590409_ทวช.ปลุกเสกฯ#๔๐ บ้านราชฯ เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ ตอน๕.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข10 ธันวาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

590409 ทวช.ปลุกเสกฯ#40 บ้านราชฯ เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ ตอน5

สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ ตอน 5 พ่อครูว่า...วันนี้วันสุดท้ายของงานปลุกเสกฯพระแท้ๆของพุทธ แล้วนี่จะติดปีกบินนะ เป็นพระนี่เขาบินไปด้วย มีบาตรบริหารท้อง มีจีวรบริหารกาย ไปทิศาภาคใดก็บินไปได้ทุกทิศเหมือนนกปีกแข็ง วันนี้เสาร์ที่ 9 เมษายน 2559 ที่บวรราชธานีอโศกเป็นเลขกุศลเลขคี่ทั้งนั้นเลย ปีนี้เป็นปีที่บ้านราชฯปลูกแตงโม แตงไท ข้าวโพด ได้กินกันบ้างไหม นี่แหละบ้านราชฯ นี่เราจะพิสูจน์ว่าเป็นเศรษฐกิจที่โลกต้องการ อยู่กับอย่างอบอุ่น ไม่มีแย่งชิงรบราฆ่าฟันไม่ฟ้องร้องหรือโกงกัน เป็นเศรษฐกิจเช่นนั้น การเมืองก็อยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้ ใครขาดแคลนก็เกื้อกูลกัน เป็นเรื่องจิตวิญญาณ พุทธพจน์ 7 ทั้งนั้น ระลึกถึงกัน รักกัน แน่นอนผู้มีกามอยู่ก็มีบ้าง แต่ไม่จัดจ้านไม่เร่งร้อนปลุกเร้าเกินการณ์ แล้วมีสำนึกตัวรู้ว่าแม้มีกาม แต่ถ้าหมดกามได้เป็นมงคลยิ่งกว่า ก็พากเพียรไป มีความรักกัน เคารพกันอย่างมีปัญญา เคารพคนควรเคารพ เริ่มตั้งแต่เคารพตามวัย ความรู้ สามารถ ตามสมมุติ ก็รู้ว่าเราจำเป็นต้องเคารพ มีปัญญารู้ ไม่ขัดแย้งเลย มีน้ำใจเกื้อกูล แบ่งแจก เพราะจิตหมดอัตตา หมดอาตมัน ไม่เห็นแก่ตัวไม่ขี้เกียจ ขยันหมั่นเพียรสร้างสรร ไม่ทะเลาะวิวาท อบอุ่น เป็นเอกีภาวะแท้จริง เป็นเอกภาพแต่แตกต่างกันอย่างกลมกลืน เป็นสังคมที่โลกต้องการ คนต้องการ แสวงหากันทั้งนั้น ชาวอโศกมาเป็นรูปธรรมที่เห็นได้ยืนยันได้ เราพยายามจะยืนยันตามสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง ก็อยู่กันอย่างบริหารโดยไม่บริหาร ปกครองโดยไม่ต้องปกครอง รู้สิ่งควรทำก็ทำ ต้องทำก็ทำ ไม่ต้องมีใครสั่งการใคร มีปัญญาเพียงพอเฉลียวฉลาด เพราะฉลาดใ

อ่านต่อ

นการรู้เท่าทันตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รู้รูปนามมีตัว analysis เป็นธาตุจิตแววไว เข้าใจ sensible สามารถปรับใจได้ไว ปรับกาย วาจาได้ไวด้วย เป็นมุทุภูตธาตุแท้จริง จึงมีกัมมัญญตา ที่เหมาะสมเสมอ มีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 แม้แต่ด้านกสิกรรม วิศวกรรม สื่อสารสนเทศ ที่โลกเขาต้องใช้ เราก็ไม่ด้อยไปกว่าใคร แล้วไม่ทำเพื่อล่าลาภยศขูดรีดทำร้ายคนอื่น เราไม่ทำกรรมเราเป็นบาปเป็นภัย เรามาร่วมกันพยายามพิสูจน์สิ่งนี้ให้ได้ อีกสักประมาณ 40 วันจะถึงอโศกรำลึกที่สันติอโศก ถ้าพวกเราถือว่าเป็นมือปลูกชั้นเทพ มาวางแผนปลูกพืชผักที่บ้านราชฯ ที่บำรุงดินไว้ดีแล้ว ปลูกครั้งที่สอง ตอนนี้เราเหลือปลายหางแตงโม แตงกวา แตงไท เรารื้อแปลงนี้เสร็จต่อเลย ทุกที่เขาแห้งแล้งหมดแล้ว แต่ของเราไม่มีคำว่าแห้งแล้ง แต่ขยันหน่อยเดียว ยิ่งมารวมกันก็ยิ่งเบาแรง ความสามัคคีพร้อมเพรียงกัน พระพุทธเจ้าว่าทุกอย่างสำเร็จหมด เราจะมีพืชพันธ์ุธัญญาหารไปฉลองกันที่สันติอโศก อ.เป็นต้น รู้สึกว่าจะ appreciate มากไปหน่อยนะแต่งทั้งร้อยแก้วร้อยกรองมา และมีของอโศกสัมปวังโกด้วย

รุ่งอรุณรัตนราชธานี…. ชีวิตนี้ไม่มีอะไรๆ อยู่ไปๆ ก็ตายเหมือนกันหมด แล้วเราจะอาอะไรกันเล่า รู้ทั้งรู้ว่าไปมือเปล่า ความจนนี้ยิ่งใหญ่สักปานใด พระบรมศาสดาทรงเป็นคนจนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาลนี้ หวังว่าท่านคงจะมาจนด้วยกันที่นี่ จริงใจไมตรี อาจารย์เป็นต้น นาประโคน

อโศกสัมปวังโกบอกว่าปฏิบัติวิปัสสนาอาศัย กาย คำว่า กาย ถ้าไม่เข้าใจแต่ต้น จบเห่ กาย เอาพจนานุกรมบาลีมาเปิดอ่านเลย จะได้เข้าใจชัดๆ กาย แปลว่ากอง ฝูง หมู่ ประชุมกัน กายเป็นนามธรรม หมายถึงหมวดแห่งเจตสิกธรรม คือเวทนาสัญญาและสังขาร ยิ่งพระพุทธเจ้าว่า กายนี่เราเรียกว่าจิตบ้างมโนบ้างวิญญาณบ้าง กายกรรม พอพูดแล้วคนไทยก็ว่าคือภายนอก มือไม้ร่างนอก แต่ที่จริงไม่ใช่ ในพจนานุกรมฉบับนี้บอกว่าคือ การออกกำลังกาย แต่อาตมาเห็นว่ากายกรรมคือการกระทำของรูปกับนามคือเจตสิก 3 คือเวทนา สัญญา สังขาร หรือคือรูปกับนามนั่นเองก็ยิ่งชัด กายกัมมัญญตา คือความคล่องแห่งกาย ความเป็นของควรแห่งการงานของกองเวทนา สัญญา สังขาร กายกัมมันตะ กายกลิ เขาแปลในพจนานุกรมว่า กายโทษ อีกอันแปลว่าสิ่งชั่วช้าที่อยู่ในกาย ก็หมายถึงใจชั่วอยู่ในกาย แต่ถ้ากายแปลว่าร่างนอก สิ่งในร่างก็คือใจ กายกลิคือจิตชั่ว ชัดๆ คือ กิเลส กายกาสวะ คือความหมักหมมของร่างกาย ทั้งๆ ที่กายกาสวะ ก็ไปแปลเป็นร่างอีก คำว่า กาสวะ คือไม่ใช่ร่างนอกนะ แต่คือกองอาสวะในใจ กายคต ท่านแปลว่าสิ่งที่อยู่ในกาย แต่แท้จริงคือความเป็นไปของกาย เวลาปฏิบัติต้องเรียนรู้นอกและใน แล้วไปแก้ไขที่ในเป็นหลัก แต่นอกก็แก้ด้วยไม่ยาก แต่ใจนี่ต้องมุ่งแก้ไขเลย กายคตาสติก็ต้องแก้ใจเป็นหลัก แต่เขาก็พิจารณาแต่นอกไม่เข้าใน ไม่ได้แยกกันหรอกนอกและใน อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ มีกายอื่นๆ อีก หลายกาย กายถาม คุณก็จะมุ่งแต่กำลังกายนอก ถามะคือกำลัง แต่ที่จริงคือกำลังจิต กายวิการ เขาไปแปลว่า ความพิการทางร่างกายอีก ก็จะไม่เข้าใจ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา หรือกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ก็เข้าใจแค่รูปหยาบนอก หทัยมังสะนี้เป็นนามธรรม ก็ต้องหมายถึงธาตุรู้ แล้วมันจะไปเป็นก้อนเนื้อที่ทำหนัาที่สูบฉีดเลือดเลี้ยงร่างกายยังไงกัน? หทัยรูปนั้น คือ ภาวรูปที่ปรากฏขึ้นเมื่อปสาทรูปกับโคจรรูปทำงานปฏิฆสัมสัมผัสกันเข้าเป็นผัสสะ 3 เกิดวิญญาณ(พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 161-167) และข้อ 230 วิญญาณจึงเรียกว่ากาย ซึ่งเป็นนามกายบ้าง รูปกายบ้าง(หรือเล่ม 10 ข้อ 60) เมื่อรูปนามปรุงแต่งเป็นนามกายแล้ว คุณมีชื่อมันไหม ชื่อความโศกเศร้าก็เรียกอาการจิตเรามีความโศกเศร้า เป็นความเสียใจก็ใช้อธิวจนะคุณเรียกชื่อตั้งชื่อรูปกายนั้น แม้สัมผัสแล้วไม่อธิวจนะ สัมผัสแล้วเสียใจก็พูดบอกว่าเสียใจ อาการสุขนี้ก็เรียก happy อธิวจนะแบบฝรั่ง ภาษาไทยเรียกว่าสุข ก็อธิวจนสัมผัสโสได้ แต่ถ้าไม่มีสภาวะฟังก็มึนเลย ถ้าบอกว่าหทัยมังสะคือ สมองก็ยังพอจะฟังได้บ้าง เพราะสมองเป็นวัตถุปกรณ์ให้นามธรรมคือจิตวิญญาณนี้แหละอาศัยทำงาน ไม่ใช่ก้อนเนื้อหัวใจ เพราะก้อนเนื้อสูบฉีดโลหิตนั้นเป็นวัตถุปกรณ์ ที่ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตเลี้ยงร่างกาย มันเป็นส่วนของรูปธรรมต่างหาก โลหิตเป็นงานหน้าที่ของหัวใจ จับสภาวะของปรมัตถสัจจะให้ถูกต้อง ให้แม่นๆ คมๆ ชัดๆ เถิด อย่าสับสนเป็นอันขาด หรือคำว่า วิมังสาก็เป็นเรื่องของธาตุรู้ เป็นเรื่องของนามธรรม วิมังสาไม่ใช่เรื่องของวัตถุหรือไม่ใช่รูปธรรม วิมังสาก็ไม่ได้หมายถึงก้อนเนื้อ แต่เป็นธาตุรู้ที่ทำหน้าที่คั้นเอาเนื้อๆ ของสาระนั้นๆ ที่แปลกันว่า การไตร่ตรอง,การตรวจสอบ,การพิจารณานั้นแหละ คือ งานที่ไตร่ตรองตรวจสอบเอาแก่นเนื้อแท้ อธิบ ายคำว่าวิมังสามาแล้ว ขออธิบายคำว่าวิมาน กับคำว่าอัตตวาทุปาทาน เติมอีกหน่อยเพื่อจะได้เสริมมุมแง่ของสภาวธรรม ของบัญญัติภาษาที่แพร่หลายรู้ๆ กันอยู่ทั่วไปนี้ให้แม่นๆ ตรงๆ ชัดๆ วิมังสาหมายถึง เนื้อหาสาระอย่างยิ่ง ส่วนวิมานนั้นหมายถึง ชาติหรือภพที่จะสร้างลมๆ แล้งๆ ขึ้นมา จินตนาการที่ปั้นขึ้นมาอยู่ในอนาคตเพ้อๆฝันๆ นักค้าบุญขายบุญทั้งหลาย สร้างวิมานนี้เอง หลอกล่อคนทั้งหลายกันอยู่เต็มสังคม โดยพูดกันจริงโม้กันจังว่า บุญคือวิมานหวานๆ ที่คนอยากได้ ไม่ว่าจะเป็นลาภ,ยศ,สรรเสริญโลกียสุข(สุขเท็จ) หรือเป็นตัวตน(อัตตา)ที่เป็นภพเป็นชาติอยู่ในอนาคต ส่วนคำว่า อัตตวาทุปาทานนั้น หมายถึง อัตตา(ตัวตน) ของคนผู้ยึดถือนั้น มีแค่เพียงคำพูด เท่านั้น มีแค่อัตตา(อาตมัน) กันอยู่แต่ในวิมานในฝันเท่านั้น เจ้าตัวไม่ได้สัมผัสสภาวธรรมที่จริงเลย ผู้ที่ไม่เรียนรู้ความเป็นอัตตา ไม่สัมมาทิฏฐิในความเป็นรูปกับนามหรือความเป็นกาย ก็ไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง หรือจะไม่สามารถได้สัมผัสสภาวะจริงของนามธรรมต่างๆ ที่อธิบายมาต่างๆ นี้กันได้แน่แท้เลย เพราะไม่ฉลาดที่เป็นปัญญา ฉลาดแต่ที่เป็นเฉกาหรือเฉโก ขอกลับไปชี้ชัดคำว่า ฉลาดกันอีกที คำว่า ฉลาดที่เป็นคำไทยนั้น เป็นสำเนียงของภาษาที่กร่อนเพี้ยนมาจากคำว่า ฉลายตนะ(อายตนะ 6) กล่าวคือ อายตนะ 6 ได้แก่ ตา,หู,จมูก,ลิ้น, กาย,ใจ กับรูป,เสียง,กลิ่น,รส,โผฏฐัพพะ,ธรรมารมณ์ เมื่อกระทบกัน หรือสัมผัสกัน ก็เกิดสภาพที่ 3 ขึ้นมาเป็นธาตุรู้ พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า ธาตุรู้นี้แหละว่าวิญญาณ(หรือจิตหรือมโน) จากออกเสียงว่า ฉลายะตะนะ จากธาตุรู้ที่เกิดจากทวาร 6 นั้นก็กร่อนเพี้ยนไปจากฉลายะตะนะ เป็นฉลัต-เยอ-เตอ-เนอะ แล้วสุดท้ายก็กร่อนเป็น..ฉลาต หางที่ว่าเยอ-เตอ-เนอะกร่อนหายไป เหลือแต่คำว่า ฉลาดเท่านั้น เป็นภาษาไทยบริบูรณ์ คำว่า ฉลายตนะจากบาลี กลายตัวมาเป็นฉลาดภาษาไทย ด้วยประการฉะนี้ ศิลปะต้องมีการเปรียบเทียบกันขึ้น ของอาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทศ ดังนั้น ศิลปะจึงรู้จักค่าของความดี-ชั่ว, ผิด-ถูก, สูง-ต่ำ, มาก-น้อย, ลึก-ตื้น, ดำ-ขาว, มืด-สว่าง, ทึบ-ใส, สวย-ไม่สวย, ควร-ไม่ควร, เสื่อม-เจริญ, ประเสริฐ-ไม่ประเสริฐ, สมมุติสัจจะ-ปรมัตถสัจจะ, โลกียะ-โลกุตระ, มี-ไม่มี, มิจฉา-สัมมา, ปุถุชน-กัลยาณชน, กัลยาณชน-อาริยชน, ปุถุชน-อาริยชน, เกิด-ดับ, เที่ยง-ไม่เที่ยง, ทุกข์-ไม่ทุกข์, สุขโลกีย์-สุขโลกุตระ, เท่ากัน-ไม่เท่ากัน, นิโรธ-วิมุติ, อัตตา-อนัตตา ฯลฯ จะรู้คู่ของความต่างกัน แยกแยะออกหมด คุณเพชรดินฟ้า กล่าวถึง สุริยุปราคา ที่จันทราดวงเล็กๆ บังอาจบดบังแสงของสุริยาดวงใหญ่ แล้วถามว่า พอจะเรียกว่าศิลปะบนท้องฟ้าได้ไหม? ดวงอาทิตย์-ดวงจันทร์หรือดวงดาว แม้แต่อุกกาบาต มันไม่มีธาตุรู้ โดยตัวมันเอง มันไม่มีสิทธิ์เป็นศิลปะหรอก มันเป็นธรรมชาติเท่านั้น มันก็โคจรไปตามธรรมชาติ แม้ธาตุรู้ระดับสัตว์มันก็ไม่มีศิลปะ ต่อให้เป็นคนแล้วก็ใช่ว่าจะทำศิลปะเป็นทุกคน เพราะคนที่ไม่มีความรู้ว่าศิลปะคืออะไร อย่างถูกต้อง ทำได้แต่แค่อนาจาร หรืองานช่างแค่นั้น แต่ปฏิภาณของคนที่เห็นสุริยุปราคา แล้วเกิดไหวพริบเข้าใจในความไม่เที่ยง ความไม่ใหญ่-ไม่เล็ก ก็นับว่าเป็นศิลปะได้ เมื่อผู้นั้นเข้าใจแล้วเกิดความละหน่ายคลายขึ้นได้จริง อันเป็นนามธรรมในผู้สัมผัส ความเป็นศิลปะก็ชื่อว่าเกิดขึ้นที่ใจของผู้สัมผัสวัตถุรูปนั้น ความหมายของคำว่าศิลป์หรือศิลปะตรงๆ ไม่ใช่รูปวัตถุ แต่เป็นนามธรรม ศิลปะจึงได้แก่ความรู้สึกของคนเมื่อได้สัมผัสรูปวัตถุนั้น ถ้ารูปวัตถุใดเป็นเหตุที่นำมาซึ่งความเจริญอันสูงสุด(มงคลอันอุดม) รูปวัตถุนั้นก็นับว่า เป็นองค์ประกอบของศิลป์ได้ คนที่สัมผัสรูปวัตถุนั้นก็ได้เกิดผลที่ชื่อว่าศิลปะ แต่รูปวัตถุนั้นไม่ใช่ตัวศิลปะนะ เป็นได้แค่สิ่งที่ประกอบกันขึ้น(composite) และมีประสิทธิภาพถึงขั้นทำให้คนมาสัมผัสแล้ว เกิดความรู้สึก(นามธรม)ที่เป็นความเจริญอันสูงอันสุดได้ เช่น สุริยุปราคาที่คุณเพชรดินฟ้าได้สัมผัสมานั้น ศิลปะเกิดกับคนคือคุณเพชรดินฟ้า แต่สุริยุปราคาไม่ใช่ผลงานของคนที่เรียกว่างานศิลปะ มันเป็นแค่ภาวะที่ประกอบกันอยู่ (composite) หรือเป็นสมบัติธรรมชาติธรรมดาเท่านั้น แต่ ความเป็นศิลปะเกิดขึ้นที่คน ความเป็นศิลปะจึงขาดความเป็นคนร่วมเป็นองค์ประกอบศิลป์ (composition) ไม่ได้ โดยเฉพาะศิลปะโลกุตระ จะต้องเกิดขึ้นด้วยปัญญาที่เป็นอาริยภูมิ หรือใครก็ตามที่ได้สัมผัสคนเปลือยร่างแท้ๆ แม้จะเป็นนางแบบที่เขาไม่ได้เจตนาจะทำให้คนลดกิเลสเลย นางแบบก็ทำจริตบิดกายเจตนาให้คนเกิดกิเลส คนผู้อวิชชาเมื่อสัมผัสเข้าเกิดกิเลสกามกระฉูดด้วยซ้ำ แต่คนบางคนเกิดความละหน่ายคลาย กิเลสลดจริงในใจจริง ซึ่งชี้ชัดว่าเกิดที่ภูมิปัญญาเป็นอาริยะของคนผู้นั้นๆ จริงๆ สามารถบรรลุธรรมได้ ทั้งๆ ที่รูปวัตถุนั้นส่อไปในทางก่อกามคุณเป็นสุภสำหรับคนปุถุชนแท้ๆ แต่กลับส่งผลให้ผู้ที่มีภูมิอาริยะจริง ลดละหน่ายคลายกิเลสลงได้ เหมือนกับคนบางคนที่สัมผัสร่างคนตายที่เน่าเปื่อยอันมีลักษณะส่อไปในทางอสุภะ คนหนึ่งสัมผัสแล้วกิเลสกระฉูด แต่อีกคนหนึ่งสัมผัสแล้วกิเลสหดเลย นี่คือศิลปะ แต่การให้กิเลสกระฉูดคืออนาจาร คนอวิชชาสัมผัสคนเปื่อยเน่าแล้วก็เกิดกิเลสผลัก เกลียดชังได้ มันไม่กลาง คนที่เจอคนเปลือยก็กลาง เจอคนเน่าก็กลางคืออาริยชน ดังนี้ก็เป็นรายละเอียดที่ต้องมีความรู้ที่สามารถรู้ความจริงขั้นสูงยิ่ง (ปรมัตถธรรม)กันได้ สำหรับผู้มีภูมิปัญญาที่พ้นอจินไตยขั้นนั้นๆ ได้แล้ว แต่ถ้ารูปวัตถุใดเป็นเหตุที่นำมาซึ่งความเสื่อม รูปวัตถุนั้นก็นับว่าเป็นองค์ประกอบของอนาจาร รูปวัตถุนั้นก็นับว่าเป็นองค์ประกอบของวิสูกะไป หากมีคนไปสัมผัสรูปวัตถุนั้น ก็ได้เกิดผลที่ชื่อว่า ข้าศึกแก่กุศล ก็เป็นเหตุนำพาสู่ความเสื่อม ซึ่งไม่เป็นมงคลแค่ขั้นสามัญด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดไปถึงมงคลอันอุดม ที่เป็นความเจริญขั้นสูงระดับโลกุตระเลย แม้แต่งานศิลป์ใดก็ตาม ที่ผู้สร้างนั้นเจตนาจะให้เป็นมงคลอันอุดมแท้ๆ แต่คนผู้ไม่มีภูมิปัญญาพอ สัมผัสเข้าแล้วก็เกิดจิตใจอกุศลขึ้น กลายเป็นชิงชัง กลายเป็นยิ่งโกรธเคือง กิเลสยิ่งอาฆาตมาดร้ายเพิ่มขึ้น ก็เพราะคนผู้นั้นมีพื้นจิตที่มีอกุศลจิตที่ร้ายยิ่ง ก็เป็นเช่นว่านี้ได้ มีความจริงนี้ให้เห็นเป็นอยู่ ดังนั้น คนผู้ไม่มีภูมิธรรมที่เป็นศิลปะใดๆ เลยนั้น ยังมีจิตใจเป็นคนอบายภูมิอยู่ด้วยซ้ำ ก็จะผลิตกรรมกิริยา หรือทำท่าทางสุ้มเสียงสำเนียงสรรหาคำพูดแสดงออกก็เป็นอัปมงคล(ไม่เป็นเหตุอันนำพาเจริญ) ได้จริงเช่นกัน เพราะแค่มงคลคือเหตุนำไปสู่ความเจริญขั้นที่ยังไม่ถึงขั้นธรรมดาอะไรเลย ก็ยังไม่ได้ รูปวัตถุนั้นจึงไม่ใช่งานศิลปะแน่ เป็นสิ่งที่ประกอบกันขึ้น (composite) ที่มีประสิทธิภาพถึงขั้นทำให้คนมาสัมผัสแล้ว เกิดความรู้สึก (นามธรรม)ที่เป็นความเสื่อมอันต่ำลงๆ ได้ ซึ่งมีความจริงนี้ก็เป็นจริงในสังคมมนุษยชาติ คนที่มีความรู้ในองค์ประกอบศิลป์และสร้างงานขึ้นตามความรู้-ความฉลาด งานที่ทำขึ้นมานั้นก็เป็นวัตถุหรือรูปวัตถุ ถ้ามันมีอิทธิพลที่นำพาให้คนผู้ได้สัมผัสด้วยตา,หู,จมูก,ลิ้น,กายแล้วเกิดมงคลอันอุดม(เหตุที่นำมาซึ่งความเจริญอันสูงสุด,อันยิ่ง,อันเลิศ,อันมากมาย,อันบริบูรณ์) ก็ชื่อว่าศิลปะโลกุตระ ศิลปะจึงคือ เหตุที่นำมาซึ่งความเจริญ(โลกียะ) ก็ได้ และถึงขั้นเป็นเหตุที่นำมาซึ่งความเจริญอันสูงสุด(โลกุตระ) เพื่อให้คนละหน่ายคลายกิเลส แล้วคนทั้งหลายผู้มาสัมผัสงานนี้เข้า เกิดผลทำให้เขาละหน่ายคลายกิเลสได้จริง งานนี้ก็เป็นงานศิลปะโลกุตระ ศิลปะเป็นเหตุที่นำมาซึ่งความเจริญขั้นอุดม(สูงสุด,ยิ่ง,เลิศ,มากมาย,บริบูรณ์) ศิลปะชิ้นนี้จึงเป็นโลกุตระ หรือเป็นมงคลอันอุดม ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ งานที่ศิลปินสร้างขึ้นอย่างมีจุดมุ่งหมายชัดเจน ให้คนสัมผัสแล้วละหน่ายคลายกิเลส งานนั้นก็เป็นศิลปะ ศิลปะนั้นจะต้องสร้างอย่างมีเจตนา จึงจะชื่อว่า งานที่เกิดจากความรู้ของศิลปินผู้นั้นแท้ๆ ยกตัวอย่าง คุณประเทือง เอมเจริญ เล่นสีติดเทคนิคของสีเท่านั้น ผสมสีต่างๆ นานา มันสนุกนะ ก็ไม่ได้รู้ว่าทำให้คนละหน่ายคลายกิเลสไหม ศิลปะนั้นต้องสร้างอย่างมีเจตนา แต่ถ้ามันบังเอิญงานนั้น ผู้สร้างไม่มีความรู้ ไม่มีเจตนา ไม่ได้สร้างเพื่อให้คนมาเสพผลงานแล้วกิเลสลดละหน่ายคลายได้ เช่นงานศิลปะของปาโบล ปิกัสโซ่เป็นต้น มันก็เป็นไหวพริบของผู้มาสัมผัสเองที่เห็นองค์ประกอบของสังขารนั้นแล้ว เกิดละหน่ายคลายกิเลสได้ มันก็ไม่ใช่ความรู้ความสามารถของผู้สร้างงาน แล้วจะเรียกผู้สร้างงานนั้นว่า ศิลปิน(สิปปี) ก็คงไม่ได้เต็มสภาพดีนัก แต่ยังไงก็ยังเป็นผู้มีฝีมือทำงานชิ้นนั้นขึ้นมา ก็เรียกว่า เป็นช่างผู้มีฝีมือได้ ถ้าจะให้เรียกถึงขั้นว่า เป็นศิลปินผู้สร้างงานที่เข้าขั้นศิลปะอันเป็นมงคลอันอุดมนั้น มันไม่ใช่แน่ๆ ใช่มั้ย? แม้จะนับผ ลงานชิ้นนั้นว่า เป็นศิลปะขั้นแค่เป็นมงคลคือ เป็นเหตุที่นำไปสู่ความเจริญขั้นโลกีย์ธรรมดา ผู้นั้นก็ไม่ได้มีเจตนา หรือมีความรู้ที่ตั้งความมุ่งหมายจะให้เป็นเช่นว่านั้นทีเดียว ก็คงจะมีแค่อยากให้คนสัมผัสงานนี้ของเราแล้วเกิดความชื่นชอบงานของเรา จะชื่นชอบแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น ดีไม่ดีชื่นชอบแบบบำเรอกาม-บำเรอ อัตตาอย่างแรงอย่างมากด้วย ผู้สร้างงานนี้ ก็ไม่มีความรู้ในทางธรรมเพียงพอ หรือไม่ก็ไม่มีความรู้ทางธรรมเลย มีแต่ความรู้จะสร้างกิเลสโลกีย์ให้โลก เหมือนเราจะนับเอาว่าสุริยุปราคานี้ ที่คุณเพชรดินฟ้าไปสัมผัสเข้า แล้วเกิดไหวพริบทำให้เกิดเห็นความเป็นอนิจจัง แล้วกิเลสในอัตตาของตนก็ลดลง ก็เป็นได้ ดังที่พระอาริยะมากมายหลายองค์ท่านเป็นท่านเกิด ก็เกิดจากการพิจารณาอะไรต่างๆ แล้วเกิดเห็นสิ่งนั้นเป็นอสุภะ ผู้นั้นย่อมเกิดนิพ พิทา-วิราคะได้ เช่น พระรูปหนึ่งในยุคพระพุทธเจ้าชื่อจุลบันถก(จุฬปันถกะ) เป็นผู้มีปัญญาทางโลกทึบมาก แต่มีภูมิปัญญาอาริยะสูงยิ่ง เพียงลูบคลำผ้าขาวไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ้าขาวนั้นหมองคล้ำดำไป ก็เกิดอาริยปัญญาเห็นไตรลักษณ์ บรรลุธรรมถึงขั้นอรหัตตผลเลย นี่ก็คือ พลังแห่งสิ่งประกอบกันขึ้น(composite) แล้ว คนผู้สัมผัสเกิดมงคลอันอุดมสูงสุดได้ เช่นนี้ก็มีจริง แต่รูปธรรมนั้น หรือธรรมชาติใดที่คนไปสัมผัสเข้าเกิดทำให้คนผู้สัมผัสลดละหน่ายคลายกิเลสได้ขึ้นมา จะนับเป็นงานศิลปะมันก็ไม่ใช่ความรู้ของธรรมชาติเลย มันเป็นแค่สิ่งที่ประกอบกันขึ้น(composite)ของธรรมชาติ ตามแต่มันจะเกิดจะเป็นจะมีขึ้นของเหตุปัจจัยที่มันปร ะกอบกันขึ้นเท่านั้น โดยไม่มีความรู้ร่วมด้วยเลย โดยเฉพาะไม่มีเจตนาหรือจุดมุ่งหมายจะให้เกิดผลอย่างมีทิศทางขั้นโลกุตระหรือขั้นมงคลอันอุดม ก็เหมือนกับคนที่สร้างงานนั้นๆ ตามแต่จะฟุ้งซ่านสะเปะสะปะไป หรือตามยถากรรม เพราะมันไม่มีธาตุรู้ในตัวมันเอง เป็นเจตนา สร้างขึ้นด้วยความรู้ของภาวะที่ผู้สร้างรู้ แล้วเอามาเป็นองค์ประกอบศิลป์(composition) ต่างๆ นั้นสร้างขึ้นด้วยฝีมือ โดยมีเจตนาและมีความรู้ในการสร้างองค์ประกอบศิลป์ (composition) นั้นขึ้นมาจริง งานนั้นจึงไม่ใช่งานศิลปะแท้ ไม่ใช่คนผู้ใช้ปัญญาสร้างงานศิลปะนั้นขึ้น แต่งานนั้นมันมีภาวะที่ทำให้คนเกิดจิตเจริญได้ เพราะคนผู้ที่มาได้สัมผัสเขามีปัญญา ไหวพริบต่างหาก ที่เป็นเหตุนำไปสู่ความเจริญ ดังนั้น งานศิลปะจึงต้องเกิดจากความรู้ของคนผู้สร้างมีความรู้จริงๆ จึงจะเป็นศิลปินที่ถูกต้องแท้ ผู้สร้างงานนั้นจะต้องมีธาตุรู้โดยเฉพาะความรู้ ของดินน้ำไฟลมของอากาศธาตุและวิญญาณธาตุที่ใช้เป็นองค์ประกอบศิลป์ (composition) เพราะฉะนั้นเวลาจะประกอบธาตุ ก็เอาดินน้ำไฟลมอากาศวิญญาณ และประดาสมบัติทั้งหลายของโลก มาใช้เป็นองค์ประกอบศิลป์ (composition) ต่างๆ โดยประกอบเป็นองค์รวม เป็นภาพสีสันเส้นแสงแบนๆ ราบๆ หรือจะประกอบด้วยมิติที่มีความนูนมีความเบามีมิติขึ้น ตั้งแต่ภาพนูนต่ำจนถึงลอยตัวออกมาก็แล้วแต่ เป็นแท่งเป็นก้อนปฏิมากรรม จนกระทั่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ใหญ่ขึ้น แต่คนสร้างทุกวันนี้ไม่รู้ว่าอะไรคือศิลปะ ก็จะกลับร้ายเลยเถิดไปจนสุดโต่ง และสุดโต่งไปขนาดไหนๆ ก็ได้ ไม่มีที่จบที่สิ้นที่สุดเลย ถ้าผู้สร้างงาน จุดมุ่งหมายสำคัญยิ่งของงาน (interest point) ที่คำนึงถึงการเจริญของจิตที่เป็นธรรม ไม่มี จะมีก็แต่ให้คนชื่นชอบงานของเราเท่านั้น โดยเฉพาะช่างหรือผู้สร้างงานนั้นเน้นแต่เทคนิคหรือเน้นแต่ฝีมือของตน ประดิษฐ์ประดอยงานของตนให้ดีวิเศษด้วยรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสต่างๆ ตามที่ตนมั่นหมายให้เลิศยอดวิเศษสุดๆ ทางเทคนิคเท่านั้น งานที่มีแต่ไปเน้นเทคนิคหรือประดิษฐ์ประดอยฝีมือตนที่สร้างเป็นจิตรกรรม เป็นประติมากรรม เป็นสถาปัตยกรรม แม้แต่จะเป็นวรรณกรรม-คีตกรรม-นาฏกรรม ก็มุ่งอยู่แต่องค์ประกอบศิลป์ให้เด่นดีให้วิเศษ จนคนหลงชื่นชอบ เน้นหนักอยู่แต่ท่าทางรูปร่าง เส้นแสง สุ้มเสียง สีสัน คำความ สิ่งส่วนของวัตถุ ถ้าจะเจริญเทคนิค เจริญฝีมือ เจริญความสามารถในการทำวัตถุจนดีวิเศษเยี่ยมยอด เก่ง แต่จะมีธรรมะประกอบอย่างไร ก็ต้องมีความรู้ จะทำภาพนูน-สูง-ต่ำเท่าไหร่ ให้แข็งแรง-ให้อ่อนช้อยอย่างไร จะให้สวยงามอ่อนช้อย วิลิศมาหรา ให้เส้นแสงเงาสีบาดตาต้องใจ คนมาสัมผัสแล้วจะรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ต้องมีความรู้ ไม่ใช่รู้แต่สร้างแค่วัตถุเท่านั้น ยิ่งถ้าใครหมายใจหรือเก็งอยู่แค่จะทำให้คนสัมผัสแล้วเขาจะเกิดความชื่นชอบเรา-งานของเรา ติดยึดนับถือผลงานเรา ก็ยังไม่พ้นเพื่อตัวตนอย่างสิ้นสนิท หรือแสดงท่าทางลีลา (นัจจะ) ใช้สุ้มเสียงสำเนียง (คีตะ) สรรหาภาษา (วาทิตะ) มาประกอบคำพูดออกไปอย่างนี้ คนเขาได้ฟังแล้ว คำพูดสำเนียงสุ้มเสียงประกอบ เมื่อใครเขาฟังแล้วจะรู้สึกอย่างไร มันจะไปกระตุกความรู้สึกคนที่ได้รับสัมผัสอย่างไร ก็ต้องมีความรู้ ถ้าไม่มีความรู้ก็ประมาณไม่ถูก จัดองค์ประกอบให้เบาให้แรง ให้สูงให้ต่ำ ให้แดงให้ขาว ให้หวานหรือให้ดุเดือดอย่างไร ก็ทำไม่ถูก ใครจะทำถูกก็ต้องรู้ต้องมีศาสตร์ และที่สำคัญต้องมีความรู้ในทางจิตใจ แล้วเน้นให้เกิดจิตใจที่ลดละกิเลส ทำให้กิเลสลดละได้ จึงจะชื่อว่า ศิลปะโลกุตระ แต่ถ้ามีแต่ความรู้ไม่มีศิลปะก็คือศาสตร์ธรรมดาสารคดีธรรมดาให้เขารู้เกิดความเข้าใจอย่างไรเท่านั้นเอง ยกตัวอย่างเช่น แม่อยากให้ลูกเลิกอย่างนั้นอย่างนี้ แต่อยู่เฉยๆ ไม่แสดงอะไร ไม่บอกไม่กล่าวตำหนิ มันก็ไม่มีผลอะไรเกิด โดยเฉพาะไม่มีศิลปะใดแน่ แต่ถ้าคนมีศิลปะรู้ว่าถ้าออกเสียงอย่างนี้น้ำหนักอย่างนี้ คำพูดอย่างนี้เป็นคำที่แรง เหมือนด่า แต่ถ้าผสมสำเนียงในภาษาบ้าง หรือตกแต่งอะไรนิดหน่อยให้เกิดศิลปะแต่เป็นคำพูดที่ว่ากล่าวตักเตือนตำหนิติเตียนให้หยุดทำอันนี้ได้ เช่นนี้ก็มีศิลปะขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้นศิลปะนี้จึงเป็นไปด้วยความรู้และมีการจัดประมาณสัดส่วนเป็นสัปปุริสธรรม 7 มีประมาณอย่างถูกสัดส่วนและเอาสิ่งที่จะเจือจางความแรงหรือให้เพิ่มความเบา รู้ขาวเกินไปดำเกินไป รู้เล็กเกินไปใหญ่เกินไป มากเกินไปน้อยเกินไป เจตนาให้เกิดความพอเหมาะพอดีที่ทำให้ผู้ได้รับสัมผัสเสพสัมผัสอันนี้แล้วเกิดผลดีลดกิเลส ประมาณกับคนกลุ่มนี้ก็จะประมาณอย่างนี้ ถ้าเป็นกลุ่มอื่นก็จะประมาณอย่างอื่นด้วยความมีสัปปุริสธรรม 7 พูดจะมีศิลปะอย่างนี้คือศิลปะโลกุตระของพระพุทธเจ้า ผู้ที่มีความรู้ในสัปปุริสธรรม 7 พร้อมทั้งมหาประเทศ 4 นี่คือยอดศิลปินของโลก พระพุทธเจ้าจึงเป็นยอดอภิมหาบรมศิลปิน ในมงคล 38 นั้น ทั้ง 38 ล้วนเป็นศิลปะได้ทั้งนั้น ตั้งแต่ศิลปะขั้นต้นไปจนถึงสูงสุดเป็นอรหันต์ สุดยอดพ้นอโศก (พ้นธุลีหมอง) พ้นวิรชะ (พ้นธุลีเริง) เป็นที่สุดคือ เขมัง (ความเกษม อันไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่เสียใจไม่ดีใจ) รู้ในธัมมัญญุตาคือรู้ธรรมทั้งหลายทั้งปวง รู้อัตถัญญุตาคือรู้เป้าหมายจุดสำคัญของงานที่ประกอบขึ้นมาเป็นงานศิลปะ เสร็จแล้วก็ต้องรู้ประมาณได้ว่าอันนี้จะให้ผลอย่างนี้ เป็นสาระของมันเป็นจุดสำคัญของมัน และสำคัญก็ตัวเราที่ต้องรู้ตัวเอง ตัวเราก็เท่านี้ อัตตัญญุตา ต้องเข้าใจองค์ประกอบ การจัดสัดส่วนมัตตัญญุตา กาละโอกาสอย่างนี้จะทำได้หรือยัง หรือว่ายังไม่ได้ก็ต้องรู้กาลัญญุตา สมควรแสดงอย่างนี้ได้ไหมกับคนกลุ่มนี้คนหมู่นี้ปริสัญญุตา กับเฉพาะคนผู้นี้ปุคคลปโรปรัญญุตา ก็เป็นผู้มีสัปปุริสธรรม 7 จริงๆ จึงจัดสัดส่วนอย่างมีปัญญามีความรู้มีศิลปะ ขออภัยต้องยกตัวอย่างตัวเอง อาตมามั่นใจว่าตนเป็นศิลปิน เป็นลูกพระพุทธเจ้ายอดสุดยอดศิลปิน อาตมาทำงานศิลปะ ยืนยันจริงๆ เพราะทำโดยประมาณ มัตตัญญุตา ใช้ดินน้ำไฟลมอากาศ ตัวตนบุคคลเราเขา แผ่นดิน ต้นไม้ แม้แต่สัตว์ อาตมาใช้สัตว์โดยอย่าเอาสัตว์มายุ่ง มันเป็นตัวกวน คนเราก็เกินลิงเกินหมาแล้วที่เอามาประกอบงานศิลป์ คนทำได้มากกว่าลิงกว่าหมาแน่ แต่คนพูดรู้เรื่องใช่มั้ย? งานของอาตมาเกิดการได้ผลปฏิบัติได้ในแต่ละคนคือพวกคุณ ที่ได้ผลเอง แล้วมารวมกันเป็นงานศิลปะของอาตมา ก็เลยเกิดผลเป็นแผ่นภาพสังคมมนุษย์ เฟรมงานศิลปะจิตรกรรมของอาตมาคือมวลมนุษย์ ถ้าฉายเป็นภาพเคลื่อนไหวก็คือภาพยนต์ แต่แท้จริงคือตัวจริง ฉายภาพออกมาอยู่ในโลก อาตมาสร้างเป็นโรงงานผลิตหนังถ่ายทอดสด พยายามฉายไปทั่วโลกแต่ไม่มีคนรับเท่าไหร่ ฉายฟรีด้วย มีดูบ้าง ที่พูดนี้ไม่ได้น้อยใจเสียใจนะ ก็รู้ว่ามันยาก ฝืนใจคน ไม่เข้ากับกิเลส แต่ขัดเกลากิเลสเสียอีก เป็นสัลเลขธรรม เป็นปฏิโสตัง ทวนกระแสใจ ไม่เอร็ดอร่อย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า ศิลปะเป็นมงคลอันอุดม คือ สิปปัญญจะ เอตัมมังคลมุตตมัง มงคล แปลว่า เหตุหรือภาวะอันพาเจริญ หรือธรรมะอันพาเจริญ อาตมาก็ทำทั้งทุกสิ่ง อันเป็นเหตุธรรมะพาเจริญ เท่าที่สามารถตามภูมิ ถ้าพาเจริญแค่โลกีย์ก็ไม่เป็นอุตตมัง แต่มันเจริญนะ ไม่ใช่เสื่อม แม้เป็นกัลยาณธรรม จะเรียกว่าศิลปะก็ได้ แต่ไม่ใช่ระดับของพระพุทธเจ้า พาเจริญได้แบบโลกๆ สุจริต แต่ถ้าทุจริตนั้นเสื่อม ในโลกก็มีปราชญ์มีศาสดาสอนคนให้มีศิลปะในระดับมงคล อันยังไม่ถึงอุตตมะหรืออุดรหรืออุตระ ก็สอนได้ เกิดคุณงามความดีคือสุจริตธรรม ก็ได้ ทีนี้ประเด็นชัดเจนที่อาตมาเน้น ว่างานไหนจะเป็นโลกุตระ เป็นการเลยความเป็นโลกี

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน