590607_ทวช.อโศกรำลึก#๓๕ เรื่อง ทานสูตรโดยพิสดาร_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข20 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590607_รายการทำวัตรเช้างานอโศกรำลึก#๓๕ ที่สันติอโศก เรื่อง ทานสูตรโดยพิสดาร โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันอังคารที่ 7 มิถุนายน 2559 อยู่ที่สันติอโศก ปีนี้ปีวอกก็อย่าวอกแวกก็แล้วกัน ชีวิตจะตั้งอยู่บนฐานที่ชอบธรรมโดยการเรียนรู้ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า โลกได้เรียนรู้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจนมีคนที่สูงสุดได้เป็นสิ่งสูงสุดในชีวะก็คืออัตตา แล้วก็รู้ว่าเหตุอะไรมันจึงเกิดอัตตา และเหตุอย่างไรจึงจะทำให้อัตตามันหมดไปหรือว่าอัตตานั้นไม่ลึกลับ รู้แจ้งในอัตตาเป็นอรหัตตา ผู้รู้นั้นคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เอามาประกาศไว้ให้โลก เป็นสิ่งประเสริฐสุดยอดก็ทรงไว้ซึ่งอรหัตตา เป็นผู้มีสิ่งไม่ลึกลับ เริ่มไม่ลึกลับก็เป็นโสดาปัตติมรรค มีทิศทางเป็นสัมมาอาริยมรรค ทางที่ถูกต้อง สัมมาทิฏฐิ ข้อแรกสุดเลยที่จะต้องรู้ก็คือทาน อัตถิทินนัง แล้วสัมมาทิฏฐิ 10 ขั้นนี้ เริ่มต้นรู้สัมมาทิฏฐิก็จะเริ่มปฏิบัติสู่ความเป็นอรหัตตา เป็นสัพพาปสอกรณัง ไม่ทำบาปทั้งปวงอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ทำแต่กุศล ถ้ากรรมกิริยายังดำเนินไปเป็นกุสลสูปสัมปทาเพราะได้จัดการได้ชำระจิตของตนเองที่เป็นธรรมนิยาม 1 ใน 5 ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ คือ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม แล้วก็ธรรมนิยามเป็นคำสุดท้าย ธรรมะนี่คือการทรงไว้ เป็นธาตุที่มีไว้ทรงไว้ ตั้งแต่อุตุที่เป็นดินธาตุ น้ำธาตุ ไฟธาตุ ลมธาตุ แม้แต่อากาสธาตุ จนพัฒนามาเป็นพีชนิยาม ก็เป็นธรรมนิยามระดับหนึ่ง นี่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า ทั้งนั้น พีชนิยามมีสัญญากับสังขาร มีธาตุที่จัดการกับความเป็นตนได้ อุตุนิยามจัดการตนเองไม่ได้ มีแต่สิ่งแวดล้อมองค์ประกอบจั

อ่านต่อ

ดการมัน เป็นธรรมะ 2 ธรรมะ 2 ที่จะอยู่ร่วมกันชนิดที่ติดกันแน่นก็ได้ ก็จะหาความเป็นช่องว่างได้น้อย แต่ถ้าเป็นธรรมะ 2 มันคนละธาตุก็มีความแตกต่างกันแน่ อย่างลูกโลกทั้งโลกก็เป็นธาตุดินส่วนใหญ่ แม้แต่ดาวดวงไหนในมหาเอกภพก็รวมตัวอยู่ ถ้าเรียกเอกภพ ก็คือธาตุดินซึ่งมีอากาศเยอะ ช่องว่างเยอะแล้วก็มีธาตุดินซ้อนตัวอยู่ตั้งแต่เนบิวล่าจนกระทั่งถึงกาแลกซี่ จนถึงจักรวาลใหญ่น้อย จนมาถึงโลกลูกหนึ่งนอกนั้นก็กระจายเป็นอุกาบาต ธุลีละอองซ้อนกันไป จน โลกลูกหนึ่งก็มีธาตุเป็นธาตุดินก้อนใหญ่ พัฒนามาจนมีธาตุน้ำ จนมีลม มีไฟในตัวมันซึ่งลมกับไฟเป็นธาตุพลังงานที่ทำปฏิกิริยากันอยู่ ในทางฟิสิกส์ก็มีพลังงานบวกกับลบสังเคราะห์กันไป พัฒนากันไปจนกระทั่งมาเป็นชีวะ เป็นพีชะ แล้วก็พัฒนามาเป็นจิตนิยามแล้วก็มายึดกรรม ถ้าเปลี่ยนแปลงให้คนแต่ละคนทรงไว้แต่ละแท่ง แล้วสามารถพัฒนาธาตุที่ทรงไว้แต่ละคนจนเป็นธรรมนิยาม ถึงที่สุดแล้วก็เป็นธรรมนิยามของคนที่ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำแต่กุศลจะมีกรรมกิริยาทุกกรรมไม่ทำบาปทั้งปวงเพราะได้ใช้บุญชำระบาป ในธรรมนิยามที่ชื่อว่าอัตภาพหรืออัตตา สิ่งที่ประกอบกันอยู่สะอาดหมดจดแล้ว สจิตตปริโยทปนัง เรียกจิตที่เป็นธรรมะ 2 เรียกมันว่า กายก็ได้ กายคือจิต คือมโน คือวิญญาณ กรรมกิริยาของผู้มีจิตนิยามที่สูงส่งแล้วรู้ว่ากรรมกิริยาของตนเป็นผู้ที่ได้ปรุงแต่งจิต (จิตตาลังการัง) สามารถทรงไว้ซึ่งความสูงสุดของธาตุจิต เป็นวิญญาณธาตุที่ทรงไว้ดีที่สุดแล้วมีแต่กรรมกิริยาหรือเป็นธาตุที่มีกรรมกิริยาใดก็มีแต่กุศลไม่มีบาป ก็ทุกกรรมกิริยาตั้งแต่บรรลุอรหันต์แล้วไม่มีบาป เพราะได้ใช้บุญชำระบาปไปหมดแล้วเป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ เป็นคนมีแต่กุศลตลอดไป ใครได้ยินได้ฟังแล้วเกิดอานิสงส์ 5 ของการฟังธรรม การปรุงแต่งจิต จิตตาลังการัง คือจิต สนธิกับ อลังการ คือปรุงแต่งจิต ทำกับจิตของเราได้ จิตเราก็จะสมบูรณ์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ผู้สูงสุดแล้วสามารถแยกส่วนธรรมะ 2 ของตน เลิกเป็นธรรมะนั้นได้ สามารถสลายเป็นธาตุตามธรรมชาติ ดิน น้ำ ไฟ ลม ส่วนวิญญาณหายไปเลย ความเป็นวิญญาณของอัตภาพนั้นจบ ไม่มีอะไรเวียนวนมาเกิดอีก ในทานสูตร เล่ม 23 ข้อ 49 พวกเราฟังแล้วง่วงไหม? ถ้าใครฟังแล้วตื่นดีเป็นพุทธะ ยิ่งฟังยิ่งตื่นรู้เบิกบาน ได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ฟัง ฟังแล้วที่เคยสงสัยข้องใจหายไป ฟังแล้วทิฏฐิดีขึ้นหมดสงสัยเข้าใจขึ้น แล้วก็จิตแจ่มใจเลื่อมใสก็เป็นอานิสงส์ มาฟังทานสูตร ทานที่มีผลมาก อานิสงส์มาก จึงเป็นผู้มีธรรมทานสุดยอดจริง พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าธรรมทานเป็นทานที่สุดยอดกว่าทุกสิ่งทั้งปวง ชีวิตของคนหากไม่ได้ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าก็จะไม่เป็นผู้ที่ทานได้สูงสุด พระพุทธเจ้าสอนให้ไม่เป็นคนขอทานแต่เป็นคนให้ทาน เป็นสิ่งทรงขึ้นมาเป็นธรรมะ ให้แก่ผู้อื่นได้หมดโดยผู้นี้ไม่ได้เอาอะไรจากใคร มีกรรมกิริยาทำให้แก่ผู้อื่นตลอด ไม่เอาอะไรจากใคร พ้นลาภแลกลาภ มีชีวิตที่ไม่มีลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา 1.ไม่มีจิตหวังในการให้ทาน 2.ไม่มีจิตผูกพันในการให้ทาน ไม่มีอาการจิตเช่นนี้เลย เป็นผู้ให้ตลอด สุดท้ายเป็นผู้มีธรรมทาน ชีวิตร่างกายทรงไว้ตลอด กายและจิตของผู้อรหันต์เป็นต้นทุกกรรมกิริยาทรงไว้ซึ่งธรรมตลอด ส่วนผู้ที่ให้อะไรใครก็แล้วแต่ยังมีหวัง มีจิตผูกพันในผลการให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานโดยที่คิดว่าเราตายไปแล้วจะได้ผลอย่างที่เราได้ทาน ผู้ที่สะสมเช่นนี้ก็จะเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดา เทวดาที่เป็นความเจริญแต่อวิชชาก็จะทำให้เป็นเทวดาที่เลวสุด เพราะคนเราไม่รู้ความเลวสุดหรือดีสุด จะหลงจนอวิชชาหนักแล้วนึกว่ากรรมกิริยาที่ตนทำนี้ดีสุดแต่สุดท้ายแล้วชั่วสุด พลังงานจิตนิยามจะเป็นพลังงานแย่สุดเลย เข้าใจตนเองว่าได้ทำทาน แต่กลายเป็นว่าตนเองหลอกให้คนมาทำทานแล้วก็บอกว่าทานนี้จะได้เป็นเทวดา แล้วหลอกว่าจะได้เป็นเทวดาดาวดึงส์แต่ความจริงไม่ใช่ กลับเป็นเทวดาชั่วสุดคือเป็นจตุมหาราช ผู้ทำทานแรกเพราะไปทำทานชนิดที่สอนกันบอกกันว่าทานแล้วนี่จะมีวิมานเป็นที่หวัง โดยใช้คำว่าบุญนี่ไปแทนวิมาน จะได้บุญใหญ่บุญมากวิลิศมาหรา ถ้าผู้ที่สอนนั้นไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนพูดตนบอกแล้วเชื่อว่าอันนี้จริง คนนี้เป็นคนอวิชชาหลงผิด เป็นคนที่เอาหัวเดินต่างตีนเลย ในทานสูตรที่พระพุทธเจ้าไข ถ้าผู้ใดทำทานโดยยังหวังวิมาน จิตผูกพันวิมาน สั่งสมวิมานลอยลมนั้นไป โดยมั่นใจว่าตายไปกี่ชาติๆก็แล้วแต่เป็นสัมปรายิกภพต่อไปๆๆ ตนจะได้ผลของทานนั้นทั้งนั้น คนอวิชชาที่หลอกกันอย่างนี้แหละคือเป็นจอมมีโทษลักษณะ ไม่ใช่คุณลักษณะ มีโทษลักษณะความเป็นภูติ ซึ่งไทยเราเรียกว่า ผี มีความเป็นกุมภัณฑ์มีความเป็นนาค มีความเป็นยักษ์ เป็นจอมอสูรทั้ง 4 มีความชั่วครบชุด เป็นสิ่งที่ตนจะหลงตนเองว่ายิ่งใหญ่ สังเกตว่าคนนี้จะหลงตนว่าตนยิ่งใหญ่ เมืองไทยนี่จะเรียกว่าโชคก็ได้เพราะมีตัวจริงคนจริงให้เห็น ในปัจจุบันเลย เกิดมาเป็นสัตว์มนุษย์ตัวหนึ่งที่มีพฤติกรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ จริงหรือเป็นจอมอสูรทั้ง 4 อยู่ในชีวิตของเขา เขาจึงจะสั่งสอนประกาศเผยแพร่ให้คนมาหลง หวังมาทาน ทานทาน แล้วใช้คำตอแหล เอาคำว่า“บุญ”มาแทนคำว่า “ทาน” เขาไม่รู้ว่าบุญที่ถูกต้องหมายถึงอย่างไรก็เอามาใช้แทนเป็นบุญใหญ่ บุญมากอะไรก็แล้วแต่ ที่พูดนี้ไม่ได้ส่อเสียดแต่กำลังแสดงความรู้วิชาการ ผู้ที่ทำเช่นนั้นเป็นการทำใจในใจ โดยตั้งจิตไว้ผิด เป็นทิศทางที่ผิด จึงเกิดกรรมกิริยาในสังคมประเทศชาติดังปัจจุบันเป็นโจรหัวโจกกับโจรหัวโจกทำร้ายกัน ในกระแสข่าวคราวธรรมาธรรมะสงครามในประเทศไทยเป็นการรบกันระหว่างธรรมะกับอสูร ใครเห็นบ้าง ผู้ไม่รู้ก็จะทำใจในใจเป็นเหมือนโจรหัวโจก เช่นเราจะตั้งจิตหวัง ผูกพัน สั่งสม ในการให้ทานแล้วก็เชื่อว่าการทานนี้จะเป็นอุปกรณ์ให้แก่ตนเป็นการได้ดี ตายไปแล้วได้เสวยผลหรือเกิดอีกกี่ชาติๆก็จะได้รองรับกับตนเองไปตลอด คนที่ทำจิตตนเองผิด ตั้งจิตหวัง ผูกพัน สั่งสม ในการให้ทาน เพื่อสั่งสมความปลื้มใจ เป็นเทวดา 6 ชั้น นึกว่าดีแต่แท้จริงเทวดา 6 ชั้นนี้ยังเป็นความเลว เป็นภพชาติของผู้อวิชชา ไม่ว่าเทวดาชั้นไหนก็เป็นภพชาติทั้งสิ้นแล้วมันไม่ใช่ภพชาติอันเดียว คุณโง่ตั้งแต่เป็นจตุมหาราช ในทานสูตร ผู้ใดปรุงแต่งจิตโดยตนไม่รู้ไม่ได้ทานโดยคิดว่าเมื่อทานแบบนี้จิตจะเลื่อมใส จิตจะเกิดปลื้มใจโสมนัส ถ้าผู้ใดมีวิชชา ปรุงแต่งจิตตนได้ จนจิตตนไม่ได้ทำทานแล้ว จิตของเราจะไม่มีแม้แต่ความเลื่อมใสปลื้มใจจิตจะให้ทานด้วยปัญญา เริ่มต้นให้ทานระดับโลกีย์ก็จะคิดว่า ทานนี้เป็นสิ่งดีนะ ในความเป็นปุถุชน คิดว่าเป็นการดีก็คืออานิสงส์ระดับต้น ถ้าทานเป็นจตุมหาราชจะไม่มีอานิสงส์แต่มีผล (เพราะกรรมทุกกรรมมีผล) คนที่จมในจตุมหาราช ทำทานแล้ว จิตเข้าใจว่าทำทานเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ มีเท่าไหร่จะต้องทำทานอย่างที่เขาครอบงำจิตคนให้เข้าใจว่าทำทานแล้วจะเป็นมหัปผลา คือมหาผล ผลใหญ่ จึงมีชีวิตที่ขยัน จนอย่างไรก็ต้องทำงาน เงินจะกินใช้กับตนก็ไม่ใช้ ถนอมเอาไปทำทานกับผู้ที่หลอกว่าถ้าทำทานกับผู้นี้จะได้ผลมาก แต่ไม่มีอานิสงส์ แม้จะเป็นการดี จิตจะยึดว่าเป็นการดีก็ไม่ แต่ทำทานนี้หวังผลแม้เป็นบัณฑิตทางกฏหมายก็ยังคิดเช่นนี้ตามข่าวที่ได้เอามาอ่านให้ฟัง เขาทำทานกันปานฉะนี้ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ข้อแรกเลยว่า พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ หลอกว่าทำทานกับตนนี้ ตนเป็นเหมือนบุรุษไปรษณีย์จะเกิดผลเป็นสุข แต่แท้จริงเป็นทุกฏานัง เราเห็นเลยว่าคนที่ทำการสะสมเงินทองเพื่อทำบุญ(เขาตอแหลคำว่าทานนี้เป็นบุญ) ทานนี้ต้องมีภูมิปัญญาว่าทานอย่างไรจึงเป็นผลเป็นบุญ คำว่า“ผล” คุณจะทำกรรมกิริยาทุกกรรมกิริยามันมีผล กรรมเป็นอันทำ เป็นผลมีวิบาก สุกตทุกฏานัง กัมมานังผลังวิปาโก ถ้าไม่เข้าใจก็เป็นทุกฏานังเป็นทุจริตกรรม ผู้ใดทำทานแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสไว้แต่ เครื่องอุปโภค บริโภค ไม่ได้ตรัสถึงเงินทอง ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ เป็นสำนวนที่ท่านแปลว่า การทำทานเห็นปานนี้คือปานไหน? คือทำไมคนทำทานได้เลวปานนี้ ที่ท่านท้วงไว้คือทานอย่างทุกฏนัง ตกต่ำมากที่สุด ตกต่ำอย่างไร เพราะว่าทานอย่างมีหวัง ทานอย่างผูกพันผลในการให้ทาน ทานอย่างมุ่งการสั่งสม ทานโดยคิดว่าตนเองในสัมปรายิกภูมิตนจะได้เสวยผลจากทานนี้ไปตลอด ทำไมคนคิดทำทานที่ชั่วได้ต่ำขนาดนี้เลยหรือ สำนวนของท่านสุภาพไม่ได้เน้นอย่างอาตมาแต่ที่จริงท่านเน้นแต่คนแปลไม่แปลให้หนักให้ชัด เพราะว่าทำอย่างนั้นก็ทำกันได้หรือ สารีบุตร มันชั่วหนักเลยนะ พระสารีบุตรก็ว่าทำได้ขนาดนั้นจริงๆ(สำนวน) อย่างคนไทยถูกหลอก ถูกสะกดจิต ถูกใช้เป็นกำแพงมนุษย์ เป็นอาวุธต่อสู้ ตกลงเลย DSI ผู้ปราบก็เลยหงิกเลยตอนนี้ มีกำแพงมนุษย์แล้วยังเอาลวดหนามหีบเพลงกั้นด้วย แต่ตอนนี้เหนียมอายก็เลยเอาออก แล้วบอกว่าคนมามาก มาปฏิบัติธรรมก็ระดมคนมา อาตมาจะเข้าใจผิดก็ไม่ทราบนะว่ามีการจ้างมา มีคนต่างชาติด้วยและทำเช่นนี้มานาน เพื่อสร้างรูปธรรม เช่น การบวชให้มาก เหมือนสร้างหนังละครนะ อาตมาจะเข้าใจผิดก็ไม่ทราบ แต่ได้ข่าวจากกระแสสังคมได้ จริงหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่เขาใช้ไหวพริบเยอะมากที่ทำแบบนี้ได้ เขาทำได้ปานฉะนี้ ในชีวิตที่เขาทำ การใช้ภาษาว่าสร้างบารมีกันใช้มากด้วยสำนักนี้ มีการให้สั่งสมบารมีสูงขึ้นใหญ่ขึ้นเขาใช้คำผิด หากใช้คำว่าบารมีแล้วจิตจะบริสุทธิ์เป็นสหายแห่งพรหม พรหมคือผู้ไม่เกิดอีก ไม่มีภพรออยู่ เพราะเป็นผู้สิ้นภพจบชาติ อรหันต์ทุกองค์เป็นผู้สิ้นภพจบชาติ ภพ พระพุทธเจ้าแจกไว้ 3 ภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ชาติ ท่านแจกให้เป็น 5 ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ เมื่อเราทำกรรมแล้วจะได้รับผล สุกฏทุกตานัง เพื่อหยั่งลง(โอกกันติ) ผู้ไม่รู้ก็สั่งสมทุกฏะ ผู้ทำทานแล้วไม่รู้ว่าได้บุญหรือกุศล โดยถูกแปลคำว่า “บุญ” เป็นกุศล แล้วที่ทำนี้ไม่ใช่กุศล แต่เป็นอกุศลอีกต่างหาก ผู้หลอกว่าทำทานนี้คือทำบุญ ทำบุญนี้คือการทำการปรุงแต่งจิต จิตตาลังการัง ก็ทำการปรุงแต่งจิต (อภิสังขาร) ให้อลังการ ยิ่งใหญ่ มีการทำได้งดงาม พวกเรามาใช้ชีวิตร่วมกัน พาทำเป็นหมู่กลุ่มชุมชนที่ตั้งใจศึกษาฝึกฝนตนเองมุ่งทำชีวิตตนให้สูงสุด เป็นอรหันต์เราก็สามารถทำได้ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ดูกรสารีบุตร นี้แลเหตุปัจจัยเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก และเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ พ่อครูว่า… สำนักที่ทำการหลอกคนด้วยการให้ทานเพื่อหวังผลอย่างนี้ จะไม่มีการปรุงแต่งจิต แล้วโง่ในการให้ทานเพื่อหวัง เป็นเทวดาเก๊ เป็นจตุมหาราชิกา โง่หยาบ แล้วโง่ละเอียด ซ้ำลงไปอีก เป็นดาวดึงส์ เป็นยามา เป็นดุสิต เป็นนิมานรดี เป็นปรนิมมิตตวสวัตตี หลงภพหลงชาติเต็มบ้อง หลงว่าคนเราเกิดมาจะต้องเป็นเทวดา ส่วนความไม่เป็นเทวดาคือปรุงแต่งจิตสำรอกกิเลสที่ไปตั้งจิตผูกพัน สะสม จนไม่มีสิทธิ์ปรินิพพาน ไมเวียนกลับอีกแต่พวกอื่นนั้นทำทานแล้วตนเองจะไม่สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ คนหลงเทวดาเป็นอาคามี จะวนเวียนในโลกนี้ สะสมอวิชชาติดยึดยิ่งๆขึ้น ไม่มีการเบื่อหน่ายละหน่าย ไม่มี มีแต่ให้หลงปลื้มใจ โสมนัส สั่งสม ว่าเป็นมหาสมบัติที่ตนจะได้อาศัยมหาสมบัตินี้ ชีวิตมีแต่มากๆๆๆ ไม่เคยหน่ายคลายปล่อยวาง ไม่เคยแจกจ่ายไม่เคยให้เลยมีแต่ดูดเอามาให้แก่ตนเป็นอัตตา เทวดากามภูมิ 6 นี้เป็นสิ่งที่คนหลงว่าต้องได้ต้องเป็นแต่ของพระพุทธเจ้านี้ให้มาล้างความเป็นเทวดานี้ หมดเทวดาแล้วเป็นพรหม พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า การให้ทานเป็นการดี ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยายเคยให้เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากินได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ จะไม่ให้ทานแก่ผู้ที่หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษีวามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี วาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษีและภคุฤาษี ผู้บูชามหายัญ ฉะนั้น ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานนี้ จิตจะเลื่อมใสจะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต(จิตตาลังการัง ,จิตตปริขารัง) เขาให้ทานเช่นนั้นแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหม เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร นี้แลเหตุปัจจัยเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก และเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ จบสูตรที่ 9 พ่อครูว่า… ผู้ที่มิจฉาทิฏฐิจะทำทานแล้วไม่ได้อานิสงส์เลย แต่มีผลให้โทษให้ทุกข์เป็นวิบากแต่ผู้ทำได้สัมมาทิฏฐิจะได้ผลมาก ได้อานิสงส์มาก จนเป็นพรหมเลย บรรลุอรหันต์เลย ชีวิตของคน สูงสุดเป็นชีวิตของแท่งธรรมธาตุ อรหันต์ทุกองค์ แต่ถ้ายังไม่เป็นอรหันต์ ก็ทำทานแล้วให้ตนไม่เวียนวนอีกในโลกได้ ทำอัตภาพของตนให้เป็นอนาคามี เป็นผู้ไม่กลับมาได้ ผู้นั้นจะไปอยู่สุทธาวาส ไม่กลับมาเกิดอีกก็ได้ เป็น 1. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) 2. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) 3. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) 4. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) 5. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว) ผู้อนาคามีตั้งจิตไม่กลับมาเกิดอีกได้ แต่ถ้าเป็นปรมัตถธรรม เราก็เรียนรู้ในปัจจุบัน ถ้าผู้สัมมาทิฏฐิจิตเราไม่วนเวียนสู่กามอีกในสิ่งที่ต้องสัมผัสทางทวารนอก ในโลกกามาวจร สิ่งเหล่านั้นไม่ทำให้จิตเรามีโลภ โกรธ เหลือเชื้อแต่รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา จะไม่ทำบาปทางภายนอกแล้ว อนาคามีเป็นคนพ้นภัยพ้นโทษ มีแต่รู้ภัยรู้โทษของตนเอง ที่ยังล้างไม่หมด คนผู้นี้เป็นประโยชน์แก่โลกเพราะได้ทำประโยชน์ตนแล้ว มีแต่มหานิสังสา แล้วไร้โทษต่อโลก มีแต่เป็นผู้รับใช้ เมืองไทยนี้ยังหวังนะ อาตมาก็จะลากชีวิตไปให้ถึง 151 ปีนะ เพื่อจะดูว่าจะมีอนาคามีหรืออรหันต์ไปเป็นนักการเมือง อาตมาสงสารนะที่เขาเข้าใจว่า โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์จะต้องไม่อยู่กับโลกกับสังคม นี่เข้าใจผิดไปมาก แท้จริงศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ รับใช้โลก (โลกานุกัมปา) นักการเมืองที่ประกาศว่าจะไปรับใช้นั่นถูกแล้ว คนสูงสุดคือผู้รับใช้เป็นประโยชน์ต่อเขา เมื่อคนหมดเห็นแก่ตัวเป็นอรหันต์ ก็เป็นผู้รับใช้ที่แท้จริง แต่เขาเข้าใจผิดว่าอย่าเอาธรรมะไปปนกับการเมือง แต่นี่คือคือเล่ห์กลของนักการเมืองตัวร้ายที่กันธรรมะออกจากการเมืองจะได้ทำชั่วได้ถนัดๆ คนที่อวิชชาหลงสั่งสมความเป็นจตุมหาราชิกาก็หยาบเลวสุดเป็นจอมยักษ์จอมมารที่ทำทานเพราะหวังภพชาติ ได้อะไรกลับคืนมาแต่ว่าดีขึ้นอีกนิดก็เป็นดาวดึงส์คิดว่าทำสิ่งนี้เป็นสิ่งดีเท่านั้นไม่ต้องการภพชาติอื่น บริสุทธิ์เท่านี้ แต่เขาไม่ได้เรียนรู้ถอดถอนจิตไม่ดีเหล่านี้ หลงดียึดดี แม้ใช้ภาษาบัญญัติคำว่าดีแต่มันยึดในคำว่า “ดี” คนทำสิ่งดีทำเถิดแต่อย่ายึดให้รู้ว่าทำดีแล้ววาง คนก็ต้องทำดี จริงๆแล้วกรรมต้องดีเป็นกุศลกรรม ยิ่งผู้ใดทำกรรมทุกกรรมเป็นกุศล เป็นผล และเป็นมหานิสังสา เป็นประโยชน์ 1.ประโยชน์ที่ชำระกิเลส 2.เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วยเป็นอุภยถะ นั่นแหละเป็นประโยชน์ที่สุดด้วย คนเราเกิดมาหากไม่ได้เรียนรู้ฝึกฝนธรรมะ เป็นชีวิตอาคามี สั่งสมอวิชชา สั่งสมลาภยศสรรเสริญสุข หลงจาตุมหาราชกระเหี้ยนกระหือรือ ได้เสพสุขเป็นดาวดึงส์แล้วอยากให้นานที่สุดเป็นยามาแล้วจะหยุดพักเสวยผลเป็นดุสิต แล้วต้องการเนรมิตให้ได้ด้วยตนเป็นนิมมานรดี แล้วก็ต้องให้ได้บริวารเป็นปรนิมมิตวสวัตตี ถ้าไม่เรียนรู้ถอดถอนพวกนี้แล้วสะสมสั่งสมเทวดา 6 พวกนี้ใส่จิต จะเป็นเทวดา ขาเน่า คืออาตมาออกมาทำงานไม่ได้เอาตัวตนมาทำ แต่ทำงานอย่างเป็นกุลีธรรมะ มองลงไปในส้วมนะ ตอนนี้เพื่อจะไปกำจัดเชื้อโรคร้ายที่ทำลายมนุษยชาติ เชื้อโรคร้ายแรงมากลุยลงไปในหลุมคูต เพราะฉะนั้นอาตมาจึงแสดง ท่าทีลีลาหยาบ ไม่รู้จะทำเช่นไรเพราะอยู่ในหลุมขี้ ก็ต้องบอกให้ทราบ เพราะบรรดาคนคือหนอนที่อยู่ในหลุมขี้นี้ เป็นหนอนโง่อีก ถูกผียักษ์มารหลอกเอาไปกินเป็นพรรคพวกหมดแล้ว ใครจะมาช่วยอาตมาบ้าง ยกมือ ...ขอบคุณมาก คนละไม้คนละมือช่วยกันไป เป็นเรื่องจริง ...เอวัง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน