แยกแยะความรู้กับความไม่รู้ให้ถึงอุเบกขา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.46 KB
วันที่แก้ไข14 มิถุนายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

แยกแยะความรู้กับความไม่รู้ให้ถึงอุเบกขา ก็ขอแวะนิดนึงว่า...ความรู้กับความไม่รู้ ภาษา 2 คำนี้ มันแยกคนละขั้ว ทีนี้มันมีรายละเอียดระหว่างความรู้ ไม่รู้ แต่พยายามรู้ก็ได้รู้เพิ่มขึ้นๆ ก็เลยกลายเป็นความไม่รู้ค่อยๆหายไป กลายเป็นความรู้ที่เพิ่มขึ้นๆ รู้มากขึ้นเรื่อยๆ ใกล้ความรู้สูงสุด ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ เหมือนอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 พยายามเป็นระดับ 8 จนกระทั่งที่สุดระดับ 9 มันก็เป็นสัจจะความจริงของความจริงของผู้ที่มีจริงนั้นจะเป็นจริง เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความจริงแล้ว จะพูดความไม่จริงออกมายากด้วย เพราะมันจะไม่เหลือความไม่จริงอยู่ในตัวเอง จะพูดออกมาเมื่อไหร่มันก็มีแต่ความจริง มันเป็นสัจจะอย่างนั้น ความไม่จริงมันเลือน มันหาย มันไม่มี แล้วมันเป็นอย่างไร มันไม่มีด้วยเหรอความไม่จริง มันมีความไม่จริงด้วยหรือ เห็นไหม มันจะเป็นอย่างนี้เลย แต่จริงๆแล้วมันก็ต้องรู้ว่า ความไม่จริงมันคือความต่างจากความจริง มีความต่างอย่างมากหรือต่างอย่างน้อย จนกระทั่งสุดท้ายเกือบเหมือนกันเลย ก็ต้องรู้รายละเอียดว่า ไอ้เกือบเหมือนกันเลยนี่แหละ เป็นคนที่แยกได้ เมื่อมาถึงเกือบจะสุดท้ายมันไม่เกือบแล้วเหมือนกันเลย เหมือนกันเลยก็เป็น 1 เท่านั้นหรือเป็น 0 ด้วยกัน ภาษาพยัญชนะพูดได้แค่นี้ ความจริงก็ต้องของแต่ละคน เมื่อเป็นความจริงของแต่ละคน แต่ละคนก็แต่ละชิ้นแล้ว มันก็เลยเอา 0 ของคนนั้นมา 0 ของคนนี้ เอามาอย่างไร มันก็ยากอีก นี่แหละคือที่สุดแห่งที่สุด มันจึงเป็นสิริมหามายา สัจจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้น อะไรที่มันแย้งกันโดยที่ไม่รู้ตัวมันก็แย้ง ถ้ามันรู้ตัวแล้วว่าเราแย้ง เราก็จะจบ อันนั้นมันแย้งกันก็ไม่จบ รู้แล้วคนนี้ก็จะจบ คนที่รู้จักจบนี่แหละคือคนที่รู้จริงว่ามีความเหมือนกับความไม่เหมือน หรือมีความมีกับความไม่มี หรือ

อ่านต่อ

มีความเป็น 2 คนนี้แหละ ที่รู้ว่ามีความเป็น 2 มีความเหมือนกับความไม่เหมือน หรือมีความ มีกับความไม่มี คนนี้แหละคือคนที่รู้แล้วว่ามันมี 2 แต่คนที่ไปยึด 2 นี้เป็นหนึ่งโดยไม่รู้ตัวเองว่าเป็น 2 ตัวเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น 2 นะ แล้วหลงว่าตัวเองเป็น 1 สรุปจบอีกที ชีวะมันต้องมีรูปกับนาม ชีวะมันต้องเป็น 2 คุณแตกสลายแล้วไม่มีชีวะ ไม่มีธาตุรู้เลย เป็นอุตุเป็นดินน้ำไฟลม คุณก็ไม่มี 2 เลยไม่มีธาตุรู้ เริ่มธาตุรู้เป็นพีชะ ก็มีความรู้ในกรอบของพีชะ ไม่บังอาจไปรู้อันที่ 3 หรอก พีชะอยู่ในกรอบแค่ 3 เท่านั้นจะขยายเป็น 4 5 6 ไม่ได้ พีชะมันต้องรู้ในกรอบของมัน แล้วมันจะมีธาตุอะไรผสมส่วนมัน มันก็รู้แค่นั้น จบอยู่แค่ของมัน มันทำตัวเองออกไปจากตัวเองไม่ได้ พืชหรือพีชะ มีแต่ตัวเองจะเสื่อมลงไป ถ้าจะพัฒนาขึ้นมาต้องมีคนไปช่วย จึงเรียกว่าการปรุงแต่งใหม่ Breed ใหม่ เพิ่มขึ้น เขาเรียกว่า ดัดแปลงพันธุกรรม เขาก็ทำได้แค่พืช สัตว์เขาทำไม่ได้ สัตว์ เป็นธาตุอัตตาของจิตนิยาม ของใครของมันเลย ไม่มีใครไปบังอาจเปลี่ยนแปลง เจ้าตัวเป็นตัวควบคุมทุกกรรมกริยาเป็นของเจ้าตัว สำหรับสัตว์เป็นสัตว์เดรัจฉานแล้ว เป็นสัตว์แล้วต่างจากพืชขึ้นไป นี้เป็นนิยามสำคัญ ที่เขาพยายามจะทำหุ่นยนต์ ให้มันมีความรู้สึก ให้มีธาตุรู้เหมือนกับสัตว์ ที่มีเวทนา อาตมาก็จะดูเหมือนกันว่าเขาเก่งขนาดไหนที่จะไปทำได้ ให้มันมีความรู้สึก มีเวทนาเองเลย ซึ่งทุกวันนี้เขาก็ตั้งค่าให้มันมีน้ำตา มีอะไรเขาก็ทำได้ แต่จะให้มันมีเซ้นส์ ให้มันมีเวทนาเองเลย อาตมาก็ไม่มีเงินไปจ้างเขาหรอก เมื่อกี้จะพูดว่าจ้างก็ไม่ได้ แต่ก็ไม่มีเงินไปจ้าง คุณทำไปเถอะไม่มีทางได้ เวทนาจึงเป็นจุดกลางจุดเดียวเลยที่จะศึกษา เรียกว่ากรรมฐาน (๑๓) แต่รู้แบบนี้คือโลกุตระ จึงไม่สามารถจัดการความเป็น“วิญญาณ”หรือ“เทฺว” จนกระทั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“ความรู้สึก(เวทนา)”ของตนว่า “ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ในจิต” พิสูจน์ได้ว่า มันคือ“มายา”ที่เราหลงเป็นทาสมัน เราสามารถ หมดสิ้น“สุข-ทุกข์”ในความ“กิเลสกาม”ได้แท้ๆ นั่นคือ จิตเป็น“เนกขัมมสิตอุเบกขา”ได้จริง เป็นต้น และที่สำคัญที่สุดคือไม่สามารถ“สิ้นสุด“วิญญาณ”ของตน ถึงขั้น“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ได้สำเร็จ ความรู้“โลกุตระ”ของพระพุทธเจ้าซึ่งชื่อว่า ศาสนาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว” จนกระทั่งสามารถทำให้เป็น“อเทฺว”ได้สำเร็จ พ่อครูว่า…เริ่มออกจากกามได้เป็นตัวแรก พุทธปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณจะต้องมีจิตที่เป็น เนกขัมสิตะ อุเบกขาได้ก่อน จากกาม ไปเป็นรูป อรูป ต้องทบทวนว่า อรูปนี้สิ้นอาสวะแน่นอนแล้วนะ จิตต้องสิ้นอาสวะอย่างแน่ ใจมีวิมุตติญาณทัสสนะตรวจแล้วตรวจอีก เห็นในความเป็นวิมุตจริงนะ เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เด็ดขาดแล้วนะ ถูกกระทุ้งกระแทกกระเทือนอย่างไร พิสูจน์จนแน่ใจ ว่าคุณตายสนิทเด็ดขาด จิตไม่เกิดกิเลสอีกจริง ถึงจะเป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นองค์ 5 อุเบกขา ปริสุทธาคือบริสุทธิ์ ปฏิบัติแล้วปฏิบัติอีกอย่างไรก็บริสุทธิ์ ปริโยทาตา เพราะสภาวะ2 เทวะ 2 คือมุทุภูตธาตุ มันทั้งเร็ว ทั้งเก่ง ชัดเจนทุกอย่าง รู้แจ้ง รู้จริง รู้จบ ทั้งไว ทั้งเร็ว ทั้งเป็นได้เอง ทั้งรู้ด้วยตัวเอง มีสภาวะ 2 ทั้งตัวรู้ทั้งตัวเป็นเป็นได้ แล้วก็รู้ของตัวเราเองทั้งธาตุเจโตและธาตุปัญญา หรือธาตุของศรัทธากับธาตุปัญญา ครบทั้งสองด้าน มีสภาวะ 2 บวกลบ หรือเทวะ หรือทุกอย่างที่มันจะต้องมีการสังขาร ต้องมี 2 มาปรุงแต่งกัน แล้วมีธาตุรู้มาเป็นประธาน มี S H แล้วมี I มาเป็นประธานตลอด 640614_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 ตอน 3

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน