590407_ตอบปัญหาเพชรพุทธสุดยอดศิลป์ งานปลุกเสกฯ#๔๐.docx
เนื้อหาในไฟล์
590407 ตอบปัญหาเพชรพุทธสุดยอดศิลป์ งานปลุกเสกฯ#40
พ่อครูว่า ...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน 2559 ที่บวรราชธานีอโศกวันนี้เป็นวันตอบปัญหาเพชรพุทธสุดยอดศิลป์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลปินกับมงคล 38 อาตมาเองก็ยืนยันว่าตนเองเป็นศิลปิน เป็นผู้ใช้ศิลปะในการที่จะคัดเลือกคน งานที่อาตมาทำนี้เป็นงานที่ให้คนมาสัมผัสแล้วคนจะเลือกมาคบหรือไม่คบ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นมงคลอันอุดม คำว่ามงคลอันอุดมที่อยู่ในมงคลสูตร 38 นี้มงคลอันอุดมท่านไขความอยู่ในข้อที่ 8 ว่าเป็นศิลปะ (สิปปัง) ทุกข้อใน 38 ข้อนี้เป็นมงคลอันอุดมเป็นมงคลชั้นสูงด้วย ศิลปะนี่แหละคือมงคลอันอุดม ทุกข้อก็เป็นมงคลอันอุดมทั้งนั้น ทุกข้อนี้ศิลปินจะต้องรู้และศิลปินจะต้องทำให้เกิดมงคลทั้งหมดคือศิลปะ ศิลปินจะต้องทำให้คนไม่คบคนพาล ผลงานของอาตมาสามารถทำได้พอสมควร เพราะว่าไม่ง่ายจะให้มาคบแต่บัณฑิตจริงๆ เป็นบัณฑิตอย่างแท้เลย ไม่ใช่บัณฑิตที่เป็นแฝงปลอมสมมติเอา ไม่ใช่ บูชาคนที่ควรบูชา คนไม่น่าบูชาก็ไม่บูชา จัดสถานที่ให้เป็นสถานที่สัปปายะ 4 สถานที่เสนาสนะสัปปายะ บุคคลสัปปายะ อาหารสัปปายะ ธรรมะสัปปายะ ความเป็น บุพเพ จ กตปุญญตา คำว่าบุพเพคืออดีต กตปุญญตาก็คือบุญที่ทำไปแล้ว ความเป็นบุญที่ทำมาแล้วคืออะไร ก็คือคนที่จะสามารถลดกิเลสได้มาแล้วจะมาได้ในปัจจุบันนี้โดยมาคบกับศิลปินโพธิรักษ์ แล้วศิลปินโพธิรักษ์ทำให้คุณเกิดบุญสำเร็จแม้ในชาตินี้เลย หรือใครจะมีของชาติก่อน คนที่มีบารมีแต่ชาติก่อนจะรู้เลยว่าที่ไหนเป็นที่ควรอยู่ ปฏิรูปเทสวาสะ จะรู้ว่าที่ไหนมีบัณฑิตที่แท้จริงจะมาคบหาและอยู่ด้วย 1. คนที่มีมาก่อนแต่ชาติก่อน หรือ 2. โดยศิลปินโพธิรักษ์ทำให้เกิดบุญ แล้วก็มา อัตตสัมมาปณิธิคือการตั้งตนไว้ชอบ จนกระทั่งเกิดบรรลุเป็นพา
อ่านต่อ
หุสัจจะ โดยเฉพาะปรมัตถสัจจะ 7 ข้อนี้รวมเนื้อหาสาระครบแล้ว จากนั้นก็ซอย 7 ข้อนั้นเป็นเครื่องชี้บ่งความเป็นศิลปินแล้ว เริ่มต้นเข้ามาสู่กรอบ ให้รู้จักการศึกษาแล้วก็สอนกันไปเป็นวาจาสุภาษิต ตั้งแต่อยู่กับสังคม มีบิดามารดาก็เลี้ยงดูสงเคราะห์บุตรธิดาอย่างไรก็ใช้ศิลปะพัฒนาให้เจริญ คนที่มีศิลปะจะทำการงานอย่างดี ทำงานไม่คั่งค้าง (อนากุลา จ กัมมันตา) ศิลปินไม่ใช่ว่าต้องมีอารมณ์ถึงจะเขียนภาพได้จะทำงานได้ ไม่มีอารมณ์ไม่ทำงานอย่างนั้นคือการทำตามใจอัตตาตัวเอง ไม่ถูกกิเลสบังคับไม่ทำงาน จะเรียกว่าศิลปินได้อย่างไร เป็นแค่การบำเรออัตตาตัวเอง แม้จะมีคำสอนว่าให้ ญาติปริวัตตังปหายะ แต่ก็มีคำสอนให้สงเคราะห์ญาติ เราก็ช่วยโดยไม่ลำเอียง ยิ่งทำงานก็ยิ่งรู้จักงาน อนวัชชานิ กัมมานิ เป็นการงานอันไม่มีโทษ เป็นกำลัง 4 นักปฏิบัติธรรมต้องรู้จักทำกรรมการงานแล้วไม่ก่อกิเลส เป็นผู้ที่ไม่ประมาท มาสู่ความไม่ประมาทเป็นอันสุดท้ายของอุปกิเลส 16 เลยนะ ไม่ประมาทในอะไรทั้งปวงรู้สัมมาคารวะ คุรุกรณะ เคารพ อ่อนน้อมถ่อมตน และเป็นผู้เข้าสู่สันโดษ มีชีวิตด้วยการฟังธรรม ทางโลกนานๆ ทีฟังธรรม แต่ของพวกเรานี้ฟังประจำ ฟังธรรมทุกวัน วันละไม่รู้กี่เที่ยว
มาเข้าสู่การตอบปัญหาเพชรพุทธสุดยอดศิลป์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน จตุทิสาสังฆิกวิหารทานกับสุญญตาวิหาร _วิหารธรรมใดที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เมื่อมีชีวิตอยู่ พ่อครูว่า ...มีคนเคยถามจำได้ว่าตอบว่า ท่านใช้สุญญตาวิหารเป็นเครื่องอาศัยในชีวิต สังฆทานคือการทานโดยไม่กำหนดบุคคลไม่กำหนดของ มีอะไรที่ควรให้ควรทานก็สงเคราะห์ทานไป เราไม่ต้องมุ่งหมายเจาะจงเลย ต้องมีปัญญาควรรู้ว่าองค์ไหนควรได้รับของทาน สังฆทานได้อานิสงส์มากกว่า สูงกว่าเจาะจง แต่พระพุทธเจ้าว่าทานที่สูงกว่าคือ จตุทิสาสังฆิกวิหารทาน คือทำวิหารทานกับภิกษุทุกทิศเลย วิหารทานคือเครื่องอยู่อาศัย แล้วในนั้นมีประเด็นว่า ทานโดยไม่ลงทุนมาก แต่มีผลมาก ทำทานโดยเบี้ยน้อยหอยน้อย แต่ได้อานิสงส์มาก ทานอย่างไร ท่านก็บอกว่าทานแก่สงฆ์ทั่วไป จตุทิสาสัง ฆิกวิหารทานคือทานโดยไม่เจาะจงสงฆ์และไม่กำหนดบุคคล แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นของสงฆ์ผู้นั้นๆ เช่น ท่านขาดเข็มเย็บจีวร ท่านขาดอันนี้ เป็นเครื่องอยู่ของท่าน ได้อานิสงส์ยิ่งกว่าทานถวายพระพุทธเจ้า จะทานแก่สงฆ์รูปใดก็ได้ที่ท่านขาดแคลน แต่ไปตีกินว่าคือที่อยู่ สร้างวิหาร แต่แล้วขัดแย้งว่าลงทุนน้อย มันแพงกว่าไม่รู้กี่อย่างสร้างวิหารทีนึง สุญญตาวิหาร ไม่ใช่ที่อยู่นะ วิหารธรรมไม่ใช่ธรรมะที่สร้างเป็นหลังๆ แต่คือนามธรรม คือจิตว่างจากกิเลส เช่น หมดกิเลสอบาย ก็ว่างอยู่ตลอดเวลา พอเห็นมะระนี้ ตอนที่อาตมาเรียนหนังสือก็กินแกงจืดมะระเครื่องในไก่ แต่ก่อนก็กินจนหน้าจะเป็นมะระ แต่ตอนนี้จิตว่างแล้ว แต่ก่อนนี้เห็นมะระก็น้ำลายไหล ใส่เครื่องในไก่ แต่จิตตอนนี้ว่าง เป็นตถตา พระพุทธเจ้าก็ว่า เราว่างก็สบายก็อาศัยอันนี้
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน อานาปานสติสำคัญเพียงใด _อานาปานสติสำคัญเพียงใดต่อพระพุทธเจ้าและอรหันต์ พ่อครูว่า ...อานาคือลมหายใจเข้า อาปานะคือลมหายใจออก คนยังมีลมหายใจเข้าออกคือมีชีวิต ต้องมีสติมาศึกษา สติจึงเป็นตัวสำคัญมากถ้ายังไม่ตาย สติปัฏฐาน 4 จึงเป็นตัวหลัก แม้สติสัมโพชฌงค์ก็เป็นตัวหลัก แล้วต้องทำสติให้เกิดสัมมาทั้ง 7 องค์ เกิดสัมมาสมาธิ ตั้งแต่ทิฏฐิก็ต้องสัมมา แล้วก็ต้องพยายามทำสังกัปปะ วาจา กัมมันตะให้เกิดสัมมา สั่งสมผลเป็นสัมมาสมาธิ อานาปานสติไม่ใช่นั่งหลับตา แต่ที่พูดในพระไตรปิฎกว่านั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นก็มีอยู่อีกหลายสูตร แต่ยุคก่อนนั้นก็เหมือนยุคนี้ ที่เข้าใจว่า อานาปานสติต้องไปนั่งหลับตาทำเอา แยกตัวไป แต่ว่าแท้จริงแล้วปฏิบัติอยู่ในเมืองลืมตาทุกลมหายใจเข้าออก สามารถเห็นอนิจจัง มีอนุปัสสี 4 เริ่มต้น โพธิปักขิยธรรม 37 คือโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า เริ่มต้นทำมูลกรรมฐาน คือผม ขน เล็บ ฟัน หนัง คือให้เรียนรู้กาย นี่คือบทที่หนึ่ง ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาทำไม่กระดุกกระดิก แต่ต้องมีองค์รวมนอกใน ให้เกิดศีลสมาธิ ปัญญา ให้เกิดผลทุกขณะ ตามเห็นความไม่เที่ยงตั้งแต่เป็นวัตถุ ถึงกิริยาอาการ เห็นความไม่เที่ยง จนเห็นจิตในจิต เห็นกิเลสไม่เที่ยง เกิดปัญญาญาณ กิเลสมันเป็นนามธรรมมันไม่เที่ยง โดยเฉพาะไม่เที่ยงโดยสามารถ เราตีมันไม่แตก เห็นความไม่เที่ยงคืออนิจจานุปัสสี มีวิราคานุปัสสีก็คือกิเลสลด จนดับหมดเป็นนิโรธานุปัสสี แล้วทำซ้ำทำทวน เป็นปฏินิสสัคคานุปัสสี ทำซ้ำทำทวนไม่ให้มีสวรรค์เลย ก็รักษาผล อนุรักขณาปธาน โดยทำสมาธิลืมตา อย่างอานาปานสติ ทุกวันนี้เขาไปทำแบบนั่งหลับตา มันโน้มไปทางนั่งหลับตาทำหมดเลย แต่ความจริงอานาปานสติคือมีสติปฏิบัติธรรมทุกลมหายใจเข้าออก หรือทำให้เกิดสติสัมโพชฌงค์ มูลกรรมฐานเขาให้ท่องกันด้วย แต่ก็พิจารณาอะไร? อย่างไร? ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน ก็ไม่ชัดเจน
_วิธีเจริญสติที่พระพุทธเจ้ายกย่องคือ? อาตมา ว่า ...อานาปานสติกับสติปัฏฐาน 4 นี่แหละ ถ้าไม่ปฏิบัติอานาปานสติจะไม่มีวิมุติ ต้องทำอย่างสัมมาด้วยนะ ไม่ใช่นั่งหลับตา ไปหามาดูสิว่าท่านตรัสไว้มีคำว่าหลับตาอยู่ไหมในอานาปานสติ
_พระพุทธเจ้าตรัสโดยนัยไหมว่า พระพุทธเจ้าให้ภิกษุนั่งสมาธิสลับกับเดินจงกรม ตั้งแต่ยามไหนถึงยามไหน? อาตมา ว่า ...ต้องเดินอย่างนักปฏิบัติธรรม เท่านั้นเอง
_มีสติระลึกรู้อายตนะทางลิ้นมีสติไม่เกิดกิเลสเมื่อกินอาหารใครจะรู้ได้ อาตมา ว่า ..ต้องระลึกรู้เองของตนเอง รู้ให้กันไม่ได้
_สมณะเคร่งทางศีลกับปัญญา ส่วนทางคึกฤทธิ์เจริญอานาปานสติได้ หายใจเข้าสั้นก็รู้ว่าสั้น หายใจยาวก็รู้ว่ายาว ผู้เจริญอานาปานสติอย่างเดียวจะบรรลุอรหันต์ได้ไหม อาตมา ว่า….ต้องสัมมาทิฏฐิปฏิบัติอานาปานสติ อานาปานสติต้องปฏิบัติสติปัฏฐาน 4
_ถ้าผสมส่วนเช่นนี้ ศิลปินโลกุตระ +งานโลกุตระ +จิตโลกุตระ= โลกุตระ มงคลอันอุดม ศิลปินโลกุตระ +งานโลกุตระ +จิตโลกีย์=อาจเรียนรู้และพัฒนาได้ ศิลปินเก๊โลกีย์ +งานโลกีย์ +จิตโลกีย์=โลกีย์ทวีคูณ ศิลปินเก๊โลกีย์ +งานโลกีย์ +จิตโลกุตระ =เห็นความจริงได้ อาตมา ว่า...ถูกแล้ว
_จากประสบการณ์ของผมว่า...หนึ่งหลายครั้งผมก็เลือกศิลปะแบบโลกๆ ฟังเพลงชู้ทางใจ ขณะนั้นเป็นโอกาสเรียนรู้ของผมว่าใช้ได้ครับ เพราะทำให้รู้ความเคลื่อนไปของโลก เนื้อหาโลกีย์ทำให้ผมเห็นใจคนโลกเก่าที่ไม่รู้อวิชชา หลายครั้งที่ผมฟังเพลงแล้วเห็นความชอบ ชัง เพลิดเพลิน ชอบมากขึ้น จนสุดท้ายผมเองชัดเจนว่า แม้เนื้อหาโลกีย์จัดจ้านเพียงใดก็ไม่มีกำลังมอมเมาให้ผมเข้าคอกกับดักได้อีก เพราะผมเห็นว่าไม่ใช่ทาง อาตมา ว่า...ใช้ได้แต่อย่าห้าว อย่าประมาทถลำตัวไปคลุกโลกีย์มากไป แต่ถ้าคุณบรรลุธรรมจริง จะสัมผัสแล้วจะรู้ว่าไม่น่าฟัง ก็จะไม่เสียเวลาไปดูอีก แต่คนที่จะต้องใช้แตะต้องสัมผัส และสามารถสู้มันได้เป็นองค์ประกอบปฏิบัติก็ถูก ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยจะเห็นของจริงปัจจุบัน จนจิตมีกำลัง เป็นกำลังปัญญา จะเป็นไฟล้างกิเลส ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน อยากเข้าวัดแต่คู่สมรสไม่อยาก
_หญิงชายคู่สมรส คนหนึ่งอยากเข้าวัด อีกคนไม่อยากเข้า ลูกๆ ก็พึ่งตนเองได้ ควรทำอย่างไรดีครับ พ่อครูว่า...นี่แหละเวร จำเป็นเหลือเกินที่คุณจะอนุโลมปฏิโลม คุณแสดงออกเอาจริงในการปฏิบัติ ค่อยอนุโลม แม้เราเห็นว่าไม่อยากอนุโลมให้เขาก็จำเป็น เพราะว่ามันจำเป็น แล้วคุณก็ปฏิบัติตัวคุณให้แข็งแรง แล้วใครก็จำนนต่อความจริง คุณก็แสดงความเห็นใจเขาเหมือนกัน เขาก็เห็นใจเรา ถ้าทำอย่างนิ่มนวลสุภาพจริงใจ อนุโลมเขาบ้างเราบ้างไปเรื่อยๆ สุดท้ายเขาจะแพ้ความจริง ยกตัวอย่างประเด็นสำคัญว่า เราไม่อยากร่วมมือกับเขาในความสุขใดก็แล้วแต่ เราก็ต้องฝืนนะ เขาก็จะรู้ การที่เราอนุโลมเราฝืน เขาได้เปรียบเขาชอบใจ เขาก็ทำมาให้กิน เราก็ต้องกิน ดีไม่ดีแกงเนื้อสัตว์มา เราก็ต้องฝืน เขี่ยให้เห็นบ้าง เราไม่รุนแรงดุเดือด นานเข้า คนอยู่ด้วยกันจะรู้สึกได้ สิ่งละเอียด เขาจะรู้ได้ สุดท้ายอาจช่วยเขาได้ด้วย
สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน วิญญัติรูป 2 และ วิการรูป 5
_ความแตกต่างและความเหมือนของวิญญัติรูปและวิการรูป พ่อครูว่า...วิการรูปมี 5 มีลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา กายวิญญัติ วจีวิญญัติ อาการเคลื่อนไหวเรียกว่าวิญญัติ อาการรวมทั้งหมดเรียกว่ากาย จะประชุมกันเท่าไหร่ต้องรู้ทำลหุตา เบาเข้าไว้ที่ประมาณมัตตัญญุตาให้เหมาะกับคน นัจจะ คีตะ วาทิตะ ต้องประมาณกายวิญญัติและวจีวิญญัติ ในวิการรูป ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตาก็เป็นงานที่มีวิปัสสนา หรือมีความรู้ยิ่ง แล้วทำวิสังขาร จะมีวิเศษก็คือผู้ที่ประมาณได้อย่างมีปัญญารู้สัดส่วน ในสัปปุริสธรรม วิญญัติรูปนั้นในวิญญัติต่างหากท่านก็ให้เรียนรู้ให้เข้าใจเพราะเป็นของหยาบ เป็นการปรุงแต่งออกไปข้างนอกแล้ว ส่วนวิการรูป พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ว่าต้องมี 5 เพราะเนื่องกันคือมีลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา คือการทำการงานอันเหมาะควร คือต้องทำวิญญัติบริบูรณ์เป็นการงานต้องประมาณให้ได้สัดส่วน มุทุตาคือจิตเรามุทุภูตธาตุ ผู้บรรลุแล้วมีองค์คุณอุเบกขา 5 คือ ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ต้องมีจิตประมาณให้ลหุตา มุทุตา ในการงานอันเหมาะควรประมาณให้ได้สัปปุริสธรรม ถ้าเป็นวิญญัติรูปนี้ต้องทำก่อน ทำสำเร็จจึงเอาไปอยู่ในวิการรูป ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา ส่วนกายวิญญัติ วจีวิญญัติก็ทำอย่างมุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต แล้วทำให้เกิดปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มุทุตาเป็นปุริสภาวะ ลหุตาเป็นอิตถีภาวะ
_กรุณาอธิบายเจตสิก พร้อมยกตัวอย่าง อาตมาว่า.. เวทนา สัญญา สังขารเป็นเจตสิกใหญ่ นอกนั้นอาการจิตทุกตัวเรียกว่าเจตสิก เป็นตัวแยกออกมาเรียกย่อยโดยจับอาการแต่ละลีลาอาการจิต เช่น แยกว่าเป็นเวทนา สัญญา สังขาร เวทนา เป็นอารมณ์เมื่อสัมผัสแล้วเกิดเวทนา เวทนาปรุงแต่งเสร็จเรียกสังขาร สังขารอวิชชาก็เป็นโลกีย์ แล้วแยกกิเลสให้ได้ ทำให้สุขหลอกหายไป สุขเป็นเท็จ แต่ทุกข์น่ะจริง ดับเหตุได้สุขทุกข์ก็หายไปเพราะตัวเดียวกัน สุขเป็นเหตุแห่งทุกข์
_ชีวิตคนเราเกิดมาได้อย่างไร แล้วสัตว์นรกมีขึ้นมาได้อย่างไร? อาตมา ว่า..พระพุทธเจ้าว่าคนเราเกิดมาด้วยอวิชชา และด้วยวิชชาก็มี แต่คนเราไม่หยุดเกิดได้ แต่ผู้หยุดเกิดได้ก็มี อรหันต์ขึ้นไปหยุดเกิดได้หรือจะเกิดอีกก็ได้ เกิดนี่หมายถึงให้ร่างกายเกิด ผู้มีจิตหมดกิเลสได้เที่ยงแท้แล้วจะเกิดอีกกี่ชาติก็ได้ จะสูญเมื่อไหร่ก็ได้ พวกเถรวาทมีอุจเฉททิฏฐิว่า อรหันต์ตายแล้วสูญ จึงไม่มีพระพุทธเจ้า
_ดิฉันมีหลานเรียนอยู่ แล้วมีคนบอกว่า หลานยืนคุยกับผู้ชาย ก็ใกล้ชิดเกินไป คนถ่ายคลิปมาให้ดู เห็นว่าไม่เหมาะ ก็เลยเรียกหลานมาสอน แต่คนอื่นก็มาเตือนว่า ควรปล่อยหลานเพราะไม่ได้เสียหายมาก อาตมาว่า ...ใครห้ามไม่ให้สอน เอาล่ะมันเกิดปัญหาถามมาก็ดีแล้ว ก็ควรดูแลกันอย่าประมาท ให้สติเตือนเด็ก จริงมันก็อนุโลม แต่ว่าของเราปฏิบัติธรรม ทางอโศกเราพยายามเข้มงวดกวดขันกัน ขนาดนั้นยังไม่วายมีเด็กผิดศีลจนถึงไล่ออก ผิดศีลข้อ 3 นี่แหละ ไม่ใช่ไม่มี แต่ขอยืนยันว่าดีกว่าข้างนอกหลายต่อ ขนาดนั้นก็ไม่วาย เกิดท้องก็มีต้องให้ออก แต่ตั้งมา 20 กว่าปีไม่กี่คนหรอก แต่ข้างนอกนี้มากมาย อย่าประมาท เคร่งไว้ก่อน จะอนุโลมต้องให้เหมาะควรไม่ประมาท เด็กยังไม่ประสีประสา
_เห็นญาติธรรมหญิงตัดผมสั้นเหมือนผู้ชายดูไม่ค่อยออกว่าหญิงหรือชาย อาตมา ว่า...ก็ดูให้ดีๆ ก็แล้วกัน
_เป้าหมายของนิสิตว.นบ.คืออรหันต์ใช่หรือไม่? อาตมาว่า ...ใช่
_นิสิตว.นบ.มีหน้าที่ศึกษาปริยัติจากพ่อครู สมณะ สม. แล้วนำไปปฏิบัติในฐานงาน ให้เกิดปฏิเวธ เกิดพลังในฐานะอุบาสก อุบาสิกาใช่หรือไม่ อาตมาว่า ..ใช่ เพราะพุทธบริษัทคือผู้บรรลุธรรม
_หลักสูตร ว.นบ.ต้องให้กระทรวงศึกษาธิการรับรองหรือไม่ อาตมาว่า ...ไม่ให้รับรองด้วย
_บางอย่างเราควรอนุโลมเขาบ้าง ค่อยๆ ขัดเกลากัน ไม่เช่นนั้นก็อยู่ด้วยกันไม่ได้
_ดิฉันใช้วิธีร้องเพลงให้หายมึนหัว ตายไปจะตกนรกปหาสะหรือไม่ อาตมาว่า ...ตกนรก อาการที่รื่นเริงชอบใจ ชื่นใจเป็นนรกปหาสะทั้งสิ้น คนที่ไม่เข้าใจอาการจิตก็บำเรอจิต สุขมากน้อยก็นรกทั้งนั้น ยิ่งไม่เข้าใจอีก ทุกวันนี้ไม่เข้าใจกัน ถามว่าชอบร้องเพลงแล้วใช้เพลงเป็นเครื่องบรรเทา ก็ใช้ได้พออนุโลมเป็นครั้งคราวก็ได้ หรือบางทีถือศีล 5 ก็ใช้บรรเทา แต่พอศีล 8 ก็ค่อยลด จนไม่ติดยึดอยู่เหนือมันได้ จนร้องแล้วไม่มีรส ก็พยายามร้อง