กระดาษคือภาวะสองหมดกระดาษก็หมดภาวะ 2.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข13 มิถุนายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

กระดาษคือภาวะสองหมดกระดาษก็หมดภาวะ 2 (๖) อธิบายเพิ่มเติม ๑) การเรียนรู้ภาวะ ๒ หรือเทฺว เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก! [ที่เรากำลังสาธยายกันอยู่นี้ ขอยืนยันว่ากำลังแยกแยะ“ความรู้-ความเห็น”ที่แตกต่างกันของ“ภาวะ ๒”คือ“เทฺว” เป็นคำหลัก คำว่า “เทฺว”นี้แปลว่า“๒” ซึ่งเป็น“ภาวะ ๒”ที่ยิ่งใหญ่มากในโลก และกำลังอธิบาย“ธรรมะคู่เอก” ที่มี“ความแตกต่างกัน”อยู่จริงนิรันดร ได้แก่“โลกียธรรม” กับ “โลกุตรธรรม” พ่อครูว่า…ถ้าใครชัดเจน รู้ทะลุคำว่า เทวะ ได้ครบสมบูรณ์แบบเลย จนสามารถทำความเป็นเทวะสิ้นไปจากตัวเองได้เลย ภาวะ 2 ไม่มีภาวะ 2 เลยเข้าใจ 2 ได้ดีหมด สามารถที่จะสรุปสอง 2 เป็น 1 ได้ ที่สุดเป็น 0 ได้เลย ทุก 2 เอามาเปรียบเทียบกัน ง่ายๆก็คือ มีภาวะ 2 เอามาเทียบกันแล้ว อะไรควรกว่า ดีกว่า เหนือกว่าเอาอันนั้น ง่ายๆจะเป็นอย่างนี้ อีกอันหนึ่งก็คือไม่ดีเท่า เก๊ ไม่สมบูรณ์ไม่บริบูรณ์ เอา 1 สำหรับความมีสำหรับการเป็นอยู่ แม้ที่สุดรู้ว่า 1 นี้ก็ไม่ใช่อัตตาตัวตน 1 ก็สลายเป็น 0 เป็นดินน้ำไฟลมไม่ได้ นี่คือจบสุดของศาสนาพุทธเป็นถึงขนาดนั้นได้ถึงขนาดนั้น ซึ่งก็คือ ความจริงของ“เทฺว” หรือ“ภาวะ ๒” สุดยอดยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติในโลก การสาธยายนี้เป็นวิชาการ จึงไม่ใช่การก่อความแตกแยก แต่เป็นการแยกแยะ“ความจริง” หรือทำความชัดเจนของ“ธรรมะ ๒” ที่เป็น“โลกียะ”กับ“โลกุตระ” อันมีจริงเป็นจริงอยู่ในโลกนิรันดร ให้มนุษยชาติอาศัยและศึกษา“เทฺว”กันอย่างมีที่สุดของ“จริง” และมีที่“จบ”ของสุด “เทฺว”จึงชื่อว่า “ยิ่งใหญ่”สุดๆในโลก ทั้ง“จริง”ทั้ง“จบ” นั่นคือ คนในโลกตลอดกาลนาน พ่อครูว่า…คนในโลกถ้ายังไม่มีความจริงความจบก็ยังไม่สูงพอ ไม่มีความรู้ความฉลาดอะไรจะเกิน เมื่อคุณถึงจุดจริงและจุดจบ

(๗)อธิบายเพิ่มเติม ๒) ทุกปรากฏการณ์มีภา

อ่านต่อ

วะ ๒ หรือธรรมะ ๒ ทั้งหมดทั้งสิ้น! ซึ่งจะมีผู้เชื่อถือความเป็น“เทฺว”กับผู้เชื่อถือความเป็น“อเทฺว” อันคือ“ภาวะ ๒” ที่คนต้องมี-ต้องเป็น“โลกียะ”กับ“โลกุตระ”นี่แหละในความเป็นมนุษย์ เลี่ยงไม่ได้เลยใน“ความเป็นจริง”นี้ พ่อครูว่า…โลกุตระรู้โลกียะด้วย แต่โลกียะไม่บังอาจไปรู้โลกุตระได้ เป็นความรู้เดียวไม่เป็นความรู้ 2 และโลกุตระเป็นความรู้ 2 นี่แหละคือความเป็นมนุษย์ คนที่เป็นอิสระ ทางเทวนิยมเป็นศาสดาเขาก็ว่าเขารู้เต็มที่ ทำให้คนเชื่อถือได้จนคนยอมรับว่าเขาเป็นผู้ที่รู้ที่สุด เป็นที่หนึ่งก็มีอิสระสูงสุด เป็นเจ้าของหรือเป็นผู้รู้สุดยอดของกลุ่มหมู่ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นศาสนากลุ่มไหนมีศาสดาเป็นเอกทั้งนั้น ศาสดาเป็นหัวยอดของคนกลุ่มนั้น คนกลุ่มที่ยอมรับนับถือก็ยกให้เป็นหนึ่ง แม้โลกุตระก็เช่นเดียวกัน ยกยอดให้พระพุทธเจ้าเป็นหนึ่ง แต่ที่นี้ในรายละเอียดของความรู้ของพระศาสดา ศาสดาของเทวดานิยม ศาสดาของอเทวนิยมหรือของศาสนาพุทธ จะมีนัยยะความรู้ความฉลาดต่างกัน โลกียะหรือเทวนิยมไม่สามารถมีความรู้ที่ต่างเป็นอันอื่นจากที่โลกีย์มีที่ศาสดามี นั่นแหละ อัตตาเขา ส่วนโลกุตระนั้นรู้ทั้งของที่ศาสดาโลกียนั้นมี คือดีที่สุดของคนหรือชั่วที่สุดของคนรู้ความดีความชั่ว แต่โลกีย์จะไม่รู้เรื่องสุขที่สุดทุกข์ที่สุด ว่าคืออะไร เพราะสุขที่สุดทุกข์ที่สุดนั่นคือมาร คือมายา คือนักเล่นกลตัวเก่ง ที่แม้แต่พระเจ้าก็ยังหลงนักเล่นกลอยู่คือความสุข ยังเป็นส่วนหนึ่งของมาร พระเจ้ายังเป็นส่วนหนึ่งของมารคือยังยึดสุขอย่างเป็นสุขนิยม แต่พระพุทธเจ้านั้นหมดเลยสุขก็ไม่เหลือค่า มันเลยตัดยอดรายเดือนของมารที่มาสร้างขึ้นมาในโลก มหาจักรวาลนี้ ล้างบางของมารหมดเลย ไม่เหลือที่อาศัยแม้แต่เรือน อย่าว่าแต่ตัวตนเลย เรือนที่อาศัยของมันหมดตัวตนของมารก็หมด ไม่มีอะไรเกิดอยู่ในมหาจักรวาลเอกภพนี้เลย หมดสิ้นมาร หมดสิ้นสุขสิ้นทุกข์ เป็นอจินไตย ไม่ใช่เรื่องที่จะคาดคิดคะแนนเอาได้คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกหรอกไม่สุขไม่ทุกข์ พวกที่ไปนั่งหลับตาทำฌาน ก็เป็นไม่สุขไม่ทุกข์แต่เป็นไม่สุขไม่ทุกข์แบบ กิณหา หรือไม่สุขไม่ทุกข์แบบอาภัสรา แบบสว่างแบบมืด กิณหามืด อาภัสราสว่าง ก็มีสองนัยนี้ แบบสว่าง ก็ใช้ปฏิภาณฉลาด ทำให้จิตใจเราไม่สุขไม่ทุกข์ แต่เขาก็ยังสุขอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ติชนัทฮัน อย่าไปนึกถึงความขุ่นข้องหม่นหมอง ให้นึกถึงความเบิกบานใจ ความหม่นหมองความไม่สบายอย่าไปเอา ให้อยู่กับปัจจุบันสบาย เขาก็ยึดอารมณ์ ยึดอาการ ทำใจในใจแบบนั้น ไม่ได้หยั่งเข้าไปถึงเนื้อหาจิต ที่มันมีตัวกิเลสตัวความโง่ ตัวที่ไม่รู้จักพลังงานที่แทรกอยู่ในจิตแล้วล้างตัวนี้ จนเกิดปัญญาอันยิ่งรู้ชัดเลยว่า อ๋อ.. มีธาตุปัญญาอันยิ่งรู้จบแล้ว ไม่ให้ตัวพวกสุขพวกนี้อยู่ได้เลย จิตก็กลางๆ เกิดจากสังขารเกิดจากสิ่ง 2 สิ่งปรุงแต่งกันอยู่เป็นธรรมชาติ เรียกมันว่าจิตหรือวิญญาณ ก็เรียนรู้ได้ด้วยนามรูป พยายามแยกเป็นธาตุ 2 มีสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้ อีกสิ่งหนึ่งเป็นธาตุรู้คือตัวเรา แล้วมันก็เกิดอารมณ์ 2 เมื่อมีผัสสะก็มีอายตนะ เกิดเวทนา ตามหลักปฏิจจสมุปบาท แล้วมันก็เกิดเป็นสุขเป็นทุกข์อยู่ในเวทนา ก็ล้างเหตุในเวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ทำอันนี้ได้สมบูรณ์แบบจบเป็นพระอรหันต์ เ มื่อมีอะไรมากระทบจิต ทำให้จิตที่ไม่สะอาดบริสุทธิ์ มีกิเลสอย่างหยาบ กลาง ละเอียด ก็เรียนรู้กิเลสหยาบ กลาง ละเอียด แล้วล้างให้หมด ล้างหมดได้แล้วก็ถาวรยั่งยืนเป็นจิต ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ไปถาวรเป็นอุเบกขาไปตลอดกาล เป็นอรหันต์ อรหันต์คือผู้มีอุเบกขา 5 นี้ตลอดไป ไม่เว้าแหว่งไม่แวะ เป็นอย่างนี้ถาวรคงทนยั่งยืนตลอดกาล อรหันต์ ไม่มีมัวหมอง ไม่มีสิ่งสุขสิ่งทุกข์ เข้าใจอาการของสุข อาการของทุกข์ดีที่สุด ไม่บกพร่อง ไม่มีเศษของอาการสุขนิดนึง อาการทุกข์นิดนึงก็ไม่มี โดยเฉพาะเหลือแต่สุขนิดนึงก็ไม่เหลือ หมดสุขหมดทุกข์ เพราะทุกข์กับสุขจริงๆมันอันเดียวกัน มันกระดาษแผ่นเดียว คุณจะเอาอันใดอันหนึ่งไม่เอาอันใดอันหนึ่งไม่ได้ จริงๆมีกระดาษ 2 หน้า เท่ากับไม่มีกระดาษ 2 หน้านี้ ที่มีอยู่ก็คือมันต้องมีกระดาษ 2 หน้า ถ้าคุณไม่ให้มีกระดาษ 2 หน้าก็คือไม่มีเลยทั้งหน้าไหนก็ไม่มี นี่เป็นภาษาจบ ถ้าคุณมีคุณต้องมีกระดาษ 2 หน้า แต่คุณไม่มีกระดาษ 2 หน้าคุณไม่มีอะไรเลย กระดาษคุณก็ไม่มี พวกเราฟังอาตมาพูดนี้ยิ่งกว่าพวกเซนเรียนกัน เขาเรียก โกอาน คำคมๆ งามดีมากว่า...ถ้ามีเป็นเสือจริง ไม่มีเป็นเสือกระดาษ พ่อครูว่า…ไม่มีเสือจริง เป็นเสือพลาสติกได้ไหม บางใส แต่ 2 หน้านะ 640613_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เปิดยุคบุญนิยมเล่ม 2 ตอน 2

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน