สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน สัมประสิทธิ์(Coefficient) ของการปฏิบัติธรรม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข13 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน สัมประสิทธิ์(Coefficient) ของการปฏิบัติธรรม พ่อครูว่า เจริญธรรม...ขอให้ทุกคนเจริญในธรรมกันจริงๆ การขอเป็นเพียงโวหาร การขออย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ที่ขอ ไม่ทำการพัฒนา ตามที่ควรพัฒนาให้เจริญ ขอให้ตายก็สูญเปล่า

ผู้ที่มีปัญญา ปฏิภาณความรู้ เมื่อผู้ที่ควรเคารพ น่าเคารพ ผู้ที่เราเคารพจริงๆ ได้ขออะไรขึ้นมาแล้ว ท่านมีความปราถนาดี ท่านต้องการให้เราเจริญไม่ใช่ท่านต้องการอะไรจากเรา ให้เราพัฒนาให้เราดีขึ้น เป็นสิ่งลึกซึ้งซับซ้อนอยู่

การศึกษาที่ตามที่อาตมาพาทำ ตอนนี้กำลังทำความเข้าใจกับพวกเราอยู่ 2 คำ คำว่าบวร กับคำว่า ออสโมซิส บวร คือ ความเป็นสามเส้า ตั้งแต่หยาบถึงละเอียด ละเอียดถึง Coefficient ละเอียดถึงพลังงานขั้น Coefficient แปลเป็นไทยว่าสัมประสิทธิ์ ซึ่งเป็นพลังงานที่ก้าวหน้า เป็นพลังงานเจริญ พัฒนาไปเรื่อย บูรณะ บูรณาการตลอดเวลา เป็น progration เป็นความก้าวหน้าตลอดไป ในนิยามของ Coefficient คนก็เข้าใจยาก เพราะว่ามีตัวซับซ้อน มีตัว Dynamic มี Static และตัวแปรที่ Dynamic ด้วย ทีนี้ ตัว Static ตัวค่าคงที่ มันเป็นค่าบวก Dynamic ที่เป็นตัวเคลื่อนรอบ เป็นตัวจักรพลังงานสำคัญ มันก็มีค่าที่สมดุลกับ Static ที่ทำงานอยู่ในนิวเคลียส ส่วนพลังงานตัวแปรใหม่ก็ต้องเคลื่อนที่แรงและเร็ว จึงมีความเข้าใจได้ยาก หนึ่ง ต้องเป็นพลังงานก้าวหน้า ถ้าจะก้าวหน้าจริง ต้องอยู่ในระดับพลังงานสูง สูงขึ้นไปอย่างต่ำต้องระดับคูณ คือพลังงานระดับ บวก คูณ ยกกำลัง ถ้าแค่บวกไม่แน่ เสื่อมได้ ไม่เจริญ แต่ถ้าคูณแล้วเจริญ ได้สองในสามแล้ว ก็จะไปสู่อนาคต สู่การเจริญพัฒนาได้แน่ นี่คือ หลักธรรมดา ธรรมชาติ ไอน์สไตน์ตั้งสูตร E=mc 2 แต่อาตมาต้องมาเติม E=mc 2 +A ตัว A คือ Abstract เป็นตัวทั้งมีการก้าว

อ่านต่อ

หน้า อย่างแท้จริง ซึ่งอธิบายไม่ง่าย อธิบายต่อยอดจากสูตรของไอน์สไตน์ไม่ใช่เล่นๆ เป็นสูตรยอดของไอน์สไตน์ทุกคนยอมรับ ฟังดูแล้ว โพธิรักษ์อวดเบ่ง ก็ไม่มีปัญหา ใครจะตั้งข้อสังเกต มองว่า อาตมาแอคอาร์ทก็แล้วแต่ อาตมาจริงใจ มั่นใจว่าที่พูดนี้เป็นความจริงความถูกต้อง อาตมาก็จะต้องมาถ่ายทอดให้ผู้ที่สนใจศึกษา เพื่อที่จะได้เข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติ แล้วก็จะรู้เองว่าจริง จะได้สืบสานต่อไปอีก ไม่เช่นนั้นมันก็จบ ไม่มีอะไรที่จะรู้ตัว เราต้องเสริมสานความรู้มีให้พัฒนาก้าวหน้าต่อไป ที่จะสรุปคือ ยืนยัน ฟีโนมีน่า คือ ปรากฏการณ์ที่มันเกิดจริงมาแล้ว ในมนุษยชาติคือพวกเรา พวกเราเป็นมนุษยชาติที่ได้เกิดความเจริญใหม่ ที่เป็นความเจริญในระดับโลกุตระ ที่มันสูญหายไปนานแล้ว อาตมาก็ไม่มีปัญญารู้ว่ามันเร่ิมเสื่อมอย่างไม่เหลือเชื้อ พลังงาน Coefficient พลังงานที่จะก้าวหน้านี้เมื่อไหร่ พลังงานนี้มัน Drop ไม่มีการก้าวหน้า แล้วแถมน้อยลงๆๆ ก็เลยเกิดชรตา เป็นความเสื่อม แล้วก็จะสูญไปในที่สุด แต่อาตมามาคว้าเอาไว้ทัน และพยายามสืบทอดสืบต่อ ซึ่งพวกเราก็พยายามใส่ใจ พากเพียรเอาจริงจนเห็นเป็นรูปธรรม จนเป็นสังคม ที่อาตมาอ้างอิงว่า เป็นสังคม สาราณียธรรม 6 โดยมีรากฐานของ พุทธพจน์ 7 คือ สาราณียะ เจตสิก คุรุกรณะ เจตสิก ปิยกรณะ สังคหะเจตสิก อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ เป็นจริงมากเลยน้อยก็อยู่ที่บุคคลจะปฏิบัติได้จริง สิ่งที่ จะพัฒนาไปได้จริงมันต้องเกิดจากการ ออสโมซิส จากสิ่งที่จะซึมซับประสานสัมพันธ์กันอยู่ สิ่งที่ไม่ประสานสัมพันธ์กันอยู่ไกลกันก็ซึมไม่ถึง เดินทางไปก็หมดพลังก่อน แต่นี่มันต้องสัมผัส (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) มันต้องสัมผัสและกระทบกันอยู่ แตะต้องรวมกันอยู่ จึงจะต้องมีตัวจริงของตัวบุคคล รวมทั้งการกระทบสัมผัส (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย เหมือนเป็นหวัด) มันจะต้องมีตัวจริงของคนและมีการสัมผัสกระทบกัน สัมพันธ์กัน ทำให้เกิดปฏิกิริยามีสัมผัสแล้วมีเวทนา แล้วจึงจะเกิดพัฒนาการของเวทนา เพราะพวกเราได้เรียนรู้เวทนา 108 ทำให้เวทนา 108 เป็น geometric progression ได้ไม่ใช่แต่ Arithmetic เท่านั้น ถ้าทำได้อย่างนี้จะไม่มีการลดลงมีแต่การก้าวหน้า เช่นเดียวกับไอน์สไตน์ที่มีสูตรว่า E=mc 2 คือมียกกำลังสอง ของอาตมานี้เติมเป็นยกกำลัง สามหรือสี่หรือห้าได้ ไม่ได้ตายตัวแค่ ยกกำลังสอง แต่ไอน์สไต์ศึกษาแล้วได้แค่นี้ก็เอามาใช้ เป็นระเบิดนิวเคลียร์ ทุกวันนี้เอามาใช้ทางนิวเคลียร์ทางสันติภาพและทางฉิบหายภาพหายภาพ แต่ของพุทธนี้มีพลังงานนามธรรมกำกับว่าไม่ทำชั่ว เราควบคุมถึงกำลังของอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม เพราะฉะนั้นไม่มีพลาด ครบบริบูรณ์ แล้วเราควบคุมพลังงานหมุนรอบได้ มีตัวที่ดี ไว้คงที่ static แล้ว เราก็ควบคุมได้ ตัวแปรหรือ dynamic ผสมมาทำงานร่วมเราก็ทำได้ ยังมีพลังงาน dynamic ที่จะเติมเข้าไปให้พัฒนา ทั้ง static และ dynamic ให้เกิดพลังงานใหม่ที่ก้าวหน้าขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นจึงครบ ตัวจะเสื่อมชรตาจึงไม่มี มีแต่ตัวก้าวหน้าพัฒนา progression หรือ integrity นี่คือความรู้แล้วเราต้องเข้าใจภาษาที่พูดนี้ ว่าอาการตัวจริงเป็นอย่างไร แล้วเราทำได้จริง เมื่อทำได้จริงก็เกิดจริงเป็นจริง ไม่ใช่ง่าย ขนาดทุกวันนี้สมัยนี้ ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ทางฟิสิกส์ ก็รู้กันมา แม้แต่ทางชีววิทยา biology แต่ไม่ใช่ง่ายที่เขาจะเข้าใจ จึงมีรากฐานทาง Phenomenology เป็นสูตรใหม่วิชาใหม่ เป็นความรู้ในระดับเอาปรากฏการณ์ status quo มีปรากฏการณ์จริงในปัจจุบันมายืนยัน เช่น ก็มีกลุ่มชนที่มีพฤติกรรมมีสาราณียธรรม 6 เพราะว่ามีพัฒนาการ พุทธพจน์ 7 สาราณียะ เจตสิก คุรุกรณะ เจตสิก ปิยกรณะ สังคหะเจตสิก อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ ทุกคนที่มาที่นี้ไม่ได้แกล้งดี แต่พยายามทำให้ดีอย่างถาวรยั่งยืนมั่นคง ใครจะมาแกล้วดีก็ไม่เป็นไร ได้นะ คุณมาแกล้งทำดีนี่ไปเลย แกล้งดี ปีแล้วปีเล่า แล้วคุณก็ทำได้อย่างนี้จะมีผลไหม แม้แต่ในด้านเจโต ตกผลึกสั่งสม แต่มันมีปฏิภาณปัญญาความรู้ควบคู่ไปด้วย เป็น 2 สภาพ ที่ส่งเสริมกัน เหมือนกับคำพังเพยของไทยที่ว่า ลมกับไฟ ถ้าไฟบอกว่าลุกโพลง แล้วลมต้องวิ่งนะ ถ้าไฟยิ่งแรง ลมก็ยิ่งแรงยิ่งจัด ถ้าลมยิ่งแรง ไฟก็ยิ่งจัด ถ้าความร้อนกลุ่มนี้ยิ่งแรง จะเกิดการเคลื่อนที่ของลมที่มากขึ้น เป็นสัจจะที่จะต้องเป็นอย่างนั้น อุตุนิยาม เป็นอย่างนั้นจริงๆ ทางฟิสิกส์ บิดพริ้วไม่ได้ ศึกษาให้ดี อัตราการก้าวหน้าของผู้ที่ ติดแป้น หยุดอยู่ คิดว่าอันนี้แหละ บวร ออสโมซิส จะไขความ จะเข้าใจ Coefficient ได้ดีขึ้น พลังงานสัมประสิทธิ์ Coefficient จึงเป็นกุญแจของความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่มาก ทั้งของไอน์สไตน์และของโพธิรักษ์ แต่Coefficient ของไอน์สไตน์จบที่ c 2 แต่ของโพธิรักษ์ นั้นพัฒนาขึ้น พูดแล้วเหมือนใหญ่ ฟังแล้วฟังไหวไหม ก็ขอสรุปว่า อาตมาอายุปีนี้ครบ ขึ้นมาก็จะเป็นนักษัตรที่ 7 จากนักษัตรที่ 7 ขึ้นไปตอนนี้ก็ช่วงต่อ ตัวแปรคือการเคลื่อน ปีนี้ปีที่ 84 มันยังไม่จับตัวแข็งแรงลงตัว มันมีวิบากเข้ามาวุ่นอยู่ ถ้าเผื่อว่าสามารถผ่าน 84 นี้ไปจะเจริญคงที่ ผนึกลงไปเลย 85 86 87 ก็จะดีขึ้น ช่วยกันหน่อยในปีนี้ ถ้าพวกเราช่วยกันก็จะมีพัฒนาการขึ้นมา จะเจริญได้จริงๆ สิ่งที่เราช่วยกันทำมันเจริญขึ้นจริงๆ แต่มันซ้อนที่ว่า เราเจริญแล้วไม่ได้เอามาเป็นตัวเราของเรา เจริญมาเพื่อได้รับใช้ผู้อื่นมากขึ้นจริงๆ ไม่ใช่มากอบโกยเอามาเป็นของตนไม่ใช่เลย เป็นสัจจะที่ทำความเข้าใจให้ดี เมื่อจริงแล้วจะไม่มีอะไรห้ามกั้น ความเคารพนับถือสุดยอด ซึ่งเป็น ความบริสุทธิ์ที่สุด ความถูกต้อง ความบริสุทธิ์ที่สุดจะชนะทุกสิ่งทุกอย่างทั้งโลก พวกเรารวมตัวก็จะเกิดชุมชน ตอนนี้ เป็นชุมชนที่ตั้งใจจะให้ครบวงจร สมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบทุกอย่างที่ควรจะเป็น ที่จะเป็นโมเดลตัวอย่าง ซึ่งเป็นโมเดลที่ประกอบด้วยชีวิตมนุษย์พฤติกรรมมนุษย์ และสิ่งที่ประเสริฐสุดของมนุษย์ อยู่ในนั้น เพื่อที่จะพิสูจน์สัจธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ทำเพื่อเด่นดีอวดอ้าง จะใช้คำว่า ของพระพุทธเจ้าหรือของสัจธรรมของมันเอง มันเป็นความรู้สัจธรรม แต่พูดที่ยังรู้ได้คือพระพุทธเจ้า อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ก็รู้ตามมาจริงใจตามภูมิอย่างแท้จริง จึงได้พยายามนำพาและถ่ายทอดเท่าที่สามารถ มีผู้รู้ซ้อนขึ้นมา ทุกวันนี้มีภาวะซับซ้อนสร้างสรรเพิ่มขึ้น อย่างมีของจริง มีสิ่งที่สัมผัสได้ ยืนยันได้ ไม่ใช่มีแต่ตรรกะ มีแต่เพ้อเจ้อ มีแต่ความรู้ลอยลม ไม่มีสภาพจริงให้สัมผัสรูปนาม เราจะทำดีต่อไปคนจะรู้หรือไม่รู้ไม่ต้องกังวล คนที่จิตบริสุทธิ์ คนที่แสวงหา คนที่ปรารถนาความจริงจริงๆแล้วเขาเอาแน่ เขาต้องการเพราะมีสิ่งที่ดีจริงๆตามสัจจะ ไม่ใช่ว่าเราชมว่าดี เพราะฉะนั้นคนที่เขาแสวงหาอย่างไม่มีอคติ 4 แต่ถ้าเขามีอคติ ชังไม่ชอบใจ แต่คนที่รักนี่ เอา แต่คนโมหาคติ หรือภยาคติไม่เอา สามคตินี้ไม่เอา เป็นธรรมชาติเป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้ ของเราเป็นสิ่งที่อิสระที่สุด อาตมาก็มาต่อยอดตรงนี้อาตมาบัญญัติ อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ เจตนาไม่ได้บัญญัติไว้ในคำสอนธรรมะ แต่บัญญัติไว้นอกคำสอนพระพุทธเจ้ามาอยู่ที่สังคมมนุษยชาติ ถ้ามี อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพเป็นพี่เป็นน้องกันจริงอย่างที่เราเป็นมันจะเป็น สันติภาพ สามเส้า แล้ว สันติภาพจะเจริญ เป็น สมรรถภาพ บูรณภาพ ในที่สุด อย่างไอน์สไตน์ใช้คำล็อคไว้ว่า C 2 แต่ของอาตมาไม่ล็อค แต่ต้องเป็น Geometric คือระดับคูณ พลังงานความเร็ว จิตนี้ มีความเร็วยิ่งกว่าแสง แสงมีความเร็วเท่าไหร่เขาก็บอกไม่หมด E=mc 2 ล็อคไว้แต่ของอาตมาไม่มีล็อค คือ A จะปลดล็อค E=mc 2 ไม่ใช่แค่ E=mc 2 c เป็นตัวคงที่ ที่ทำการทำงานอยู่ส่วนพลังงานตัวแปรที่สำคัญ Coefficient จะเป็นตัวก้าวหน้าที่ไม่มีถอย เป็นตัวระบุเป็นปากเปิดว่า มีแต่ความก้าวหน้า ไม่ลงต่ำหรือล็อคคงที่ เท่าที่จะมีความจริงของพลังงานนั้นๆที่ใครสามารถทำขึ้นมาได้ เท่าที่เป็นจริง นี่คือสัจจะที่เราจะได้ศึกษาพิสูจน์ ทุกคนฟังอาตมาอย่าเพิ่งปักใจเชื่อ แต่ทดลองดูแล้วจะพบผล เมื่อพบผลแล้วจะตอบตัวเองว่าดีจริงใช่ ไม่ใช่อาตมาบังคับว่าจะต้องเชื่อต้องใช่ คุณพิสูจน์เองเอาเอง เป็นการพิสูจน์คำว่า ไม่จําเป็นต้องเชื่อใครแม้แต่เป็นครูของเรา แม้แต่ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า สุดยอดเลย อาตมาเป็นลูกพระพุทธเจ้ารู้สิ่งนี้เอามาเปิดเผยให้พวกเราฟัง พวกเราฟังแล้วมีอะไรลึกซึ้งขึ้นไหม 600605_พิธีตั้งสัจจาธิษฐานบูชาพ่อครู งานอโศกรำลึกครั้งที่ 36

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน