การเมืองสุดยอดคือรับใช้อย่างไร้ตัวตน.docx
เนื้อหาในไฟล์
การเมืองสุดยอดคือรับใช้อย่างไร้ตัวตน (๘) อธิบายเพิ่มเติม ๓) อุดมการณ์ของศาสนาพุทธ! ศาสนาพุทธ ไม่สอนคนให้ทำตนเป็น“เจ้า” หรือ“หลงตน”ว่าเป็น “เจ้า“เป็น“นาย”ใคร มีแต่สอนให้เป็น“ผู้รับใช้”หรือเสียสละช่วยผู้อื่น (อย่าทำตนเป็น“ผู้รับจ้าง”เด็ดขาด) มันเป็นความสุดยอดแห่งความเป็นคุณค่าของความเป็นคน ที่ไม่ถือตัวตน พ่อครูว่า…นักการเมืองน่าจะเรียนรู้ แต่นักการเมืองมักบอกว่าผมจะไปรับใช้ประชาชนซึ่งไม่จริงหรอก ต้องมาศึกษาศาสนาพุทธจริงๆจึงจะไม่มีตัวตนได้คนนี้คือนักการเมืองตัวเอก อย่างอาตมาเป็นนักการเมืองตัวเอก พวกคุณเป็นนักการเมืองชั้นสูง ไม่ต้องไปวุ่นกับพวกนั้นหรอก พวกนั้นยุ่งชิบหายเลย พวกเราเป็นนักการเมืองในประเทศและต่างประเทศได้แล้ว เพราะพวกเราเป็นนักการเมืองที่เป็นนักประชาธิปไตยที่ดีที่สุด และก็ปฏิบัติประพฤติอยู่ในสังคมในโลก โดยไม่ต้องเป็นภาระของรัฐบาล ไม่ต้องเป็นภาระของผู้บริหารต่างๆ เพราะเราทำตนเป็นพลเมืองที่ดีที่สุดแล้ว ผู้สำเร็จธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์เป็นพระอาริยะแล้ว สบายแล้ว ไม่เป็นภาระของการบริหารประเทศ ผู้บริหารไม่ต้องห่วง สบาย นี่ไม่ใช่พูดเอาดีใส่ตัวแต่พูดความจริง อาตมาก็สบายใจตรงที่ว่าอาตมาได้ช่วยชาติ ช่วยตรงที่ทำให้คนเป็นคนมีภูมิปัญญาพุทธศาสนาที่เป็นโลกุตระ จึงเป็นคนที่อยู่ในสังคมประเทศ เป็นมวลประชาชนของประเทศที่ไม่มีภัยไม่มีโทษ ไม่เป็นตัวก่อความวุ่น แต่เป็นคนช่วย ไม่ว่าจะช่วยทางเศรษฐศาสตร์ ช่วยทางรัฐศาสตร์ ช่วยทางสังคม สมบูรณ์แล้ว อาตมาทำงานนี้ได้ช่วยประเทศอย่างหนึ่งโดยไม่เคยรับเงินเดือน แต่ก็ช่วยคนได้ เป็นพลเมืองของประเทศจำนวนเท่าไหร่ก็เท่านั้น แล้วก็พยายามขยายเพิ่ม คนที่ฟังรับได้เข้าใจก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่ได้แล้วก็เป็นแก่นแกนของสังคมของประเทศไป ศาสนาพ
อ่านต่อ
ุทธ ไม่สอนคนให้ทำตนเป็น“เจ้า” หรือ“หลงตน”ว่าเป็น “เจ้า“เป็น“นาย”ใคร มีแต่สอนให้เป็น“ผู้รับใช้”หรือเสียสละช่วยผู้อื่น (อย่าทำตนเป็น“ผู้รับจ้าง”เด็ดขาด) มันเป็นความสุดยอดแห่งความเป็นคุณค่าของความเป็นคน ที่ไม่ถือตัวตน ใครจะยกย่องให้ตนยิ่งใหญ่สูงส่งอย่างไรแค่ไหน ก็ไม่“หลงตน” ไม่ถือตนว่าตนเป็นใหญ่ แล้วข่มผู้อื่น หรือเบ่ง แม้เราจะใหญ่จริงสูงจริง เราก็แค่ผู้มีประโยชน์ก็ประเสริฐแล้ว ดีแล้ว เราก็เป็นแค่“คนดี”ในโลกที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่นจริง สามารถทำงานให้แก่ผู้อื่นได้ เกิดประโยชน์ขึ้นมาแก่คน แก่สังคม แก่โลกตามจริง มันก็ดีแล้ว พ่อครูว่า…คนเราได้แค่ที่อาตมาพูดไปนี้ดีสุดแล้ว เป็นผู้รับใช้โดยไม่มีตัวตนนี้สุดยอดแล้ว
(๙) อธิบายเพิ่มเติม ๔) เป็นผู้รับใช้นี่แหละ ดีเลิศสุดยอดแล้ว! คนเราได้แค่นี้แหละดีที่สุดแล้ว อย่าหลงอยากได้อะไรมาเลอะตนเองไปกว่านี้เลย พ่อครูว่า…คนที่มีชีวิตอยู่อย่างรับใช้ผู้อื่น โดยไม่ได้เอาอะไรให้แก่ตัวเองเลย อาศัยให้คนอื่นเขาเลี้ยงดูแลว่า ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา ทุกวันนี้อาตมาสบายๆ ให้คนอื่นเขาเลี้ยงดูแลไว้ เราก็ดูแลตัวเอง พยายามทำงานรับใช้ผู้อื่นไป งานที่จะรับใช้สูงสุด ก็มาสอนความรู้ความจริงนี่แหละ พาประพฤติ พาทำด้วย อาตมาตอนนี้อายุมากแล้วก็ไม่ค่อยได้พาทำ ได้แต่พูดแต่สอน คนที่ยังมีเรี่ยวมีแรงยังรับช่วงต่อจากอาตมาก็ไปช่วยทำอยู่ไปตามลำดับ ก็สืบทอดกันไปตามเวลา “เรา”ได้มีประโยชน์แก่คน เราได้“รับใช้”คน นี่ดีสุดแล้ว แต่อย่าทำตนเป็น“คนรับจ้าง”เป็นอันขาด “ผู้รับใช้” กับ “ผู้รับจ้าง” เป็น“ภาวะ ๒”หรือ“เทฺว”คู่หนึ่งที่มีความสำคัญยิ่ง มีนัยะลึกซึ้งในความแตกต่างกันยิ่งๆ พ่อครูว่า…ผู้ที่ได้รับค่าจ้าง 1. เป็นเงินทอง 2. เป็นการปูนบำเหน็จเป็นตำแหน่งลาภยศ 3. ไม่มีทั้งทรัพย์สินเงินทองให้ ไม่มีทั้งยศฐาบรรดาศักดิ์ แต่ให้สรรเสริญ ให้คำยกย่องเชิดชู 4. ไม่มีทั้งสรรเสริญยกย่องเชิดชู ไม่มีทั้ง 1 2 3 เลย ลาภก็ไม่ได้รับ ยศก็ไม่ได้รับ สรรเสริญก็ไม่ได้รับ แต่ยังยึดความสุขอยู่ ทำแล้วก็อาศัยความสุข ก็ยังไม่ใช่ผู้ที่หมดตัวหมดตน ยังมีโลกธรรมอยู่ อาการสุขที่คุณยังยึดอยู่เป็นอย่างไร อาการที่คุณยังยึดสรรเสริญเป็นอย่างไร ยึดในยศศักดิ์ ยึดขั้นตอนว่าชั้นสูงนะ เขาไม่ได้มาปูนบำเหน็จให้ยศคุณหรอก แต่อย่างอาตมาเขาปูนบำเหน็จให้เป็นพ่อครู อาตมาก็ต้องรู้ตัวว่าเป็นพ่อครูจริงไหม เป็นพ่อครูจริง แต่อาตมาไม่ได้ไปติดในรสว่าเป็นพ่อครู ต้องมีอำนาจบาตรใหญ่เขากลัว ไม่ใช่ พ่อครู คือผู้สอน คือผู้บอกความจริงจบ ใครจะมาเอาก็เอา ใครไม่เอาก็เป็นตัวใครตัวมัน “ผู้รับใช้” กับ “ผู้รับจ้าง” เป็น“ภาวะ ๒”หรือ“เทฺว”คู่หนึ่งที่มีความสำคัญยิ่ง มีนัยะลึกซึ้งในความแตกต่างกันยิ่งๆ
(๑๐) อธิบายเพิ่มเติม ๕) พ่อท่านออกตัวมีแต่เจตนาดี อย่าเอาทิฏฐิมาปิดกั้นความรู้นี้! อาตมาพยายามอธิบาย“ความแตกต่าง” ไม่ได้ทำความแตกแยกให้เกิดแก่ใครดอกนะ! หากผู้ใดรู้สึกว่า เป็นการก่อความแตกแยกก็ดี เป็นการยกอันนั้นข่มอันนี้ก็ตาม ขอให้ทำความเข้าใจให้เป็นกลางๆเถิด ว่านี้คือ“ความจริง” ที่คนยึดถือกันในโลก ที่เป็นจริง ปฏิเสธไม่ได้ ก็อยู่แต่ว่าใครจะยอมรับนับถือ เชื่อถือ“โลกยะ”หรือ“โลกุตระ” อย่างใด-แบบใด”เท่านั้น ซึ่งเป็น“สิทธิ”อันสัมบูรณ์ของแต่ละคน เป็น“ความอิสระ”ของแต่ละคนจริงๆ พ่อครูว่า…เพราะฉะนั้นใครที่ไม่ยึดสอง เห็นความจริงที่อาตมาพูดนี่เป็นหนึ่งเดียว คนนั้นก็มีความเห็นตรงกับอาตมา แม้ฟังคำสาธยายของอาตมาเข้าใจก็จะตรงกันเป็นหนึ่งเดียวตลอดเลย แม้คำภาษาอาจจะยังไม่เข้าใจอยู่ เป็นแต่เพียงติดขัดว่าภาษานี้เราไม่เข้าใจ แต่เขาจะไม่ขัดแย้ง จะทำความรู้กับภาษานั้นแล้วจะรู้ว่าทัศนะนี้หมายถึงมิตินี้หมายถึงนัยยะอย่างนี้มุมเหลี่ยมนี้ แม้แต่ชาวพุทธ ก็ฟัง อันนี้โลกียอันนี้โลกุตระ แม้จะเห็น 2 อย่างแล้ว แต่ถ้าแต่ละคนยังไม่เป็นพระอรหันต์ตรงกัน คุณก็ยังแย้งกัน จะแย้งกันด้วยสาระสภาวธรรมหรือจะแย้งกันด้วยพยัญชนะก็ตาม
(๑๑) อธิบายภาวะ ๒ ระหว่างโลกียะกับโลกุตระแตกต่างกันตรงไหน ทีนี้ก็มาสาธยายต่อไป ถึงเรื่อง“โลกียะ”กับ“โลกุตระ”นี้แหละ เป็นเรื่องสุดยอด ซึ่งก็คือ“ภาวะ ๒”เรื่อง“เทฺว”แท้ๆนะ! เพราะ“ความรู้-ความฉลาด”ของคนในโลกนั้นยังเป็นแบบ“โลกียะ” เป็น“เทฺวนิยม”นี่แหละมาก มีอยู่ตลอดกาลนาน ยังไม่ใช่“อเทฺวนิยม” ยังไม่เป็น“โลกุตรธรรม” พ่อครูว่า…การรู้ธรรมะเรียนรู้แค่ธรรมะ 2 นี่แหละโลกียะกับโลกุตระ ถ้าไปเรียนรู้แค่โลกีย์คุณก็เรียนรู้ความดีความชั่วแล้วก็ทำดีให้ได้ดีสูงสุด อย่าทำชั่วเลย ให้ได้ ไม่ทำชั่วได้จริงๆทำแต่ดีก็สูงสุดแล้ว แต่ไม่รู้ถึงเบื้องลึกถึงจิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่สามารถแยกแกเข้าไปถึงเนื้อหาสภาวะของปรมัตถธรรม หรือจิตทั้งหลาย ไม่รู้ ไม่สามารถที่จะรู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่รู้แยกไม่ได้ โลกียะจะแยกไม่ได้ ขอจำนนต่อจิตวิญญาณมีนิรันดร ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าจิตก็จะเป็นอนัตตาได้ ไม่มีตัวตนจริงๆได้เป็นมายา แต่อาศัยจนกระทั่งเหนือกว่ามายานั้น เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า มายาหรือมาร เราหักเรือนยอดเธอแล้วมาร ไป มารก็ไม่มีที่อยู่ที่อาศัย ไม่มาตอแยอีก อาตมาเป็นนัก ประชาธิปไตย ชั้น 1 เป็นผู้รับใช้ แต่ไม่ไปรับใช้พวกที่หยำฉ่า มันเสียของเละเทะ เอามารับใช้ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ ตั้งใจจริงยินดีจะมา โดยไม่ได้สงวนสิทธิ์ อาตมาก็กระจายไปทั่วมีทั้งโทรทัศน์และอย่างอื่นกระจายไป ใครเห็นดีก็มาเอาเองเป็นอิสรเสรีภาพ อย่างพวกคุณแต่ละคนมานั่งศึกษาฟังอยู่นี่ อิสระของพวกคุณเองทั้งนั้น คุณมา ไม่ได้บังคับไม่ได้หลอกล่อ ไม่ได้อ่อยเลย ความจริง 640613_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เปิดยุคบุญนิยมเล่ม 2 ตอน 2