สิริมหามายาของอาสวะแและอนุสัยในความเป็น static กับ dynamic.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข14 มิถุนายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

สิริมหามายาของอาสวะแและอนุสัยในความเป็น static กับ dynamic คนนี้ก็เขียนมาว่าเข้าใจ _ดิฉันรู้จัก “บุญ” แล้ว ทั้งๆที่ “บุญ” ไม่มีตัวตน แต่ก่อนเคยมีอารมณ์โกรธแรง เวลาผ่านไป เหตุการณ์ซ้ำที่น่าจะโกรธเหมือนเดิมเกิดอีก แต่อารมณ์โกรธหายไปเฉยๆ กระทบเราก็รับรู้ แต่อาการโกรธหายไปเฉยๆ ตัวเองก็งงมันหายไปไหน ตอนไหน ทำไมเราไม่รู้ตัว จับจิตตัวเองไม่ทัน ก็คิดว่าจิตเราไม่แยบคาย ต้องศึกษาปฏิบัติเพิ่มอีก ผลการอ่าน เปิดยุคบุญนิยมเล่ม 2 ทำให้เข้าใจ “บุญ” ว่า อารมณ์โกรธนั้นหายไป เพราะเกิด “บุญ” แล้ว บุญไม่มีตัวตน ในหน้า 286 จะพบว่า “บุญนั้นต้องไม่วนไปมาหรือต้องไม่มี 2” ชัดเลยว่าบุญไม่ใช่เทวะ พ่อครูว่า…แต่เทวนิยมเอาชื่อบุญไปใช้เรียกนักบุญ ขี้ตู่ เขาไปเรียกหน้าตาเฉยว่านักบุญ เห็นไหมเป็นความเข้าใจไม่ได้ของเขา ด้วยความเข้าใจของคนทั่วไปก็เข้าใจแบบเขาเยอะ เข้าใจบุญว่าเป็นกุศล นักบุญคือผู้รู้ นักผู้เสียสละ สภาพ “วน” คือ เมื่อเราจับอารมณ์(นาม)ได้ และสามารถตามหารูปที่เกิดจากนามตัวนี้ได้ เรียกว่าแยกรูปแยกนามได้ ตัวที่ถูกรู้คือรูป ตัวที่รู้เองคือนาม เมื่อตามรู้ลึกเข้าไปอีกก็ทำให้นามก็แปรสภาพเป็นรูป และหานามที่ลึกซ้อนได้อีก นี่คือสภาพ “วน” ใช่ไหมคะ พ่อครูว่า…นามเป็นผู้รู้ ตกลงรูปมันไม่รู้เรื่องหรอกแต่นามต่างหากรู้ รูปมันอยู่กับนาม นี่คือสิริมหามายา ที่อาตมาตั้งแต่อาตมาแยกรูปแยกนามไว้ในหนังสือคนคืออะไรทำไมสำคัญ นักหนังสือเล่มแรกที่อาตมาเขียน จนทุกวันนี้ก็ยังเขียนเรื่องรูปนามอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้เรื่องอาหาร 4 วิญญาณคือนามรูป ถ้ารู้จักนามรูปคือรู้จักวิญญาณได้บริบูรณ์ถ้วนรอบหมด หมดวนสลับซับซ้อนหมด หมดสงสัยหมดลังเลรู้ชัด จับได้ จะเร็วอย่างไรยิ่งกว่านักมายากลขนาดใดก็สามารถที่จะรู้เท่าทันได้ ก็จะจบเลย

อ่านต่อ

ถ้าตามต่อไปจนถึงที่สุดจบ คือหาไม่เจออะไรเลยทั้งรูปและนาม นั่นแหละ “บุญ” เกิดแล้วสิ้นสุดการ “วน” พ่อครูว่า…ใช้ภาษาสื่อสภาวะที่ชาวอโศกเรียนรู้ที่จบแห่งความจบ อย่างจบสิ้นสนิทเลย ก็ใช้ได้ถูก แต่ต้องรู้สำคัญที่สุดว่า ที่เราศึกษานี้ ที่ว่าวนนี้มันไม่มีแล้วคืออะไร คือกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด หมด มันไม่มีแล้วก็ไปจบที่ความไม่มีกับความมี วนกับไม่วน วนกับไม่วนเป็น dynamic ส่วนมีกับไม่มีเป็น static Static จะสั้นกว่า Dynamic คุยกับเทวดาเมื่อคืนนี้ static กับ dynamic สุดจบก็มีอยู่เท่านี้ ไอน์สไตน์เขาอยู่ที่จินตนาการ อยู่ใต้หมวก แต่ที่จริงเป็นสัญญาเดิมของเขา แต่ไอสไตน์เขาไม่รู้ โพธิสัตว์ไอสไตน์มีสภาพมีความรู้ แต่ไม่รู้รายละเอียดในความมีที่เป็นนามธรรม ที่เป็นวัฏจักร ที่เป็นกรรมวิบาก ไอสไตน์ยังไม่แจ้งยังไม่ทะลุตรงนี้ เพราะฉะนั้นความมี ความไม่มีนี้ ที่ใช้พยัญชนะแทนสภาวะมีหรือไม่มีกัน เริ่มต้นพยัญชนะ รากเหง้าของภาษาบาลี วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ เขาก็ใช้ตัว ส เป็นพลังงาน ตัวที่ 5 เป็นพลังงานกึ่งหนึ่งของ 10 เป็นตัวครึ่งของ 10 หรือเป็นตัวกึ่งหนึ่งของ 9 ถ้าแบ่งเป็น 4 ในความมี มี 4 กับ 4 ตัว 5 ก็คือตัวกลาง ถ้าตัดไปเป็น10 เลย 5 ก็คือตัวครึ่งหนึ่งของ 10 ถ้า 9 วนมาอีก ก็วนที่ 9 นี่คือความมี ถ้าเลยไป 10 แล้วไม่ต่ออีกเลยไม่วนอีกแล้ว วนคือ 0 ก็ไม่วนอีกแล้วคือจบ เพราะฉะนั้นในโลกนี้มี 1 กับ 0 ในโลกนี้มี 0 กับอินฟินิตี้ เมื่อเช้าท่านหนักแน่นก็เอา โพธิรักษ์เพ้อ ที่เขียนว่า 0 คือ ล้าน เอามาแหย่ใส่มืออาตมา ตั้งแต่ออกหนังสือตอนนั้น จะทำนิตยสาร ก็ขอแบ่งหัวมาจาก หนังสือพิมพ์ดาราภาพเขา เอามาทำเป็นหัวอโศก ทำเป็นนิตยสารออกไปได้ 3 เล่มก็เมื่อย ไม่ไหว ยังไม่มีใครมาช่วยกันเขียน ไม่ต้องใช้นามปากกา แต่ใช้นามปากกาว่า ชาวอโศก หมด ในหนังสือเล่มนั้นมีนามปากกาเดียวคือชาวอโศก ทุกคนเป็นชาวอโศกหมด ใครจะเขียนก็ช่าง โดยอโศกทั้งนั้น ที่แท้อาตมาเขียนเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีคนช่วยเขียน พยายามจะให้มีคน แต่คนไม่กล้าเขียน อาตมาก็เลยเหมาเขียนอยู่คนเดียวทุกคอลัมน์ ทั้งออกแบบตัวหนังสือ อาตมาเป็นคนดีไซน์ทั้งนั้น Font แต่ไม่ได้ออกแบบ ก-ฮ หรอก จะใช้หัวเรื่องอะไร ก็ใช้อักษรเฉพาะนั้น อยู่ในหนังสือสัจจะชีวิตเล่ม 4 มีหมด หน้าที่ 17 เอาไปอ่านดู มีคุณเบญจวรรณ เป็นคนรวบรวม หนังสือสัจจะชีวิต 5 เล่ม เขาเก็บมารวมไว้หมด ยอดเยี่ยมเลยทำได้ ที่อาตมาจะพูดคือ มีตัว ส.เสือ ตัว ก ตัว ย จึงเกิด สก สว สย ก เป็นตัวต้นรากของหนังสือเลย ก ข ค ฆ ง ส่วน ว กับ ย เป็นตัวเศษวรรค ว คือตัวที่ 4 ย คือตัวที่ 1 ของเศษวรรค เพราะฉะนั้นมันจะต้องวิ่งเร็วกว่า สั้นกว่า น้อยกว่า สย จะเป็นตัวน้อยที่สุดและเร็วที่สุดสั้นที่สุด ลัดคัดสั้นที่สุด สุดลัดสุดสั้นตัดออกมา สว เป็นตัวกลาง เพราะฉะนั้น อาสวะ ซึ่งเป็นตัวกลางของสิ่งที่จะสูงสุด ถ้า สย สุดกว่า สว ยิ่งเป็น อาสวะ ก็ยิ่งยาวกว่าแน่ ยิ่งมาเป็น อาสวะ กับ อนุสยะ ตัว อนุสยะ สั้นกว่า แต่อนุสยะ มี 4 พยัญชนะ แต่ นุ เป็น อุ ไม่ใช่ นะ อะ อิ อุ ถ้ายืดเป็น อะ อา อิ อี อุ ก็จะยาว ในตัวของอนุสยะ หรือตัวอนุสัย คือ ยังมีตัวที่มีทั้งรูปและนาม รวมแล้วนับเต็มๆก็มีตั้ง 4-5 ตัว ยืดหยุ่น อนุสยะ ซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในลักษณะรูป 4 ตัวสุดท้ายเป็นอนิจจตา เป็นลักษณะปลายเปิด นี่เป็นลักษณะอิสระเสรีภาพของพระพุทธเจ้าไม่ไปบังคับใครคนจะต่อหรือคนจะตัด จะตัดหรือจะต่อก็อยู่ที่คุณ ไม่ไปบังคับอะไรใครเลย คุณตัดคุณก็ตัดสันติ ไม่ต่อก็จบ ชรตา ถ้าคุณไม่มีโมเมนตัมอะไรเลย คุณเด็ดขาดตัดคุณก็ไม่มีอะไรต่อ ชรตา แต่ถ้าคุณตัดยังไม่ขาดมันก็มีโมเมนตัม แต่มันก็ต้องสูญได้ แต่ถ้าคุณไปพลิกอนิจจตาอีกมันก็กลับขึ้นมาใหม่ได้ สุดท้ายจบที่ความไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นอยู่ที่ตัวเอง ถ้าตัวเองจบจริงๆ ตัวเองเด็ดขาดมันก็อยู่ที่เรา เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจึงอยู่ที่เรา อัตตา ไม่มีใครมามีอำนาจเท่าเรา สุด สกะ ใหญ่สุด สวะ รอง สยะ สุดท้าย พอมาถึง อาสวะกับอนุสยะ อาสวะ ยืดยาดกว่า อนุสยะ อนุสยะ จบ แล้วจบอย่างปลายเปิด นี่คือ เรื่องของพยัญชนะต่างๆ ยังมีอะไรค่อยๆแถมไปอีกทีละเล็กละน้อย อาสวะต้องจบด้วยตัวเองเป็นปลายปิด ส่วน อนุสยะ เป็นพระโพธิสัตว์ จะปิดหรือเปิดก็เป็นอมตะบุคคล แต่อาสวะคุณต้องตัดจบเองนะ ถ้ามันเหลือเศษก็เป็นโมเมนตัมอย่างที่อธิบายไปแล้ว มีแรงเฉื่อยที่กว่าจะสูญเอง เป็นเหมือนอนาคามี ถ้าใครไปอยู่ที่ภพอนาคามีภูมิ คุณไม่เกิดอีกก็ได้ แต่มันยังไม่หมดทีเดียวนะ อีกตั้ง 5 อย่างในอนาคต อยู่ที่บารมีของแต่ละคน คนเร็วที่สุดก็เป็น อกนิษฐา ไม่เร็วสุดก็ไล่เป็น สุทธัสสา สุทธัสสี หรือไล่เป็น อันตราปรินิพพายี สภาวะเหล่านี้หรือผู้ที่มีสภาวะใกล้เคียงกันหรือเริ่มมีบ้างแล้วจะพูดกันค่อยๆเข้าใจ แต่ถ้าคนใดไม่มีสภาวะเลยนะ ไม่รู้เรื่องหรอกเวิ้งว้าง พูดไปแล้วอาตมาอธิบายแล้วไม่เดียงสา innosent ยังไม่เสร็จยังอินโนอยู่ที่จริงเขาไม่ได้สะกดเช่นนั้นแหละเขายังไม่มีสภาพที่จะดึงเส้นก็เวิ้งว้าง มันไม่ค่อยรู้เรื่อง มันไม่รู้อะไรเป็นอะไร ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของความจริง เมื่อคุณยังไม่รู้มันก็ไม่รู้ ต้องพยายามรู้ ผู้ที่รู้แล้วก็จะรู้ เพราะฉะนั้นเทวนิยมกับอเทวนิยม อเทวนิยมสามารถรู้ทั้ง 2 อย่าง แต่เทวนิยมนั้นไปบังคับไปปิดตัวเอง ก็เลยกลายเป็นรู้อันเดียว ไม่รู้ 2 อย่าง ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของผู้ที่ยังไม่สามารถที่จะเปิดจิตหรือว่าให้จิตยังรับไม่ได้ คือมันยังไม่เดียงสา ยังมีความ innocent เขายังไม่มีสภาพที่จะมีเซ้นส์ ที่จริง sense กับ innocent เขียนไม่เหมือนกัน คือ พยัญชนะ 2 อันแต่เอาคำพ้องเสียง sense ลงท้ายด้วย e หรือ t ก็สามารถแปลตามลักษณะของคำไวยากรณ์เขา สรุปแล้วภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไร ภาษาอังกฤษก็ตาม ภาษาบาลีก็ตาม ภาษาไทยก็ตาม ภาษาไทยจะไปผัน เหมือนกับบาลีแจกวิภัติ เหมือนกับอังกฤษเขา อังกฤษยังคล้ายกับบาลีมาก แต่ไทยเอามาใช้ดื้อๆ ดึงภาษาบาลีดิบๆมาใช้ หนักเข้าก็เอาบาลีมาเป็นไทย 640614_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 ตอน 3

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน