สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา_เทวนิยม) ตอน ลดอัตตาเป็นอเทวนิยม.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา_เทวนิยม) ตอน ลดอัตตาเป็นอเทวนิยม ทีนี้ มาถึงศาสนาพุทธ พุทธ เป็นอเทวนิยม พุทธสัมผัสพระเจ้าได้ ไม่เป็นอัตตา ทุกประการตามเห็น อัตตานุทิฏฐิ ตามเห็นอัตตาได้มีญาณปัญญาตามเห็นอัตตาได้ อัตตาคืออะไร อัตตาคือจิตเจตสิก จิต มโน วิญญาณ จิต มโน วิญญาณ นั่นแหละ คือความเป็นอัตตาที่อวิชชา เมื่ออวิชชาก็เป็นตัวตนของเราเป็นตัวเรา ตัวเราก็ดี อาตมันก็ดี หรืออัตตาที่เป็นบรมอัตตาก็ตัวตนตัวเรา ศาสนาเทวนิยมจึงต้องการจะมี อัตตาใหญ่ บรมคือใหญ่ ไม่ใช่หมดอัตตา จึงเรียกว่าเทวนิยม เป็นลัทธิที่มีเทวะ เทวะไม่หายไป แต่ศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยม สูงสุด เทวะหายไป ไม่มีเทวะ ก็จบ หมด ความยึดติดเทวะ เข้าใจเทวะ ปฏิบัติเสร็จสมบูรณ์แบบไม่มีสัตว์นรกไม่มีสัตว์สวรรค์ ไม่มีเทวดาไม่มีนรก หมดสวรรค์หมดนรก สวรรค์คือสุข นรกคือทุกข์ หมดโศกหมดทุกข์เรียกว่า อทุกขมสุข เป็นอุเบกขา จิตวางหมด ไม่มีสุขทุกข์สวรรค์นรก ปราศจากสุขปราศจากทุกข์ คืออาริยสัจ 4 ปราศจากทุกข์ ไม่ใช่ว่าปราศจากทุกข์ แล้วได้สุข นั่นเป็นสมมติสัจจะ สัจจะเท็จ ที่สมมุติกันไมใช่ ปรมัตถสัจจะ ถ้าสุข ของปรมัตถสัจจะเป็นสุขขัลลิกะ เป็นสุขเท็จ เมื่อล้างความยึดติดนี้ได้ความสุขก็หมดไปความทุกข์ก็หมดไป ศาสนาพุทธมีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย จึงเริ่มศึกษาโดยมีหลักเกณฑ์ตั้งตัดสิน มีหลักเกณฑ์ ปฏิบัติกาย วาจา ใจ ไม่ฆ่าสัตว์ 2 อย่าเอาของใคร 3 อย่าไปละเมิดการสัมผัสเสียดสีในกามคุณ 5 ที่หยาบที่ไม่ควรทำ อย่างเช่น เราจะสัมผัสเสียดสีแค่ มีคู่เสียดสีแค่คนเดียวก็เรียกว่าผัวกับเมียก็แค่คนเดียว อย่าไปเลอะเทอะมากมายอยากได้หลายคน อย่างนี้เป็นมิจฉากัมมันตะ แล้วก็วาจา ก็มีมิจฉา 4 ใจก็มีมิจฉา 3 ศึกษาให้ครบ วาจาก็อย่าพูดปด หยาบ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ ใจก็อย่าไป
อ่านต่อ
ยึดติดใน กาม พยาบาท ล้าง กาม พยาบาท เหลือในรูปภพก็ล้างต่อ เป็นกามตัณหา ล้างรูปภพเหลืออรูปภพ ล้างต่อก็หมด ทางกายก็เอาแค่หยาบ ไม่ฆ่าสัตว์ ซึ่งอาตมาว่าศีลข้อที่ 1 นี้ลึกซึ้งและยิ่งใหญ่มาก มันเป็นคุณสมบัติของมนุษยชาติ มนุษย์เป็นสัตว์ที่ในจิตวิญญาณ มีภูมิปัญญา มีธาตุรู้ มีความ หวังประโยชน์ในสัตว์ทั้งปวง เป็นสัตว์ประเสริฐ หวังความเป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ เมื่อมนุษย์ใดก็ตาม ที่ได้ชื่อว่าได้ร่างกายมาเป็นคนเป็นมนุษย์แล้ว ยังไม่มีความรู้สึก ที่จะหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ แล้วมีความกรุณา (พ่อครู ไอ ช่วยตัดออกด้วย) มีความเอ็นดู มีความละอาย ละอายที่จะไม่หวังความเป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง สัตว์ทั้งปวง แม้เริ่มเป็นสัตว์เซลล์เดียว เขาก็เริ่มเป็นสัตว์มีจิตนิยาม ก็ต้องพัฒนาต่อ อาตมาเคยอธิบาย ในพลังงานต่างๆ กว่าจะพัฒนาพลังงาน จากพีชนิยามจากพืชมาเป็นสัตว์ ต้องมีคุณสมบัติเจริญ เจริญมาเป็นสัตว์ได้ แม้จะเริ่มเป็นสัตว์เซลล์เดียว ก็เป็นชีวะ อย่าไปทำลาย เห็นความเป็นสัตว์ เขาก็จะสร้างประโยชน์ พลังงานชีวะของเขา ตั้งแต่ชีวะระดับพีชะ ก็มีความรู้ในวงวนของความเป็นชีวะ ระดับพืช ซึ่งมีแค่ สัญญา สังขาร ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ มีธาตุรู้แค่สัญญา รู้ว่านี่คือธาตุที่จะเอามาปรุงแต่งเป็นทุเรียน หมากมี่(ขนุน) มันเลือกเอาของมันเองไม่ไปเบียดเบียนไม่ไปแย่งชิงกับใคร ถ้ามันเอาไปไม่ได้คนอื่นมาแย่งไป สัตว์หรือคนอื่นมาแย่งไป มันไม่มีพลังดูดมาได้ มันก็ไม่ไปทะเลาะกับใคร ถ้าสามารถดูดมาได้ก็เอามาใช้สังเคราะห์สังขารปรุงแต่งมาเป็นตัวของมันเอง ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ไม่ได้ก็เสื่อมสูญสลายสูญพันธุ์ไปมันก็ยอม มันไม่เบียดเบียนใคร มีคุณสมบัติอันประเสริฐที่ไม่เบียดเบียนใคร ถ้าทำให้พลังงานใดก็แล้วแต่ พลังงานที่จะไปจัดสรร ของมันเอง พีชะ จะเป็นตัวประธาน เจ้าของความเป็นพีชะ แล้วก็จัดการพลังงาน เอามาสังเคราะห์ปรุงแต่งออกมาเป็นตัวมัน เช่นเป็นกล้วย ก็มีตัวตนแต่มันไม่ไปเบียดเบียนใคร มันก็ทำหน้าที่ของมัน ส่วนมาเป็นจิตแล้ว เบียดเบียนคนอื่น มีเจตนามีจิตวิญญาณ ตอนนี้ ยิ่งเจริญมากเข้าก็ยิ่งเห็นแก่ตัว ยึดเอาโลกทั้งโลกเลย เหมือนคนทุกวันนี้ อยากจะเป็นเจ้าโลกให้ได้ แต่ละประเทศ ตัวใหญ่ๆของแต่ละประเทศอยากจะเป็นเจ้าโลก อย่างเช่นนายโดนัล ทรัมป์ หาเสียงด้วยคำว่า The Great American จะสร้างให้อเมริกานี้ยิ่งใหญ่ อย่างนี้เป็นต้น เขาเองทำไปแล้วไม่มีใครว่าเขา ชาวอเมริกันก็เอาตามเขา นี่คือความเห็นของชาวอเมริกัน ว่าต้องเป็นใหญ่ เป็นตัวตนที่ใหญ่ เป็นคุณสมบัติของปุถุชน แต่เป็นโทษสมบัติของอาริยชน ปุถุชนจะคิดว่าเป็นคุณสมบัติ อาริยชนจะคิดว่าเป็น โทษสมบัติ อาตมาพูดด่าว่าตำหนิ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีทำอย่างนั้นมันไม่ถูก เขาไม่รู้หรอกว่าไม่ดีไม่ถูก 600607_พ่อครูเทศน์ก่อนฉันอโศกรำลึกครั้งที่ 36 แม่บทของสรรพศาสตร์คือพุทธศาสตร์