590406_ทวช.ปลุกเสกฯครั้งที่ ๔๐ บ้านราช เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ ตอน๓.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข3 ธันวาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

590406 ทวช.ปลุกเสกฯครั้งที่ 40 บ้านราช เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ ตอน3

สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ ตอน 3 พ่อครูว่า...วัน นี้วันพุธที่ 6 เมษายน 2559 ที่บวรราชธานีอโศก...คนที่เห็นสาระเป็นสาระก็เป็นความจริง คนที่เห็นว่าเอาเวลาไปแย่งโลกธรรมก็เป็นของเขา ส่วนคนที่เห็นว่าสาระของชีวิตคืออะไร เกิดมาได้รูปนามขันธ์ 5 แล้วเราจะใช้เวลาทุนรอนแรงงาน ทุนรอนทั้งความรู้ความสามารถติดตัวและวัตถุอื่นประกอบ เอามาใช้ร่วมกันกับเวลาและแรงงาน คนในประเทศไทยกว่าเจ็ดสิบล้านคน ที่เข้าใจเวลาทุนรอนแรงงานก็เอาไปใช้ล่าโลกธรรม ล่ากาม ล่าอัตตาไป พูดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ แม้ฟังพอเข้าใจมีปฏิภาณรู้ภาษาเข้าใจความหมาย ฟังแล้วเข้าใจ แต่ชีวิตก็ต้องเอาเวลาทุนรอนแรงงานไปกับทางโน้นแม้จะรู้ดี อาจจะพูดว่าดีแต่ไม่มาหรอก พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นพวกกิจมากธุระมาก คนในไทย 95 เปอร์เซ็นต์เป็นชาวพุทธ แต่ที่จะเห็นว่าธรรมะเป็นสาระนั้นน้อยเท่าไหร่ อาตมาทำงานมา 46 ปีไม่เชื่อฝีมือตนเองว่าจะมีคนสนใจรับเอาสาระเอาธรรมะที่อาตมาพูดทุกวันทุกวันจนกระทั่งเช่าดาวเทียมมาออกโทรทัศน์พูดเข้าไปทุกซอกทุกมุม กระจายไปถึงต่างประเทศด้วย จะมีคนฟังแต่ละครั้งแต่ละครั้งนี้เช็คได้อย่างไร แต่โทรทัศน์ของที่โลกๆ เขามีคนดูเป็นร้อยๆ ล้าน เทียบไม่ติดเลย ไม่ได้พูดอย่างน้อยใจแต่พูดโดยสัจจะ คนที่จะไปหาธรรมะไปเอาธรรมะนั้น ส่วนใหญ่ก็ไปเอาเดรัจฉานวิชา ไปหาวัดไปหานักบวชแล้ววัดไหนท่านองค์ไหนจะทำให้เขารวยในลาภ ให้เขาเจริญในยศศักดิ์ ได้สรรเสริญ ดีไม่ดีก็ทำเสน่ห์ยาแฝด ทำวิธีการใช้ไสยศาสตร์เดรัจฉานวิชาเพื่อให้บริบูรณ์ด้วยกาม ส่วนนักปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่มีแต่จะไปแสวงหาอัตตา แม้แต่ศาสนาพุทธก็ไปเป็นเทวนิยมสะสมอัตตา ศรัทธาเลื่อมใสในอาตมันในปรมาตมัน แล้วก็ทำตน

อ่านต่อ

เองให้เป็นอาตมันไปอยู่กับปรมาตมันสั่งสมอัตตา แต่ยังดีที่เขาจะต้องทำให้สุจริต ให้เป็นอาตมันที่ดี ให้เป็นกัลยาณธรรม ก็ยังดีเป็นการสะสมกุศล แต่จะไม่รู้จักบุญรู้จักบาป ไม่รู้จักว่าในอัตตานี้เราสะสมจิตสะสมอัตตาที่เป็นอกุศล เขาไม่รู้จักอัตตา 3 อย่างที่ศาสนาพุทธเข้าใจ แม้แต่ศาสนาพุทธเองทุกวันนี้ก็ไม่ได้รู้จักแล้ว ไม่ได้เรียนกันแล้ว ทั้งๆ ที่พระไตรปิฎกเล่ม 9 ตั้งแต่พระสูตรแรกเลย พรหมชาลสูตรพระพุทธเจ้าก็ตรัสเรื่องอัตตาและโลก ตรัสถึงสิ่งเหล่านี้ในคนทั้งหลาย ที่เขาเห็นกันว่าโลกก็ดี อัตตาก็ดี เที่ยงบ้างไม่เที่ยงบ้าง มีรูปบ้างไม่มีรูปบ้าง มีรูปก็ไม่ใช่ ไม่มีรูปก็ไม่ใช่ เขาก็แย้งก็เถียงกันเป็นปัญหาโลกแตก แย้งกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรในเรื่องของศาสนา โดยเฉพาะในศาสนาพุทธนั้นเขาแย้งกันจริงๆ เพราะต่างคนต่างไม่เข้าใจ อย่างที่อาตมากับกระแสหลักก็แย้งกัน จนกระทั่งไปเข้าใจ สัพเพ ธัมมา นาลัง อนัตตา ทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน เขาก็เลยไม่ไปยุ่งกับมันมากบอกว่าไม่ใช่ตัวตน แต่จริงๆ แล้ว คุณนั่นแหละเต็มไปด้วยตัวตน จริงที่อรหันต์หมดอัตตาแล้ว หมด โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ผู้ไม่เรียนรู้ในอัตตา 3 ตามลำดับจะยิ่งซับซ้อนทับถมอัตตาไปเรื่อยๆ เหมือนทางสายธรรมกายที่ซับซ้อนเป็นสายสว่างและปรุงแต่งจัดจ้าน ปรุงแต่งสร้างวิมานเป็นอัตตาฟรุ้งฟริ้งยิ่งกว่ากระเทยปรุงแต่ง เวทีของธรรมกายยิ่งกว่าเวทีของพวกทิฟฟานี่ จัดจ้านอลังการมหาศาลกว่านางวิสาขาแต่งตัวมหาลัดดาปราสาท กำลังตำหนิเขาว่าหลงงมงาย แล้วหลงว่าคนที่แต่งตัวนี้คัดมา มีวิธีการซับซ้อนให้เห็นว่ามีค่า ในแดนวิมาน แดนสุขาวดี มาปั้นเป็นรูปนอกด้วยโอฬาริกอัตตา ไม่ใช่แค่ในไทยนะ ในต่างประเทศก็ไปหลอกเขาด้วย เป็นแดนมหาอบายมุขซับซ้อน ครอบงำสงฆ์ไทยเกือบหมด ไม่แปลกใจที่จะพาพวกเรารู้จักสาระสัจธรรมได้แค่นี้ ไม่แปลก เพราะถึงยุคสมัยของมันแล้ว แต่อาตมาก็ไม่ต้องเขียนป้ายว่าโพธิรักษ์สู้ๆ หรอก อาตมาสู้ยังไม่ขาดใจนะ วันนี้จะอธิ บายนามรูป ในธรรมพุทธสุดลึก นามรูป 33 มีนาม 5 รูป 28 นามคือตัวเข้าไปรู้ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ เกิดเพราะวิญญาณ(ความรับรู้) เป็นปัจจัยหรือเหตุ ผู้มีญาณปัญญาสามารถอ่านสภาวธรรมในเราเอง สัมผัสเองในเราเอง มันมีมโนวิญญัติ เคลื่อนไหวในจิตเราอย่างลหุ มุทุตา กัมมัญญตา ในใจเรานี่ มันเคลื่อนในกายวิญญัติ วจีวิญญัติก็รู้อาการไหวได้ มันเคลื่อนไม่อยู่นิ่ง ก็รู้ได้ พอเคลื่อนจะมีลิงค มีเพศที่ต่างกัน ถ้าไม่เคลื่อนก็แยกไม่ออก จะเป็นหนึ่งปลอมๆ แท้จริงเป็นธรรมะสองตลอดกาลนาน ธรรมะสองกับธรรมะหนึ่งอยู่ที่คนรู้ ถ้าคนไม่รู้จะเป็นธรรมชาติ แต่ถ้ารู้จะทำให้เป็นหนึ่ง สองนี่จะเป็นปฏิภาคทวีเท่าไหร่ก็ได้ ควบคุมไม่ได้ แต่โสดา สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์จะคุมได้ ใช้งานได้ตามลำดับ ตามประสงค์ ตัวผู้รู้คือสภาวะรู้ นาม เข้าไปสัมผัสกับรูป นามเป็นสิ่งไม่มีรูปร่าง ไม่รู้ได้ด้วยทวารนอก ตาหูจมูกลิ้นกาย แต่รู้ได้ด้วยใจ คำว่ากายมีความหมายคือทั้งใจและรูปนอก แต่โดยตัวมันเองนอกนั้นมันไม่รู้ แต่ถ้ามันเ ป็นนามมันรู้ แ ต่ถ้ามันเป็นรูปเฉยๆ มันไม่รู้ นามมี 5 (พระไตรปิฎก ล.16 ข.14) เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ อวิชชาคือโชเฟอร์ คือผู้ขับสังขาร ทั้งกายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร ตัวโชเฟอร์นี้เป็นตัวขับทั้งนั้น ในมนสิการต้องเริ่มรู้จักสังขาร อวิชชาทำให้เกิดสังขาร ถ้าใครอวิชชาก็มีกัปตันหรือโชเฟอร์ชื่ออวิชชา ขับกายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขารเราไปตลอด แล้วพลังงานที่พาวิ่งจริงๆ คือวิญญาณ ก็ไปตามโชเฟอร์ไป พาเข้าหลุมดำ สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า พาลงนรกขึ้นสวรรค์ไม่รู้เรื่อง คนทั่วไปไม่รู้ก็อยู่กับ 3 เส้า อวิชชา สังขาร วิญญาณ มีอวิชชาเป็นคนขับพาไป ส่วนมากหลงนรกเป็นสวรรค์กันไป คนเริ่มมาเรียนรู้ก็จะเริ่มรู้นามรูปได้จากผัสสะ หากไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ที่จะเรียนรู้ด้วยอายตนะ 6 วิญญาณ 6 กระทบเป็นนามรูป มาเรียนรู้สุขทุกข์แบบอวิชชา จนมารู้ว่าผู้รู้บอกว่า สุขเป็นของเท็จ ทุกข์ต่างหากอาริยสัจ ส่วนสุขนั้นสุขขัลลิกะ คือเท็จ แต่ทุกข์คือสัจจะ สุขหลอกชั่วแวบ แต่แล้วไปจำสั่งสมในอนุสัย กลายเป็นการสั่งสมความเท็จ แต่ทุกข์จริง แต่ไม่รู้ว่ากว่าจะได้เสพสุขก็ทุกข์ทุกตัว พระอรหันต์จึงอุทานว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป แม้ร่างกายก็แตกแยกไป ต่อให้เอาอะไรมาเป็นของตน เพชรพลอยเงินทอง หอบไว้หมด เป็นของตนๆ จะอายุถึงสองร้อยปีไหมบิลเกตต์ แต่ก็ต้องมีการแย่งกัน มันไม่ได้เป็นของเรา ช่วงเวลาในโลกทรัพย์สมบัติวัตถุของเรา แต่จิตนั้นมีตัวกูของกูไปทั้งหมดเลย จำได้นะ ดีไม่ดีก่อนตายก็ว่าน่าจะเอายอดสมบัติมาดูก่อนว่ามีเท่าไหร่ แล้วก็จำไปว่านี่ของกูๆ ไม่รู้เรื่องเลยว่าจะต้องวางไม่ใช่ของกู แต่แบกไปตายไปแล้วก็มีกายอยู่ คือองค์ประชุมรูปนามนั้นไป ตายแล้วก็ยังมีกาย ฟังแล้วจะเข้าใจว่าการติดยึดเป็นของกู แม้ตายไปก็เอามาเป็นของกู แม้เป็นๆ ก็ยึดว่าเป็นของข้าใครอย่าแตะ ยึดไว้เป็นวิมาน ไม่รู้ตัว ตายไปแล้วไม่มีใครแย่งหรอก คนเดียวไปเดี่ยวๆ ถ้าจะระแวงก็คนเดียวเหมือนฝัน บางทีเป็นนิทานว่ามีใครแย่งไปเดือดร้อน คือนิทานนรกของตน ตายไปแล้วก็ยังทุกข์เช่นนั้น สารพัด เพราะไม่รู้ความจริงว่าไม่มีอะไรเป็นของเราหรอก เราเกิดมาอาศัยเพื่อทำประโยชน์แล้วไม่ต้องยึดเป็นของเราจะใช้ประโยชน์ได้มาก อย่างชาวอโศกนี่ไม่ได้ยึดเป็นของตัวตน จึงใช้ทำประโยชน์ได้มาก ชาวอโศกนี้มีทรัพย์สมบัติส่วนตัวน้อย แต่เป็นส่วนกลางที่หมุนเวียนสู่สังคมได้มาก เป็นเศรษฐศาสตร์ที่สุดยอด เป็นคนจนมหัศจรรย์ที่สุดว่าคนจนที่อุดมสมบูรณ์ ส่วนตัวทุกคนแห้งกรอบไม่มีของตัวของตน แต่สิ่งที่อาศัยอยู่ในส่วนกลางมีอุดมสมบูรณ์ ในอนาคตไม่ได้พยากรณ์แต่จะเป็นจริงว่า อโศกจะใหญ่กว่าธรรมกาย แผ่นดินจะมีมากกว่าธรรมกาย อะไรที่ก่อสร้างพระโพธิสัตว์บางองค์นี้สร้างถึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกหลายอันเลย นามคือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ห้าอย่างนี้ เป็นนามธรรม รูป คือสิ่งที่ถูกรู้หรือสภาวะที่นามเข้าไปรู้สิ่งนั้น รูปคือวัตถุภายนอกมีรูปร่างก็มี หรือว่ารูปเป็นจิตใจภายในก็มี มีทั้งที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างก็มี คือไม่มีร่าง จริงๆ คือไม่มีสรีระ แต่มีรูปที่ถูกรู้ได้ จะเรียกว่ารูปร่างก็ได้ ไม่มีรูปร่างคืออรูป คือรูป 24 มหาภูตรูป ปฐวีธาตุ(แข็งข้น) อาโปธาตุ(คือธาตุน้ำ) เป็นธาตุที่เริ่มก่อชีวะ เป็นต้นทางชีวะ เป็นตัวละเอียดมาก เช่น มันผนึกตัวเป็นชีวะระดับไวรัส นี่เป็น DNA เป็น acid คือธาตุน้ำที่ข้นแค่นมาก เหมือนปฐวีแต่เป็นอาโป Deoxy ribo nucleic acid ตัว Acid คือน้ำภาษาไทยเรียกว่าน้ำกรด เป็นความเข้มข้นมาก เป็น DNA ไวรัสอยู่เป็นล้านๆ ปีเหมือนกบจำศีล ไม่ได้ตายง่ายๆ นั่นเป็นรูปธรรม แต่นามธรรมนั้นนานกว่าไวรัส DNA อนุสัยของสัตว์โลกนานกว่านั้นไม่รู้กี่เท่า คืออาโปธาตุ แล้วละเอียดกว่าไวรัส ดูด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่นามที่เป็นอาโปนั้นเคลื่อนไหวอยู่แต่เล็กละเอียด อาโปนั้นเอิบอาบอยู่ แต่ก็อธิบายหยาบแล้วนะ มันจะมีลักษณะของโอโซนหรือ protoplasm มีกลิ่นอย่างโอโซน หนืดชื้นเหนียวเหมือน protoplasm ส่วนเตโชกับวาโยธาตุคือพลังงาน วาโยคือแรงเคลื่อน เตโตคือกระแส ถ้าเทียบเป็นไฟฟ้า พลังงานสองอย่างนี้แยกกันได้ แต่พลังงานสองอย่างนี้รวมตัวกันเรียกว่าไฟฟ้าทั้งวิ่งเร็วและฤทธิ์แรง ก็คือลมกับไฟ อุปาทายรูปอีก 24 เกิดเป็นอรูป เป็นนามธรรมละเอียดเข้าไป เราเรียนได้จากจิตนิยามที่จะมีพลังงานพวกนี้ครบ ตั้งแต่มีปสาทรูป หน่วยที่จะเกิด มีประสาทรับรู้อารมณ์ เป็นเหตุให้เกิดอารมณ์ ก็มี จักขายตนะ มีประสาทตาเชื่อมต่อกับสิ่งที่ถูกรู้ โสตายตนะ มีประสาทหูเชื่อมต่อกับสิ่งที่ถูกรู้ ฆานายตนะ มีประสาทจมูกเชื่อมต่อกับสิ่งที่ถูกรู้ ชิวหายตนะ มีประสาทลิ้นเชื่อมต่อกับสิ่งที่ถูกรู้ กายายตนะ ประสาทร่างนอกเชื่อมต่อกับสิ่งที่ถูกรู้ ทั้ง 32 ประการ คือกาย ภายนอก ตาหูจมูกลิ้นกับกาย ตั้งแต่ผิวที่อยู่นอก หนังนี่เข้าไปข้างใน ผมขนเล็บฟันหนัง หนังนี่ถ้าเป็นผิวแล้วไม่ใช่กาย จากหนังเข้าไปหาข้างในนี้มีอาการของจิตเข้าไปร่วมหมด เล็บพ้นคำว่าหนังออกมา ไม่ใช่กายแล้ว ต้องส่วนของเล็บที่ไม่พ้นหนังออกมามีกาย กายนี้พระพุทธเจ้าเรียกว่า จิต มโน วิญญาณ มูลกรรมฐาน แยกกายแยกจิต พวกเรานี่แหละได้เรียน แยกผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ว่าส่วนใดคือกาย ส่วนใดไม่ใช่กาย แยกให้คมแม่นชัดดีก็มีหวังเป็นอรหันต์ ผิวหนังนี่ไม่ใช่กาย เล็บ ผม ขน ฟัน ส่วนที่ปสาทรูปมันเข้าไม่ถึง ไม่ใช่กาย กรอฟันอย่างไรก็ไม่เจ็บ เล็บ ผม ขน เห็นได้ง่าย ผิวหนังกับหนังนี่ ในหนังเข้าไปข้างในคือจิตเจตสิกทำงานร่วมกันหมด ผมขนเล็บฟันหนังคือมหาภูตรูป 4 ดินน้ำไฟลม ผิวของหนังถึงผมขนเล็บฟันส่วนของปสาทรูป (นาม) มันเข้าไปร่วมด้วยไม่ได้ก็พ้นความเป็นกาย ไม่ใช่กาย วิทยาศาสตร์อธิบายนามธรรมไม่เชื่อมกับธาตุรู้ เขาไปหาอุตุนิยาม เข้าหาพีชนิยามจิตนิยามไม่ได้ ต้องมาเรียนธรรมะพระพุทธเจ้าจึงเชื่อมได้ เราจะรู้ในเราจนพระอรหันต์จะดูแลพีชนิยามของตนเองได้ พระอรหันต์ใช้พลังงานจิตนิยามเป็นปัญญาลึกซึ้ง ทำตนให้เป็นพีชะ มีเวทนาแต่ทำเวทนาให้เป็นปุริสภาวะ เป็นหนึ่งเดียวไม่ต้องปรุงแต่งกับอันอื่น คือพีชะ แล้วจะมีธาตุรู้ที่เป็นจิตนิยาม รู้ได้เก่งกว้างขวางลึกซึ้งเอามาใช้ในแบบพีชะ พีชะคือตัวกูของกูแต่ไม่ระรานอื่น พระอรหันต์มีแก่นแกนคือพีชะ แต่มีธาตุจิตนิยามทำเพื่อผู้อื่นหมด ผู้มีธาตุพีชนิยามต้องพึ่งตนเองได้ พลังงานระดับพีชนิยามจะพึ่งตนเอง ไม่พึ่งคนอื่น แต่เมื่อมาเป็นจิตนิยามจะมีสัมพันธ์กับมนุษย์ หรือกับพืชด้วยก็ได้ เช่น เราให้อาหารเงาะฟักทองก็ได้ผลผลิต แต่จริงๆ ไม่ช่วยมันมันก็ช่วยตัวเอง แต่มันไม่รู้หรอกว่าเราช่วยมัน มันไม่รู้จักบุญคุณเราหรอก มันมีแต่พลังงานตัวกูของกู ไม่เบียดเบียนใคร แต่ใครจะไปช่วยมันก็ไม่เป็นปัญหา หรือมันช่วยกันเองก็ได้ แต่จะเน้นว่าพลังงานในแบบพีชนิยาม เรามาศึกษาให้เรามีพลังงานพีชนิยามแต่ไม่ทิ้งส่วนเหลือที่เป็นจิตนิยาม แต่ให้มีคุณลักษณะของพีชะคือไม่เห็นแก่ตัว ตนเองสร้าง แต่ส่วนเหลือกระจัดกระจายสะพัดให้คนอื่นหมด สร้างสรรแล้วสะพัด ฝากชีวิตไว้กับส่วนกลาง ปรปฏิพัทธาเมชีวิกา ชีวิตอาตมาอยู่ในสถานะนั้นให้คนอื่นเลี้ยงไว้ กายายตนะเชื่อมทั้งนอกและใน กายคือจิต มโน วิญญาณ ส่วนข้างนอกเชื่อมได้กับอายตนะก็เป็นกายายตนะ เชื่อมไม่ได้ก็ไม่ใช่กาย โคจรรูป หรือวิสยรูปอีก 4 คือ รูปายตนะ รูปที่เชื่อมต่อกับธาตุรู้ สัททายตนะ เสียงที่เชื่อมต่อกับธาตุรู้ คันธายตนะ กลิ่นที่เชื่อมต่อกับธาตุรู้ รสายตนะ คือลิ้น รสที่เชื่อมต่อกับธาตุรู้ โผฏฐัพพายตนะ รูปก็เชื่อมต่อทั้งหมดคือกาย ที่จริงกายอยู่ภายในเยอะคืออาการ 32 ข้างนอกนี้ก็อาจเยอะถ้ามารวมกันได้ แต่ข้างในละเอียด เสียง กลิ่น ถ้าไม่มีนามมาโคจรรับรู้ด้วย ตาก็อยู่กับตา หูก็อยู่กับหู จมูกก็อยู่กับจมูก ลิ้นก็อยู่กับลิ้น ไม่มีอะไรโคจระ แม้สัมผัสแต่ธาตุรู้ไม่โคจรจากตา แม้แสงกระทบตา แต่ธาตุวิญญาณไม่ออกมาเลยทางตา ธาตุวิญญาณคุณปรุงแต่งภายในคิดอะไรอยู่ แต่ตามันแข็งๆ จิตเพ่งกับภพชาติภายในตน แต่ลูกกะตากับแสงก็เพ่งตรงกัน แต่ไม่รู้เรื่อง จมูกหากเราไม่เอาสติรู้ไปจับก็ไม่ได้กลิ่น ฟังอะไรไม่รู้ดูอะไรไม่รู้ ตอนไม่เอาโคจรไปร่วมไม่รู้ แต่พอเอามารับรู้ก็รู้เลย สรุปแล้วโคจระทำงานมา 4 แล้วจับกับนาม 5 ภาวรูป 2 คือภาวะของความเป็นหญิงกับความเป็นชาย แต่ละภาษาก็เรียกต่างกันไป บาลีเรียกว่าอิตถีกับปุริสสะ คือภาวะสอง ถ้าทำให้เป็นหนึ่ง ไม่มีสองเป็นเอกบุรุษ ปุริสสะ การมาศึกษาศาสนาพุทธคือศึกษาให้จิตเป็นหนึ่งให้ได้ จิตเป็นหนึ่งแบบพุทธที่ไม่สัมมาทิฏฐิจะสะกดจิตให้เป็นหนึ่ง สะกดจิตแล้วไม่รับรู้อะไร ปิดประตูรู้ คือวิธีสะกดจิต ตา หู จมูก ลิ้น กาย ปิด ไม่รับรู้คือสะกดจิตเป็นหนึ่งแบบไม่ใช่ศาสนาพุทธ จนกระทั่งโคจรดึงออกมาไม่ได้ จนเอาไฟเผาร่างก็ไม่รับรู้ อย่างภิกษุญวนเขาเอาไฟเผาก็นิ่งไม่ดิ้นเลย คือสะกดจิตไว้อย่างนิ่งภายในได้ สรุปคือภาวะสองจะมีกระแสกับแรงเคลื่อน ถ้าเริ่มเคลื่อนก็เป็นอิตถีภาวะ หากปรุงแต่งแล้วควบคุมไม่ได้ล่อกันเละเลย แต่ถ้าหยุดให้เหลือหนึ่งได้ เป็นปุริสภาวะ ศาสนาพุทธเรียนรู้รับรู้เท่าทันผัสสะ แล้วให้จิตรวมลงเป็นหนึ่งได้อย่างรู้ๆ ไม่เหมือนสะกดจิตเทวนิยม แต่พุทธเปิดทวาร รู้อบายภพ สามารถเป็นหนึ่งต่ออบายภพได้ อย่างพวกเราสัมผัสอบายธรรม อบายมุข เขามีเรื่องกาม สนุกสนาน เรื่องสวยงาม เสียงเพราะ รสชาติกายสัมผัสเสียดสี โอฬาริกอัตตาภายนอก พวกเราอยู่เหนือแล้วไม่ต้องหลับตาหนี แม้สัมผัสเดี๋ยวนี้ แต่ก่อนอ่อนแอกระทบแล้วสู้ไม่ได้ ถ้าไม่จัดมากแต่พวกเรานี่หลายคนสู้ไม่ได้ คือปัญญามันถึงขั้นรู้ว่านี่หยาบ คุณจะกระทบสัมผัสจะยิ่งรังเกียจ มันหยาบขนาดนี้หากเขาติดอยู่จะทนไม่ได้ เขาจะต้องเสพเสวยก่อน แต่คนหลุดพ้นแล้วจะเห็นว่าหยาบ คนหลุดพ้นแล้วจะคอยไปเหยียดหยามเขา แต่ตัวเราถ้าไม่มาเรียนรู้ก็เป็นอย่างเขา เราเรียนรู้หลุดพ้นแล้วก็สงสารเขามีจิตโพธิสัตว์ช่วยเขา อันไหนช่วยไม่ได้ก็ด่าต่อ ให้คนอื่นไม่ไปหลงตาม หทยรูป คำว่าหทย คือนามธรรม ไม่ใช่กาย แม้แต่อิตถีภาวะหรือปุริสภาวะคือนามธรรม ไม่ใช่แค่วัตถุ วัตถุรูปคือดินน้ำไฟลม แต่นี่มันเลยมาแล้ว เป็นธาตุวิญญาณแล้ว หทยรูป คือที่ๆ รวมของความจริงของความมี ซึ่งเป็นนามธรรม มันรวมตัวกันที่ไหนมีที่ไหน คุณสัมผัสรู้ได้จะรู้ว่าที่ไหน แต่คนไปเรียนปริยัติอภิธรรมก็ว่าอยู่ที่ห้องหัวใจ ส่วนธรรมกายบอกว่าอยู่เหนือสะดือสองนิ้ว เป็นลัทธิสว่างใสกลางกายเหนือสะดือสองนิ้ว เป็นอาจารย์ของหลวงพ่อสดคิดขึ้นมาก่อนแล้วตกทอดมาถึงทุกวันนี้ คือเขาให้มีที่เกาะ เป็นสถานที่ แต่แท้จริงนามธรรมไม่มีในสถานที่ แต่ตอนนี้มันมายึดคูหาสยังร่างแท่งนี้ไว้อาศัยจนกว่าจะตายทิ้งร่าง ตอนนี้ขอใช้ร่างนี้ก่อน หทยรูป จะเรียกว่าหทยวัตถุก็ได้ เป็นนามธรรม มีเรื่องราวถูกรู้ได้เมื่อกระทบสัมผัส ก็พยายามเอานามธรรมเข้าไปรับรู้ได้ คนไม่รู้ เช่น ไปเห็นเมียเห็นผัวเราไปกำลังวุ่นวายคนอื่น เราก็เจ็บปวดใจ แต่ไม่ได้ปวดที่หัวใจ มันปวดไปทั้งสมอง จริงๆ ที่สถานที่ที่จิตวิญญาณใช้คือสมอง โรงงานหัวใจคือที่สูบฉีดโลหิต แต่สถานที่ๆ จิตใจใช้เป็นอุปกรณ์คือสมอง สรุปคือหทยรูปไม่มีที่อยู่ แต่เมื่อกระทบสัมผัสแล้วเกิดรู้ได้นี่คือหทยรูป ชีวิตรูป 1 ต้องรู้จักอาการของชีวิต แม้ในธาตุจิตนิยามเราก็แยกได้ เราจะอ่านชีวิตินทรีย์ แล้วแยกแยะชีวะเป็นระดับพืช ระดับจิต แยกออกจากอุตุนิยามได้ เราจะเรียนรู้เข้าไปจนเมื่อในตัวเรามีอุตุ ดินน้ำไฟลมอากาศ แล้วมีธาตุรู้เข้าไปทำงาน เราทำเวทนาให้เป็นพีชะ มันรู้ความจริงตามความเป็นจริง แต่มันไม่มี อารมณ์ มันมีอารมณ์ที่ละเอียดมาก ไม่ผลักไม่ดูด ไม่รักไม่ชัง มันเหมือนพีชะ เวทนาตัวนี้ มันกำหนดรู้เท่านั้น สัญญาไม่ผลักไม่ดูด ไม่รักไม่ชัง ไม่ดูดเอาไว้ ไม่พยาบาท ก็มีพลังงานยึดของตนเท่านั้น แต่อย่าง DNA ที่ยึดตัวตนไว้นี่อยู่นานกว่าล้านๆ ปี ยึดตัวกูของกูไว้ ฉันเดียวกับไวรัสมันก็ยึดตัวมัน โคลนนิ่งขึ้นมาได้อีก อย่างเขากำลังโคลนนิ่งไดโนเสาร์ ผ่านมากี่ล้านปีแล้ว ทุกอย่างมาแต่เหตุ ชีวิตินทรีย์เรามาเรียนรู้พีชนิยามจิตนิยาม ทำจิตนิยามให้เป็นพีชนิยาม พีชนิยามมีตัวเราของเรา มีแต่ self ไม่มี ish ชีวิตรูปแล้วก็มาอาหารรูป เครื่องอาศัย มีสี่อย่าง แต่ท่านยกตัวอย่างมาแต่กวฬิงการาหารคือสิ่งค้ำจุนชีวิต แล้วเรียนรู้อาหาร 4 กิเลสกับอาหารมีเยอะ ปริเฉทรูป คือ ว่าง กำหนดตัดรอบ ตัดเขต จนว่าง เป็นอากาศธาตุ ต้องเรียนรู้ทีละกรอบ คุณจะมีกวฬิงการาหารก็กำหนดกรอบ ให้ไม่มีการปรุงแต่งด้วยกิเลส ให้รู้ว่าเป็นตามจริง ทั้งบริโภค อุปโภค ก็เรียนรู้ อย่างคอมพิวเตอร์นี่อย่าไปติดมันมาก ตอนนี้เหลืออันน้อยๆ วันๆ เคาะอยู่กับมันนี่แหละ คือสิ่งที่เขาหลอกกัน แล้วเป็นรสชาติสนุกสนานติดยึด อาตมาที่ไม่เล่นสิ่งเหล่านี้เลย ก็จะเป็นตัวอย่างว่า อาตมาไม่ได้เล่นสิ่งเหล่านี้อาตมายังไม่โง่เลย แต่คุณไปโง่กับมันแล้ว คุณมีเครื่องมือเหล่านี้คุณโง่หรือฉลาด มันทำให้คุณฉลาดหรือโง่ แต่อาตมามาพิสูจน์ว่า ถ้าไม่ใช้มัน หรือใช้งานแค่พอทำงานให้พวกคุณนี่แหละ แล้วอาตมาจะโง่หรือไง คุณต้องดูแลเป็นกรอบๆ จะมีระดับของ context หรือ content ถ้าเป็นนามธรรมก็เป็น concept หนึ่ง แล้วดูแลกรอบนั้นให้เป็นอากาศธาตุหรือความว่างให้ได้ แล้วในอากาศธาตุก็มีความเคลื่อนในนั้น เรียกว่าวิญญัติ 2 คือกายวิญญัติกับวจีวิญญัติ เป็นการเคลื่อนไหว ที่จริงแล้วมีมโนวิญญัติด้วย ท่านจะเอามโนวิญญัติไปไว้ไหน วิการรูป ก็คือแปรไปหมุนเวียนไป เคลื่อนตลอดเวลา เคลื่อนเบาสุดคือลหุตา คือแรงหรือเบา มุทุตาคือเร็ว หรือช้า คำว่ามุทุภูตะคือจิตมีประสิทธิภาพเร็ว ไว จิตหัวอ่อน ไม่ใช่อ่อนแอนะ มีประสิทธิภาพของจิต ผู้ที่มีความแคล่วคล่อง กายมุทุตา แปลว่า ความแคล่วคล่องของ เวทนา สัญญา สังขาร กัมมัญญา คือพลังงานลหุตา มุทุตานี่แหละทำกรรมการงาน ที่มีอัญญาคือธาตุรู้ที่สูงกว่าอวิชชา สูงกว่าธาตุรู้สามัญ สูงกว่าเฉกา สูงกว่าปัญญาหรือญาณ แต่ถ้าอัญญาณแปลว่าไม่รู้ แต่ถ้าอัญญานี่แปลว่ารู้ยิ่ง กายวิญญัติ วจีวิญญัตินี่อีกสอง ที่จริงวิญญัตินั้นอยู่ภายใน กายวิญญัติกับวจีวิญญัติคือนามทั้งนั้นแต่ออกมาร่วมกับภายนอกได้ แต่ต้องมีนามธรรมประกอบ ถ้าไม่มีนามไม่ใช่กาย ส่วนของเล็บไม่ใช่กาย การพิจารณากายสังขาร หากจะรวมข้างนอกด้วยก็ต้องรู้ข้างนอก แต่ว่าสังขาร 3 นี้คือภายในนะ กายสังขารหากพิจารณาแต่ภายนอกก็จะไม่ต่อเนื่องเข้ามาหาภายใน แต่ถ้าใครไปตัดออกจากกันนอกกับใน เช่น นั่งหลับตาทำแต่ภายใน อย่างเก่งทำอาสวะบางอย่างดับได้ ก็เป็นองค์ประชุมภายใน แต่พระพุทธเจ้าว่าจะเป็นอรหันต์ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อัชฌัตตัง อรูปสัญญี วิโมกข์ข้อ 1 รูปี รูปานิ ปัสสติ คือต้องมีธาตุรู้ไปรู้ด้วย อุปจยะคือการเกิดก่อตัว หากไม่สั่งสมต่อก็ไม่สันตติ คำว่าสั่งสมกับไม่สั่งสมนี่แหละลึกซึ้ง เมื่อมีผัสสะจะมีลักขณะ สสัมภาระ อารัมมนะ มีลักขณะหรือลักษณะ คือกำหนดนิมิตรู้ลักษณะว่ามีมันเกิด กับลักษณะไม่มี นี่คือตัวหลักสูงสุด ถ้าไม่มีก็ไม่มีอะไรพูด มันเป็นนามธรรมสูงสุด หากไม่มีก็ไม่ต้องพูดอะไร แต่ถ้ามันมีก็ต้องพูด แล้วถ้ามันมีต้องควบคุมได้ คืออมตบุคคล อรหันต์เป็นต้นไปควบคุมจิตได้ จะให้ต่อสันตติได้ แต่ถึงจะปรุงแต่งต่ออย่างไรสุดๆ แล้วมันก็อนิจจตาหรือชรตา คุณจะต่อทศนิยมหรือไม่ก็ได้ หรือจะตัดทิ้งไม่ทำอะไรมันก็จะค่อยเสื่อม ตัดก็ตัดไม่พิรี้พิไรก็สูญเลยไม่ต้อยติ่งปริเทวนาการเลย ประสิทธิภาพการตัดหรือต่อก็ยิ่งใหญ่ ผู้รู้ลักขณรูป จะปล่อยให้มันเกิดไม่ตัดก็ให้ชรตาไป ถ้าปล่อยวางว่าไม่ใช่เราของเรามันก็ไปตามยถากรรม ที่จริงซับซ้อนมาก หากเราอยู่ในสังคมนี่ดูดำดูดีก็ใจดำ เราควรใจดีกับเราคือตัดของเราเอง แต่กับคนอื่นนี่ไม่ดูดำดูดีนี่คือใจดำยิ่งกว่าถ่านเลย เพราะฉะนั้นข้างนอกเราไม่ตัดแต่ข้างในนี่เราตัด แต่เราต้องมาตัดข้างนอกก่อนแล้วมาตัดข้างใน จนบรรลุแล้วก็อนุโลมให้ข้างนอก ตามลำดับ อนุโลมอย่าอนุโลมหมดตัว จะหัวทิ่มบ่อนะ ต้องมั่นใจ แข็งแรงพออย่าประมาท คำว่าอรหันต์จะรู้การเผื่อพอของตนเอง จะไม่คะนองไม่ห้าวเกิน จะรู้ตัวว่าพลาดไปจะเสียตัวเอง คนลดโลกธรรมลดกามลดอัตตาก็จะช่วยคนอื่นตามควร แต่บางคนกลัวพลาดจะยืดหยุ่นให้คนอื่นน้อยไป แต่ก็ระวังไว้ก่อนดีกว่า แต่ประมาณให้พอดี ศาสนาพุทธต้องช่วยผู้อื่น เหมือนบังคับแต่ไม่ใช่ จะเห็นว่าคนอื่นน่าช่วยเหลือ พวกใจดำที่สุดคือพวกเชน กินน้อยใช้น้อยจริงๆ พวกเชนไม่มีพุงหรอก แห้งผอม ขอสรุปตรงนี้ว่า ให้รีบๆ มา อยู่ข้างนอกมีแต่ทับถมสะสม โลกมันยอดยัดเยียดหลอกล่อตอแหล คุณเก่งอย่างไรจะไปสู้อำนาจโลกเขา พระพุทธเจ้าว่าให้แทรกโอสถทิพย์เข้ารูขุมขน อย่าไปอยู่เลยสถานที่ไม่ควรอยู่ อาตมาจะได้เอามงคล 38 มาต่ออีกที พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เป็นลำดับว่า ไม่คบคนที่เป็นพาล อย่าไปยุ่งกับมันนัก ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ช่วยตนเองยังไม่ได้ คนพาลมันเก่ง ต้องมาอยู่กับบัณฑิต สัปปายะ 4 เรามีแล้ว มาคบหาบัณฑิต อย่าไปบูชาคนไม่ควรบูชานักเลย มาคบหาบัณฑิต และรู้คนควรเคารพบูชา ยกตัวอย่างว่า คนที่รู้ว่าโพธิรักษ์เป็นคนควรเคารพนั้นหาได้ยาก คนที่รู้สึกว่ามหาช่วงหรือธัมมชโยหรือสมเด็จเปรียญอื่นๆ เป็นคนควรเคารพนี่หาง่ายกว่า คนไปบูชาเคารพคนเก่งเอาเปรียบคนอื่นเป็นนายทุน จะไปบูชาคนเก่งอะไรก็แล้วแต่โลกีย์หรือเก่งในโลกียธรรมก็ตาม แต่คนจะรู้ควรบูชาคนมีโลกุตรธรรมยิ่งกว่านั้นยาก คนจะบูชาคนควรบูชาต้องมีปัญญายิ่ง สถานที่ควรอยู่ อโศกนี้ศรีไสววิไลตา อยู่หว่างกลางพนา กำลังสร้างภูเขาป่าไม้ โมเดลนี้จะสร้างเป็นรัตนราชธานี ในประเทศไทยมีราชธานีประเทศเดียวคือราชธานี อาตมาจึงย้ายมาอยู่ เหมาะสมจะสร้างรัตนราชธานี สร้างได้แค่เกาะ เราสร้างได้ยากหน่อยไม่ได้เรี่ยไร ….จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน