีรากฐานมาจากงู แต่รักศรัทธาศาสนาพุทธสุดชีวิต จึงคอยปกป้องรักษาศาสนาพุทธจริงจังเต็มที่ แล้วปณิธานของตนก็จะเป็นพุทธสุดยอดให้ได้ ถึงพระพุทธเจ้าโน่นแหละ ก็แสดงถึงความเป็น“นิยตะ” ซึ่ง“ปุคคลาธิษฐาน”ก็คือ “พญานาค 7 ตัว 7 หัว”ปกปักรักษาพระพุทธ นั่นคือ มี“ความปรารถนาเจตสิก”เข้าขั้นยินดีในพุทธแล้วแน่นอน ไม่มีเปลี่ยนแปลง ยึดมั่นไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา จึงนับเข้าขั้นผู้รู้ดีในความเป็น“นาค”อย่างยิ่ง และจะออกจากความเป็นนาคให้ได้เด็ดขาดจริงแท้ด้วย จึงนับเข้าขั้นเป็นผู้รู้ทันคนปลอมตัวมาบวชในศาสนาพุทธ ก็กลายเป็นทั้งมือปราบคนปลอมตัวมานอน มาหลับ มาซุกตัวเผยแพร่“ความเป็นงู-ความเป็นนาค”ทั้งตนก็ยังเป็น“นาค”อย่างยิ่งอยู่ ที่มาเผยแพร่ลัทธิงูลัทธินาคในพุทธเสียเลย ซึ่งเป็น“ภาวะมายา” คือ “ภาวะ 2”ซ้อนอยู่ใน“ภาวะ 1” โดยตนก็“อวิชชา”อยู่ตลอด 5. ซึ่ง“อนุสัย”ของ“นาค”ก็ยังมี“อัตตา”จอมยึดเก่งยอดจนได้ชื่อว่า เป็นจอมนาคหรือพญานาคเข้ามาเผยแพร่ลัทธิหลับ ลัทธินอนของตนจนได้ เป็นยอดงู ยอดนาค จนศิลปินต้องยกฐานะให้เป็น“พญางู”ก็ตกแต่งหน้าตา หูหัว สัดส่วนรูปร่าง“งู”ให้มีรูปร่าง มีหงอน มีแง่ แต่งองค์ทรงเครื่อง มีลายกนกตกแต่งเป็นลวดลายพิเศษให้เป็น“งู”ยิ่งใหญ่ ที่เขื่องโก้ หรูหรา มโหฬาร แตกต่างจาก“งู”สามัญ เป็น“พญางู-พญานาค” มีรูปโฉมดังที่เห็นกันอยู่ตามจินตนาการศิลปะไทยนั่นเอง 6. “ธาตุแท้”ของตนก็คือลัทธิ“หลับ” เมื่อยิ่ง“ หลับ”ก็ยิ่งไม่ตื่น-ไม่รู้โลก ทับทวีหนาหนักซับซ้อนนับไม่ถ้วน ก็ยิ่งคือ “ผู้สั่งสมอวิชชา”เป็น“พญานาค”ที่ยิ่งใหญ่ยิ่งโต ยิ่งมโหฬาร ลงบาดาลลึกๆๆๆ ก็ยิ่ง“อวิชชามืดดำ”ยิ่งขึ้นๆๆๆๆๆไปอีก พ่อครูว่า...หมายถึงพระป่าที่เอาแต่นั่งหลับตานี่แหละ สู่แดนธรรม... สุดยอดของการนั่งหลับตาก็คือ อสัญญี ผลักจนล้มก็ไม่ตื่น พ่อครูว่า... เรียกว่าพรหมลูกฟัก เขาบอกว่าเข้านิโรธเต็มที่ ผลักล้มไปก็อยู่ในท่าแข็งนั่งอยู่ กลิ้งไปได้เลย เรียกว่า 7. สุดท้ายแห่งสุดท้ายก็หมดท่าแห่งความตื่น สิ้นสภาพผู้ที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน จึงกลายเป็น“พญานาค”ที่ “หลับไม่รู้คู้ไม่เห็น”สาหัสสากรรจ์นานหนัก อาการถึงขั้น“ไม่มีการตื่น”มารู้เห็นอะไรกันเลยตลอดระยะแห่งกาลที่ยังไม่มี “พระพุทธเจ้า”อุบัติขึ้นมาในโลกแต่ละพระองค์ จะรู้สึกตัวขึ้นมาทีหนึ่งก็แค่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลกองค์หนึ่ง รู้แค่นั้นจากนั้นก็หลับต่อ“หลับไม่รู้คู้ไม่เห็น“เฝ้าถาดทองคำที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์อุบัติขึ้นมาในโลกอยู่ใต้ก้นบึ้งมหาสมุทรสุดลึกนั้นเท่านั้น นอกนั้นไม่รู้อะไรที่เป็นพุทธเลย นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน... พ่อครูว่า...รู้กาย ทั้งภายในภายนอก รู้อัชฌัตตังคือภายใน พหิทาคือภายนอกรู้กิเลส กามคุณ 5 เป็นผู้อยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ อภิภู เป็นผู้ครอบงำ อภิภุยยะ มีอิทธิพลครอบงำ กามใดๆก็ทำอะไรเราไม่ได้ กามเป็นนิวตรอน จึงเจริญมาสู่ รูปจิต มาอ่านกิเลสในรูปจิตที่เหลือ กิเลสหยาบให้หมดไปก่อน จึงจะรู้กิเลสที่เหลือ พวกนั่งหลับตา ลัดขั้นตอน อย่างพวกมหาบัว เสพติดรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสกามคุณ 5 อยู่ก็ไม่รู้ เข้าใจผิวเผินแต่เพียงว่า กามนี่คือเรื่องเมถุน เรื่องมีผัวมีเมียเท่านั้น แต่นั่งหลับตาเขาเคร่งครัดเหมือนกันเรื่องผู้หญิงผู้ชายเรื่องผัวเมียนี่ เขาว่ากามมีแค่นั้น ตาหูจมูกลิ้นกายเขาไม่รู้ว่าคือกามคุณ 5 อย่างเช่นสิ่งเสพติดกินหมากปากเปรอะเขาไม่รู้เรื่องหรอก อาหารการกิน โภชเนมัตตัญญุตาเขาไม่รู้เรื่อง ก็รู้แต่ว่า ไม่มีเมียไม่มีผัว ถ้าผู้ชายก็ไม่มีเมีย นี่ใช้ได้แล้ว อย่าไปละเมิดเชียว พ้นแล้วบาป เห็นไหมมันผิวเผินมากเลย เพราะฉะนั้นเมื่อไม่รู้ผิด มันก็ผิดไปใหญ่เลย รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเยอะไปหมดตั้งแต่สิ่งเสพติดก็ไม่รู้ แล้วมันจะไปรู้อะไรในเรื่องรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสของสิ่งที่ไม่ถึงขั้นเสพติด ขั้นอาหารการกิน ขั้นรสชาติของสิ่งนั้นสิ่งนี้จะไปรู้เรื่องอะไร เขาไม่รู้เรื่องหรอก ตกเย็นมาก็ น้ำอัฐบาน (โอชะบาน อาตมาตั้งประชดเขา) น้ำอัฐบาน ก็คือน้ำเปรี้ยวน้ำหวาน อาตมาตอนเป็นสามเณรอยู่วัดสุปัฏฯ ตัวดีเลย พอถึงเย็นแล้วตั้งโต๊ะปรุงน้ำอัฐบานแจกพระนั่งซดกันโฮกๆๆ ใส่พริกนิดๆ มะนาวเป็นหลัก น้ำตาล เกลือ มีครบรส มีพริกเหยาะ ซัดกันโฮกๆๆๆ หรือใช้สมอบ้าง มะขามป้อมบ้าง เขาไม่ได้ถือเป็นเรื่องอะไรใหญ่ กินกันสนุกสนาน สบาย นี่ไม่ได้พูดใส่ไคล้หาความ แต่เป็นจริงเป็นอย่างนั้น ไม่รู้ประสีประสาเลยในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เพราะไม่รู้จัก กายภายนอก มีจิตควบคู่ไปด้วย กาย จะต้องมีภายในภายนอกแยกกันไม่ได้ กิเลสภายนอกหมด ก็ลืมตาสัมผัสสิ่งที่เป็นภายนอกอยู่นั่นแหละ แต่กิเลสมันไม่มีแล้วเหลือแต่กิเลสภายในก็ล้างกิเลสภายในเหลือขั้นรูป พอล้างขั้นรูป ก็เหลือปลายท้าย ขั้นอรูป ในจิต แล้วก็ยังอยู่กับวัตถุนั่นแหละ แต่อยู่เหนือหมดแล้ว ชั้นในที่เป็นมโนมยอัตตา ข้างนอกเรียกว่า โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา ข้างในก็อย่างนึง มโนมยอัตตาข้างนอกก็อย่างนึง ก็ล้างกิเลสที่ยังเหลือนอกอยู่ หมดเหลือภายใน ละเอียดอีกก็หมดเป็นรูปจิต เหลืออรูปจิตละเอียดภายในก็ล้างไปอีกจนหมด สู่แดนธรรม... อาศัยอัตตาแต่ไม่ได้ติดอัตตา พ่อครูว่า…รู้เท่าทัน อัตตา โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา อาศัยอยู่เท่านั้นเองแต่ไม่มีกิเลสแล้ว ธรรมชาติธรรมดาโลกเขามี กาม แต่เราไม่มี โลกเขามีรูปแต่เราไม่มี เราร่วมกับเขาแต่ไม่ได้มีรส ไม่ได้ไปเสพติด ไม่ได้ไปแสวงหา ไม่ต้องไปอยากเสพอะไร มีก็อาศัยอยู่กับเขาเท่านั้นเองตัวเองไม่ต้องมี สู่แดนธรรม... แล้วถ้าคนวิจารณ์ว่า คุณมีอัตตา เราจะพิจารณาอย่างไร พ่อครูว่า... ความหมายของคุณ อัตตา 2 คนหมายถึงอะไร เราอธิบายอัตตา 3 อยู่นี่ ฉะนั้นความเป็น อัตตา ถ้าคุณไม่เข้าใจ ตั้งแต่สุริยเปยยาล ข้อที่ 4 รู้จัก อัตตา จากการเรียนรู้พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ในมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี และพระพุทธเจ้า สอนศีล ข้อ 2 ข้อที่ 3 เรียนรู้เรื่อง ยินดี ฉันทะ ข้อที่ 4 เรียนรู้เรื่อง อัตตา อัตตามี 3 คือ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา สู่แดนธรรม... แสดงว่า อัตตานี้ก็อาศัยได้เหมือน งูลอกคราบแล้ว พ่อครูว่า... ลอกคราบแล้วไม่เหลือทิ้งอะไรไว้ แล้วก็เป็นธรรมะเป็นจิตที่สะอาดใส มุทุภูตธาตุ ที่ยิ่งใหญ่แข็งแรง มีอำนาจเหนือสิ่งเหล่านี้ เป็น วสวัตตี ผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ หรือ อภิภุยยะ ช่วงเริ่มต้นตั้งแต่ สักกายทิฏฐิ ต้องทำความรู้ความเข้าใจความเห็นในทิฐิชัดเจนในความเป็น กาย ที่อยู่ในตนของตนนี่แหละเป็นของตน ไม่ใช่ไปรู้ของคนอื่น ต้องมีปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ รู้ตนของตนว่า กาย เป็นอย่างนี้ แยกได้เป็นอย่างนี้ๆ ชัดเจน แล้วก็จะต้องรู้ ไปจนกระทั่งถึง นอกจากกายกับจิตแยกกันได้ แต่มันแยกกันไม่ได้ แต่มันแยกกันโดยสมมุติ เรียกว่าสิริมหามายา เหมือนกระดาษ 1 แผ่นแยก 2 หน้านี้ออกจากกัน แยกอย่างไรไม่ได้หรอก จะผ่าไม่ได้แล้ว ถ้ายิ่งกระดาษบางก็ยิ่งผ่าไม่ได้เลย มันต้องมี 2 หน้า เป็นความลึกซึ้งซับซ้อน ผู้ที่รู้ด้วยตัวเองแล้วอย่างชัดเจนเลยไม่ต้องไปเชื่อใคร ไม่ต้องไปถามใคร มันรู้จบ รู้ถ้วน รู้ครบ อ้อ..มันไม่มีอะไรจะรู้อีกแล้ว มันเป็นลักษณะที่สมบูรณ์แบบอย่างนั้น ให้เรียนรู้การแยกกาย แยกจิต แม้จะหยาบไปตามลำดับก็ต้องแยกให้ชัด พูดไปแล้วเป็นสิริมหามายา แยกกันได้แต่แยกกันไม่ได้ แล้วตกลงมันแยกกันได้หรือไม่ได้กันแน่ นี่จึงเป็นเรื่องที่สุดยอด จึงเรียกว่ามันเป็นเหมือนมายา แต่มันเป็นมายาที่ยิ่งใหญ่เรียกว่ามหา มันยอดเลิศยอดดี เรียกว่า สิริมหามายา ส่วน มายา ตัวจริงเป็นจอมมายานี่คือตัวหลอก 100% เลย หลอกซับซ้อนเหมือนมหาบัว เหมือนธัมมชโย เหมือนทักษิณ หลอกซับซ้อนและคนไม่รู้ทัน เดี๋ยวนี้คนก็ไม่รู้เท่าทัน เป็นลูกกะโล่ให้คนเหล่านี้อยู่ ไม่ตื่นไม่รับรู้น่าสงสาร ก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ก็ได้แต่พยายามช่วยออกมา แต่เขาติดยึด มันเป็นธรรมชาติของวิบากของเขา จะเรียกว่าสันดานก็ได้ สันตานะ แต่ถ้าสิ่งที่ดีเรียกว่าบารมี ของเก่าที่ติดมา ถ้าติดมาเป็นของไม่ดีเรียกว่าสันดาน ถ้าของที่ดีเรียกว่าบารมี ของไม่ดีเรียกว่า สันตานัง เป็นภาษาไทย ก็คือสันดาน เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้จักกายกันเลย (๑๖๘) “สักกายทิฏฐิ”จึงเป็น“ทิฏฐิ”ข้อที่ 1ใน“สังโยชน์ 10” แม้แต่ว่า ถาดทองหรือธรรมของพระพุทธเจ้านั้น “ทวนน้ำ”หรือ“ทวนกระแสสามัญโลกียะ” นะ! ก็ไม่รู้ว่า“ทวนกระแส”คืออะไร? ก็ยังพากันหลงจมงมงายไปกับโลกียะอยู่ จึงหยำเหยอะไปด้วย“ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข”อยู่นั่นแหละ ไม่รู้จัก“กาย”กันเลย ยิ่ง“สัก”ก็ยิ่งมองไม่เห็น! ด่ำดิ่งอยู่กับ“กาย” มืดบอดอยู่กับ“สัก”กันอยู่นั่นแหละ พ่อครูว่า... แล้วอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ตัวเรานั่นแหละ ผู้ไม่รู้ถ้าติดใจก็เป็นสวรรค์ ถ้าไม่ชอบใจแต่มันต้องเกี่ยวข้องอยู่ก็เป็นนรก คลุกคลีอยู่กับสวรรค์-นรกโลกีย์กันอยู่หน้าระรื่น พอใจชอบใจก็เป็นสวรรค์ ไม่ชอบใจ ไม่พอใจ ไม่ต้องอารมณ์ ก็เป็นนรก แต่ผู้ที่ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรกแล้วก็ไม่มีพอใจไม่มีไม่พอใจไม่ชอบใจ ก็ไม่มีชอบใจก็ไม่มี รักก็ไม่มีชังก็ไม่มี ซึ่งคุณต้องมีของตัวเอง อาตมาพูดว่าอาตมาไม่มีรสอร่อยที่สมมติกับโลกเขา แล้วรู้จักรสต่างๆก็รู้ เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด ขมขืนยังไงก็รู้หมด แต่อัสสาทะรสอร่อยรสชอบใจ แล้วรสชัง อาตมาไม่มีเลย ที่พูดว่ามหาบัว ธัมมชโย อาตมาไม่ได้ชังเลย แต่น่าสงสาร แม้แต่ท่านมหาประยุทธ์ก็สงสารท่าน เพราะท่านซื่อสัตย์ต่อการศึกษามากเลย ถ้ายอมรับอาตมาหน่อยเท่านั้นแหละท่านประยุทธ์เอ๋ย ท่านจะไปได้ไกล แต่บังคับกันไม่ได้ ท่านก็เป็นตัวของท่าน ก็ว่าไป ถ้าสำนึกเมื่อไร ถ้าท่านรู้เมื่อไหร่ ท่านจะละอายอย่างแรงกล้า เคยอธิบายไปแล้วในปัญญาข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ไม่ใช่ง่ายเลย ละอายอย่างแรงกล้าเลย เกรงกลัวอย่างแรงกล้า รักอย่างแรงกล้า เคารพอย่างแรงกล้าเลย มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เลย นี่ไม่ต้องไปพูดถึงความเคารพหรือรักเลย ละอายท่านยังไม่เกิดได้ เกรงกลัว ยังไม่เกิดได้ยังไม่ต้องพูดถึงความรักและเคารพเลย ใช้ภาษาไทยสื่อให้รู้ธรรมดานี่แหละแล้วจะเข้าใจ สู่แดนธรรม... ต้องมีภูมิขั้นที่ 8 มากกว่านี้หน่อยได้ไหมครับ พ่อครูว่า... ใช่ ถ้ายังไม่เป็นพระกฤษณะขั้น 8 ยังไม่มีฤทธิ์มากพอ เพราะว่าการปราบพญาครุฑ พญานาค ต้องมีฤทธิ์มากจึงจะปราบได้ ขนาดนี้ ก็ได้อย่างพวกคุณนี่แหละ ก็ได้ตามสมควร ไม่รู้จัก“กาย”กันเลย ยิ่ง“สัก”ก็ยิ่งมองไม่เห็น! ด่ำดิ่งอยู่กับ“กาย” มืดบอดอยู่กับ“สัก”กันอยู่นั่นแหละ คลุกคลีอยู่กับสวรรค์นรก โลกีย์กันอยู่ รู้จักรู้แจ้งรู้จริง แม้แต่คำว่า“กระแส(โสต)”กันที่ไหน? ตนเอง“ไหลลิ่ว แย่งกันไหลไปกับกระแสโลกีย์กันอีก ด้วยซ้ำ ก็ไม่รู้ตัวกันเลย ไม่ต้องพูดถึง“การทวนกระแส”หรอก ล้วนยังจมงมงายเป็น“พญานาค”กันอยู่หน้าตาเฉย ถ้าไม่มี“ตำนาน”ถาดทองคำของพระพุทธเจ้า ที่แต่ละพระองค์ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป แล้วไปหยุด ณ ที่แห่งเดียวกัน ตรงกันกับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แล้วจมลงไปกระทบกับถาดทองคำของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน มีเสียงดัง“ด้วยเสียงของถาดทองคำ”นั้น ซึ่งหมายถึงเสียงสุดวิเศษแห่ง“โลกุตรธรรม” อันไม่มีธรรมใดของศาสนาใดในเทฺวนิยมมีกันได้เลย กระนั้นก็ยังทำให้“พญานาค”รู้ได้ว่าเป็นเสียงของ“ถาดทองคำของพระพุทธเจ้า”ได้อย่างเดียวเท่านี้ เท่านั้น นอกนั้น“ไม่รู้”อย่างอื่นอะไรเลยสักนิดทั้งสิ้นทั้งนั้น พ่อครูว่า...หากเขามี ปรโตโฆษะ เทชาออกจากถ้วยบ้าง ก็จะได้ แต่ถ้าไม่เปิดจิตรับ ไม่มีทางหรอกอย่างไรอย่างไรก็ไม่เข้า ให้อาตมาเก่งแสนเก่งอย่างไรก็รับไม่เข้าเพราะว่าเขาไม่เปิดและเราก็ไม่ได้ไปบังคับ ไม่ได้ไปบุกรุกอะไรเขา มันเป็นอิสระเสรีภาพสุดยอด เริ่มตั้งแต่คำว่า “กาย”ก็“มิจฉาทิฏฐิ”สนิทแล้ว ความเป็น“สัก”จึงไม่รู้ว่า“มันพิการ”ไปแล้วอย่างไร? หนักหนาสาหัสปานไหน? จึงเป็น“พญานาค”เต็มสภาพ ตั้งแต่“ทิฏฐิ”ข้อที่ 1 ก็“มิจฉาทิฏฐิ”กันบริบูรณ์ “หลับไม่รู้คู้ไม่เห็น” แม้จะมี“คนผู้สาธยาย“โลกุตรธรรม”ของพระพุทธเจ้าคอแตกปานใด “พญานาค”ก็ยังคง“หลับไม่รู้คู้ไม่เห็น”อะไรทั้งนั้น มืดบอด สนิทกันอยู่ใต้ก้นบึ้งมหาสมุทรลึกสุดนั้นตลอดกาล “ไม่รู้สึกรู้สาอะไรสักนิ๊ด”ขึ้นมาเลย ราวกับก้อนหินก้อนดินก็ไม่ปาน ล่วงเลยยุคกึ่งพุทธกาล(2500 ปี)ไปแล้ว โลกจะไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแน่นอน มีก็แต่“พระโพธิสัตว์” หรือ “สัตตบุรุษ”เท่านั้นผู้มาทำหน้าที่สืบทอด“พุทธธรรม”ที่เป็น “โลกุตรธรรม”ของพระพุทธเจ้าตามหน้าที่อย่างสำคัญ แม้พระโพธิสัตว์หรือสัตตบุรุษ เกิดขึ้นมาในโลกทำหน้าที่สืบสาน“โลกุตระ”ของพระพุทธเจ้า “พญานาค”เขาก็ไม่รู้สึกรู้สาใดๆเลย แม้จะปลุก จะกระทุ้งกระแทกด้วยปากหอก (มุขสัตตี) จะแทงด้วยหอก 100 เล่ม เช้า-กลางวัน-เย็น จนหอกหักหมดเกลี้ยง “พญานาค”ก็ไม่รู้สึกตัวกันขึ้นมาได้ พ่อครูว่า...หากว่าไม่หมดยุคของพระพุทธเจ้าองค์นั้นแล้วจะไม่มีพระพุทธเจ้าอื่นมาอุบัติเกิด จะมีแต่พระโพธิสัตว์ใหญ่น้อยมาช่วยกันสืบสานศาสนา ในยุคนี้ก็มีอาตมากับในหลวง แล้วก็มี พระโพธิสัตว์องค์เล็กลงน้อยอีก กว่าจะไปถึง 2500 ปี นี่ อาตมาก็ว่า ยังไม่น่าไว้ใจเลย จะตายวันตายพรุ่งแล้ว แล้วมาเกิดใหม่อีกมันจะไปรอดถึง 5000 ปีไหมนี่ คุณว่าจะถึงไหม อาตมาก็ไม่ต้องเกิดมาอีกซิ หากว่ามันจะถึง ตายชาตินี้ก็ไม่ต้องเกิดอีกเพราะว่ามันถึง ไปได้อีก 2500 ปี สู่แดนธรรม... พ่อท่านเคยกว่า ต้องมั่นใจถึง 80% จึงจะมั่นใจได้ พ่อครูว่า... อาตมายังไม่ไว้ใจว่า ศาสนาพุทธนี้ ของพระพุทธเจ้าสมณโคดม จะไม่ถึง 5,000 ปี มันจะไม่ต่อ ถ้ามันไม่ต่อไปอาตมาผิดนะ อาตมารับปากพระพุทธเจ้ามาเลยว่าจะต้องมาเป็นผู้รับผิดชอบ ที่จะต้องทำหน้าที่ต่อศาสนาพุทธให้ไปถึง 5,000 ปี พูดแล้วคนไม่ศรัทธาเลื่อมใสก็หมั่นไส้ ขออภัยอย่าเพิ่งอาเจียนเป็นโลหิตร้อนออกจากปาก เป็นสัจจะความจริงที่อาตมาพูด แต่คนเข้าใจไม่ได้ก็น่าอาเจียน น่าเห็นใจคนที่เขาไม่เชื่อถือ น่าสงสาร แต่อาตมาก็พูดสำหรับคนที่เข้าใจเราชัดเจน ว่ามันมีลักษณะอย่างนี้ในโลก มันไม่ใช่เป็นเรื่องเปล่าดายไม่ใช่เรื่องไม่มีของจริง แต่มันมีของจริง ศาสนาโลกุตระเป็นของจริงอยู่ในประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศหนึ่งในโลก ยังไม่มีประเทศอื่นใดจะมีโลกุตรธรรมเท่าของไทย มีธรรมิกราชมาช่วยกัน สถาปนาลงไป ซึ่งเป็นเรื่องของจริงแล้วก็ยืนยัน แล้วมันเป็นจริงไหมล่ะ มาพิสูจน์สิ เอหิปัสสิโก อกาลิโก โอปะนะยิโก แล้วตรวจสอบมีพระไตรปิฎกเป็นหลักฐานอ้างอิง มีวรรณะ 9 จริงมีสาราณียธรรม 6 อยู่กันอย่างสบายมี สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา แม้ พระโพธิสัตว์หรือสัตบุรุษเกิดมาในโลกมาทำหน้าที่ สืบสานธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้า เหมือนอาตมานี่ทำมาประมาณ 50 ปีแล้ว ประกาศยังไม่มี มังกุ ไม่มีก็เก้อเขินไม่มีอะไรแฝง แต่พวกพญานาค พญาครุฑ ไม่มีการรู้สึกรู้สาเลย อาตมาฟังไปแล้วเขาก็เบื่อฟัง เพราะเขายังยึดถืออย่างที่เขายึดถือ เพราะฉะนั้นพวกที่ไม่เอาแล้วก็ต้องปล่อยเขาไปตามที่ชอบที่ชอบ ไปที่ชอบที่ชอบ เพราะเขาไม่เอาอย่างนี้เขาชอบอย่างนั้นก็ต้องปล่อย แต่คนที่ยังรู้สึกว่ามีอะไรน่าศึกษาน่าได้น่ารู้อยู่นะ คนนี้ก็จะได้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ถามตัวเองสิ คุณรู้ ขออภัย คุณรู้เท่าอาตมารู้ไหมคุณถามตัวเองสิ แล้วอาตมารู้นี่เถียงได้หรือไม่ แย้งได้หรือไม่ ถ้าอยากได้ก็มาแย้งดูกัน อาตมาก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าเขาจะแย้งว่าอย่างไรจะได้รู้ทิฏฐิ ของเขาบ้าง ก็จะได้สาธยายวิเคราะห์วิจัยกัน ว่าทิฏฐิของคุณกับของเรามันอย่างไร ถ้าเมื่อวิจัยกันเสร็จแล้ว ต่างคนต่างพูดกันไม่รู้เรื่อง ลงกันไม่ได้เลย ก็จบด้วยนานาสังวาส ทิฏฐิของเธอนั้นก็เป็นอย่างหนึ่งและ ทิฏฐิของเราก็เป็นอีกอย่างหนึ่งแล้ว ก็จงดำเนินไปตามที่คุณเห็นของคุณ ที่เราเห็นของเรา ไม่ต้องตีกันไม่ต้องทะเลาะกัน แต่จะสามารถว่ากันได้ ปฏิกโกสนา ว่าของคุณยังผิดอย่างนู้นอย่างนี้ ของเราผิดอย่างนั้นอย่างนี้ เต็มที่เลย มุขสตี ปากหอก ปฏิกโกสนา แต่อย่าไปฟ้องร้องอย่าไปทำร้ายกันเบียดเบียนกันเกินกว่านี้ นี่คือขีดของนานาสังวาสชัดเจน อาตมาถูกเถรสมาคมฟ้องร้องคือท่านทำผิดหมดทุกอย่างเลย ไม่ได้รู้เรื่องเลย เอาธรรมยุติกนิกายและมหายุทธมารวมกันตีอาตมา ซึ่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive