รู้อย่างไรจึงเรียกว่ารู้โลกุตระ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข14 มิถุนายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

รู้อย่างไรจึงเรียกว่ารู้โลกุตระ มาต่อเปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 หน้า 51 (๑๒) รู้แบบนี้คือโลกียะ นั่นคือ ยังเป็น“ความรู้่-ความฉลาด”ที่ไม่มี“นิพพาน” ไม่มี“สุญญตา” ไม่มี“อนัตตา” ไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“วิญญาณ” หรือความเป็น“เทฺว”อย่างบริบูรณ์สัมบูรณ์ยังเชื่อว่า“วิญญาณ”หรือ“อัตตา-อาตมัน”มีอยู่นิรันดร พ่อครูว่า...คำว่า บริบูรณ์กับสัมบูรณ์ คำว่าบริบูรณ์ยังไม่สิ้นสุดเท่ากับคำว่าสัมบูรณ์ บริบูรณ์ก็เป็นแต่เพียงความครบระดับ แต่ถ้าสัมบูรณ์ครบเป็น 0 เลย บริบูรณ์นี้ครบเป็น 9 คือ ปริ กับ ปูรณะ ส่วน สัมบูรณ์นั้น สัมม กับ ปูรณะ สมบูรณ์สุดจบ ไม่ใช่ปริรอบ แต่มีทั้งนอกทั้งในทั้งเนื้อทั้งเปลือกเลย สัมบูรณ์ (๑๓) แต่รู้แบบนี้คือโลกุตระ จึงไม่สามารถจัดการความเป็น“วิญญาณ”หรือ“เทฺว” จนกระทั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“ความรู้สึก(เวทนา)”ของตนว่า“ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ในจิต” พิสูจน์ได้ว่า มันคือ“มายา”ที่เราหลงเป็นทาสมัน เราสามารถ หมดสิ้น“สุข-ทุกข์”ในความ“กิเลสกาม”ได้แท้ๆ นั่นคือ จิตเป็น“เนกขัมมสิตอุเบกขา”ได้จริง เป็นต้น และที่สำคัญที่สุดคือไม่สามารถ“สิ้นสุด“วิญญาณ”ของตนถึงขั้น“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ได้สำเร็จ ความรู้“โลกุตระ”ของพระพุทธเจ้าซึ่งชื่อว่า ศาสนาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว” จนกระทั่งสามารถทำให้เป็น“อเทฺว”ได้สำเร็จ พ่อครูว่า…คุณต้องมีลิงคะเปรียบเทียบเพศว่า สุขมันเป็นอย่างนี้ ทุกข์มันเป็นอย่างนี้ คุณต้องรู้ความต่างด้วยตัวคุณเองว่าสุขมันเป็นยังไง ทุกข์มันเป็นยังไง หยาบ สุขมากทุกข์มากจนกระทั่งทุกข์น้อยลง กลางๆ จนกระทั่งละเอียดต่างกันนิดนึง จนกระทั่งแทบจะแยกไม่ออกเลยว่ามันสุขหรือมันทุกข์ พยัญชนะที่ว่า ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ จนมันแยกไม่ออกเลย เหมือนกับมันไม่มีสุขไม่มีทุกข

อ่านต่อ

์แล้ว คำพยัญชนะว่า ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ก็บอกอาการของมันว่าไม่มีสุขไม่มีทุกข์ มันก็เป็นไวพจน์กับคำว่าอุเบกขา อุเบกขา พยัญชนะคำนึงเลย อาตมาเคยแยกให้ฟัง คือคำว่า อุปะ + เอก+ ข ข แปลว่าว่าง เอกแปลว่า 1 อุปะแปลว่าใกล้ คือ เข้าใกล้ความเป็น 1 มันว่างแล้วนะ ถ้ามีตัวนึงก็มีความใกล้ความว่างมากแล้ว ถ้ายิงว่างเป็น 0 เลย เลย 1 ไปเป็น 0 เลย คือ ข ว่าง ที่ใช้คำว่า ข คำว่า ว่าง เพราะว่าคุณยัง เป็นคนมีจิตนิยาม คุณต้องรู้ความไม่มีสิ ไม่มีคือว่างไม่มีคือ 0 คุณต้องมีความรู้อยู่ เพราะคุณยังไม่ตายคุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณยังไม่ใช่ดินน้ำไฟลม ดินน้ำไฟลมมันไม่รู้เรื่องหรอก แม้พีชะ มันก็แยกไม่ออก แม้แต่พืชก็ไม่สามารถมีความรู้อย่างที่จิตนิยามของเวไนยสัตว์ จิตนิยามของอาริยะของผู้รู้นี้ยิ่งยอดเยี่ยม อย่างอาตมานี่คือผู้รู้ อย่าหมั่นไส้นะ และรู้อย่างที่อธิบายมานี้ยังไม่มีใครมาอธิบาย โดยเฉพาะในยุคนี้ เพราะว่าในยุคมีพระโพธิสัตว์มีพระพุทธเจ้าใหญ่กว่าธรรมะ แต่ในยุคนี้อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ เป็นผู้เจาะกระเปาะออกมาได้ก่อน ก็ถามหาใครเป็นพี่มาแสดงตัวหน่อย ถ้ารู้เหมือนกันแล้วจะไม่แย่งกันหรอกมันจะไปด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว สัจจะเป็นหนึ่งเดียวทั้งนั้นมันไม่มี 2 หรอก จะเป็นอริยสัจ จะเป็นนิพพานทั้งหมด ที่แยกกันอยู่มันยังไม่นิพพาน ยังไม่ใช่อริยสัจยังไม่จบ ถ้าจบแล้วไม่แย้งกันหรอกไปอ่านใน จูฬวิยูหสูตร มันต้องอ่านพลความในพระสูตรอีกมาก ไม่ใช่สั้นๆ ไปอ่านดูดีๆ ทำความเข้าใจให้แตกฉาน ซึ่งไม่มีสภาวะมันก็ยาก ต้องฟังโพธิสัตว์ ต้องฟังสัตบุรุษผู้ที่ท่านเข้าใจแล้ว อธิบายได้ดีๆ อย่าไปมีอัตตามากเลย ถ้าคุณเป็นโพธิสัตว์เป็นสัตบุรุษเอง จะเป็นผู้รู้ตัวโดยไม่มีความหลง ไม่มีความเลอะเทอะอะไรมีแต่ของจริง แต่ถ้าคุณไม่ใช่สัตบุรุษจริง คุณก็เลอะเทอะ คนอื่นเขาก็มาชี้มาบอกได้ว่าคุณยังไม่จริง คุณต้องฟัง โดยเฉพาะคุณต้องฟังฉัน อย่างที่อาตมาพูดนี้ อาตมานี่คือฉัน ฟังอาตมาเถอะ เพราะอาตมาเป็นไก่ตัวพี่ในยุคนี้ คนที่มีชีวิตอยู่นี่ฟังรู้เรื่อง คนที่ตายไปแล้วจะฟังรู้เรื่องอะไร อย่างมหาบัวก็น่าสงสาร แต่ยังสงสัยอยู่ตอนนี้ธัมมชโย เป็นสมีแน่นอน สมีธัมมชโย จะยังอยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่รู้กลายเป็นเรื่องลึกลับ เป็นคนที่ไม่มีความกล้าหาญ ไม่กล้าเปิดเผยตัว เหมือนพระเจ้าไม่กล้าเปิดเผยตัว ไม่กล้า ไม่อาสโภ ในหนังสือเล่มนี้อาตมาก็อธิบายไว้ว่า พระเจ้าไม่กล้าเปิดเผยตัว เป็นสิ่งลึกลับ เป็นสิ่งไม่รู้ พระเจ้าไม่รู้ตัวเองไม่เคยศึกษาตัวเองก็ไม่รู้ แม้ที่สุดพระบุตรของพระเจ้าก็ไม่รู้ตัวเอง ไม่ได้ศึกษาตัวเอง ก็เลยไม่รู้ว่าความรู้ที่ตัวเองมีคือของใคร ที่แท้เป็นของตัวเอง ตนเองสั่งสมมาชาติแล้วชาติเล่า แล้วก็ไม่รู้ตัวเองเพราะไม่รู้กรรมวิบาก การสั่งสม เพราะสอนไว้ว่าเกิดชาติเดียว ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด แม้จะเป็นเทวนิยมที่มีหลายชาติแต่ก็ไม่บริบูรณ์ไม่สมบูรณ์ อย่างเก่งก็มี ทิฏฐิที่แยกแตกต่างกันระหว่าง อาศัยขันธ์อดีตมาระลึกรู้ ก็ได้ 18 อาศัยขันธ์ที่บวกทั้งอดีตทั้งอนาคตรวมปัจจุบันด้วยก็ได้ 44 เป็นทิฏฐิ 62 ที่พระพุทธเจ้าประมวลไว้ อาตมาก็ยังไม่อยากจะเอามาอธิบาย มันจะยากมากเลย ละเอียดเข้าไปถึงอดีต อนาคต ปัจจุบัน สลับซับซ้อนกัน ก็เลยทิ้งไว้ก่อน แม้อาตมาถ้าจะอธิบายก็ต้องลำดับไม่สับสน ยาก ก็เอาไว้ก่อน เพราะฉะนั้นโลกุตระกับโลกียะ ตั้งแต่หยาบ จนกระทั่งแยกละเอียด ต้องจับให้ดี ต้องรู้ให้ดี ตามศึกษาโดยการฝึกฝนปฏิบัติให้ได้สภาวะ ถ้าไม่ได้สภาวะมันเป็น อจินไตย ไม่มีสิทธิ์ที่จะคิดเอา อจินไตยคือไม่มีสิทธิ์จะคิดออกด้วยการคาดคะเนเอา จะต้องมีความจริง มีสภาวธรรมในจิตสั่งสมกันเป็นอัญญธาตุ จึงเป็นกรอบของความรู้ความจริงที่สั่งสมไปทีละหน่วย พอถึงสมมติมาเต็ม 100 คุณก็ต้องสะสมไปถึง 50 หน่วยใน 100 หน่วย 51 หน่วยก็เริ่มมี อัญญธาตุตัวที่จะเริ่มเข้ากระแสจริงๆ ถ้าโลกียะก็คือฝั่งนี้ ฝั่งโลกุตระก็คือฝั่งนี้ ก็ต้องเลยขีด 50 เป็น 51 ถ้าไป 52 53 54 จะไปนับเป็นโลกุตระแท้ๆก็ยังไม่ได้ ต้องไปถึงอีก 25 รวมแล้วเป็น 75 ถึงค่อยเข้าท่าหน่อย เลย 75 ไปแล้ว มันถึงจะค่อยๆสู่ที่สุดที่สูง สัมโพธิปรายนะ ถ้าแบ่งเป็น 4 ส่วน 25 50 75 100 ใช้สังขยา พวกนี้มาอธิบายแยก แบ่งรายละเอียดเอาตัวเลขสังขยา ก็ทำให้อธิบายได้ดีเป็นคณิตศาสตร์บ้าง ก็ไม่ต้องละเอียดลอออะไร เมื่อรู้สภาวะแล้ว คณิตศาสตร์ก็จะใช้น้อย สภาวะมันเป็นตัวจริงกว่าตัวเลข ตัวเลขมันเป็นเครื่องหมายให้รู้ จนกระทั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“ความรู้สึก(เวทนา)”ของตนว่า“ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ในจิต” พิสูจน์ได้ว่า มันคือ“มายา”ที่เราหลงเป็นทาสมัน เราสามารถ หมดสิ้น“สุข-ทุกข์”ในความ“กิเลสกาม”ได้แท้ๆ นั่นคือ จิตเป็น“เนกขัมมสิตอุเบกขา”ได้จริง เป็นต้น และที่สำคัญที่สุดคือไม่สามารถ“สิ้นสุด“วิญญาณ”ของตนถึงขั้น“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ได้สำเร็จ ความรู้“โลกุตระ”ของพระพุทธเจ้าซึ่งชื่อว่า ศาสนาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว” จนกระทั่งสามารถทำให้เป็น“อเทฺว”ได้สำเร็จ พ่อครูว่า…ที่มี 1 เดียว เพราะคุณยังมีธาตุรู้ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 640614_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 ตอน 3

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน