สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สัมมาทิฏฐิ) ตอน ทิศทางของศาสนาพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.37 KB
วันที่แก้ไข13 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สัมมาทิฏฐิ) ตอน ทิศทางของศาสนาพุทธ พ่อครูว่า...วันนี้วันที่ 6 แล้ว เมื่อวานวันที่ 5 วันนี้วันที่ 6 มิถุนายน 2560 ขึ้น 12 ค่ำเดือน 7 ปีระกา วันที่ 5 วันที่ 6 เดือน 7 อาตมาเกิดจริงๆก็วันที่ 5 เดือน 7 แต่แรม 8 ค่ำ คือมันสับสน เลข 18 นี้มาจากไหน คือในใบสุทธิ บอกว่าอาตมาเกิดวันที่ 18 ในสำมะโนครัวเกิด 8 มิ.ย. ส่วนวันเกิดจริงนั้น 5 มิ.ย. คือยากที่จะรู้ความจริง ก็เป็นวันที่เราจัดงาน คือสังคมมนุษยชาติที่มีปัญญาจัดงานรวมพล ขึ้นมาเพื่อให้เป็นองค์ประกอบชี้นำ จูงนำน้อมนำไปสู่จิตวิญญาณ ให้จิตวิญญาณได้รับค่ารวมผลรวมจากกรรมกิริยาองค์ประกอบต่างๆ นี่เป็นความฉลาดในความเป็นมนุษย์ ต่างคนต่างคิดวิธีการ หารูปแบบสีสันรูปร่างวัตถุ ลีลาต่างๆสารพัด รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แล้วเอามาให้มันมีอำนาจ มีฤทธิ์เดช ที่จะรวมพลังเข้ามาสู่ผลที่เขาต้องการ ผลที่เขาต้องการนี่แหละคือ ภูมิปัญญาขององค์กรนั้นๆ หรือคนนั้นๆ ที่สร้างรูปแบบขึ้นมา รูปแบบของศาสนาพุทธ ก็ตามแต่ทิฏฐิ ความรู้องค์รวมของใครคิดสร้างขึ้นมา สำหรับอาตมาก็มีความรู้ความเห็น แล้วบอกให้คนช่วยกันจัดองค์ประกอบวิธีการ เพื่อโน้มนำเหนี่ยวนำไปสู่ผลที่ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด มันเป็นความจริงใจ ของแต่ละองค์กร แต่ละวิธีการรูปแบบ ที่เขาทำกัน มันก็เป็นความจริงใจ ของแต่ละคน แต่ภูมิธรรมไม่เท่ากัน ผลเลยออกมาไม่เท่ากันผล ก็นำไปสู่จุดที่ต้องการ อาตมาเองอาตมาก็มั่นใจ 1 ตั้งใจจะนำพาสู่ความรู้ของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่รู้ว่าเราจะมาทำหน้าที่นี้ทั้งชีวิต ออกมาตั้งแต่อายุ 36 ปีพ. ศ. 2513 ก็ออกมาทำงานนี้ ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ ตามภูมิตนเองที่มั่นใจ ของเขาก็มั่นใจของเขาทั้งนั้น ส่วนมันจะจริงจะถูกต้องกว่ากันนะ เขาก็เชื่อมั่นของตัวเองทั้งนั้น ก็ต้องใช

อ่านต่อ

้ภูมิปัญญาของตัวเอง เลือกเอาเอง โดยท่านแนะนำว่าให้ฟังความทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่อย่างธัมมชโยบอกว่า ช่องนี้ช่องเดียว อย่างนั้นเป็นลัทธินอกศาสนาพุทธ เป็นการบังคับ หรือ monopoly อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งมันไม่ถูกต้องไม่แฟร์ ของพุทธเจ้าเป็นเรื่องแฟร์ ให้ตัดสินเอง ตัดสินถูกก็เป็นเรื่องของเขา ไม่ถูกก็เรื่องของเขา ไปโทษใครไม่ได้ อาตมาแสดงความจริง โดยการเอาความจริงออกไป ไม่สามารถบังคับภูมิปัญญาของคนได้ และอาตมาก็รู้ทำงานมาถึง 47 ปี เห็นชัดว่า คนรู้และเชื่อถือที่อาตมาพาทำนี้ส่วนน้อย 47 ปีนี้มีส่วนน้อย ที่รู้ได้ตามได้ และได้มรรคผล ได้ผลสำเร็จตามคำสอนนี้ไป โดยเป็นคนวรรณะ 9 เป็นคนทวนกระแสโลกีย์สามัญที่เอาแต่จะรวยไม่รู้จบ แต่คนที่จะมี จิตจริง เห็นดีแบบนี้ แล้วมาจน แต่มันติดกับกิเลสไม่ยอมจน ถ้าจนได้จะดี เข้าใจแล้ว แต่ยังจนไม่สำเร็จก็กิเลสตัวเอง แหม ดูสิ ทั้งที่เห็นดีเห็นงามว่ามาจนนี้ดี แต่ก็จนไม่สำเร็จ จนไม่ลง จนไม่ได้ จะต้องรวยอย่างนั้นแหละ น่าภาคภูมิใจที่ประเทศไทยมีในหลวงหรือพระเจ้าแผ่นดินที่เป็นพระโพธิสัตว์ จึงได้ตรัสออกมาชัดเจน ประกาศไปทั่วสากลว่าพระองค์มีภูมิธรรม เชื่อมั่นเข้าใจอย่างนี้ มาเป็นคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ขาดทุนนี่แหละเจริญ มันทวนกระแสคนทั้งโลก คนมีปฏิภาณลึกๆเข้าใจว่าดี ขานรับแต่ไม่ค่อยทำตาม ไม่ต้องเอาคนศาสนาอื่น เอาคนไทยนี่แหละ ในหลวงมีพระปัญญาธิคุณเห็นว่า จนดีกว่ารวย แต่ความประพฤติของคนไทยยังไปสะสมกอบโกย แย่งชิง โง่ที่ไหน รู้ว่าดี ไม่ใช่คนโง่ ต้องตอบให้ถูก ไม่กลัวไม่โกง แต่ตอแหล รู้ว่าดี ขานรับ แต่ตัวเองกลับทำตรงกันข้ามกับที่ตนเองยอมรับ พูดถึงตรงนี้ นี่คือเนื้อหาแท้สัจจะของคน สอนว่าทรัพย์สมบัติในโลกนี้ไม่ต้องไปแย่งชิงทุจริตมา แต่ขยันหมั่นเพียรเรียนรู้ความพอดีพอเพียง ตื่นรู้ว่าชีวิตร่างกายกินเท่าไหร่อยู่เท่าไหร่ ไม่ต้องเฟ้อเกิน ไม่ต้องมากมีอะไร ถ้าเกินมาอยู่ที่คุณ คนอื่นก็ขาดแคลนก็ต้องแย่งชิงกัน เป็นภัยต่อโลก เกิดความวุ่นวายเดือดร้อนเลวร้าย มาเป็นคนไม่ต้องสะสม ไม่ต้องเอาเปรียบเอารัด มันเป็นคุณค่าความดีงามทั้งนั้น ไม่สะสมแล้วดี ไม่เอาเปรียบเอารัดยิ่งดี ไม่โกงทุจริตยิ่งดีมหาดีเลย เอาเปรียบเอารัดก็ชั่วรองลงมา หรือฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา ไม่สามารถห้ามตัวเองได้ เพราะไม่ได้ล้างต้นตออยู่ที่จิต พระพุทธเจ้าเรียกว่าอนุสัยอาสวะ เกาะติดก้นบึ้งของจิต อันนี้ต้องเรียน พระพุทธเจ้าสอนให้มีปัญญาหยั่งรู้ เข้าไปถึงอาการจิต อาการหยั่งรู้ รู้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อุเทสคือฟังที่อาตมาอธิบายนี้ แล้วเอาไปทำ ทำจิตในจิตคือมนสิกโรติ หรือมนสิการ ทำให้ถูกแท้ ถูกต้อง มีธาตุรู้ไปหยั่งรู้ แยกแยะรู้อาการจิต ว่าอย่างนี้คือโลภมาให้แก่ตัว โลภจนเอาเปรียบ โกง ทุจริต ทำร้ายฆ่าแกงผู้อื่น มันก็จะรู้ความจริงว่าเราเลวร้ายอำมหิตขนาดนี้หรือ แล้วก็พยายามอย่าให้พลังงานที่เลวร้าย ไปทำงานต้องพยายามแม้จะกดข่มบังคับก็ตาม แต่จะให้ดีต้องใช้ปัญญา ถ้าเราเอาแต่คิดพิจารณารู้ แล้วแยกแยะด้วยเหตุด้วยผลเฉยๆ เขาเรียกตักกะ แต่ไม่เป็นสัจจะ ปัญญาของพระพุทธเจ้าต้องประกอบไปด้วยองค์ 6 อันนี้ยังยาก ทุกวันนี้อธิบายยังไม่เก่ง 600606_เทศน์ก่อนฉันอโศกรำลึก โดยพ่อครู องค์ 6 ของปัญญากับการปหาน 5

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน